<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เวิลด์แบงก์’ชี้โควิดทำแรงงานไทยเตะฝุ่น  7 แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย. 2564 นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;nbsp;กล่าวในงานสัมมนา เปิดตัวรายงาน &amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยและตลาดแรงงานในประเทศไทย&amp;rdquo; ว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ถือเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นประเด็นท้าทายต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงตลาดแรงงาน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกในการคุ้มครองทางสังคม ตลาดแรงงาน รวมถึงประชากรสูงวัยที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นให้สามารถรับมือและเข้าใจกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยในไทย ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในไทย และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตได้ ดังนั้นการมีนโยบายที่ดี จึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนตลาดแรงงานอย่างมาก และทำให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืน ประชากรมีความเป็นอยู่ที่ดี&amp;rdquo; นางเบอร์กิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวฟรานเชสก้า ลามานน่า นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;เป็นตัวเร่งและเป็นแรงกดดันสำหรับตลาดแรงงานในไทย โดยงานหลายอย่างถูกแทนด้วยระบบอัตโนมัติ นั่นหมายความว่าแรงงานจะต้องมีการเพิ่มทักษะให้มากขึ้น ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญและเป็นโอกาสที่ดีของตลาดแรงงานไทยที่จะเร่งดำเนินการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้น แต่ปัจจัยเสี่ยงเรื่องภาวะประชากรสูงวัยในตลาดแรงงานไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทย และจะมีผลสูงมากในเรื่องการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า อัตรากำลังของวัยทำงานในตลาดแรงงานไทยลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ในส่วนของไทยมีอัตรากำลังวัยทำงานหดตัวเป็นอันดับ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รองจากเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ขณะที่ประชากรสูงวัยที่มีอายุมากกว่า&amp;nbsp;65&amp;nbsp;ปี กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยในช่วง&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก&amp;nbsp;7%&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;14%&amp;nbsp;โดยที่สหรัฐฯ ใช้เวลาถึง&amp;nbsp;69&amp;nbsp;ปีสำหรับการเปลี่ยนแปลงของประชากรในลักษณะดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ไทยยังมีแรงงานนอกระบบมากกว่า&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ของกำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าแรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้รับการคุ้มครองทางสังคม และการดูแลด้านสุขภาพโดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ขณะที่ในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาไทยยังประสบปัญหาความยากจนอยู่ แต่ปัจจุบันอัตราความยากจนค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากไม่มีนโยบายเรื่องการจัดการแรงงานที่ดีพอ งานที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอทำให้ประชากรอยู่ได้อย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแฮรี่ โมรอซ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก&amp;nbsp;กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2/2563&amp;nbsp;ตลาดแรงงานไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;จนทำให้ตำแหน่งงาน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนตำแหน่งหายไปจากตลาดแรงงาน รวมถึงชั่วโมงการทำงานก็ลดลงด้วย ส่งผลกระทบต่ออัตราค่าแรงงานในระบบ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมีการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานอีกครั้ง สะท้อนจากในไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;พบว่า ชั่วโมงการทำงานมีการปรับตัวลดลงกว่าปีก่อน ตรงนี้บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานไทยไม่มีการฟื้นตัว หรือฟื้นตัวได้ช้า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมหายไปจำนวนมาก ขณะที่แรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลกระทบจากประชากรสูงวัยเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน