<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้ง‘วิชา’หาคำตอบ นายกฯผุดคกก.สางคดีไม่ฟ้องบอส/กมธ.ไล่บี้อัยการ-ตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ ตั้ง &amp;ldquo;วิชา มหาคุณ&amp;rdquo; นั่งประธาน กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีสั่งไม่ฟ้อง &amp;ldquo;บอส-กระทิงแดง&amp;rdquo; มีอำนาจเชิญ ขอข้อมูลเอกสารให้รายงานนายกฯ ภายใน 30 วัน &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ลั่นเรื่องนี้ต้องมีคำตอบ ความยุติธรรมจะต้องเกิดในสังคมไทยโดยไม่แบ่งชนชั้น ปัดเอี่ยวเงินบริจาค &amp;quot;วิชา&amp;rdquo; พร้อมตรวจสอบคดีให้กระจ่างชัดเพื่อเรียกความเชื่อมั่น ถกนัดแรก 1 ส.ค.นี้ &amp;quot;ประวิตร&amp;quot; โอดตระกูล &amp;quot;วงษ์สุวรรณ&amp;quot; ไม่รู้จัก &amp;quot;อยู่วิทยา&amp;quot; อดีต กมธ.สนช.แจงแค่รับเรื่องขอความเป็นธรรมส่งให้อัยการ ไม่ได้ชี้ผิดชี้ถูก ขณะที่ กมธ.การกฎหมายฯ รุมซักตัวแทน ตร.-อัยการ จ่อเรียก &amp;quot;ทนาย-น้องบิ๊กป้อม&amp;quot; มาชี้แจง &amp;quot;8 พี่น้องอยู่วิทยา&amp;quot; ขอโทษสังคม ลอยแพ &amp;quot;บอส&amp;quot; จี้เคลียร์ตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 225/2563&amp;nbsp; เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย&amp;nbsp; กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยคำสั่งระบุว่า ตามที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ในคดีขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ระหว่างปฏิบัติหน้าที่จนเป็นหตุให้เสียชีวิต เหตุเกิดในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2555 พนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อหาหลายข้อหาและผู้ต้องหาหลบหนีการดำเนินคดี ต่อมาคดีบางข้อหาได้ขาดอายุความ ในส่วนข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง และฝ่ายตำรวจไม่มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง จึงมีผลเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายซึ่งรวมถึงบุพการี&amp;nbsp; บุตรและคู่สมรสที่จะฟ้องคดีเอง และขอทราบสรุปพยานหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นในการสั่งคดี หรืออาจขอดำเนิดดีใหม่เมื่อได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี หรือขอความเป็นธรรมและความช่วยเหลือจากรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่คดีนี้อยู่ในความรับรู้และสนใจของประชาชนต่อเนื่องมาโดย ตลอดนับแต่เกิดเหตุเมื่อ พ.ศ.2555 เมื่อปรากฏผลการสั่งคดีอันเป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาของศาลเช่นนี้ จึงเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทางสื่อและสังคมทั่วไปอย่างกว้างขวาง ถือเป็นความอ่อนไหวกระทบกระเทือนความเชื่อในองค์กร เจ้าหน้าที่ และกระบวนการยุติธรรม แม้ในส่วนของการใช้ดุลยพินิจ และการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการย่อมมีอิสระในการสั่งคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายโดยไม่อยู่ในการบังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร และพนักงานสอบสวนจะอยู่ในการตรวจสอบตามกฎหมายและระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ตาม แต่กรณีนี้มีเหตุพิเศษที่สังคมควรมีโอกาสทราบในส่วนของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตลอดจนพฤติการณ์และบุคคลเกี่ยวข้องเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งหากมีส่วนใดที่ควรปรับปรุงแก้ไขให้การบังคับใช้กฎหมายและการพัฒนากระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ จะได้นำมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปโดยเร่งด่วนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประขาชน ประกอบด้วย 1.นายวิชา มหาคุณ ประธานกรรมการ 2.ปลัดกระทรวงยุติธรรม 3.เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 4.ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย 5.ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม 6.นายกสภาทนายความ 7.คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 8.คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 9.คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นกรรมการ และ 10.ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. กรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้กรรมการตามข้อ 4 และ 5 อาจมอบหมายกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านนั้นๆ ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในคดีเข้าร่วมประชุมแทนได้ และให้ประธานกรรมการแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้มีจำนวนไม่เกินห้าคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 2 คดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชนตามคำสั่งนี้ หมายถึงคดีตามข้อเท็จจริงที่กล่าวถึงข้างต้น ข้อ 3 คณะกรรมการตามข้อ 1 มีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีตามข้อ 2 และเสนอแนะแนวทางเพื่อนำไปสู่การปรับปรุง แก้ไขกฎหมายหรือวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ การปฏิบัติหน้าที่ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนเสนอข้อแนะนำอื่นใดโดยไม่ก้าวล่วงหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในคดีดังกล่าว แล้วรายงานนายกรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ แต่หากนายกรัฐมนตรีเห็นว่าข้อเสนอแนะในการปฏิรูปยังไม่แล้วเสร็จ อาจให้ขยายระยะเวลาอีกได้ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการรายงานเบื้องต้นต่อนายกรัฐมนตรีเป็นระยะทุกสิบวัน
