<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 06:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 06:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดตราสารหนี้จะนิ่งได้จริงไหม?อดีตรมว.คลังเตือนธปท.ไม่ประกาศแผนชัดเจนยิ่งน่ากลัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 เม.ย.63 - นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala - - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เรื่อง &amp;ldquo;ตลาดตราสารหนี้จะนิ่งได้จริงไหม?&amp;rdquo; มีเนื้อหาดังนี้
&amp;nbsp;นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) จัดเป็นเศรษฐีอันดับ 10 ที่นายกฯ พลเอกประยุทธ์ส่งหนังสือไปถึง
รูป 1 และ 2 เป็นข่าว IPO ที่ทำกำไรมหาศาลให้แก่ครอบครัว
&amp;nbsp;ข่าว:- &amp;ldquo;ในสัปดาห์หน้านายชูชาติเตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี
เพื่อให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน&amp;nbsp; (Corporate Bond Stabilization Fund : BSF) วงเงิน 400,000 ล้านบาท
เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำรองชั่วคราว สำหรับเข้าไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดีมี Rating อย่างน้อยต้องอยู่ในระดับ Investment grade
โดยอยากเห็นการทบทวนแนวคิดการช่วยเหลือภาคเอกชนที่ออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนที่ออกหุ้นกู้ในระดับที่ต่ำกว่า Investment grade มากกว่า&amp;rdquo;
(ผมอธิบายว่า กลุ่มนี้คือหุ้นกู้ขยะ หรือเรียกว่า Junk bond)
&amp;nbsp;ถามว่า มีตัวอย่างประเทศไหนที่ธนาคารกลางสนับสนุน Junk bond?
&amp;nbsp;ในสหรัฐ บริษัทกลุ่มใหญ่ที่ออก Junk bond คือบริษัทที่ผลิตน้ำมันจากหินน้ำมัน
ซึ่งต้นทุนสูงกว่าซาอุดิและรัสเซียมาก รายต่ำสุดคือ 25 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ส่วนใหญ่สูงกว่ามาก บางรายสูงถึง 95 ดอลลาร์
ดังนั้น ในสงครามน้ำมันซาอุดิ-รัสเซีย บริษัทที่เจ็บตัวมากสุดคือสหรัฐ และมี 1 บริษัทที่ประกาศล้มละลายไปแล้ว
ที่เหลือกำลังจะล้มอีกหลายราย!
&amp;nbsp;อาจจะเนื่องจากเป็นปีเลือกตั้ง ปรากฏว่าเฟดขยายการสนับสนุนตราสารหนี้เอกชน ให้ลงไปถึงระดับ Junk bond เมื่อวันที่ 9 เม.ย.
ในรูป 3 และ 4 มาตรการดังกล่าว ทำให้ราคาตลาด Junk bond สหรัฐเด้งขึ้นทันที
และนักลงทุนได้กลิ่นของฟรี ก็ทุ่มเงินเข้าไปซื้อ junk bond กันใหญ่ ทั้งซื้อโดยตรงและผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ เพราะได้ดอกเบี้ยสูง พร้อมได้เฟดอุ้ม
&amp;nbsp;ล่าสุด รูป 5 มีข่าวว่าธนาคารกลางยุโรป อาจจะขยายไปสนับสนุน Junk bond ตามอย่างเฟด
&amp;nbsp;เนื่องจากกระทรวงคลัง/ธปท. เลียนแบบตามอย่างธนาคารกลางของประเทศต้นแบบทั้งสอง ดังนั้น คาดได้ว่า ในอนาคตรัฐบาลอาจจะคิดแก้ไขพระราชกำหนดฯ เพื่อให้สามารถแจกเงินทำนองนี้
ในรูป 6 คุณนวพร เรืองสกุลได้รวบรวมตัวเลข ในปี 2563 มี Junk bond ในไทยที่จะครบกำหนด 39,056.58 ล้านบาท
&amp;nbsp;ถามว่า Junk bond ในไทยที่ครบกำหนด จะออกขายใหม่ได้หรือไม่ จะมีผู้ซื้อหรือไม่?
&amp;nbsp;ตอบว่า พฤติกรรมมนุษย์จะกระทบท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และหนี้ครัวเรือน ซึ่งจะกระทบผู้ออกตราสารหนี้บางรายอย่างแน่นอน
และในเมื่อกลุ่ม Investment grade มีปัญหา ถึงขั้น ธปท. ขอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดฯ เพื่ออุ้ม ดังนั้น กลุ่ม Junk bond ก็ย่อมจะมีปัญหาขาดความเชื่อมั่นได้มากกว่า
และสมมุติถ้าหากเมื่อใด เกิดเหตุการณ์สะดุดในกลุ่ม Junk bond ...