การหดตัวของวัยทำงานอย่างมากในไทยจะหลายเป็นปัญหาในระยะยาว หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีนโยบายที่ชัดเจน อาจทำให้ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563 &amp;ndash; 2583&amp;nbsp;จะมีแรงงานในวันทำงานลดลงอย่างน้อย&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ประชากรสูงวัยที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงด้วย&amp;rdquo; นายแฮรี่ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนภสร ทุ่งสุกใส ที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จนถึงไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;มีแรงงานที่ต้องออกจากระบบประกันสังคม ตามมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;แล้วกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ก็มีแรงงานบางส่วนที่สามารถกลับเข้ามาในระบบประกันสังคม รวมถึงแรงงานที่ได้รับการจ้างงานใหม่รวมกว่า&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนคน ส่วนที่เหลือกลายเป็นแรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ หรือไปอยู่ในภาคเกษตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาการขาดรายได้ของแรงงานในระยะสั้นนั้น รัฐบาลได้มีนโยบายในการพยุงรายได้ การเติมเงินให้ผู้ประกันตน เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเพื่อพยุงการจ้างงานในระบบผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมให้แรงงานใหม่ได้มีโอกาสทำงาน ช่วยทำให้ตลาดแรงงานทยอยฟื้นตัวได้ดีขึ้น และสามารถพยุงการจ้างงานในระบบได้หลายหมื่นอัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กระทรวงแรงงานยังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;เดินหน้ามาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในระบบรายเล็กให้สามารถอยู่รอดได้ โดยการช่วยจ่ายค่าจ้างแรงงานแทนนายจ้าง ไม่เกิน&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;หรือไม่เกิน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แสนบาท สำหรับนายจ้างหรือสถานประกอบการขนาดเล็กที่มีแรงงานไม่เกิน&amp;nbsp;200&amp;nbsp;คน ซึ่งสะท้อนว่าในภาวะวิกฤติของโควิด-19&amp;nbsp;แรงงานที่ถูกกระทบ รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานพยายามดูแลให้มีการรักษาสภาพการจ้างงานในตลาดให้ยาวที่สุด ผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเงินทั้งนายจ้างและแรงงานให้มากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ตลาดแรงงาน, ธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิลด์แบงก์), เตะฝุ่น, เบอร์กิท ฮานสล์, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb47f1e0530.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การว่างงานของแรงงานทักษะต่ำจากวิกฤตโควิด-19: ปัญหาที่รอไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤตการระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ระลอกสาม ที่ยังไม่มีตัวเลขใดๆที่จะให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในเร็ววันนี้ การพูดถึงนโยบายฟื้นฟู หรือแม้แต่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วกับแรงงานไทย รวมถึงการปรับโครงสร้างอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจที่ส่งผลต่อตลาดแรงงานโลกทำให้เราไม่สามารถชะลอการแก้ปัญหานี้ออกไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง แรงงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นแรงงานกลุ่มที่มีความเปราะบาง และศักยภาพในการปรับตัวน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานเมื่อโควิด-19 ปิดเมือง: ผลกระทบต่อแรงงานไทยในมิติ supply-side หลากมิติของความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานไทยต้องเผชิญ ของสถาบันวิจัยป๋วย อึ้งภากรณ์ (เมษายน 2563) ระบุว่าแรงงานไทยกว่า 6.1 ล้านคนได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ในการระบาดระลอกที่ 1 โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มศิลปะ บันเทิง และนันทนาการ กลุ่มการศึกษา กลุ่มที่พักแรมและร้านอาหาร และกลุ่มกิจกรรมบริการด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องในการระบาดระลอกที่สองและสาม ในมุมของลูกจ้าง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ตั้งแต่ระลอกหนึ่งเป็นแรงงานหญิง แรงงานที่มีการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และแรงงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ แรงงานกลุ่มรายได้ระดับล่าง (รายได้ 6,000 &amp;ndash; 9,000 บาทต่อเดือน) ถึงแรงงานที่ได้ผลกระทบในระยะแรกนี้ ส่วนหนึ่งจะได้กลับมาทำงานหลังมาตรการล็อกดาวน์ แต่จำนวนชั่วโมงในการทำงานลดลง หลายคนตกงานหลังจากนั้นเพราะนายจ้างเลิกกิจการหรือโดนเลิกจ้าง และอีกกลุ่มใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีหลักประกันทางสังคม (social safety net) การประสบภาวะการเงินตึงตัวตั้งแต่ช่วงเริ่มการระบาดในไตรมาสแรกของปี 2563 ต่อเนื่องจึงสร้างข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องมือในการรับมือกับผลกระทบที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (พฤษภาคม 2564) ซึ่งเป็นตัวเลขก่อนเกิดการระบาดรอบที่สาม ประเทศไทยมีประชากรอยู่ในกำลังแรงงาน 38.75 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้ว่างงาน 0.76 ล้านคน และผู้มีงานทำ 38.75 ล้านคน คิดเป็นอัตราว่างงาน 2% ซึ่งดูไม่มาก แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า ผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน (ผู้เสมือนว่างงาน) มีจำนวนสูงถึง 4.38 ล้านคน ส่วนใหญ่รับจ้างงานอยู่ในธุรกิจที่มีความเปราะบาง และอาจมีการปิดกิจการหรือลดจำนวนพนักงาน/ชั่วโมงทำงานเพิ่มเติมหลังการระบาดระลอกสาม นอกจากนี้แล้ว จากตัวเลขผู้ว่างงาน 7.6 แสนคนนั้น 2.45 แสนคนเป็นคนที่ไม่เคยทำงานมาก่อน และ 3.19 แสนคนเป็นผู้ที่เคยทำงานในภาคบริการและการค้าซึ่งเป็นภาคส่วนที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ส่งผลให้ผู้ว่างงานในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับการจ้างงานเป็นเวลานาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ภาคการเกษตรไม่สามารถรองรับแรงงานคืนถิ่นได้เหมือนวิกฤตที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากฐานข้อมูลผู้ใช้มือถือประมาณ 20 ล้านคนของ True Digital Group ประเทศไทยมีแรงงานย้ายคืนถิ่นเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน 2563 รวมกันถึงสองล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในอายุวัยทำงาน (21&amp;ndash;60 ปี) และมากกว่า 50% เป็นผู้มีรายได้น้อย (บิลค่าโทรศัพท์เดือนละ 0-90 บาท) การอพยพแรงงานเมืองที่อายุน้อยและมีความรู้เทคโนโลยีกลับไปชนบทสร้างโอกาสในการพลิกโฉมภาคการเกษตรไทยและการกระจายความเจริญสู่เศรษฐกิจฐานรากได้ ถ้ามีแรงสนับสนุนจากภาครัฐ (ข้อมูลจากรายงานแรงงานคืนถิ่นหลังโควิด 19 จุดเปลี่ยนภาคเกษตรไทยและเร่งกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค: ข้อมูลจาก Mobile Big Data โดย ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ วริศ ทัศนสุนทรวงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เมษายน 2564))&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบัน ชนบทสามารถรองรับประชากรย้ายกลับถิ่นฐาน แต่ภาคการเกษตรมีศักยภาพจำกัดในการจ้างแรงงานกลับภูมิลำเนาได้เหมือนสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง จากรายงานการประเมินความเสียหาย ผลกระทบ และการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นต่อภาวะโรคระบาด COVID-19 โดย มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และสถาบันพระปกเกล้า (ตุลาคม 2563)ระดับครัวเรือน การย้ายกลับภูมิลำเนา ไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือนมากนัก เพราะยังเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และผลผลิตทางการเกษตรที่นำมาใช้ในการบริโภคในครัวเรือนได้ &amp;nbsp;แต่เมื่อมองเรื่องการจ้างงานแล้ว 76% ของครัวเรือนเกษตรไทยพึ่งพารายได้จากนอกภาคการเกษตรมาตั้งแต่ก่อนวิกฤตโควิด-19 เพราะรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิต ภัยธรรมชาติ และราคาสินค้าในช่วงเวลานั้นๆ และครัวเรือนเกษตรมีภาระหนี้สินสูง โดยข้อมูลสินเชื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ปี 2561 ประมาณ 50% ของครัวเรือนชาวนามีหนี้สินมากกว่า 200,000 บาท และอีก 20% มีหนี้สินมากกว่า 400,000 บาท การที่รายได้จากสมาชิกครอบครัวที่ทำงานนอกภาคการเกษตรลดลง รายจ่ายเพิ่มขึ้นจากการกลับมาอยู่บ้านนั้นเป็นภาระปากท้องให้กับครอบครัว ทำให้เกิดภาวะการเงินตึงตัว ในปี 2563 ครอบครัวมากกว่า 70% ใช้เงินออมและการขายสินทรัพย์ในการรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ (ข้อมูลจากรายงานครัวเรือนเกษตรไทยในวิกฤตโควิด-19: หลักฐานเชิงประจักษ์จากการสัมภาษณ์เกษตรกรทั่วประเทศ โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ (พฤษภาคม 2563))&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้แล้ว จำนวนการถือครองที่ดินที่ลดลงของครัวเรือนเกษตรไทย บวกกับแรงงานอายุน้อยไม่มีความคุ้นเคยกับการทำการเกษตร จึงขาดความรู้และทักษะในการเริ่มทำงานได้ทันที