เรื่องนี้ต้องมีคำตอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการมีอำนาจเชิญหรือประสานขอความร่วมมือหรือขอเอกสารต่างๆ จากเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ สอบถาม หรือขอความเห็น และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความร่วม มือแก่คณะกรรมการ นอกจากนี้ คณะกรรมการอาจรับฟังความเห็น ข้อเสนอแนะ และพิจารณาเรื่องร้องเรียนในคดีนี้จากประชาชนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อ 4 ให้คณะกรรมการตามข้อ 1 และผู้ช่วยเลขานุการได้รับเบี้ยประชุมตามที่กระทรวงการคลังกำหนด และคณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะทำงานเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อพิจารณาศึกษาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้&amp;nbsp; โดยให้คณะทำงานได้รับค่าตอบแทนตามที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยเบี้ยประชุมตามวรรคหนึ่งและค่าตอบแทนตามวรรคสอง ให้เบิกจ่ายจากสำนักงาน ป.ย.ป. ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2563 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้รัฐบาลในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารจำเป็นต้องให้เกิดความชัดเจนขึ้น โดยไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม โดยวันนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในกรณีดังกล่าว มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน เนื่องจากคดีนี้ ประชาชนและสังคมให้ความสนใจ ดังนั้นต้องหาข้อเท็จจริงให้ได้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน อย่างไร และแก้ปัญหาโดยที่จะไปก้าวล่วงใน ส่วนของอัยการและศาลไม่ได้ แม้กระทั่ง สนช.และ ส.ว. ตนก็ไปสั่งการอะไรไม่ได้ ซึ่งเขามีกลไกในการดำเนินการ รวมถึงตำรวจด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้มั่นใจ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ปล่อยปละละเลย นิ่งนอนใจ ปัญหาเหล่านี้จะต้องแก้ให้ได้ ความยุติธรรมจะต้องเกิดในสังคมไทยโดยไม่แบ่งชนชั้น และผมย้ำเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูป การเมือง กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ อื่นๆ จะต้องเดินหน้า ทุกอย่างไม่เกี่ยวกับเรื่องการบริจาคอะไร มันคนละเรื่องกันทั้งหมด เรื่องผลประโยชน์ผมยืนยันแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น 5 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยเสียหายเรื่องเหล่านี้ ขอให้ความเชื่อมั่นกับผมด้วย และผมพยายามจะทำอย่างเต็มที่ เพื่อคลี่คลายปัญหาต่างๆ ดังกล่าวทั้งหมดทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอร้องให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อะไรที่มันร้อนๆ ช่วยลดกระแสลงไปบ้าง อย่าให้ร้อนมากนัก ตนยืนยันจะแก้ปัญหาให้ดีที่สุด บนพื้นฐานความเป็นธรรม วันนี้ทุกปัญหากลับมาที่นายกฯ หมด บางอย่างนายกฯก้าวล่วงไม่ได้ ขอให้เข้าใจ อำนาจมันแยกกันอยู่ ต้องไปดูที่กฎหมาย จะทำอย่างไรตรงนี้ เรื่องที่มีปัญหาตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบก็จบ โดยกรรมการตรวจสอบจะชี้แจงมา และคิดว่าประธานที่ตั้งมาน่าจะเชื่อถือได้ มันต้องมีคำตอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิชา มหาคุณ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัทพ์ภายหลังตอบรับเป็นประธานคณะกรรมการฯ ว่ากำลังเตรียมการประชุมนัดแรก ของคณะกรรมการชุดดังกล่าว คาดว่าจะประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล วันเสาร์ที่ 1&amp;nbsp; สิงหาคมนี้ กำลังประสานกับฝ่ายเลขานุการว่าจะสามารถเตรียมการและนัดประชุมได้ทันหรือไม่ ส่วนระยะตรวจสอบ 30 วัน เชื่อว่าน่าจะดำเนินการได้เร็วกว่านั้น น่าจะใช้เวลาสัก 2 สัปดาห์
พร้อมเรียกความเชื่อมั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอมรับว่ารู้สึกกดดันกับการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นห่วงสถานการณ์เรื่องความรุนแรง โดยเฉพาะด้านต่างประเทศ ต้องยอมรับว่าข่าวออกมาจากต่างประเทศก่อน และจะมีผลกระทบในเรื่องการลงทุน โดยอ้างกระบวนการยุติธรรมว่าเราใช้ไม่ได้ การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามระบบอุปถัมภ์หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นเราต้องเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนให้กลับมาโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวทางการตรวจสอบนั้น นายวิชาเปิดเผยว่า เราต้องหาความจริง ไม่ใช่หาข้อเท็จจริง 2 อย่างต่างกัน เราจะต้องไต่สวนและตรวจสอบเพื่อให้ได้ความจริงที่อยู่เบื้องหลังว่ามีอะไร และมีบกพร่องอย่างไร ถ้าพบว่ามีข้อบกพร่อง ก็ต้องนำเสนอต่อนายกฯ ส่วนที่ที่อัยการสูงสุด (อสส.) และตำรวจตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบด้วย เราจะไม่ไปก้าวล่วง แต่อาจเชิญ 2 หน่วยงานมาให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ของประชาชน เราเป็นเหมือนกระจกส่องหรือเป็นเรื่องของการทำให้กระบวนการโปร่งใสตามลักษณะธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;? นายปกรณ์? นิลประพันธ์? เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา? ในฐานะกรรมการตรวจสอบฯ กล่าวว่า? นายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้ที่ประชุม? ค?รม.รับทราบว่าได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการฯ? ที่มีนายวิชา? มหาคุณ? เป็นประธาน ซึ่งตนเองก็เพิ่งทราบจากในที่ประชุม? ครม.ว่าได้รับการแต่งตั้ง? ทั้งนี้? นายกฯ ระบุว่า คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวเพื่อเป็นการคลายความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม จึงมีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา โดยให้พิจารณาทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร? วงษ์สุวรรณ? รองนายกรัฐมนตรี? ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและปฏิรูปตำรวจ? สืบเนื่องคดีของนายวรยุทธว่า? เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม เรื่องอัยการและเรื่องตำรวจ ที่ต้องออกมาชี้แจง รัฐบาล รวมถึงตนก็ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว? เมื่อถามว่ากังวลว่ากลุ่มนักศึกษาที่กำลังเคลื่อนไหวจะนำประเด็นนี้ไปปลุกระดมหรือไม่? พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่หรอก? นายกฯ ก็ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ทุกอย่างทำไปตามขั้นตอน รอตำรวจและ อัยการออกมาชี้แจง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณี?ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ&amp;nbsp; สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุค คสช. อาจทำให้นายวรยุทธหลุดคดี? พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า? &amp;quot;โห มันไม่มีอำนาจ?