<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6องค์กรสื่อโวย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปิดกั้นเสรีภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 องค์กรวิชาชีพสื่อออกแถลงการณ์จี้ทบทวนข้อกำหนดใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หวั่นปิดกั้นการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็น เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ย้อนหน่วยงานรัฐก็สื่อสารผิดพลาดทำให้สังคมสับสน &amp;quot;บิ๊กปั๊ด&amp;quot; ลงพื้นที่ตรวจด่านเคอร์ฟิว สรุปคืนที่ 3 ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 95 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, &amp;nbsp;สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์, สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ออกแถลงการณ์กรณีที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 &amp;nbsp;(ฉบับที่ 27) เมื่อวันที่ 10 ก.ค.64 โดยในข้อ 11 &amp;nbsp;ของข้อกำหนดดังกล่าวได้ระบุถึง &amp;ldquo;มาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า...การเสนอข่าวหรือการทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ &amp;nbsp;หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั่วราชอาณาจักรนั้น เป็นความผิดตามมาตรา &amp;nbsp;9 (3) แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กร มีความเห็นร่วมกันดังต่อไปนี้ 1.การออกข้อกำหนดฯ โดยมีมาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดดังกล่าว มีเนื้อหาแตกต่างจากข้อกำหนดในลักษณะเดียวกันที่เคยมีการประกาศก่อนหน้านี้ ซึ่งมีความชัดเจนกว่าเพราะได้มีการระบุว่าต้องเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และต้องเป็นการเสนอข่าวหรือทำให้เผยแพร่ข้อความอันไม่เป็นความจริง รวมทั้งระบุให้เจ้าหน้าที่ต้องเตือนให้ระงับหรือสั่งให้แก้ไขข่าวเสียก่อนการตัดข้อความอันเป็นเงื่อนไขสำคัญดังกล่าว จึงเป็นการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการใช้ดุลยพินิจจนอาจกระทบต่อการทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ในทางปฏิบัติแล้วมีกฎหมายหลายฉบับที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐระงับยับยั้งหรือดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่เสนอข่าวหรือข้อมูลต่างๆ โดยมีเจตนาบิดเบือนจนก่อให้เกิดความเสียหายและเป็นอันตรายต่อสาธารณะ &amp;nbsp;เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ฯลฯ เป็นต้น การออกข้อกำหนดดังกล่าวจึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า รัฐบาลเจตนาที่จะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อปิดกั้นการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่มุ่งเน้นการจำกัดการนำเสนอข่าวสารในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ มิใช่นำมาใช้กับสถานการณ์โรคระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.จากสถานการณ์การระบาดที่ผ่านมากว่าปีครึ่งนั้น มีหลักฐานเชิงประจักษ์หลายครั้งว่า หน่วยงานของรัฐเองได้มีการสื่อสารผิดพลาด ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนเกิดความสับสน ขณะที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้ให้ความร่วมมือในการประสานงานเพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องกับศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ผ่านสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกมาโดยตลอด ดังนั้น รัฐบาลควรใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในการสื่อสารเพื่อขจัดปัญหาการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ มากกว่าที่จะใช้กลไกทางกฎหมายที่ไม่เป็นผลดีต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กร ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการออกข้อกำหนดข้างต้น หรือจัดทำแนวปฏิบัติจากข้อกำหนดพร้อมแถลงถึงเจตนารมณ์ในการบังคับใช้ให้เกิดความชัดเจน เพื่อมิให้มีนำข้อกำหนดดังกล่าวไปเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นการทำหน้าที่เสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน จนกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤติโรคระบาดที่กำลังเป็นปัญหาหลักของประเทศไทยและคนไทยในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา เวลา &amp;nbsp;21.00 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย &amp;nbsp;พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.และคณะ ได้ออกตรวจเยี่ยมจุดตรวจจุดสกัด รวมถึงจุดตรวจป้องกันอาชญากรรม เพื่อกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจำนวน 2 จุด &amp;nbsp;คือ จุดตรวจ สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม และ จุดตรวจ สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า การตั้งจุดตรวจจุดสกัดดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายและกิจกรรมของบุคคลในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 4 &amp;nbsp;จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้กำชับไปยังทุกหน่วยงานในสังกัดให้ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนด ตามความมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 27) ในการควบคุม ระงับ ยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด, สาธารณสุขจังหวัด, &amp;nbsp;ฝ่ายปกครอง เพื่อตั้งจุดตรวจจุดสกัด ตรวจตราห้ามมิให้บุคคลออกนอกเคหสถานในช่วงระหว่างเวลา 21.00-04.00 &amp;nbsp;น. นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำมาตรการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย แต่หากพบว่าประชาชนคนใดที่จงใจฝ่าฝืนต้องจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผบ.ตร.ยังได้แนะนำให้มีการนำเทคโนโลยีที่ ตร.จัดหาให้ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่สำหรับการตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่ 10 จังหวัดด้วย รวมทั้งได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ ได้แก่ หน้ากากอนามัย, เฟซชีลด์, ถุงมือ, เจลแอลกอฮอล์ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สรุปภาพรวมผลการปฏิบัติการตั้งจุดตรวจประจำวันที่ 15 ก.ค. (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.ค.64) มีดังนี้ 1.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ฐานความผิดออกนอกเคหสถาน 38 ราย 2.พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ฐานความผิดออกนอกเคหสถาน 1 ราย 3.พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 7 ฐานความผิดออกนอกเคหสถาน 7 ราย 4.พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 ฐานความผิดออกนอกเคหสถาน 49 ราย รวมทั้งสิ้น 95 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109879</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจด่านเคอร์ฟิว, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e8980b06c6dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69057</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.แถลงตัวเลขผู้กระทำผิดช่วงเคอร์ฟิวกว่า 4 หมื่นราย เผยแก๊งซิ่งป่วนเมืองอาละวาดหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผบ.ตร. และโฆษก ตร. แถลงสรุปผลการปฏิบัติป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงประกาศเคอร์ฟิว ในภาพรวมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ตลอดห้วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ซึ่งมีภารกิจในการดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยการบูรณาการปฏิบัติของพลเรือน ตำรวจ และทหาร ได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยหลักในการปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและการบังคับใช้มาตรการต่างๆ เช่น การปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดและฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน การจัดตั้งจุดตรวจควบคุมการแพร่ระบาด การจัดตั้งจุดตรวจเคอร์ฟิว การจัดสายตรวจและชุดตรวจร่วมออกสุ่มตรวจกิจกรรม กิจการที่ได้รับการผ่อนคลายการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนหน่วยงานอื่นตามที่ได้รับการร้องขอ ทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้นำนโยบายของรัฐบาล กองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงมาเป็นหลักในการปฏิบัติ โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้น เพื่อนำนโยบายถ่ายทอดและสั่งการลงไปยังหน่วยงานตำรวจทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันลดการแพร่ระบาดของเชื้อ ตลอดจนเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มกำลังความสามารถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตัวเลขผู้กระทำความผิดในช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศโดยนับตั้งแต่คืนวันที่ 3 เมษายนจนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2563 รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 72 วัน พบว่ามีการฝ่าฝืนกระทำความผิดในช่วงเคอร์ฟิว ทั้งสิ้นจำนวน 41,941 รายหรือเฉลี่ยวันละกว่า 582 ราย สามารถจำแนกรายละเอียดได้ดังนี้ ความผิดจากการออกนอกเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเหตุอันสมควร รวมจำนวน 37,358 ราย ได้ดำเนินคดี 32,539 ราย ตักเตือน 4,819 ราย ความผิดจากการรวมกลุ่มมั่วสุมในเคหสถานในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ จำนวน 4,583 ราย ได้ดำเนินคดี 4,474 ราย ตักเตือน 109 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาเหตุของการกระทำความผิดในการออกนอกเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเหตุอันควร 3 ลำดับแรก ดังนี้ 1.ออกมาทำธุระ 8,412 ราย คิดเป็นร้อยละ 25, 2.