แรงงานย้ายกลับจึงออกไปรับจ้างงานอื่นในพื้นที่ หรือย้ายกลับถิ่นฐานเพียงเพื่อรองานในเมืองกลับมาเปิดเหมือนเดิม ในขณะที่เกษตรกรรายใหญ่ผู้ถือครองทุน นิยมจ้างแรงงานต่างชาติมากกว่าเพราะมีค่าจ้างที่ต่ำกว่า เช่น แรงงานลาวค่าจ้างวันละ 200 บาทเทียบกับการจ้างงานคนไทยวัน 300 บาท เป็นต้น นอกจากปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตภาคเกษตร และความรู้และทักษะในการทำงานแล้ว ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยแล้ง ทำให้แรงงานคืนถิ่นมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจการเกษตรในชุมชน การจะทำให้แรงงานกลุ่มนี้ย้ายถาวรกลับมาอยู่ในภูมิลำเนาเพื่อพลิกโฉมภาคการเกษตร และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนได้ ต้องอาศัยแรงผลักดันและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้นจากรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม การปรับรูปแบบการทำงานในภาคธุรกิจจากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลระยะยาวต่อโครงสร้างตลาดแรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระดับโลก รายงาน The future of work after COVID-19 โดย McKinsey Global Institute ได้พูดถึงสามเทรนด์สำคัญที่ส่งผลต่อการจ้างงานแล้ว ได้แก่ (1) รูปแบบการทำงานที่มีการผสมผสานระหว่างการทำงานที่บ้าน และการทำงานในออฟฟิศ โดย 10% ของลูกจ้างในประเทศกำลังพัฒนาเปลี่ยนมาทำงานในรูปแบบนี้มากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ระบบขนส่งเพื่อเดินทางมาทำงาน ร้านอาหาร และร้านค้าในโซนออฟฟิศในเมืองจะน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดการหดตัวของการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้องในระยะยาว &amp;nbsp;(2) การเติบโตของการบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ มีผลต่อการเคลื่อนย้ายการจ้างงาน (transition) ของแรงงานทักษะต่ำ ซึ่งเมื่อก่อนจะมีการจ้างงานเยอะในธุรกิจบริการที่เป็นร้านค้า และร้านอาหาร มาเป็นการจ้างงานในภาคการขนส่งสินค้าจากผู้ขายไปสู่ผู้บริโภค (distribution centers and last mile delivery) และ (3) การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงานมากขึ้น (automation and AI) ทำให้งานที่ถูกทดแทนได้ด้วยหุ่นยนต์ เช่น สายงานการผลิตในโรงงาน แคชเชียร์ในร้านที่ใช้ customer kiosks แทนมนุษย์ จะหายไปถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนแปลงของงานอนาคตที่มาเร็วขึ้นมากเป็นผลจากที่ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนในช่วงโรคระบาดทำให้แรงงานกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานทักษะต่ำ แรงงานผู้หญิง และแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รวดเร็ว และยาวนาน เพราะไม่มีทรัพยากรในการปรับตัวสู่ความต้องการในตลาดแรงงานรูปแบบใหม่ และไม่มีเวลาพอที่จะปรับตัวได้ รัฐบาลและธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญมากในสร้างทักษะดิจิตัล การเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ท และการ retrain แรงงานเพื่อการโยกย้ายงานไปในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งนี้ จากรายงาน The Future of Jobs Report 2020 ของ World Economic Forum (WEF) มีข้อมูลเรื่องงานอนาคตในแต่และประเทศ ทำให้เห็นว่าภาคส่วนที่ตื่นตัวและเริ่มทำการพัฒนาทักษะแรงงานสู่งานรูปแบบใหม่ เป็นการลงทุนของบริษัทมากกว่าฝั่งรัฐ การที่แรงงานกลุ่มเปราะบางในประเทศไทยออกมาจากงานแล้ว และรัฐบาลยังไม่มีกลไกลหรือนโยบายที่จัดการกับเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม มีความเสี่ยงสูงมากว่าผู้ว่างงานจะอยู่นอกตลาดงานยาวซึ่งเป็นการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสามปัจจัยเบื้องต้น ทำให้เห็นถึงความลึก กว้าง และเร่งด่วนของปัญหาที่รัฐควรจะต้องรีบดำเนินการ ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่จะทำเศรษฐกิจเราโตได้ในระยะยาว การออกแบบนโยบายสาธารณะที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และทำให้ทรัพยากรมนุษย์ถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาจึงเป็นเรื่องที่รอไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
เอด้า จิรไพศาลกุล
มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