&amp;quot; เมื่อถามว่า?มีการกล่าวอ้างไปถึง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) น้องชาย พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธาน? กมธ.ดังกล่าวด้วย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า? &amp;quot;โห? ตระกูลผมไม่รู้จักกับตระกูลเขา เป็นการส่วนตัวก็ไม่เคยรู้จัก แล้วเขาก็ไม่เคยมาขอความช่วยเหลืออะไรผมเลย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีตระกูลอยู่วิทยาบริจาคเงินให้รัฐบาล? 300? ล้านบาท? ก็ถือเป็นการบริจาคในฐานะเจ้าสัวทั่วไปใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ใช่ๆ ไม่มีอะไร ก็ว่าไปตามขั้นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา อดีตเลขานุการ กมธ.การกฎหมายฯ สนช.) แถลงชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ค.59 นายธนิต บัวเขียว ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้มายื่นขอความเป็นธรรมในประเด็นว่า คำสั่งของรองอัยการสูงสุดที่ยุติเรื่องขอความเป็นธรรม เมื่อทาง กมธ.มีมติรับเรื่องไปสอบหาข้อเท็จจริง โดยเชิญบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง 8 คน จากนั้นได้รวบรวมผลการสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งไปยัง อสส. และอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เพื่อพิจารณายืนยันว่าการดำเนินการของ กมธ.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2557 ม.13 วรรคสอง และข้อบังคับการประชุมสนช. ที่ให้ สนช.ทำหน้าที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน และส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งให้กับประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
กมธ.แค่รับเรื่องร้องเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ในรายงานของ กมธ.มีความเห็นอย่างไร นายธานีกล่าวว่า ตามอำนาจของ กมธ.ไม่สามารถชี้ผิดชี้ถูก เพราะเราไม่ใช่อัยการ ป.ป.ช. หรือ กกต.ที่จะวินิจฉัยได้ เรามีหน้าที่แค่เสนอผลการศึกษา คำชี้แจงของผู้มาชี้แจง การศึกษาเรื่องการคำนวณความเร็วรถของผู้เชี่ยวชาญ โดยนำเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาเท่านั้น ทาง กมธ.ได้เชิญสารวัตรช่างเครื่องยนต์ ยศ พ.ต.ท. ซึ่งทำคดีมาจำนวนมากมาให้ความเห็นด้วย ซึ่งยืนยันว่าจากสภาพความเสียหาย ความเร็วไม่น่าจะเกิน 80 กม./ชม. วิทยาศาสตร์น่าเชื่อถือที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงพยานใหม่ที่เพิ่งปรากฏตัวทั้งที่คดีดังกล่าวผ่านมา 7 ปี นายธานีกล่าวว่า พยานที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อเห็นว่าเรื่องเริ่มไปกันใหญ่จึงได้ออกมา อย่าจินตนาการแบบนี้ ส่วนที่เรียกพยาน 2 ปากซึ่งอัยการตีตกพยานดังกล่าวตั้งแต่ปี 2555 แล้ว เพราะมีการกล่าวอ้างชื่อในคำร้องของนายวรยุทธว่าการไม่ฟังพยาน 2 ปากนี้ ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่า นายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความประจำตัวของตระกูลอยู่วิทยา และอดีต ส.ว. เคยร่วมทำงานกับ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ใน กมธ.การยุติธรรมและการตำรวจ ส.ว. ปี 51 ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเป็นผู้ดำเนินการยื่นเรื่องต่อ กมธ.การกฎหมาย สนช. ปี 57 ซึ่ง พล.ร.อ.ศิษฐวัชรเป็นประธาน นายธานีกล่าวว่า เท่าที่ทราบนายธนิต บัวเขียว คือทนายความที่รับมอบอำนาจให้มายื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรม ส่วนกรณี พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร อดีต สนช. เปิดเผยว่าในชั้น กมธ.ได้ตีตกเรื่องนี้ไปแล้วนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่าอคติกับ กมธ.ว่าช่วยนายวรยุทธ เพราะไม่รู้จะช่วยไปทำไม ยืนยันว่า กมธ.ให้ความช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย และอย่าไปผูกโยงว่าคนตระกูลวงษ์สุวรรณผิดไปหมด มันไม่ใช่ ถ้าเขาไม่ทำตามอำนาจหน้าที่ ก็อย่าเหมารวม เพราะมันไม่เป็นธรรม&amp;quot; นายธานี กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน มีการประชุม กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าว โดยมีนายสิระ เจนจาคะ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้เชิญ พล.ต.อ.ชนสิษฐ์ รัตนวรางกูร จเรตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.จารวัฒน์ ไวศยะ ผช.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ชุมพล พุ่มพวง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ และอดีต ผกก.สน.ทองหล่อ, พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน.ทองหล่อ, นายปรเมศร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจากสำนักงาน อสส.ให้เข้ามาตรวจสอบสำนวนคดีนายวรยุทธ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ อาทิ พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตนักวิทยาศาสตร์ (สบ 1) กลุ่มงานตรวจทางเคมีฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สตช. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานคดีนี้ เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุมช่วงแรก นายสิระได้เปิดโอกาสให้ กมธ.ซักถาม ตำรวจถึงมูลเหตุการไม่ส่งความเห็นแย้ง โดยนายรังสิมันต์ โรม กมธ. ได้ถามพุ่งเป้าไปที่ความสงสัยเนื่องจากทราบมาว่าทางโรง พยาบาลที่ตรวจสารเสพติดรายงานมาว่ามีสารแปลกปลอมในร่างกายถึง 4 ชนิด ทางตำรวจได้สรุปส่งสำนวนตรงนี้ไปให้ทางอัยการหรือไม่ และเหตุใดอัยการถึงเลื่อนสั่งคดีไปถึง 5 ครั้ง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ชุมพลกล่าวชี้แจงตอนหนึ่งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อ 3 ก.ย.2555 พนักงานสอบสวนได้ขอหมายค้นบ้านผู้ต้องหาได้พบรถเฟอร์รารี ทะเบียน 1111 มีสภาพร่องรอยลักษณะไปเฉี่ยวชน รวมทั้งคนในบ้านรับสารภาพนายบอสเป็นคนขับรถชนจริง ได้นำตัวนายบอสไปยังโรงพัก พอไปถึงโรงพัก ได้ให้ผู้ต้องหาเปิดเสื้อให้ดู เพราะรถขณะชนทำให้ air bag แตก เราจึงสันนิษฐานว่านายบอสเป็นคนขับรถจริง ส่วนนายสุเวชที่เป็นพ่อบ้านนั้น ยอมรับว่า เป็นหนี้บุญคุณพ่อของนายบอส ทำให้ออกมารับผิดแทน โดยไม่ได้ปรึกษาใคร เมื่อดูจากช่วงเวลาหลังเกิดเหตุที่เราไปถึงบ้านในเวลาที่เร็วมาก ทำให้เชื่อว่าคงไม่ได้มีการเตี๊ยมกันไว้ก่อน
