<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 23:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2018 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิทักษ์&quot;บางกระเจ้า&quot;สู่ป่ากลางเมืองใหญ่ที่สุดในเอเชีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คุ้งบางกะเจ้า นับว่าเป็นแหล่งโอโซนใหญ่ในเมือง ที่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุด เพราะยังมีสภาพเป็นป่าธรรมชาติ สามารถพบต้นไม้ที่ขึ้นตามป่าชายเลนหลายชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพ และถือเป็นแหล่งผลิตโอโซนลำดับที่ 7 ของโลก เปรียบได้กับปอดของคนกรุงเทพ จึงนับเป็นแหล่ง Blue Carbon ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังเคยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร ไทม์ส (Times)ให้เป็น The BestUrban Oasis of Asia&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บรรยากาศในคุ้งบางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอนุรักษ์บางกระเจ้า ให้มีสถานะปอดกลางเมือง ทำให้มีการพัฒนากฎเกณฑ์ในการดูแลรักษาบางกระเจ้าขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กำหนดให้พื้นที่ ต.ทรงคนอง ต.บางกระสอบ ต.บางน้ำผึ้ง ต.บางยอ ต.บางกะเจ้า และต.บางกอบัว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จำนวนพื้นที่ประมาณ 12,000 ไร่ ให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดขอบเขตเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและการประกอบพาณิชยกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้กำหนดมาตรการห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร เช่น การสร้างโรงแรมหรืออาคารชุด กำหนดหลักเกณฑ์การก่อสร้าง และการวัดความสูงของอาคาร พร้อมทั้งกำหนดมาตรการห้ามกระทำการหรือกิจกรรม เช่น การถมหรือปรับสภาพลำกระโดง คู คลอง หรือแหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งมีผลทำให้ตื้นเขินหรือเปลี่ยนทิศทางน้ำ หรือทำให้น้ำไม่อาจไหลได้ตามปกติหรือตามธรรมชาติ เว้นแต่การก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำของทางราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเดินหน้าปฏิรูป 6 เรื่องหลัก ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปีแรก ด้วยงบเบื้องต้นกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp; ได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าเป็น 55% ซึ่งสำหรับโครงการพัฒนาป่าในเมือง โครงการคุ้งบางกระเจ้า เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก โดยตั้งเป้าให้บางกระเจ้าเป็นป่าในเมืองเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยชื่อเสียงของบางกระเจ้าในฐานะปอดของคนกรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนริ่มสนใจและอยากไปสัมผัสบางกระเจ้ามากขึ้น ทำให้ในปี2547 ทางชุมชนได้ตัดสินใจเปิดพื้นที่ให้บางกระเจ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยว&amp;nbsp; โดยเฉพาะมีการเปิดตลาดบางน้ำผึ้งในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปเที่ยวบางกระเจ้าอย่างมากมาย&amp;nbsp; คนในชุมชนมีรายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นกอบเป็นกำ แต่แม้เศรษฐกิจในชุมชนจะดีขึ้น แต่กลับพบว่า การเข้ามาของนักท่องเที่ยว ทำให้ในพื้นที่มีปริมาณขยะเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนตำบลบางระเจ้าระบุว่า ปัจจุบันนี้ในเวลา1 สัปดาห์ บางระเจ้ามีปริมาณขยะเฉลี่ยมากถึง 8,000 กิโลกรัมต่อวัน&amp;nbsp; ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปริมาณเฉลี่ยเดิมที่ 4,500 