CEO, เทใจดอทคอม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104205</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ว่างงาน, แรงงาน, แรงงานทักษะต่ำ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097712976db9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลเผยปัญหา&#039;ตกงาน&#039; เป็นเรื่องใหญ่ของคนไทยในวันนี้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ตกงาน&amp;rdquo; ปัญหาใหญ่ของคนไทย ณ วันนี้ กลุ่มตัวอย่าง 1,155 คน สำรวจวันที่ 15-18 มีนาคม 2564 พบว่า ตั้งแต่มีโควิด-19 ประชาชนใช้จ่ายเรื่องสุขภาพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 38.65 แต่เงินออมลดลง ร้อยละ 47.10 เมื่อต้องใช้เงินฉุกเฉินจะนำเงินเก็บส่วนตัวออกมาใช้ ร้อยละ 55.23 โดยมองว่าสถานการณ์ &amp;ldquo;ตกงาน&amp;rdquo; ณ วันนี้ ทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล ร้อยละ 65.94 &amp;nbsp;จึงอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาโดยให้มีการฝึกอาชีพ สร้างอาชีพเสริมให้กับประชาชน ร้อยละ 56.66&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังมีโควิด-19 ตัวเลขการตกงานของคนไทยก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สบายใจได้เท่าใดนัก เมื่อ โควิด-19 เข้ามาจึงเป็นเหมือนตัวเร่งให้ยอดคนตกงานพุ่งสูงขึ้น แรงงานอีกหลายส่วนก็ยังอยู่ในสถานะที่ไม่รู้ว่าจะยื้อไปได้อีกนานแค่ไหน ปัญหาตกงานจึงเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย ณ วันนี้ และควรจะต้องเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลด้วยเช่นกัน เพราะหากมุ่งแก้เฉพาะปัญหาการเมือง สุดท้ายแล้วเศรษฐกิจไทยจะหลับลึกและไม่ตื่นก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประศาสน์ นิยม &amp;nbsp;อาจารย์ประจำหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า ในปี 2563 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยลดลงถึงร้อยละ 6.6 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบร้อยละ 0.9 เป็นผลมาจากการที่ประชาชนมีรายได้ ชั่วโมงการทำงาน และค่าล่วงเวลาลดลง จำเป็นต้องใช้เงินออมเพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันโรคระบาด มีการก่อหนี้บัตรเครดิตมากขึ้น จากข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐแสดงให้เห็นว่า คนไทยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14 ล้านคน มีรายได้ไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน รวมทั้งคนไทยที่มียอดเงินฝาก &amp;nbsp;ไม่เกิน 50,000 บาท สูงถึงร้อยละ 86.6 ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ให้เห็นถึงระดับรายได้และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เงินออมของคนไทยส่วนใหญ่ต่ำมาก ปัจจุบันมีผู้ว่างงานจำนวน 650,000 คน คิดเป็นร้อยละ 1.69 ของกำลังแรงงานมีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาชนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างงานและพัฒนาทักษะใหม่ เช่น การพัฒนาระบบ อี-คอมเมิร์ซ และระบบโลจิสติกส์ที่เป็นของคนไทย การส่งเสริมการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า มอเตอร์ และแบตเตอรี่ การเกษตรปลอดภัยและอาหารสุขภาพ โดรนทางการเกษตร การติดตั้งโซล่าเซลล์ทั้งภาคในเมืองและภาคการเกษตร เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96755</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ปัญหาหลักคนไทย, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056c6a55f81d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2021 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2021 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮลั่น!เยียวยาแล้ว 258 ล้านบาท ผู้ถูกเลิกจ้าง 2,441 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค.64 - นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับกระทรวงแรงงาน ได้แสดงความห่วงใยลูกจ้างพร้อมสั่งการมาที่ตนให้ติดตามปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะกรณีลูกจ้างจำนวนมากที่ถูกบริษัทเลิกจ้างกะทันหันจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบก่อน อาทิ บริษัท วิงสแปน เชอร์วิสเชส จำกัด ที่เลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 2,500 คน บริษัท ยูนิสันแพน (เอเชีย) จำกัด เลิกจ้างลูกจ้าง จำนวน 658 คน และขณะนี้การแพร่ระบาดระลอกใหม่ มีแนวโน้มจะกระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะซ้ำเติมลูกจ้างได้อีก หากยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชาติ กล่าวว่า ตนจึงได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงาน เร่งรัดติดตามการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิลูกจ้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้รับสิทธิอย่างครบถ้วนและรวดเร็ว เพราะปัญหาค่าใช้จ่ายในเรื่องความเป็นอยู่ และปากท้องของแรงงานในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยนายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ได้รายงานว่า ขณะนี้กรมฯ ได้ติดตามการให้ความช่วยเหลือลูกจ้างบริษัท วิงสแปน เชอร์วิสเซส จำกัด โดยได้ดำเนินการ ประสานบริษัท วิงสแปนฯ จำกัด และผู้ทำแผนฟื้นฟูบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยได้นำแคชเชียร์เช็คมาจ่าย ให้กับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 2,441 คน แล้วรวมเป็นเงิน 258,309,031.87 บาท ยังคงมีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างยังไม่มารับแคชเชียร์เช็คอีกจำนวน 59 คน ซึ่งได้ให้คำแนะนำแก่บริษัทฯ โอนเงินตามสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเข้าบัญชีธนคารตามรายชื่อของลูกจ้างทั้ง 59 คนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชาติ กล่าวว่า สำหรับกรณีลูกจ้างบริษัท ยูนิสัน แพน(เอเซีย) จำกัด ที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงานภายในระยะเวลาที่กำหนด และกรมฯได้แจ้งความดำเนินคดีต่อนายจ้างฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกระทรวงแรงงานได้ อนุมัติเงินกองทุนสงคราะห์ลูกจ้าง กรณีนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชย จำนวน 426 คน เป็นเงินจำนวน6,743,750 บาท ซึ่งมีลูกจ้างมายื่นขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ฯ แล้ว จำนวน 175 คน เป็นเงินจำนวน 2,713,750 บาท ในขณะที่มีลูกจ้างจำนวน 252 คน ได้ทำสัญญากับนายจ้างที่ยื่นข้อเสนอว่าจะจ่ายเงินค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ ซึ่งเป็นจำนวนงินที่ลูกจ้างพอใจ และได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาเพื่อเป็นหลักฐาน ส่วนลูกจ้างที่ยังไม่ได้เข้ามายื่นขอรับเงินกองทุนฯ กรมฯจะได้ประสานให้ลูกจ้างเข้ามารับเงินดังกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89256</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ประกันสังคม, ผู้ว่างงาน, สุชาติ ชมกลิ่น, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201220/image_big_5fdf76402ec47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2020 19:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 19:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศร้า!เชฟร้านอาหารภูเก็ตโดนพิษโควิดตกงานผูกคอตายลาโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค.63-พ.ต.ต.วุฒิชัย แก้วทอง สารวัตร (สอบสวน) สภ.ถลาง &amp;nbsp;จ.ภูเก็ต &amp;nbsp;ได้รับแจ้งมีเหตุคนผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านเช่า ในซอยหลังแคมป์คนงานหาดใหญ่นันทกร เลขที่ 131/65 &amp;nbsp;ม.4 ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง &amp;nbsp; จึงได้ประสาน หน่วย EMS Advance ของโรงพยาบาลพยาบาลถลางและหน่วยกู้ชีพเทศบาลตำบลศรีสุนทรร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นบ้านเช่าห้องแแถวจำนวน 5 ห้อง ห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องแรก ภายในบ้านพบร่างนายสมาน ประสาริกา อายุ 45 ปี ไม่สวมเสื้อ สวมเพียงกางเกงวอร์มขายาวสีดำตัวเดียว นอนอยู่บนพื้นหน้าห้อง ซึ่งภรรยาและเพื่อนบ้านได้ช่วยกันแกะผ้าที่ผูกคอมัดกับลูกบิดประตูห้องนอนแล้ว &amp;nbsp;ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลจากการถูกทำร้าย เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบไม่มีชีพจรแล้ว พร้อมทำการ CPR &amp;nbsp;และนำร่างนายสมาน ส่งโรงพยาบาลถลางเสียชีวิตในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส. วิไลวรรณ พัจฉิม อายุ 34 ปี &amp;nbsp;ภรรยาผู้ตายเล่าว่า ตอนเกิดเหตุ ตนได้ไปทำงาน ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นสามีได้โทรศัพท์มาบอกตนเองว่าจะผูกคอตายแล้ว ด้วยความตกใจจึงได้ลางานกลับมาที่บ้าน พบว่า สามีได้ใช้ผ้าแพรสีฟ้า ผูกคอติดอยู่กับลูกบิดประตูห้องนอน &amp;nbsp; จึงได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน นำร่างสามีลงมานอนบนพื้นในบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สามีเคยทำงานเป็นเชฟร้านอาหารฝรั่งชื่อดังแห่งหนึ่งของภูเก็ต และได้ตกงานมาหลายเดือนแล้ว เนื่องจากสถานการณ์โควิดระบาด สามีก็เริ่มขาดรายได้และไม่มีงานให้ทำ ก่อนที่จะผูกคอตายได้โทรศัพท์มาบอกว่ากำลังจะผูกคอตาย&amp;quot;
&amp;nbsp;