กมธ.สภาไล่บี้ผู้เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรังสิมันต์พยายามสอบถามอีกว่า เหตุใดข้อมูลสารแปลกปลอมที่เป็นสารเสพติดโคเคนถึงไม่อยู่ในสำนวนของตำรวจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; พล.ต.ต.ชุมพลชี้แจงกลับว่า ที่ไม่มีการสั่งฟ้องเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปรเมศร์กล่าวว่า ยืนยันว่าตั้งแต่เป็นอัยการ ทำงานมานาน ผู้บังคับบัญชาไม่เคยสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องใคร และไม่เคยรับคำสั่งนักการเมือง เราทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำ เหตุผลที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น ขอเป็นสัปดาห์หน้าจะมาตอบทุกคำถาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนท้าย นายรังสิมันต์ โรม ยังเสนอให้กรรมาธิการทั้ง 3คณะพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 5 ส.ค.ทั้งวัน ตั้งเวลา 09.30 น. และขอให้ กมธ.การกฎหมายฯ เรียกเอกสารบันทึกการประชุมของ กมธ.การกฎหมาย สนช. พร้อมเรียก พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ อดีตประธาน กมธ.การกฎหมายฯ, นายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความนายวรยุทธ, นายเนตร นาคสุข รอง อสส. เป็นต้น ตลอดจน คณะกรรมการ 3 คณะที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี อสส. และ สตช. มาชี้แจงกับ กมธ. 3 ชุด ในวันที่ 5 ส.ค.ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษก กมธ.การตำรวจฯ แถลงว่า การประชุม กมธ.ตำรวจ ในวันที่ 30 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา จะมีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผบ.ตร., รอง ผบ.ตร.ที่กำกับดูแลงานด้านกฎหมายและคดี และ ผบช.น. มาให้ข้อมูลพร้อมขอเอกสาร รายละเอียดดังกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงาน อสส. ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ เปิดเผยถึงความคืบหน้าจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ว่าได้นำสำนวนดังกล่าวมาพิจารณาแต่เช้า กระทั่งเวลา 15.00 น. เห็นว่ายังมีเอกสารที่ต้องดูอีกเป็นจำนวนมาก จึงพิจารณาต่อ วันนี้ยังไม่มีเนื้อหาสาระอะไรที่จะสรุปนำ ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบสำนวนโดยละเอียด ทางนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รอง อสส. หัวหน้าคณะทำงานฯ ได้วางกรอบแล้ว คงสามารถพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 7 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมชาย พัชรอินโต ผบช.กมค. แถลงภายหลังการประชุมหาข้อเท็จจริง กรณีการใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ โดย พล.ต.อ.ศตวรรษกล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการประชุมสืบหาข้อเท็จจริงขั้นตอนการดำเนินคดีอาญากับนายวรยุทธ ได้กำหนดกรอบการประชุมขึ้นมา 3 กรอบ กรอบแรกเป็นเรื่องการสอบสวนและความเห็นชั้นพนักงานสอบสวน กรอบสอง การสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของพนักงานอัยการ และสาม การดำเนินการพิจารณาความเห็นตาม ป.วิอาญา มาตรา 145/1 หลังจากพนักงานอัยการมีความเห็นแล้ว ต้องส่งไปที่ สตช. ว่าจะเห็นแย้งหรือไม่เห็นแย้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นทางคณะกรรมการฯ ได้ประชุมทั้งสามกรอบ และแบ่งหน้าที่ให้กรรมการแต่ละส่วนรับไปดำเนินการ เพื่อที่จะนำข้อมูลทั้งหมดมาเข้าที่ประชุมในวันพรุ่งนี้ เพื่อร่วมกันพิจารณาในรายละเอียด หลังจากนี้ทางกรรมการจะมีการเชิญ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาสอบถามต่อไป โดยทาง ผบ.ตร. ได้กำหนดกรอบระยะ เวลาการทำงานไว้ 15 วัน พร้อมกำชับการทำงานของกรรมการชุดนี้ ต้องได้ข้อเท็จจริงและโปร่งใส สามารถธิบายได้ ตั้งแต่คดีเกิดขึ้นมาพนักงานสอบสวนดำเนินการมาอย่างไร จนกระทั่งสุดท้ายสั่งไม่ฟ้อง
พยาน 2 รายไม่เกี่ยวกับ พงส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ท.จารุวัฒน์กล่าวว่า เรื่องความเห็นตาม ป.วิอาญามาตรา 145/1 จะดูการใช้ดุลยพินิจว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งกรณีที่ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ที่ใช้อำนาจ ผบ.ตร. ตาม ป.วิอาญา มาตรา 145/1 นั้น การใช้ดุลยพินิจเห็นแย้งหรือไม่เห็นแย้งนั้น 97 เปอร์เซ็นต์ คดีที่มาจากพนักงานอัยการเราไม่แย้ง มีแค่ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่แย้ง ยืนยันว่าไม่มีการฟอกขาวให้ใคร และจะมาแถลงทุกขั้นตอนให้ทราบเป็นระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.จารุวัฒน์กล่าวว่า พยาน 2 ปากที่เพิ่งโผล่มานั้น ไม่ปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวนของ สน.ทองหล่อ เป็นพยานที่ผู้ต้องหาร้องไปยังพนักงานอัยการผ่าน กมธ.ให้สอบสวนเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนไม่มีสิทธิ์ที่จะมีความเห็นในช่วงนี้ได้อีก ส่วนการลงนามเห็นแย้งหรือไม่เห็นแย้ง ผบ.ตร.จะไม่ทราบเรื่องดังกล่าว&amp;nbsp; เนื่องจากแต่ละวันมีคดีที่ถามความเห็นมาประมาณ 700 คดี จะมีผู้เชี่ยวชาญของกองคดีเฉพาะด้านทำ ทุกอย่างจะดำเนินไปตามกลไกตามปกติ ผบ.ตร. จะไม่มีการสั่งเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น ตามหน้างานท่านเพิ่มพูน เซ็นออกไป เป็นประเด็นที่สงสัยไม่ได้ เพราะเขาตรวจสำนวนเฉยๆ ตอนนี้คดีสิ้นสุดแล้ว แต่หากมีหลักฐานใหม่หรือมีผู้เสียหาย ญาติ จะไปดำเนินการฟ้องร้องเอง ก็คงไม่ตัดสิทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พี่น้องอยู่วิทยา ประกอบด้วย สายพิณ พหลโยธิน (อยู่วิทยา), สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา, ปนัดดา อยู่วิทยา, สราวุฒิ อยู่วิทยา, ศักดิ์ชาย อยู่วิทยา, จิรวัฒน์ อยู่วิทยา, สุปรียา อยู่วิทยา และ นุชรี อยู่วิทยา ออกจดหมายเปิดผนึกระบุว่า กรณีข่าวของคุณวรยุทธ อยู่วิทยา พี่น้องครอบครัวอยู่วิทยา ต้องขอโทษสังคมเป็นอย่างสูง ที่ข่าวของบุคคลในครอบครัวได้สร้างความรู้สึกโกรธ เกลียด ไม่พอใจ จนเป็นเหตุของกระแสการเรียกร้องของสังคมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ พวกเราไม่อาจจะปฏิเสธความสัมพันธ์ของการเป็น &amp;ldquo;อยู่วิทยา&amp;rdquo; คนหนึ่งของคุณวรยุทธได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่วันเกิดเหตุ ครอบครัวคุณวรยุทธไม่ได้หารือหรือบอกเล่าการตัดสินใจหรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับพี่น้องเลย และพวกเราก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการตัดสินใจหลายเรื่องของคุณวรยุทธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ในวันนี้กระแสทางลบที่มากระทบกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว มีมากจนเกินกว่าจะแบกรับเหมือนทุกครั้งได้ พี่น้องทุกคนล้วนเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และยืนยันว่าพวกเราทุกคนให้ความเคารพในกฎหมาย และยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องสามารถสร้างความยุติธรรมให้กับทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน พี่น้องทุกคนขอเรียกร้องให้คุณวรยุทธออกมาแสดงความกระจ่างและความบริสุทธิ์ใจ ให้ครอบครัวอยู่วิทยาที่เหลือ รวมทั้งสังคมและสื่อมวลชนให้เร็วที่สุด และดำเนินการให้ถูกต้องตามครรลองของสังคม จุดยืนที่พวกเรายึดถือและปฏิบัติมาตลอด คือการเดินตามปณิธาน และคำสอนของคุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้เป็นพ่อและเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิต ที่สอนให้พวกเรายึดมั่นในการกตัญญูต่อแผ่นดิน&amp;quot; จดหมายเปิดผนึกระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72875</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีสั่งไม่ฟ้อง, ตรวจสอบข้อเท็จจริง, บอสกระทิงแดง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิชา มหาคุณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อยู่วิทยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f2185fd467b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นก.ต.ตั้งกรรมการ สอบเหตุ‘ผู้พิพากษา’ยิงตัวหมอแจงดูอาการ1สัปดาห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เลขาฯ ศาลเข้าเยี่ยม &amp;ldquo;คณากร&amp;rdquo; ยังไม่ถามข้อเท็จจริง ต้องรอสภาพพร้อม ย้ำผู้พิพากษามีความอิสระ ไม่สามารถแทรกแซงได้ เผยสถิติคดีชายแดนใต้ยกฟ้องครึ่งต่อครึ่ง เก็บข้อมูลชง ก.ต. 7 ต.ค.นี้ ผอ.รพ.ยะลาแถลงภาพรวมปลอดภัยแล้ว พบใช้กระสุน 9มม.ยิงทรวงอกซ้ายทะลุหลังซ้ายม้ามฉีกขาดไม่ต้องผ่าตัด ให้นอนดูอาการ 1 สัปดาห์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจี้ย้ายบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบอำนาจพิเศษ สร้างความเชื่อมั่นตุลาการ &amp;quot;สิระ&amp;quot; จ่อนำเข้า กมธ.กฎหมายฯ &amp;quot;หมอวรงค์&amp;quot; ไล่ไทม์ไลน์ปูดการเมืองจ้องทำลายตุลาการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดยะลา วันที่ 7 ตุลาคม นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการศาลยุติธรรม เดินทางมาเยี่ยมอาการนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลาที่ยิงตัวเอง ซึ่งพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา พร้อมเปิดเผยว่า ทางสำนักงานศาลยุติธรรมมาเยี่ยมท่านผู้พิพากษา อาการปลอดภัยดีแล้ว อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และขอเรียนว่าศาลยุติธรรมทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม อิสระ ทุกศาลในประเทศไทยอยู่ภายใต้การดูแลของประธานศาลฎีกา ให้คำแนะนำได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม สำหรับกรณีนายคณากรใช้อาวุธปืนยิงตัวเองในห้องพิจารณาคดี สำนักงานศาลยุติธรรมจะตรวจสอบข้อเท็จจริง สาเหตุของปัญหาและแนวทางแก้ไขต่อไป ซึ่งในการประชุม &amp;nbsp;คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมในวันที่ 7 ต.ค. ตนจะรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นต่อที่ประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนอาการของผู้พิพากษาคณากรดีขึ้น อยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแจ้งว่าปลอดภัยแล้ว ได้ย้ายจากห้องไอซียูมาที่ห้องพิเศษ แต่ไม่ทราบจะพักรักษานานเท่าไหร่ โดยในวันนี้ผมไม่ได้พูดรายละเอียดเรื่องข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น วันนี้เพียงต้องการมาเยี่ยมให้กำลังใจท่านให้ปลอดภัย ไม่ได้สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น เนื่องจากเข้าใจสภาพท่านไม่พร้อมที่จะพูดเรื่องที่เกิดขึ้น&amp;quot; นายสราวุธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการวิจารณ์การแทรกแซงการทำหน้าที่ของศาลยุติธรรม นายสราวุธกล่าวว่า เราเสียใจสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรียนพี่น้องประชาชนให้มั่นใจ เราเคารพรูปแบบของการพิพากษาของคณะผู้พิพากษา เรื่องการแทรกแซงเราระมัดระวังไม่ให้เกิดอยู่แล้ว และการทำงานของผู้พิพากษาเขียนไว้ในกฎหมาย นอกจากพระธรรมนูญวิธีพิจารณาความอาญา ก็มีชัดเจนในมาตรา 183 กรณีถ้าผู้พิพากษามีความเห็นต่างกัน สามารถทำความเห็นแย้งได้ ซึ่งการทำความเห็นแย้งต้องทำเป็นหนังสือ และในมาตรา 184 คดีอาญา ผู้พิพากษาสามารถปรึกษาหารือกัน ถ้ามีความเห็นต่างกันในคดีอาญา คนที่เห็นเป็นผลร้ายกับจำเลยมากกว่า ต้องยอมตามความเห็นของผู้พิพากษาที่เห็นเป็นผลร้ายน้อยกว่า เช่น ถ้ายกฟ้องมากกว่าลงโทษ ต้องเห็นชอบยกฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จึงเห็นชัดว่าการพิจารณาความคดีอาญา หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดชัดเจน ประชาชนต้องได้รับความยุติธรรม มั่นใจได้ว่าผู้พิพากษาศาลยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอิสระ ปราศจากการแทรกแซง นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าคดีที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คดีเกี่ยวกับความมั่นคงก็ดี มีสัดส่วนของคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษกับยกฟ้อง ไม่ได้ลงโทษ 100 เปอร์เซ็นต์ จำนวนเกือบครึ่งหนึ่งยกฟ้อง และเราก็ไม่ได้มีปัญหากับฝ่ายบริหาร ซึ่งฝ่ายบริหารต้องไปทบทวนว่ารูปแบบในการรวบรวมพยานหลักฐานมีจุดบอดตรงไหนบ้าง ศาลมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคน มีคดีที่เข้าสู่ศาลได้รับความคุ้มครองจากองค์คณะผู้พิพากษา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมขอย้ำว่าศาลมีความเป็นกลางและมีความเป็นอิสระที่แท้จริง&amp;rdquo; นายสราวุธย้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีมีการเรียกร้องให้ตรวจสอบคดีย้อนหลังในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายสราวุธกล่าวว่า เราดูข้อมูลทั้งหมด คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีระบบตรวจสอบตลอดเวลา ปัจจุบันศาลยุติธรรมมีการพิจารณาคดีทั่วประเทศกว่า 2 ล้านคดี คดีจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง นโยบายประธานศาลฎีกาให้พิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว ในศาลชั้นต้นไม่เกิน 2 ปี ศาลอุทธรณ์ไม่เกิน 6 เดือน ศาลฎีกาไม่เกิน 1 ปี การทำงานของศาลให้เกิดประสิทธิภาพ รอบคอบ รวดเร็วด้วย
