<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 06:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลายข้อสงสัย? ทำไมต้องตรวจเลือด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาแพทย์จะวินิจฉัยโรคจึงต้องมีการตรวจเลือด กรณีนี้นักเทคนิตของ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) ผู้ให้บริการตรวจสุขภาพและวิเคราะห์ทางการแพทย์ ชี้แจงว่า เพราะการตรวจเลือดเป็นขั้นตอนสำคัญ เนื่องจากเลือดเป็นตัวกลางสำคัญที่นำสารอาหาร น้ำ เชื้อโรค สารพิษ และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เราได้รับ ไปสู่อวัยวะต่างๆของร่างกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ การตรวจเลือดเป็นวิธีที่สามารถตรวจสอบหาเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปอยู่ในร่างกายเราได้ดีที่สุด ผลเลือดจะช่วยให้แพทย์สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางการรักษาและป้องกันโรคได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะในผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการแสดงให้เห็นชัดเจนในระยะแรก แต่การตรวจเลือดนั้นจะช่วยหาโรคแฝงในตัวผู้ป่วย เช่น การติดเชื้อโรคต่างๆ ได้แก่ HIV, ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักเทคนิคการแพทย์จะทำหน้าที่วิเคราะห์เลือดทางห้องปฏิบัติการ โดยแบ่งเป็น การตรวจเลือดทางโลหิตวิทยา จะใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจนับเม็ดเลือด รวมทั้งตรวจดูลักษณะของเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคเลือด เช่น ธาลัสซีเมีย ลิวคีเมีย โรคมาลาเรีย เป็นต้น การตรวจเลือดทางเคมีคลินิก โดยใช้เครื่องมืออัตโนมัติในการวัดปริมาณสารต่างๆในร่างกาย เพื่อวินิจฉัยภาวะต่างๆของตับ ไต ภาวะไขมันในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจหาปริมาณฮอร์โมน ช่วยวินิจฉัยโรคของต่อมไร้ท่อ เช่น โรคธัยรอยด์เป็นพิษ และ การตรวจเลือดทางภูมิคุ้มกันวิทยา เป็นการตรวจว่าเราติดเชื้อโรคหรือไม่ เนื่องจากเมื่อร่างกายเราติดเชื้อร่างกายเราจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น หากตรวจพบว่ามีภูมิต่อโรคแสดงว่าเราติดเชื้อโรคนั้น เช่น การตรวจการติดเชื้อต่อไวรัส ได้แก่ Anti HIV, HAV, HBV, HCV&amp;nbsp; หรือ Anti SARS-CoV-2 (Covid-19)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี การตรวจเชื้อ COVID-19 จากเลือด จะเป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อหาภูมิคุ้มกันในร่างกาย ว่าร่างกายเคยรับเชื้อ COVID-19 เข้ามาแล้วหรือไม่ แต่บอกไม่ได้ชัดเจนว่าติดเชื้อมาแล้วกี่วัน จึงแนะนำให้ใช้วิธีแยงจมูกหรือ Swab จากเสมหะ มาตรวจสอบด้วยวิธีเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมของเชื้อ เป็นวิธีที่สามารถยืนยันผลการพบเชื้อได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษอีกหลายประเภท ซึ่งแพทย์ผู้ทำการรักษาจะเป็นผู้พิจารณาส่งตรวจตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้การตรวจเลือดยังสามารถตรวจวัดปริมาณยาในเลือด เพื่อให้แพทย์สามารถควบคุมปริมาณยาในตัวผู้ป่วยให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ด้วย ดังนั้นรายงานผลการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ประเมินสุขภาพ วินิจฉัยโรค หาแนวทางรักษาโรค ควบคุมและประเมิน พยากรณ์โรคต่างๆ ได้นั่นเอง ดังนั้นเราจึงควรตรวจเลือดสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีสมบูรณ์ตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104302</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพทย์., ตรวจเลือด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60ae59959d98e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระวัฒน์&#039;อธิบายยิบเรื่องตรวจเลือดในคนติดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค.2563 - &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา &amp;nbsp;หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;การตรวจเลือด ในคนติดเชื้อโควิด-19&amp;rdquo;พร้อมรูป มีเนื้อหาว่า 1.