เจ้าหน้าที่จึงได้สันนิษฐานว่าสาเหตุที่ทำให้นายสมานคิดสั้น เพราะเครียดเรื่องที่ตกงานไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว หรืออาจจะคิดว่าตัวเองเป็นภาระ จึงตัดสินใจผูกคอเสียชีวิตดังกล่าว หลังทราบเรื่อง เจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและชันสูตรพลิกศพร่วมกับแพทย์เวร ก่อนมอบให้ญาตินำไป ประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79460</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ผูกคอตาย, ภูเก็ต, เชฟร้านอาหาร, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201004/image_big_5f79bd703a5f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หอการค้า&#039;ห่วงศก.ฟื้นช้าดันเอสเอ็มอีปลดพนักงานอีก2ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.2563 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การจ้างงานในปัจจุบันมีความน่ากังวลอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2/2563 ติดลบ 12.2% ตัวเลขการว่างงานจึงเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากช่วงก่อนการล็อกดาวน์ จากอัตราการว่างงานเพียง 1% หรือประมาณ 4 แสนคน พุ่งสูงขึ้นเป็น 8 แสนคน หรือ 1.95% ประกอบกับหลายประเทศยังไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ จนผลกระทบจากโควิด-19 ครอบคลุมไปทั่วโลกทั้ง 5 ทวีป จึงไม่สามารถการทำทราเวลบับเบิลได้อย่างน้อยอีก 6 เดือน ถึง 1 ปี ส่วนการส่งออกก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า หากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นภายใน 6 เดือนจนถึงสิ้นปี ธุรกิจเอสเอ็มอี อาจมีการปลดคนงานสูงถึง 2 ล้านคน สอดคล้องกับตัวเลขจากสภาพัฒน์ ที่ทำให้เห็นว่าผลกระทบการว่างงานระยะแรกเกิดขึ้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องจับตาดูว่า ศบศ.จะจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยขนาดไหน หากมาตรการเศรษฐกิจที่ออกมามีผลสำเร็จ อัตราการว่างงานในช่วงปลายปีไม่ควรถึง 1.5 ล้านคน แต่หากปลายปีเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นก็มีโอกาสที่จะเห็นตัวเลขการว่างงานสูงถึง 2 ล้านคนได้&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิด-19 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ปัญหาคนตกงาน กับคนเป็นหนี้มากขึ้น ดังนั้นตัวเลขในไตรมาส 2 จึงปรากฏออกมาอย่างที่เป็นข่าว และได้แต่หวังว่าในไตรมาส 4 ตัวเลขการจ้างงานจะพุ่งสูงขึ้น เพราะจะมีผลต่อความเชื่อมั่น การใช้จ่าย รัฐบาลจึงควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาให้ได้ภายในต้นไตรมาส 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น ประชาชนไม่ได้อยากก่อหนี้เพิ่ม แต่ประชาชนมีความจำเป็นจึงต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้น และมาตรการรัฐมีการออกมาตรการให้กู้เพื่อเยียวยาธุรกิจ ส่งผลให้ตัวหนี้เพิ่มอยู่แล้วโดยนโยบาย หากปะครองการจ้างงานได้การก่อหนี้จะไม่เพิ่มขึ้น / รวมถึงเรื่อง จีดีพี หากรัฐบาลไม่สามารถทำให้ จีดีพี พลิกฟื้นได้ในปลายปีเราอาจเห็นระดับหนี้ครัวเรือนทะลุ 85%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74947</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ธนวรรธน์ พลวิชัย, ม.หอการค้าไทย, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d110a23c30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2020 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2020 13:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;จับกัง1&#039;โต้ผู้นำฝ่ายค้านตัวเลขตกงาน 8 ล้านคนไร้ข้อมูลอ้างอิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค.63-นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน &amp;nbsp;และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงกรณีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้าน ระบุในงานเสวนา &amp;ldquo;ฝ่ายค้านฟัง กลุ่มเปราะบางจากวิกฤติโควิด&amp;rdquo; เวทีที่ 1 ความเดือดร้อนแรงงานในและนอกระบบจากวิกฤติโควิด-19 ที่กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค. มีคนตกงานถึง 8 ล้านคนว่า &amp;nbsp;ต้องขอขอบคุณผู้นำฝ่ายค้าน และสมาชิกฝ่ายค้าน ที่เสนอข้อมูล และทำงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในภาคแรงงาน ซึ่งข้อเสนอต่างๆที่เป็นประโยชน์ &amp;nbsp;ทางกระทรวงแรงงานพร้อมรับและรับไปดำเนินการทันที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชาติกล่าวว่า ปัญหาคนว่างงาน เป็นเรื่องที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความห่วงใยเป็นอย่างมากและ ที่ผ่านมาได้ท่านได้เร่งรัดแก้ไขตามกลไกลต่างๆของกระทรวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องคนตกงานที่มีการกล่าวว่ามีมากถึง 8 ล้านคน ขอชี้แจงว่าตัวเลขดังกล่าวไม่มีหลักฐานอ้างอิง ผมในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหรือหัวหน้าผู้รับใช้แรงงาน มีความจำเป็นที่ต้องยึดถือตัวเลขจากระบบเพราะจากข้อมูลแรงงานที่อยู่ในระบบผู้ประกันตนนั่นมีทั้งหมดตามมาตรา 33-39-40 มีประมาณ 16.3 ล้านคน และช่วงโควิด-19 ผู้ที่ประกันตนในระบบประกันสังคม &amp;nbsp;สำนักงานประกันสังคมได้รับชดเชยเงิน จากการว่างงานจริงๆ จ่ายเงินจำนวน 714 ,268 คน วงเงิน 17,224 ล้านบาท&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.