รวบรวมข้อมูลชงก.ต.7ต.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ากรณีที่มีการพาดพิงไปยังอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ท่านได้สอบถามข้อเท็จจริงแล้วหรือไม่ เลขาธิการศาลยุติธรรม กล่าวว่า ได้สอบถามข้อมูลจากทุกฝ่าย สำนักงานศาลได้ฟังข้อมูลทุกรูปแบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า สำหรับการพกอาวุธปืนและไลฟ์สดจะตรวจสอบวินัยหรือไม่ นายสราวุธกล่าวว่า สำนักงานศาลฯ จะรวบรวมข้อมูลรายงานต่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) พิจารณาในวันที่ 7 ต.ค. และยืนยันจะทำงานอย่างโปร่งใส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา มอบหมายให้นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เดินทางไปเยี่ยมนายคณากร เพียรชนะ ซึ่งพักรักษาที่โรงพยาบาลยะลา โดยล่าสุดนายคณากรได้ออกจากห้องไอซียูมาพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องพักผู้ป่วยปกติแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหลังการเข้าเยี่ยมนายคณากรแล้ว จากนั้นเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้เดินทางไปศาลจังหวัดยะลา เพื่อหารือข้อราชการกับนายอนิรุจ ใจเที่ยง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดยะลา และ น.ส.ภูษิตา หล้าหลี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยะลา พร้อมทั้งนำความห่วงใยจากประธานศาลฎีกาที่ให้กำลังใจบุคลากรทุกคนของศาลในจังหวัดชายแดนใต้ ที่มุ่งมั่นทำงานอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนในพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน เวลา 14.00 น. ที่โรงพยาบาลยะลา นายแพทย์บรรยง เหล่าเจริญสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะลา และนายแพทย์สมชาย ไวกิตติพงษ์ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ได้ร่วมกันแถลงข่าวอาการของนายคณากร เพียรชนะ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุใช้อาวุธปืนยิงตัวเองจนได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์บรรยงเปิดเผยว่า สำหรับอาการของผู้ป่วยท่านนี้มาโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 4 ต.ค.62 ประวัติคือโดนกระสุนปืนที่ทรวงอกด้านซ้ายด้านล่าง ทะลุออกด้านหลังซ้าย และได้มีการนำตัวส่งโรงพยาบาลยะลาทันที เท่าที่ตรวจดูก็พบรอยรูกระสุนที่บริเวณทรวงอกด้านซ้ายทะลุหลังซ้าย เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉิน คนไข้ก็มีสัญญาณชีพปกติ หายใจปกติ มีอาการเจ็บบริเวณชายโครงซ้าย แพทย์ที่ตรวจดูในห้องฉุกเฉินขณะนั้นประเมินว่ากระสุนน่าจะโดนบริเวณชายปอดซ้ายและบริเวณม้าม จากนั้นได้ทำการเอกซเรย์ทรวงอกพบว่าไม่มีลมรั่วในช่องปอดหรือเลือดออกในช่องปอดด้านซ้าย แต่เนื่องจากว่าคนไข้มีอาการปวดในช่องท้องช่วงบน จึงคาดว่าน่าจะบาดเจ็บบริเวณม้าม จึงได้ทำการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จึงพบว่าบริเวณม้ามมีรอยฉีกขาด ทำให้มีเลือดออกบริเวณช่องท้อง แต่ในปริมาณไม่มาก&amp;nbsp;
พักรักษาตัว 1 สัปดาห์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งแพทย์ที่ดูแลอาการวินิจฉัยว่าอาการเช่นนี้ยังไม่จำเป็นที่จะต้องผ่าตัด จึงให้รักษาตัวตามอาการที่ตึกไอซียู และให้ยาที่ช่วยในเรื่องหยุดเลือดของม้ามได้ จากนั้นก็ให้อยู่ในห้องไอซียู 1 วัน ติดตามสัญญาณชีพ เฝ้าระวังเลือดออกในช่องท้อง ป้องกันการช็อกจากการเสียเลือด แต่จากการเฝ้าดูอาการ 1 วัน พบว่าสัญญาณชีพปกติ จึงให้เฝ้าดูอาการต่อโดยไม่ต้องตัดม้าม จากนั้นก็ได้ย้ายผู้ป่วยไปพักรักษาตัวที่ห้องพิเศษ และเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ซึ่งล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา คนไข้ก็มีอารมณ์แจ่มใส ยิ้มแย้มแจ่มใส อาการทางทรวงอกก็ไม่มีอะไร ช่องท้องมีอาการปวดแผลที่ถูกยิง และได้เอกซเรย์ซ้ำอีกครั้งที่ช่องปอด ก็พบว่าไม่มีอะไร สรุปปัญหาในตอนนี้คือม้ามที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะต้องผ่าตัด แต่ก็ต้องดูอาการไปอีกสักระยะ ให้แน่ใจว่าไม่มีเลือดออกแล้ว จากนี้ก็คงจะเหลือการดูแลทางด้านจิตใจ ที่จะให้แพทย์ทางด้านจิตเวชและทีมแพทย์มาพูดคุยกับคนไข้ ซึ่งภาพรวมขณะนี้ท่านปลอดภัยแล้ว แต่ต้องการให้พักผ่อนมากที่สุด จึงได้มีการสั่งห้ามเยี่ยมสำหรับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้รบกวนผู้ป่วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.โรงพยาบาลยะลากล่าวต่อว่า นอกจากม้ามแล้วก็ไม่พบการบาดเจ็บที่อวัยวะอื่นภายใน แต่ก็จะต้องดูอาการอีกระยะ เช่นอาจจะมีอาการปวดท้องเพิ่มมากขึ้น ก็จะต้องนำไปเอกซเรย์ช่องท้องอีกครั้ง เพราะบางรายในระยะแรกจะมองไม่เห็น ผู้ป่วยน่าจะต้องพักรักษาตัวไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ ต้องการให้ท่านหายปกติ &amp;nbsp; ส่วนอาการเครียดของผู้ป่วย เท่าที่ได้พูดคุยก็ไม่น่าจะมีความเครียดอะไร ส่วนรายละเอียดลึกๆ ก็คงจะต้องให้จิตแพทย์มาประเมินอีกครั้งในวันจันทร์หรืออังคารนี้ ส่วนกระสุนที่พบก็น่าจะเป็นกระสุนขนาด 9 มม. และเป็นกระสุนจริง บาดแผลมีรูเข้าและรูออก ไม่มีเศษกระสุนภายใน ซึ่งโดยหลักการแพทย์แล้ว อาการเช่นนี้ถือว่าสาหัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายแพทย์สมชายเปิดเผยว่า สำหรับอาการคนไข้ในขณะนี้ถือว่าปลอดภัยแล้ว พ้นระยะวิกฤติแล้ว อย่างที่ท่านผู้อำนวยการแจ้งคือ จะต้องรอเยียวยาทางด้านจิตใจ และทางด้านร่างกายก็ถือว่าพ้นระยะวิกฤติไปแล้ว ไม่มีอะไรที่น่าห่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน และเป็นอิสระ เพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสังคม เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ประชาชนจะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบตุลาการในเรื่องความเป็นอิสระของตุลาการกลับคืนมาให้ โดยมีข้อเสนอดังนี้ 1.