ผลในตารางทั่งหมดเป็น การตรวจ เลือด มาตรฐาน ของเราด้วย ELISA และ ผลเป็น 100% คนไข้ทุกคน 97 คน เข้า รพ.ผลจะบวกหมดตั้งแต่วันแรก และบวก ในระดับต่างๆในวันต่อมา ตามลำดับเมื่อเอาตัวอย่างเลือดเหล่านี้ มาตรวจด้วย ชุดใบยา จะได้ผลบวกตามกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การตรวจเลือดมาตรฐาน เมื่อนำมาตรวจคนปกติ 200 ราย จะให้ผลลบหมด เมื่อเอาชุดใบยามาตรวจ จะมีผลบวก 3 %&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การตรวจเลือดมาตรฐาน เมื่อนำมาตรวจเลือดคนติดเชื้ออื่นๆ 300ราย เชื้อหวัดใหญ่ ไข้เลือดออก โคโรนา
ตัวอื่นๆที่ไม่ใช่โควิด-19 เป็นต้น จะได้ผลลบหมด เมื่อเอาใบยามาตรวจ จะได้ผลลบเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ที่ตรงกันเช่นนั้น เพราะชุดตรวจใบยา กับการตรวจมาตรฐานมีตัวจับ ภูมิคุ้มกันในเลือดที่ฟ้องสภาวะการติดเชื้อตรงกัน คือ RBD&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.RBD นี้เองที่ใบยา เอาไปทำ วัคซีน และทดสอบในหนู ลิง สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกีนได้ในระดับเดียวกับวัคซีน moderna ที่ทดสอบในหนู และลิงในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ชุดตรวจมาตรฐาน ตรวจตรวจไปแล้วตั้งแต่มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 26/12/63 3244 ราย ทั้งจากผู้ป่วยที่มีอาการและที่ไม่มีอาการโดยตรวจทั้งสามระดับคือ IgM IgG และ neutralizing antibody และตรวจนักมวยก่อนขึ้นชกเป็นจำนวน 1109 ราย ไม่มีผลผิดพลาด ทั้งนี้ การที่มีผลบวกในเลือด อาจไม่มีเชื้อก็ได้ เพราะหายแล้ว แต่ถ้ามีเชื้อการตรวจมาตรฐานจะบวกด้วย ไม่ว่าไวรัสจะออกมาน้อยหรือมากก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ชุดตรวจใบยา ไปคัดกรอง บุคลากร ในมหาวิทยาลัย และศูนย์สุขภาพ จุฬา และในสถานพยาบาลต่างๆ หลายหมื่นราย และเป็นตัวกรอง ที่จะต้องตรวจเชื้อต่อหรือไม่ เมื่อเป็นบวกรวมทั้งงานสำคัญในพระราชพิธีต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.ชุดตรวจใบขา ตรวจ คนในทำเนียบ 350 ราย มีบวก 9 ราย โดยตรวจด้วยวิธีมาตรฐานเป็นลบหมด แสดงว่า เป็น บวก เกิน = 2.57% และ แยงจมูกไม่มีเชื้อทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.การใช้ตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน ใช้เวลา 3 ชม. ราคา 1,000 ชุดใบยา 2 นาที ราคา 100-200 บาท ตรวจหาเชื้อแยงจมูก ราคา 2,500 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.การตรวจหาเชื้อต้องทำหลายครั้ง เพราะเชื้อไม่ออกมาจากแยงครั้งแรก ในทุกคนต้องตรวจ อย่างน้อย 3 ครั้ง ใน 14 วัน การตรวจเลือด ไม่ว่ามาตรฐานหรือใบยา คือ 2 ครั้ง ที่วันแรก และ วันที่ 5-7 (เพราะ อาจติดเชื้อก่อนตรวจครั้งแรก 3-4 วันเลือดยังไม่บวก)
11.สำหรับคนมีอาการการตรวจเลือด จะบวกในวันที่มีอาการ 100% ขณะที่การหาเชื้อจากการแยงจะไม่แน่นอน และต้องแยงหาเชื้อวันต่อวันจนกว่าจะเจอ ในผู้มีอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12.การตรวจเลือดใบยา ไม่เหมือนชุดตรวจอื่นๆในท้องตลาดที่ไม่มีความไวสูงสุด นั้นคือคนที่ติดเชื้อตรวจไม่เจอได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88355</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะแพทยศาสตร์, คนติดเชื้อ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ตรวจเลือด, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่, เฟซบุ๊ก, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190116/image_big_5c3e9bbd237d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