กิโลกรัมต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเริ่มต้นวิ่งเก็บขยะ หรือ Plogging&amp;nbsp; ที่บางกระเจ้า ที่ริเริ่มโดยกลุ่ม Blue Carbon Society องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร&amp;nbsp;โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะในบางกระเจ้่าที่เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สัดส่วนขยะที่พบมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ ถุงพลาสติก 40% ขยะอินทรีย์ 26% ขยะรีไซเคิล (แก้ว และกล่องนม) 24% ขยะมูลฝอยทั่วไป 8% และขยะอันตราย 2% บางกะเจ้าจึงมีความเสี่ยงต่อการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ และเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทาง และอาจส่งผลไปสู่ระบบนิเวศทางทะเล และชายฝั่งทะเลอีกด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาขยะในบางกระเจ้า ที่เป็นผลพวงจากการท่องเที่ยวที่คึกคัก ทำให้องค์กรภาคเอกชน&amp;quot; บลูคาร์บอนโซไซตี้ (Blue Carbon Society)&amp;quot;ชวนพนักงานกลุ่มบริษัทดีที และเชลล์ฮัท พร้อมผู้สนใจ คนในชุมชนกว่า 300 คน ได้ทำกิจกรรมวิ่งเก็บขยะ &amp;ndash; Blue Plogging&amp;nbsp; ณ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ (คุ้งบางกะเจ้า) เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงปัญหาขยะที่คุ้งบางกระเจ้า ซึ่งแม้จะเป็นขยะบนบกในวันนี้ แต่ก็มีโอกาสที่จะไหลลงสู่ทะเลกลายเป็นขยะทะเลได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะขยะพลาสติกซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. ชวัลวัฒน์ และคุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blue Carbon Society กล่าวว่า การวิ่ง plogging หมายถึง Jogging + Picking up หรือ Plocka Upp ในภาษาสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่จัดการวิ่งประเภทนี้ในปี 2559 ก่อนจะได้รับความนิยมไปทั่วโลก นับเป็นการวิ่งจ็อกกิ้งไปพร้อมๆกับการเก็บขยะ&amp;nbsp; มีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพของผู้วิ่งและส่วนรวมคือชุมชนสะอาด และในการทำกิจกรรมครั้งนี้ Blue Carbon Society ได้ขอให้ผู้วิ่งจากกลุ่มบริษัทดีทีและเชลฮัทนำถุงพลาสติกเก็บขยะและกระบอกน้ำมาเองจากบ้าน เพื่อไม่สร้างขยะพลาสติกเพิ่มจากการจัดกิจกรรม โดยได้ประสานกับบริษัทคัดแยกขยะรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์ จำกัด เพื่อมารับขยะไปคัดแยกและกำจัดอย่างถูกวิธี นอกจากนั้น ยังมีคูลเลอร์จัดวางตามจุดให้ผู้วิ่งเติมน้ำใส่กระบอกน้ำได้ตลอดเส้นทางอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ชุมชนบางกระเจ้า และทุกฝ่ายต้องเริ่มต้นดูแลและฟื้นฟูพื้นที่บริเวณคุ้งบางกะเจ้า ให้ลดความเสี่ยงต่อปัญหาปริมาณขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่เราทำคือการรณรงค์ ให้มีการลดขยะบนบกเพื่อป้องกันขยะไหลลงสู่ทะเล ถือเป็นปฐมบทแห่งการดูแลรักษา ฟื้นฟูระบบนิเวศทาง ทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; ซึ่งจากข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะในทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีการปล่อยขยะลงสู่ท้องทะเลถึงกว่า 1 ล้านตันต่อปี&amp;nbsp; ลองคิดดูว่าโดยเฉลี่ย 1 คน วิ่งเก็บขยะได้ประมาณ 2 กิโลกรัมภายในครึ่งวัน ถ้าคนไทยทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคน ช่วยกันวิ่งเก็บขยะ ก็จะช่วยลดปริมาณขยะได้มากถึง 120 ล้าน กิโลกรัม นี่คือพลังสังคมที่เราอยากปลุกให้ทุกคนลุกขึ้นมาปกป้องท้องทะเลร่วมกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านทิพพาภรณ์กล่าวว่า การตระหนักปัญหาขยะบนบก