ขอให้มีคำสั่งย้ายบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำแถลงนี้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระจากหน่วยงานภายในที่พึงมีบุคลากรจากภายนอกของศาลยุติธรรมเข้าร่วมด้วย โดยให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายเพื่อให้ได้ความจริงและแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดปรากฏการณ์การแทรกแซงความเป็นอิสระของตุลาการดังเช่นนี้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ขอให้มีการตรวจสอบอำนาจพิเศษในทุกรูปแบบที่ส่งผลต่อการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งในคดีความมั่นคงและคดีอาชญากรรมปกติ ตามที่คำแถลงการณ์ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ของท่านคณากร เพียรชนะ ได้ระบุไว้ เช่น การตั้งข้อหาเกินจริง การควบคุมตัวบุคคลโดยอำนาจกฎอัยการศึก แล้วนำตัวมาเป็นพยานในคดีอาชญากรรม การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีอาชญากรรมและซักถามด้วยอำนาจกฎหมายพิเศษก่อนการทำสำนวนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ &amp;nbsp;การรับฟังพยานหลักฐานที่เกิดจากการซักถาม รวมทั้งการมีคำสั่งให้เขียนคำพิพากษาให้ขังระหว่างอุทธรณ์ หากไม่ยอมเปลี่ยนจากคำพิพากษายกฟ้องให้เป็นลงโทษ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.บทเรียนครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ระบบตุลาการของไทยและระบบศาลยุติธรรม โดยการนำของประธานศาลฎีกาท่านใหม่ด้วยว่าเราไม่อาจข้ามผ่านปรากฏการณ์ไปได้ด้วยคำชี้แจงว่า กรณีของผู้พิพากษาคณากรเป็นเรื่องส่วนตัว รวมทั้งต้องตรวจสอบการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม และนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุง และต้องไม่ทำให้เรื่องนี้จบลงท่ามกลางความสับสนและการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบตุลาการที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายประชาชน
การเมืองจ้องทำลายตุลาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงตุลาการ เพราะสั่นคลอนความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบบยุติธรรมของศาล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น ดังนั้นในวันพุธที่ 9 ต.ค.นี้ ตนจะเสนอเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุมกรรมาธิการกฎหมายฯ ลงมติว่าจะรับพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่การก้าวก่ายอำนาจตุลาการ แต่เป็นการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อพิจารณาถึงสาเหตุของปัญหา อันจะนำไปสู่แนวทางแก้ไขต่อไป โดยในส่วนที่เป็นอำนาจของ ก.ต. กรรมาธิการจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่จะดูในเรื่องของข้อกฎหมายว่ามีปัญหาที่ทำให้เกิดการแทรกแซงและไม่ยุติธรรมตามที่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาจริงหรือไม่ จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เพื่อห้ามกระทำการตรวจร่างคำพิพากษาก่อนอ่านให้คู่ความฟัง ทั้งห้ามกระทำการใดๆ อันมีผลเป็นการแทรกแซงผลคำพิพากษา ตามข้อเรียกร้องของนายคณากรหรือไม่ รวมถึงการศึกษาโครงสร้างรายได้ของผู้พิพากษาว่ามีความเหมาะสมหรือยังด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ผมอยากให้สังคม ช่วยกันถอดบทเรียน ใช้ปัญหามาก่อให้เกิดปัญญา เพื่อวางแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน และหากมีใครโหนกระแส บิดเบือนให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทำลายล้างการเมือง คนเหล่านั้นสมควรถูกประณาม&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระกล่าวต่อว่า ถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่มีต้นตอมาจากขั้นตอนกระบวนการศาล ก็ต้องแก้ปัญหาที่ศาล โดยการปฏิรูประบบศาลเสียที แต่ถ้าเกิดที่ตัวบุคคล กฎหมาย ก็ต้องนำบุคคลดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อ &amp;ldquo;เมื่อศาลถูกพายุกระหน่ำ&amp;rdquo; มีเนื้อหาดังนี้ &amp;nbsp;องค์กรศาลคือเป้าหมายของการทำลาย แต่หลายคนคงคิดไม่ถึงว่าจะเป็นแผนการร่วมมือจากคนในของศาล กับนักการเมืองที่จ้องทำลาย นักการเมืองดังกล่าวเคยโพสต์เฟซบุ๊กว่าได้รับข้อมูลจากผู้พิพากษาและจากฝั่งจำเลย ก่อนที่จะแก้ข้อมูลจากฝั่งจำเลยเป็นข้อมูลจากผู้หวังดี เพราะหมิ่นเหม่ผิดกฎหมาย และยืนยันว่าจะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวที่ได้รับจากทั้งสองฝ่ายสะท้อนว่าพวกเขาทำงานร่วมกันมาร่วม 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญคดีของหัวหน้าพรรคของนักการเมืองคนนี้ ใกล้ๆ ที่จะตัดสิน และผู้พิพากษาดังกล่าวเคยไปร่วมโพสต์ความเห็นต่อประเด็น ถ้านาทอน Endgame ต้องติดคุก? ว่า &amp;ldquo;ผมจะทำ, ช่วยอีกแรงครับ&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่ควรต้องคิดคือ 1.ระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วยฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ด้วยหลักการ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องตรวจสอบฝ่ายบริหาร ไม่ใช่มาตรวจสอบการพิจารณาคดีของตุลาการ เพราะตุลาการเขามีระบบตรวจสอบกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สิ่งที่เกิดขึ้น นักการเมืองได้เข้าไปแทรกแซงการพิจารณาคดีของตุลาการ ชนิดที่นักการเมืองรับรู้ข้อมูลจากจำเลย และตุลาการ การกระทำดังกล่าวเท่ากับกำลังทำลายระบบของตุลาการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล ที่ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและไม่ดี ไม่ใช่ระบบตุลาการทั้งหมด บางคนมีจิตใจฝักใฝ่การเมือง และก็มีนักการเมืองฉวยโอกาสลูกเข้าเท้าเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ของระบบตุลาการเพราะคดีของหัวหน้าพรรคตนเองใกล้ตัดสิน แต่โชคร้ายที่ความจริงถูกตีแผ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ฝ่ายตุลาการต้องตระหนักว่าเป็นเป้าจ้องทำลายการดำเนินคดีทุกอย่าง รวมทั้งระบบตรวจสอบกันเองต้องโปร่งใสและอธิบายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ท้ายที่สุดนี้ สังคมไทยต้องช่วยกันให้สามเสาของระบอบประชาธิปไตยทำหน้าที่ของตนเอง และช่วยกันปกป้องเสาตุลาการ ไม่ให้ฝ่ายการเมืองมาแทรกแซง เป็นเสาหลักของประเทศ ถ้าปล่อยให้ฝ่ายการเมืองโหมกระหน่ำจนหมดความเชื่อถือ ประเทศไทยของเราจะเดินต่อไม่ได้เลย&amp;quot; นพ.