ธปท. ซึ่งเพียงแค่มีกองทุน BSF เป็นไม้กายสิทธิ์ ผมก็ไม่เห็นว่าจะกั้นไม่ให้ความตื่นตระหนก ลุกลามเข้าไปทุกระดับได้อย่างไร
&amp;nbsp;ตำรากล่าวว่า ในช่วงวิกฤต ธนาคารกลางจะต้องเปิดก๊อกแบบไม่อั้น แต่ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ต้องสนับสนุนทุกรายที่เข้าหลักเกณฑ์
ธปท. มีทางเลือก 2 ทาง ทำแบบธนาคารกลางมหาอำนาจ หรือทำแบบธนาคารกลางพอเพียง
&amp;nbsp;ถ้า ธปท. ทำแบบธนาคารมหาอำนาจ คือต้องการทำให้ตลาดเงิน &amp;lsquo;นิ่ง&amp;rsquo; ตลาดตราสารหนี้ &amp;lsquo;นิ่ง&amp;rsquo; และแม้แต่ตลาดหุ้น &amp;lsquo;นิ่ง&amp;rsquo; ดังที่รองนายกฯ ดร.สมคิดกล่าวชมเชยในแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ...
ธปท. ก็สามารถอัดเงินเข้าระบบอย่างไม่จำกัด ขยายวงทรัพย์สินที่สนับสนุนไปเรื่อยๆ
ดังที่เคยมีคนกล่าวเล่นๆ ไว้ว่า ถ้าไม่มีอะไรเหลือ ธนาคารกลางก็ยังสามารถสนับสนุนอ่างล้างจานในครัวก็ได้
&amp;nbsp;วิธีนี้ ตลาดนิ่งแน่นอน
แต่ประเทศก็จะแน่นิ่งไปด้วย คือล้มละลาย เผาหลอก เผาจริง ภายในเวลาอันสั้น
&amp;nbsp;ถ้า ธปท. ทำแบบธนาคารกลางพอเพียง ก็จะต้องเหนื่อยมากกว่า
ธปท. จะต้องสั่งให้แบงค์พาณิชย์ตรวจสุขภาพผู้ออกตราสารหนี้ระดับต่ำ BBB และ Junk bond ทุกราย เพื่อแยกตัวดี-ตัวเสีย
(ที่จริง ควรจะได้ทำมานานแล้ว หรือถ้าหากทำมาแล้ว ก็เก็บเงียบเหลือเกิน)
&amp;nbsp;กลุ่มตัวดี คือกลุ่มที่รู้ตัว และปรับแผนแต่เนิ่นๆ ตัวอย่าง ปตท. ซึ่งเป็นระดับ AAA เมื่อ 2 วันก่อน ประกาศล้มโครงการลงทุน 2 แสนล้านบาท เพื่อรักษา cash flow
สำหรับกลุ่มนี้ ก็ให้ประกาศชื่อ และให้ซื้อขายในตลาดปกติ
&amp;nbsp;กลุ่มตัวเสีย คือกลุ่มที่ขยายธุรกิจแบบโอเว่อร์ แหวกแนวไปทำในสิ่งที่ไม่ชำนาญ โลภมากไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างเมืองใหม่ ฝันหวานจะขายคอนโดให้คนจีน ฯลฯ
สำหรับกลุ่มนี้ ต้องให้แบงค์พาณิชย์กระตุ้นให้ปรับแผนธุรกิจด่วน ขายอะไรที่ขายได้ ลดเงินเดือน ลดโบนัส เลิกปันผล โดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องราคาหุ้น
ถ้าทำได้ จึงจัดเข้ากลุ่มตัวดี
ถ้าทำไม่ได้ หรือไม่ยอมทำ ให้จัดเข้ากลุ่มตัวเสีย ห้ามซื้อขายในตลาดปกติ ให้เป็นตลาดแยกต่างหาก
&amp;nbsp;ถ้า ธปท. ไม่ประกาศแผนงานที่ชัดเจนต่อสาธารณะ เวลายิ่งผ่านไปแต่ละวัน ก็ยิ่งน่ากลัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64081</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตราสารหนี้, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ, หุ้นกู้ขยะ Junk bond</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb20d2370de1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนแห่กู้ตราสารหนี้คึกคักคาดทะลุ 1 ล้านล้านบาท สร้างประวัติศาสตร์ใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค. 2562 นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯได้ปรับเป้าหมายการออกหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนไทยในปีนี้ใหม่ เป็น 1 ล้านล้านบาท ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากเป้าหมายเดิมที่ 850,000 ล้านบาท เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกภาคเอกชนใช้ประโยชน์การระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระยะยาวต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าที่ออกไปแล้วกว่า 567,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ระดมเงินทุน เพื่อใช้ขยายกิจการและทดแทนหุ้นกู้เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สมาคมฯ คาดว่าช่วงครึ่งปีหลัง เอกชนยังออกหุ้นกู้ต่อเนื่อง แบ่งเป็น มูลค่าการออกจากการออกหุ้นกู้เพื่อชดเชยวงเงินเดิมประมาณ 185,000 ล้านบาท และมูลค่าที่อยู่ในแผนการระดมทุน 102,000 ล้านบาท และมูลค่าที่จะออกเพื่อใช้ในการควบรวมกิจการ 50,000 ล้านบาท รวมทั้งการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญหรือตัดเป็นหนี้สูญได้ ตามเกณฑ์ บาเซิล 3 อีก 51,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะปรับลดลง เนื่องจากการที่เงินบาทแข็งค่า และเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จะเป็นแรงกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงปลายปี 62 จนถึงต้นปี 63 โดยคาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นอาจปรับตัวลดลงจากการปรับลดวงเงินการประมูลพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เริ่มในเดือน ก.ค. ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจะปรับตัวลดลงในกรอบจำกัด เพราะเงินเฟ้อและการลงทุนภาครัฐและเอกชนยังคงทรงตัว เพื่อรอความชัดเจนนโยบายของรัฐบาลใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คาดว่าช่วงครึ่งปีหลัง กระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดพันธบัตรไม่เยอะแล้ว เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผู้ว่า ธปท.