ที่อาจจะไหลลงสู่ทะเล&amp;nbsp; นับเป็นการต่อชีวิตยืดอายุสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ทั้งเต่าทะเล พะยูน โลมา แมงดาทะเล ให้อยู่ในท้องทะเลอย่างที่ควรจะเป็น เพราะเมื่อสัตว์ทะเลเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติกในทะเล ก็จะอยู่ในระบบนิเวศท้องทะเลอย่างสมดุล ทำให้มีพื้นที่ Blue Carbon เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นโดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปริมาณขยะที่เก็บได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนอาจสงสัยว่าบางกระเจ้าจะเป็นป่ากลางเมืองได้อย่างไร แต่ถ้าได้มีโอกาสไปเยือนสักครั้ง ก็จะรู้ว่าบางกระเจ้ามีป่ากลางชุมชน &amp;quot;สวนป่าเกดน้อมเกล้า &amp;quot; ที่มีขนาดพื้นที่ 1,200 ไร่ หรือประมาณ 10% ของพื้นที่บางกระเจ้า นับเป็นป่าชุมชนที่อยู่ภายในต้การดูแลของสำนักป่าาชุมชน กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงสมาน เสถียรบุตร ผู้อาวุโสของชุมชน แกนนำอนุรักษ์บางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาน สถียรบุตร ผู้อาวุโสแกนนำของกลุ่มรักษ์บางกระเจ้า&amp;nbsp; เล่าถึงที่มาของป่าชุมชนในบางกระเจ้าว่า ในสมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการประกาศให้บางกระเจ้าทั้งเกาะเป็นป่าสงวน และให้ชุมชนที่อยู่อาศัยดั้งเดิมมาหลายร้อยปี อพยพออกไป แต่ระหว่างนั้นพอดี นายกำพล วัชรพล เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ไปที่บางกระเจ้าและแนะนำให้ชาวบ้านถวายฎีกาต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp; ทรงรับฏีกาไว้และทำให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9ก็ทรงแนะนำให้ชาวบ้านที่ต้องการอพยพออกไป ขายที่ดินให้กับกรมป่าไม้ ซึ่งที่ดินที่ชาวบ้านขายปัจจุบันกลายเป็นป่าชุมชน &amp;quot;สวนเกดน้อมเกล้าฎที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหนสีเขียวปกคลุม บึงน้ำกร่อย ที่อยู่ในป่าชุมชนขนาด1,200 ไร่ ของบางกระเจ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพ3น้ำ มีทั้งน้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อยที่ล้อมรอบบางกระเจ้า&amp;nbsp; มีทั้งบึงน้ำกร่อย น้ำจืดในพื้นที่เดียวกัน เป็นระบบนิเวศที่มีความผสมผสาน ทำให้บางกระเจ้ามีความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่อดีต ชาวบ้านมีอาชีพทำสวนผลไม้ ซึ่งพบว่าบางกระเจ้ามีพืชพื้นเมือง 35วงศ์ 72สกุล 81ชนิด และมะม่วงน้ำดอกไม้เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของบางกระเจ้า ลุงสมานเล่าว่า ต้องยกความดีให้กับสภาพน้ำกร่อย&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นนิเวศที่ทุกอย่างไม่ว่าพืชหรือสัตว์ต้องพึ่งพาอาศัย&amp;nbsp; ต้นไม้ก็ต้องอาศัยเพื่อเพิ่มรสชาติ&amp;nbsp; ของผลไม้ ยิ่งสัตว์น้ำ ทั้งสัตว์น้ำจืด สัตว์น้ำเค็ม ล้วนต้องมาวางไข่ที่น้ำกร่อย อย่างกุ้งก้ามกราม เวลาวางไข่ก็มาวางรอบเกาะที่เป็นน้ำกร่อย พอโตถึงจากไปสู่ทะเล&amp;nbsp; พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นแหล่งบริบาลสัตว์น้ำ แต่เมื่อ2-3 ปีที่ผ่านมา มีคนรู้ว่าตรงแถบนี้เป็นที่วางไข่ของกุ้งก้ามกราม ก็เอายามาโรยล้วจับ&amp;nbsp; แต่ได้กุ้งไม่ถึงเปอร์เซ็นต์เพราะกุ้งจะตายก่อนจับได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;น้ำกร่อยเหมือนเป็นกรดอ่อนๆ อย่างเพาะปลากัดก็จะติดง่าย ไข่ไม่ค่อยฝ่อ ปูทะเลถ้าไข่วางน้ำจืดจะฝ่อหมดด้วยเหมือนกัน ต้องมาวางไข่ที่น้ำกร่อย สัตว์พวกนี้อยู่ตามป่าชายเลนตัวเล็กๆเต็มไปหมด ปลากระบอกถ้าไปหาที่น้ำธรรมดาน้ำจืดไม่มี แต่ลูกปลาจะมาอยู่ตามป่าชายเลนริมแม่น้ำพอน้ำเค็มมา