เดินทางกลับที่พัก 6,718 ราย คิดเป็นร้อยละ 20, 3.ขับขี่ยานพาหนะเล่น 4,290 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ส่วนสาเหตุของการกระทำความผิดในการรวมกลุ่มมั่วสุมในเคหสถานในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1.ดื่มสุรา 1,589 ราย คิดเป็นร้อยละ 39, 2.เล่นการพนัน 1,231 ราย คิดเป็นร้อยละ 30, 3.เสพยาเสพติด 690 ราย คิดเป็นร้อยละ 17&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่า แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาห้ามแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีข้อกำหนดอื่น ๆ ที่จะต้องถือปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ หรือการกระทำที่เป็นความผิดตามพ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เป็นต้น จึงขอฝากพี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามโดยถือเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การสวมใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม การล้างมือบ่อยๆ การใช้แอปพลิเคชั่น &amp;ldquo; ไทยชนะ&amp;rdquo; ในการเข้ารับบริการตามสถานที่ต่างๆรวมทั้งการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคที่ทางราชการกำหนด และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนร่วมจับมือเดินหน้ากับท่านนายกรัฐมนตรีในการ รวมไทยสร้างชาติไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน กรณีกลุ่มเด็กแว้นหรือกลุ่มวัยรุ่นที่มีการจับกลุ่มรวมตัวแข่งรถหรือพากันตระเวนขับขี่รถออกไปสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนเรื่องดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด จึงขอฝากเตือนไปยังผู้ที่มีพฤติการณ์ และผู้ปกครองให้เลิกกระทำและกวดขันพฤติกรรมของบุตรหลาน โดยนอกจากจะดำเนินคดีกับตัวเด็กที่กระทำผิดแล้ว จะมีการดำเนินคดีกับผู้ปกครองและผู้ที่ให้การสนับสนุนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการของฝ่ายความมั่นคงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 4 ทางพล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.) ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้สั่งการและกำหนดแนวทางปฏิบัติให้กับข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ดังนี้ 1.ดำรงความต่อเนื่องในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบโดยเฉพาะอาชญากรรมที่เป็นการซ้ำเติมประชาชน เช่น การประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สิน การกู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือการหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น โดยจะต้องเน้นการทำงานในเชิงรุก และจะต้องเข้าไประงับเหตุในทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เพิ่มการตอบสนองในการแจ้งเหตุให้เพิ่มมากขึ้นตามช่องทางการแจ้งเหตุต่างๆ เช่น ชุดหมายเลขสายด่วน จุดรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน จุดรับแจ้งเหตุตามถนนต่างๆ เพื่อให้ไปถึงจุดเกิดเหตุให้รวดเร็วที่สุด ให้สายตรวจร่วมและชุดตรวจร่วม เพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจจุดสกัดและกวดขันจับกุมอาชญากรรมที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและความสงบสุขของประชาชนและสังคม เช่น การรวมกลุ่มแข่งรถในทาง การขับขี่รถขณะเมาสุรา ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การหลบหนีเข้าเมือง ความผิดเกี่ยวกับสถานบริการหรือความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนด ซึ่งออกตามความในพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด ทั้งนี้การปฏิบัติจะเน้นให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน คือ 1. ขั้นประชาสัมพันธ์ 2.ขั้นแนะนำตักเตือน และ 3.หากมีเจตนาไม่ปฏิบัติตามหรือจงใจฝ่าฝืนให้จับกุมดำเนินคดี โดยต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละมุนละม่อม เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าระงับเหตุต้องปฏิบัติตามยุทธวิธี เน้นความสุภาพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรัดกุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบการกระทำความผิดหรือต้องการแจ้งเบาะแสสามารถแจ้งมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 191, 1599, 1138 และแอปพลิเคชั่น Police lert u ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69057</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ตรวจด่านเคอร์ฟิว, พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb07f3c8cdd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2020 07:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2020 07:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ตรวจด่านเคอร์ฟิวกลางกรุง ขอบคุณ-ให้กำลังใจ จนท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 18 เมษายน 2563 &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 &amp;nbsp;(โควิด-19) หรือ ศบค .เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามด่านตรวจในพื้นที่เขตปทุมวัน ทองหล่อ สุทธิสาร และห้วยขวาง ตามลำดับ พร้อมขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน และเข้มงวดตามข้อกำหนดและมาตรการ จากการตรวจเยี่ยมพบว่า ประชาชนให้ความร่วมมือไม่ออกนอกเคหะสถาน และไม่มีข้อน่ากังวลใจเกี่ยวกับความเข้มงวดของมาตรการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สอบถามพูดคุยกับประชาชนที่จำเป็นต้องออกจากบ้านช่วงเวลาเคอร์ฟิว เนื่องจากต้องพาลูกไปโรงพยาบาล เพราะมีบาดแผลจากการเล่นกันภายในครอบครัวโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเป็นกรณีที่ยกเว้น ด้วยมีเหตุจำเป็น และนายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงอาการและการรักษา ทราบว่าเรียบร้อยดีไม่มีอะไรรุนแรง และกำลังเดินทางกลับที่พัก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63570</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจด่านเคอร์ฟิว, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200419/image_big_5e9b99e234fe8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทวัญ&#039;ยกด่านเคอร์ฟิวนวนครตัวอย่างจุดสกัดไวรัสโควิด-19คุมเข้ม24ชั่วโมง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;17 เม.ย.63 - เมื่อเวลา 22.30 น.วันที่ 16 เม.ย. ที่ด่านตรวจจุดคัดกรองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 บริเวณถนนพหลโยธินขาออกกม.46+400 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมด่านเคอร์ฟิวจุดคัดกรองมอบสิ่งของ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานช่วงเคอร์ฟิวในจังหวัดปทุมธานี โดยมี ดร.พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายชาธิป รุจนเสรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี นายนิติชัย วิริยานนท์ นายอําเภอคลองหลวง พ.ต.อ.เศรษฐณัณข์ ทิมวัฒน์ ผกก.สภ.คลองหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน,เจ้าหน้าที่สาธารณสุข,เจ้าหน้าที่ขนส่ง ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากนั้นได้ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ โดยมีดร.พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และพล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี บรรยายสรุปสถานการณ์การดำเนินงานของด่านเคอร์ฟิวจุดคัดกรองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดปทุมธานี&amp;nbsp;นายเทวัญ &amp;nbsp;กล่าวว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองออกตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำด่านจุดคัดกรองต่างๆและขอชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์การคัดกรองต่างๆเพื่อดำเนินการคัดกรอง สุขภาพของประชาชน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายเทวัญ ระบุว่า โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เป็นเทศกาลสงกรานต์ ที่ทางจังหวัดปทุมธานีมีมาตรการกวดขันอย่างจริงจัง เชื่อว่าสถานการณ์โควิด-19 ของ จังหวัดปทุมธานี จะดีขึ้นเรื่อย ๆ และควบคุมสถานการณ์ควบคุมโรคไว้ได้ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีได้อีกจังหวัดหนึ่ง และขอชื่นชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ประสานการทำงานอย่างเข้มแข็ง และถือเป็นด่านตัวอย่างการสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด- 19 ที่คุมเข้มทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอด 24 ชม.อีกด้วย ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน สื่อสารทำความเข้าใจ ซึ่งกันและกันในการดำเนินการของภาครัฐ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.พินิจ กล่าวว่าจังหวัดปทุมธานี มีการตั้งจุดสกัด ดูแลการเดินทางเข้าออกพื้นที่จำนวน 3 จุด คือจุดที่ 1. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัสนวนคร (ช่วงถนนพหลโยธินขาออก) ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จุดที่ 2. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 (ถนนรังสิต &amp;ndash; นครนายก) บริเวณหน้าโรงพยาบาลธัญบุรี ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จุดที่ 3. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 345 (ถนนปทุมธานี &amp;ndash; บางบัวทอง) บริเวณป้อมตำรวจ สี่แยกบางคูวัด ตำบลบางคูวัด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี บูรณาการทุกภาคส่วน ปฏิบัติการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดคัดกรองป้องกันโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.