วรงค์ระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47459</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจสอบข้อเท็จจริง, ผู้พิพากษา, ผู้พิพากษามีความอิสระ, ผู้พิพากษายิงตัวเอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191006/image_big_5d99eb43978cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2018 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตุ๊กตุ๊กเอื้ออาทรกลิ่นตุ ออมสินปล่อยกู้ไม่โปร่งใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถตุ๊กตุ๊กบุกออมสิน! ร้องสอบข้อเท็จจริงผู้บริหารธนาคาร 2 สาขา ปล่อยกู้ไม่โปร่งใส ทำผู้กู้กลายเป็นหนี้เสีย ถูกฟ้องร้องระนาว ด้านผู้บริหารขอเวลา 45 วันก่อนฟันธง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเสริฐ กองจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารจะตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปล่อยกู้ใน &amp;ldquo;โครงการรถตุ๊กตุ๊กเอื้ออาทร&amp;rdquo; ของผู้บริหารธนาคารออมสินสาขาห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน และสาขาเยาวราช จำนวน 384 ราย วงเงิน 153 ล้านบาท ว่ามีการดำเนินการถูกต้องหรือไม่ หากพบว่ามีการปล่อยสินเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ก็จะดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน และในวันที่ 15 ม.ค. 2562 ธนาคารได้นัดกับลูกหนี้ในโครงการดังกล่าวที่มีปัญหาหนี้เสียและถูกฟ้องร้องยึดรถมารับฟังการสอบข้อเท็จจริงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงสอบข้อเท็จจริงธนาคารจะชะลอการดำเนินคดีกับผู้กู้ไปก่อน โดยผู้ที่ขาดการชำระหนี้และจะถูกฟ้องร้องก็จะยังไม่ดำเนินการฟ้องร้อง ส่วนผู้ที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องก็จะขอศาลจำหน่ายคดีออกมาก่อน และผู้ที่ถูกฟ้องร้องและอยู่ระหว่างการดำเนินการยึดทรัพย์ก็จะให้การชะลอการยึดทรัพย์ไปก่อนเช่นกัน&amp;rdquo; นายประเสริฐ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ประชาชนที่กู้สินเชื่อโครงการรถตุ๊กตุ๊กเอื้ออาทร ถือเป็นคู่สัญญาเงินกู้กับธนาคารออมสิน เมื่อมีการผิดชำระหนี้ธนาคารก็ดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมาย แต่เมื่อถูกร้องเรียนทำให้ธนาคารต้องสอบข้อเท็จจริง จึงต้องชะลอการฟ้องร้องออกไปไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาการปล่อยกู้ดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะมีผู้กู้จำนวน 136 ราย เข้าร้องเรียนกับมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ให้ดำเนินการช่วยเหลือ ว่าการปล่อยกู้ในโครงการดังกล่าวมีความไม่โปร่งใสทำให้ผู้กู้ได้รับความเดือดร้อน โดยธนาคารออมสินกับสหกรณ์แห่งหนึ่งที่เป็นตัวแทนผู้กู้ ให้ผู้กู้เซ็นสัญญาเงินกู้โดยที่ผู้กู้ไม่ได้รับสัญญาเงินกู้เป็นหลักฐาน และมีการปล่อยกู้เกินราคารถตุ๊กตุ๊กที่มีราคาอยู่ที่ 2-3 แสนบาทต่อคัน แต่มีการปล่อยกู้รายละ 3-4 แสนบาทต่อราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ผู้บริหารธนาคารออมสินได้ชี้แจงว่า การปล่อยกู้ที่เกินวงเงิน เพราะมีค่ารถตุ๊กตุ๊ก ค่าสัมปทานการวิ่งรถตุ๊กตุ๊ก ค่าประกันรถ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ทำให้วงเงินกู้เกินกว่าค่ารถตุ๊กตุ๊กที่แท้จริง
นอกจากนี้ ทางผู้บริหารธนาคารออมสิน ได้ชี้แจงถึงกรณีที่ธนาคารได้โอนเงินกู้ทั้งหมดให้กับสหกรณ์ ไม่ได้ให้กับประชาชนที่เป็นคนกู้เงิน ว่า เป็นเพราะผู้กู้ได้เซ็นหนังสือยินยอมให้ธนาคารออมสินโอนเงินกู้ทั้งหมดให้กับสหกรณ์ดังกล่าวที่ผู้ซื้อรถตุ๊กตุ๊กเป็นสมาชิก และเป็นตัวแทนในการจ่ายเงินค่าซื้อรถตุ๊กตุ๊ก และค่าดำเนินการอื่นๆ ให้กับผู้กู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทางผู้บริหารธนาคารออมสินได้ชี้แจงถึงปัญหาที่ผู้ซื้อรถตุ๊กตุ๊กต้องไปทำสัญญาเงินกู้กับสหกรณ์อีกฉบับหนึ่ง และจ่ายชำระหนี้ให้สหกรณ์ทุกเดือน เพื่อให้สหกรณ์จ่ายต่อให้กับธนาคารออมสินเพื่อเป็นค่าผ่อนชำระสินเชื่อ ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารออมสิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขานุการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวระหว่างนำผู้เสียหายเข้าร้องเรียนกับผู้บริหารธนาคารออมสิน ว่า ต้องการให้ธนาคารตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารธนาคารออมสิน 2 สาขา ว่ามีความเกี่ยวข้องกับสหกรณ์ที่ดูเหมือนมีการเตรียมกระบวนการให้ผู้ขอสินเชื่อรถตุ๊กตุ๊กจากธนาคาร และทางสหกรณ์ไม่ยอมผ่อนชำระหนี้ให้กับธนาคาร จนทำให้ผู้กู้เกิดความเสียหายและมีสถานะเป็นหนี้เสีย บางรายถูกฟ้องและถูกเรียกค่าเสียหายถึง 8 แสนบาท จากการกู้ซื้อรถตุ๊กตุ๊กเพียง 2 แสนบาทเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผู้เสียหายจากโครงการรถตุ๊กตุ๊กเอื้ออาทรจากธนาคารออมสินหลายราย เปิดเผยตรงกันว่า ได้ขอกู้เงินกับธนาคารออมสินเมื่อปลายปี 2558 ผ่านสหกรณ์รายหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการประสานงานกับธนาคารออมสิน 2 สาขาดังกล่าว และที่ผ่านมาต้องโอนเงินให้กับสหกรณ์ทุกเดือนเพื่อจ่ายชำระกับค่ารถตุ๊กตุ๊ก โดยไม่ทราบว่าสหกรณ์ไม่ได้นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้ จนทำให้เกิดเป็นหนี้เสียและถูกฟ้องร้องได้รับความเดือนร้อนอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ผู้เสียหายจากโครงการดังกล่าว ยืนยันว่า ในวันที่ 15 ม.ค. 2562 จะมาฟังผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากธนาคารออมสิน เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกหลอกให้กู้เงินในครั้งนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22961</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจสอบข้อเท็จจริง, ทุจริต, ธนาคารออมสิน, ปล่อยสินเชื่อที่ไม่ถูกต้อง, โครงการรถตุ๊กตุ๊กเอื้ออาทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181128/image_mid_5bfdf7a06e93c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