เขาก็ไปลงทะเล&amp;nbsp; พอเริ่มจะวางไข่ก็มาที่นี่อีก สมัยก่อนผมเด็กๆ ตกปลากระพงขาวๆ ตัวใหญ่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสิบๆโล ชาวบ้านก็เอากุ้งก้ามกราม เกี่ยวเบ็ด รอสักพักก็ได้ เดี๋ยวนี้มีแต่น้อยลง เทียบกับตอนเด็กๆพวกปลาทะเล ปลากระพง ปลาอุก อะไรพวกนี้ เราตกแถวนี้แหล่ะ &amp;quot;ลุงสมานเล่าความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่บางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเวลาที่ผ่านพ้นไป ทำให้บางกระเจ้ามีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงหลังๆที่บางกระเจ้าบูมขึ้น มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะขึ้น ก็ทำให้คนที่อยู่อาศัยดั้งเดิมขายที่ อพยพไปอยู่ที่อื่น ลุงสมานเล่าว่า ทุกวันนี้มีคนบางงกระเจ้าดั้งเดิมอยู่อาศัยเพียง 50% เท่านั้น&amp;nbsp;อีกทั้ง กฎหมายผังเมืองบางกระเจ้าก็ปรับเปลี่ยนเรื่อยๆ จากเดิมที่บังคับให้เจ้าของที่ดินสามารถปลูกพักที่อยู่อาศัยได้ 75%ของพื้นที่ดินที่ครอบครอง แต่ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาเป็นให้ปลูกบ้านได้เพียง 25% ของพื้นที่เท่านั้น&amp;nbsp; ที่เหลือต้องปลูกต้นไม้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว และยังห้ามสร้างตึกสูง หรือสูงได้ไม่เกิน 15เมตร ก็ทำให้บางคนรู้สึกโดนบีบบังคับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้ายแสดงบอกเล่าเรื่องราวความหลากหลายทางชีวภาพ และพันธุ์ไม้น้ำกร่อยดั้งเดิมที่อยู่ในบางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กฎผังเมืองบังคับอย่างที่บอก ชาวบ้านอย่างผมคิดว่า ไม่แฟร์ บังคับโน่น บังคับนี่ แต่ไม่เคยมาสนับสนุนอะไรเลย เราทำสวนมีศัตรูพืช มีด้วง มีขโมย แต่ไม่เคยช่วยอะไรเราเลย &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงสมาน&amp;nbsp; ยืนยันว่าแม้จะมีบางสิ่งบางอย่างในบางกระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เขาจะไม่อพยพไปอยู่ที่อื่นแน่นอน ทุกวันนี้ ยึดอาชีพขาวสวนที่เป็นอาชีพตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เพาะปลูกไม้หายาก ที่ลุงสมานบอกว่า ไม่ขายให้ แต่ให้เลย เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ดั้งเดิม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดอกหางนกยูงสีส้ม ที่ร่วงหล่นบนพื้นในบริเวณป่าชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ก่อนคนพื้นเพที่นี่อยู่คล้ายๆพี่น้อง ผมสมัยเด็กๆเราทำอาหารแบ่งกันทุกบ้าน บ้านอื่นเขาก็มาแบ่งเรา แลกเปลี่ยนอย่างนี้ประจำ ทุกวันนี้เหลือแต่พี่น้องแล้วที่แลกเปลี่ยนกัน เหลือแค่นี้แล้ว เพื่อนบ้านมาใหม่ ไม่รู้จักกันเลย วัฒนธรรมก็เปลี่ยนไปเยอะ ต่างชาติ ก็เยอะ แต่ผมจะไม่หนีไปไหน อยู่ที่นี่แหล่ะ เพราะที่นี่เป็นบ้านผม&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10570</URL_LINK>
                <HASHTAG>blue carbon society, plogging, ตม.สมุทรปราการ, บางกระเจ้า, บางน้ำผึ้ง, ปอดคนกรุงเทพ, ป่่ากลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, วิ่งเก็บขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180603/image_big_5b135fc11b392.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2026 07:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรียกตัวนายจ้างโรงงานน้ำแข็งเบี้ยวจ่ายค่าโอทีแรงงานต่างด้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อช่วงเย็นวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ ใจหลวง ผกก.ตม.สมุทรปราการ พ.ต.ท.วีระศักดิ์ วงศ์ป้อม รอง ผกก.ตม. พ.ต.ต.นัฐพล ชมศิริ สว.ตม.