ส่งสัญญาณว่าหากมีความจำเป็นก็อาจจะพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าพันธบัตรระยะสั้นลดลง และหันมาลงทุนในพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยครึ่งปีแรก พบว่าตลาดโดยรวมเติบโต 5.45% มีมูลค่าคงค้างรวมเพิ่มขึ้นเป็น 13.49 ล้านล้านบาท จาก 12.79 ล้านล้านบาท เมื่อสิ้นปี 61 ที่ผ่านมา โดยยอดการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3,213 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายออกในตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้นและเข้าซื้อในตรสารหนี้ภาครัฐระยะยาว โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมสุทธิของต่างชาติในตราสารหนี้ไทย ณ ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 989,206 ล้านบาท หรือคิดเป็น 73% ของมูลค่ารวมตลาดตราสารหนี้ไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวถึงกรณีที่ภาษีกองทุนตราสารหนี้ จะมีผลวันที่ 20 ส.ค.นี้ คาดว่าจะมีผลกระทบต่อผลตอบแทนกองทุนรวมจะค่อยเป็นค่อยไปแบบไม่รุนแรง โดยที่ผ่านมา สมาคมตลาดทุนไทยได้หารือร่วมกับว่าที่รมว.คลัง เพื่อให้พิจารณาการเก็บภาษีใหม่ เพราะยังมีความเท่าเทียบในการปฎิบัติ เนื่องจากภาษีจะเก็บในอัตรา 15% ของดอกเบี้ยหน้าตัว (คูปอง) แต่หากกองทุนลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคูปองสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจริง อาจทำให้นักลงทุนถูกเก็บภาษีเกินกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40769</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตราสารหนี้, ธาดา พฤฒิธาดา, หุ้นกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b4627e7419d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2019 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2019 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลต.จับมือ แบงก์ชาติ ยกมาตรฐานตัวแทนขายหน่วยลงทุน-ตราสารหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 2562 นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ตั้งแต่ปี 62-64 ว่า ก.ล.ต.จะส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงบริการในการลงทุนเพิ่มขึ้น ผ่านความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยกระดับการขายผลิตภัณฑ์การลงทุน ด้วยการใช้เกณฑ์การกำกับดูแลการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (มาร์เก็ต คอนดัก) มาควบคุมตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวม, ตราสารหนี้ ที่มีอยู่ 80,000-90,000 ราย ให้ขายผลิตภัณฑ์การลงทุนตรงกับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ หากไม่ดำเนินการตามก็จะถูกลงโทษตามที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุน ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อตลาดทุนไทย เพราะเป็นส่วนแรกที่จะให้คำแนะนำต่อประชาชนที่เข้ามาลงทุน ซึ่ง ก.ล.ต.ไม่ใช่แค่ดูแล บล. หรือ บลจ.เท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวแทนขายของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบด้วย จึงต้องควบคุมและสร้างการรับรู้ว่าการขายผลิตภัณฑ์เป็นการขายความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ขายเพื่อรับค่าคอมมิชชั่นเท่านั้น เพราะต้องติดตามและดูแลพอร์ตของผู้ลงทุนด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ การระดมทุนจะพยายามผลักดันกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กมีโอกาสเข้ามาระดมทุนมากขึ้น ผ่านช่องทางต่าง ๆ และเป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลที่ดี รวมถึงเป็นแหล่งระดมทุนของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจภาพรวม โดยระยะกลางและระยะยาวจะส่งเสริมให้ บล. และบลจ.เข้าไปขายกองทุนรวมยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย รวมทั้งสร้างประสิทธิภาพและศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทย โดยการยกระดับกระบวนการและสมรรถนะโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบดิจิทัล เพื่อนำไปสู่บริการที่ดีและสะดวกยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนและภาคเศรษฐกิจจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะกำกับดูแลที่เท่าทันกับโลกและลดภาระให้ภาคเอกชน ผ่านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค ดำเนินการปฏิรูปกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและการบริหารจัดการองค์กร โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีการทำงาน การใช้เครื่องมือการกำกับดูแลที่หลากหลาย เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการจัดการความเสี่ยงได้เหมาะสม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29684</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ตราสารหนี้, ธปท., ยกระดับตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวม, รพี สุจริตกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8970cd26dc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