แรงงานกล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้ออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการต่างๆในช่วงเดือนมี.ค. &amp;ndash; ก.ค. ที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หนักๆทำให้ รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทย จึงให้กิจการที่เป็นที่สุ่มเสี่ยงปิดชั่วคราว และ ทางประกันสังคมก็จ่ายชดเชย 62% จำนวน 90 วัน เป็นจำนวน9 แสนกว่าคน ที่ผ่านมา และบัดนี้สถานประกอบการต่างๆกลับมาเปิดกิจการได้เป็นปกติแล้ว อาทิเช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านนวด ร้านสปา โรงหนัง โรงแรม กิจการต่างๆอีกมากมายเกือบครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประเด็นที่ฝ่ายค้านระบุรัฐบาลดูแลผู้ใช้แรงงานไม่ทั่วถึง และขาดมาตราการช่วยหางานใหม่ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆผ่านกระทรวงการคลัง &amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรกรณ์ กระทรวงกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานทั้งในระบบและนอกระบน อาทิ โครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการจ้างงานของรัฐ ที่มีการจ้างแล้ว 209 ,930 คน จากเป้าหมาย 410,415 คน &amp;nbsp; โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน เตรียมใช้งบประมาณปี 64 จ้างงานเพิ่มอีก 5,000 คน &amp;nbsp;และที่ผ่านมาทางกระทรวงแรงงานได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีหลักประกันที่ 3% ต่อปี ให้ผู้ประกอบการหรือ(soft loan) วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อรักษาผู้ใช้แรงงาน ให้คงมีงานทำ โดยตนจะเข้าไปเร่งรัดให้มีการปล่อยสินเชื่อให้รวดเร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติจำนวน 63 รายสามารถรักษาการจ้างงานได้ 8,158 คน คิดเป็นวงเงิน387ล้าน&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะผลักดันศูนย์การงานแห่งชาติ ที่ตนเป็นประธานนั่งกำกับด้วยตัวเอง เพื่อจัดหาตลาดงาน และจับคู่ตำแหน่งต่างๆที่เหมาะสมให้แก่พี่น้องประชาชน &amp;nbsp;ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยงานจัดหางานทุกจังหวัด ดำเนินภารกิจนี้อย่างเร่งด่วน &amp;nbsp;รวมทั้ง ผลักดันเรื่องดิจิตอลแพลตฟอร์มแบบ One-stop platform &amp;ldquo;ไทยมีงานทํา&amp;rdquo; ผ่านพรก.เงินกู้4 แสนล้านบาทเพื่อรองรับแรงงาน 400,000 ตำแหน่ง &amp;nbsp;อีกทั้งยังเป็นช่องทางยกระดับ ปรับทักษะให้แรงงานเพื่อเข้าสู่อาชีพที่ประชาชนสนใจคาดว่าจะเปิดให้บริหารสิ้นเดือนสค.นี้ &amp;nbsp;รวมทั้งเปิดตลาดในต่างๆประเทศโดยผมได้นัดหมายพูดคุยกับสมาคมส่งคนงานไปต่างประเทศ เพื่อทราบว่ามีจำนวนต้องการเท่าไหร่ อะไรที่ติดขัดทำอย่างไรให้กระทรวงแรงงานช่วยอะไรตรงไหนบ้าง เพื่อที่หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย อาทิ ไต้หวั่น ญี่ปุ่น อิสราเอล เกาหลีใต้เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชน และเร่งสร้างงาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจ้างงานมาอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนเป็นการถอดเครื่องช่วยหายใจในห้อง ICU &amp;nbsp;เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาให้หายขาด ดังนั้นข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำเสนอต้องขอบคุณมากๆแต่อาจเป็นด้านเดียว ที่ยังไม่ครบถ้วน &amp;nbsp; ทั้งที่เหรียญนั้นมีสองด้านเสมอ &amp;nbsp;ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องต้องมานั่งคุยกันแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพื่อให้ตั้งต้นตรงกัน ซึ่งผมยินดีเข้าไปรับฟังเพื่อช่วยกันทำงานแบบสร้างสรรค์เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองด้วยกัน และพร้อมแก้ไขปัญหาต่างๆไปในทิศทางเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74588</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนว่างงาน, จับกัง1, ตกงาน, นายสุชาติ ชมกลิ่น, ผู้นำฝ่ายค้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f36a2f391d6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