สมุทรปราการ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและกำลังสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกันนำกำลังเข้าทำการตรวจสอบภายในโรงน้ำแข็ง บจก.ชัยกิตติวัฒน์ น้ำแข็งหลอดและซอง ตั้งอยู่เลขที่ 325/9 หมู่ 9 ริมถนนบางนาตราด หลักกิโลเมตรที่ 19 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ว่ามีแรงงานต่างด้าวกว่า 10 คนรวมตัวกันเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมกรณีนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาหรือ โอที จากการตรวจสอบพบว่ามีแรงงานต่างด้าวชาวกะเหรี่ยงและชาวพม่าทั้งชายและหญิงทำงานอยู่ทั้งหมด 48 คน จึงได้คุมตัวแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาทำการตรวจสอบบัตรและเอกสารการอนุญาตให้ทำงานที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการตรวจสอบพบว่าแรงงานทั้ง 48 คนมีบัตรคนต่างด้าวและเอกสารการทำงานถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด มีเพียงคนงานจำนวน 17 คนที่รวมตัวกันเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ เท่านั้นที่พกบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ที่ออกโดยกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นบัตรปลอมทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเยไน อูซาน หนึ่งในแรงงานต่างด้าวชาวพม่า บอกว่า ตนเองและพวกลักลอบเข้าในประเทศไทยทางด่านสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี โดยจะมีรถตู้ไปรอรับซึ่งต้องจ่ายค่าหัวคนละ 7 พันถึง 1 หมื่นบาท ก่อนที่รถตู้คันดังกล่าวจะพามาส่งให้ทำงานที่โรงน้ำแข็งดังกล่าว ได้ค่าแรงวันละ 340 บาทตามค่าแรงขั้นต่ำของไทย และจะมีคนซึ่งทราบว่าเป็นคนของนายจ้างจะมาทำการถ่ายรูปทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ออกโดยกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย แต่ต้องจ่ายเงินค่าทำบัตรอีกใบละ 12,000 บาท โดยจะแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 6 พันบาท โดยที่ไม่ทราบเลยว่าบัตรดังกล่าวเป็นบัตรปลอม&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุที่พวกตนรวมตัวกันเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ&amp;nbsp;


สล็อต789 นั้นเนื่องนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าแรงในการทำงานล่วงเวลา เนื่องจากทุกวันนี้พวกตนทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้ายาวไปจนถึง 6 โมงเย็น


เว็บแทงหวย&amp;nbsp;ส่วนกะกลางคืนก็เริ่มทำตั้งแต่ 4 ทุ่มถึง 8 โมงเช้า คิดแล้วพวกตนต้องทำงานวันละ 11 ชั่วโมงแต่กลับไม่ได้ค่าโอที จึงรวมตัวกันร้องขอความเป็นธรรมจากนายจ้าง&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง แต่นายจ้างกลับไม่ยอมจ่ายแถมขู่อีกว่าหากวันไหนใครไม่ทำงานก็ให้ออกไปเลย พวกตนคิดว่าถูกเอาเปรียบจึงได้พากันเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้เป็นตัวกลางในการต่อรองกับนายจ้างในเรื่องค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลาหรือค่าโอที ส่วนบัตรที่นายจ้างทำให้ พวกตนไม่รู้จริงๆว่าเป็นบัตรปลอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อแรงงานต่างด้าวทั้ง 17 คนว่า มีและใช้เอกสารทางราชการปลอมและเป็นบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่วนบัตรปลอมทั้ง 17 ใบนั้นจะได้เชิญตัวนายจ้างมาทำการสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9869</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตม.สมุทรปราการ, แรงงานร้องนายจ้างไม่จ่ายโอที, โรงน้ำแข็ง บจก.ชัยกิตติวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b06317cdb7b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