พินิจ กล่าวว่า ซึ่งบริเวณด่านตรวจจุดนวนคร อำเภอคลองหลวงแห่งนี้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากกรุงเทพฯผ่านจังหวัดปทุมธานีและเดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่นๆทั้งพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ทำให้ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจคัดกรองบุคคล โดยเฉพาะประชาชนที่เดินทางมากับรถโดยสารสาธารณะทั้งรถประจำทางระหว่างจังหวัด และรถตู้ จะเน้นตรวจบัตรประชาชน หากพบว่าประชาชนมาจากพื้นที่เสี่ยง หรือเป็นชาวต่างชาติ ก็จะ เชิญตัวลงมาซักถามข้อมูลทำประวัติและแนะนำข้อปฏิบัติ ในการป้องกัน โรคติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งที่จุดสกัดนี้มี กล้องวงจรปิดคอยบันทึกและตรวจสอบการคัดกรอง มีอ่างล่างมือ มีตู้ตรวจวัดไข้ มีบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และเจ้าหน้าที่คอยประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เดินทางใช้หน้ากากอนามัย รวมถึงสอบถามประวัติการเดินทาง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้ได้ให้คำแนะนำกับผู้ขับรถโดยสารให้จัดที่นั่งเว้นระยะห่างกันเพื่อป้องกันการแพร่เชื้ออีกด้วย โดยในการตรวจวัดที่ผ่านมายังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด19 โดยปริมาณการใช้รถก็ลดลงเรื่อยๆ เชื่อว่าการใช้มาตรการอย่างเข้มข้น จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างต่อเนื่องและกล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขอประชาชนต้องอดทนเพื่อผ่านพ้นวิกฤติโรคโควิด-19 นี้ไปให้ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;x&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมประชาสัมพันธ์, ตรวจด่านเคอร์ฟิว, เทวัญ ลิปตพัลลภ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e9909c1b6faa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2020 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2020 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.ห่วงตัวเลขฝ่าฝืนเคอร์ฟิวเริ่มมีเรื่องดื่มสุราจำนวนมาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เม.ย.63-นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงตอนหนึ่งถึงผลการปฏิบัติงานของฝ่ายความมั่นคงในช่วงเคอร์ฟิวคืนวันที่ 11 เม.ย.ต่อเนื่องเช้าวันที่ 12 เม.ย.ว่า มีผู้ฝ่าฝืนออกจากเคหสถาน 926 คน ลดลงจากเมื่อวาน 139 คน ชุมนุม มั่วสุม 58 คน ลดลงจากเมื่อวาน 51 คน เป็นข้อมูลที่ชื่นใจ เพราะตัวเลขลดลง ซึ่งจะดีต่อสุขภาพท่านด้วย แต่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าความผิดส่วนใหญ่มีเรื่องดื่มสุราจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อคืนวันที่ 11 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมได้เดินทางไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเคอร์ฟิว ไปรับฟังปัญหาและดูสภาพที่แท้จริง และอย่าว่าผมเลยว่าผมทำเกินหน้าที่ไปหรือเปล่า เพราะเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องแจ้งให้ทราบว่าแต่ละศูนย์ใน ศบค.ทำอะไรบ้าง และนายกฯในฐานะ ผอ.ศบค.ก็ทำภารกิจท่าน ทุกคนล้วนมีหน้าที่ ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ผมก็ทำหน้าที่ของผม ย้ำว่าในฐานะโฆษก ศบค.ต้องดูแลชุดข้อมูลที่มาจากศูนย์ต่างๆ ใน ศบค. ซึ่งมีศูนย์ย่อยหลายด้าน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62902</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจด่านเคอร์ฟิว, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19), สุรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200412/image_big_5e92bbdf0ced5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2020 08:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2020 08:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯรุดกลางดึกลงพื้นที่ตรวจด่านเคอร์ฟิวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 11 เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเคอร์ฟิว 22.00น.-04.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร โดยเพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;Gen.Prayut Chan-o-cha ทีมงาน&amp;quot; ได้โพสต์ข้อความว่า &amp;quot;นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมด่านตรวจของจนท.ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่นครบาลช่วงเวลาเคอร์ฟิว &amp;nbsp;/ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมเผยแพร่คลิปวิดีโอ พล.อ.ประยุทธ์สอบถามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ได้รายงานภาพรวมของกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตอนกลางคืนประมาน 1,800 นาย ยอดจับกุมผู้ฝ่าฝืนประมาน 100 คน ซึ่งคืนวันที่ 11 เม.ย.มียอดลดลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62864</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจด่านเคอร์ฟิว, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200412/image_big_5e92693bb63f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
