<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;กกพ.&#039;ตรึงเอฟทีตลอดปี 64 ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน &amp;ndash; ธันวาคม 2564 โดยให้เรียกเก็บที่ -15.32 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้ายังคงจ่ายค่าไฟฟ้าเท่าเดิมในอัตรา 3.61 บาทต่อหน่วย ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2564 ตามแนวทางการพิจารณาที่จะเกลี่ยค่าเอฟทีให้คงที่ตลอดปี 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวการณ์ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์การเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่ยังคงรุนแรงและขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;การตรึงค่าเอฟทีจึงเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจ และไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ใช้ไฟฟ้าจากค่าเอฟทีที่ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ. พิจารณาแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 66.3 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล และแนวโน้มการอ่อนตัวของค่าเงินบาทมาอยู่ในระดับ 31.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2564
ซึ่งมีผลโดยตรงต่อค่าเอฟทีในช่วงปลายปี หากพิจารณาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2565 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะราคาพลังงานขาขึ้น ทำให้ค่าเอฟทีใน
ปี 2565 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ดังนั้นการบริหารค่าเอฟทีในปี 2565 จะเป็นไปในทิศทางเพื่อสร้างให้ค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ มีความมั่นคง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ ในการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟทีในรอบเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 เท่ากับประมาณ 64,510 ล้านหน่วย ปรับตัวลดลงจากประมาณการงวดก่อนหน้า (เดือน พ.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2564) ที่คาดว่าจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเท่ากับ 67,885 ล้านหน่วย หรือลดลงร้อยละ 4.97 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 53.90 ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด นอกจากนี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ (ลาวและมาเลเซีย) รวมร้อยละ 20.13 และค่าเชื้อเพลิงลิกไนต์ของ กฟผ. ร้อยละ 9.45 ถ่านหินนำเข้าโรงไฟฟ้าเอกชน ร้อยละ 7.43 และอื่นๆ อีก ร้อยละ 6.90&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณค่าเอฟทีเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการในเดือน พ.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2564 โดยราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณในรอบเดือน พ.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2564 โดยที่เชื้อเพลิงอื่นๆ ปรับตัวลดลงและคงที่ ดังที่แสดงในตาราง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109131</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ค่าไฟฟ้า, ตรึงค่าเอฟที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี กกพ. เคาะตรึงเอฟทีงวด พ.ค.-ส.ค. 64 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. มีมติให้ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนพ.ค.-ส.ค.อยู่ที่ -15.32 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนเท่าเดิมที่ 3.61 บาทต่อหน่วยต่อไปอีก 4 เดือน โดยนำเงินส่งคืนจากการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผนมาอุดหนุน 2,610 ล้านบาท จากที่เงินเก็บไว้ 4,129 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการค่าเอฟทีให้มีศักยภาพในการรักษาเสถียรภาพค่าไฟฟ้าตลอดทั้งปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความจริงค่าเอฟทีงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.64 ถ้าอ้างอิงต้นทุนราคาเชื้อเพลิงย้อนหลัง 6 เดือน จะมีอัตราที่ลดลง ส่งผลให้ค่าเอฟทีที่ควรจะเป็นอยู่ที่ -18.02 สตางค์ต่อหน่วย หรือจะเรียกเก็บจาค่าไฟฟ้าลดลง -2.7 สตางต์ต่อหน่วย ซึ่งประชาชนจะต้องจ่ายไฟลดลงอยู่ในอัตรา 3.58 บาทต่อหน่วย แต่ กกพ. ได้ประเมินแล้วว่าต้นทุนช่วงปลายปีนี้จะสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเอฟทีงวดเดือนก.ย.-ธ.ค.64 จะ เพิ่มขึ้น 10.07 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าเอฟทีอยู่ที่ -7.95 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.68 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเพิ่มจากเดิมอยู่มาก กกพ.จึงตัดสินใจตรึงค่าเอฟทีงวดนี้ไว้ และนำเงินที่เหลือไปอุดหนุนในงวดสิ้นปีไว้เพื่อบรรเทาภาระความเดือนร้อนให้กับประชาชน&amp;rdquo;นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย กกพ.ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่ที่ 54.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอยู่ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จาก 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ในการคำนวณค่าเอฟที โดยได้คาดการณ์ราคาค่าไฟห้าจะอยู่ที่ประมาณ 67,885.43 ล้านหน่วย นอกจากนี้ คาดการณ์ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายในครึ่งปีหลัง ส่งผลต่อความต้องการใช้เชื้อเพลิงในตลาดโลกอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าของการเปิดซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในเฟสที่ 2 ซึ่งเป็นการร่างกฎระเบียบให้เกิดชัดเจนในการซื้อขาย โดยเบื้องต้นจะเปิดให้กับรายใหญ่เป็นผู้เข้ามาก่อน ขณะที่บริษัทเล็ก จะต้องรอกฎระเบียบให้เรียบร้อยก่อน เพื่อสร้างความเท่าเทียม และไม่ทำให้เสียเปรียบเอกชนรายใหญ่ โดยจะมีการนำเสนอให้กับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) พิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขนี้ ในวันที่ 9 มี.ค. นี้ ก่อนที่จะมีการเสนอเข้าที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ซึ่งปัจจุบันมีเอกชนยื่นเสนอขอเป็นผู้นำเข้า(ชิปปิ้ง) ประมาณ 3-4 รายแล้ว โดยหนึ่งในนั้นเป็นบริษัทลูกของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) อย่าง บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (เอกโก้)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95096</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ตรึงค่าเอฟที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64101</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่าไฟฟ้าแพงเพราะอะไร&#039;ศรีสุวรรณ&#039;มีคำคตอบซัดก.พลังงานฝ่าฝืนรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย.63- นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2562 ที่เสนอแนะให้กระทรวงพลังงานปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 หรือ PDP2018 เพื่อให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า 51% ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 56 วรรคสอง&amp;nbsp; โดยให้พิจารณาตามข้อเสนอแนะภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผล และดำเนินการให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% ภายใน 10 ปี นับจากปี 2562 นั้น การดำเนินการดังกล่าวมีความล่าช้ามาก เพราะปัจจุบันไทยยังมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งประเทศสูงถึง 45,595 เมกะวัต์ โดยที่เป็นสัดส่วนที่ กฟผ. ผลิตได้เพียง 15,424 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 33.83 % เท่านั้น ส่วนเอกชนมีปริมาณการผลิตมากถึง 30,171 เมกะวัตต์ หรือ 66.17 % ทำให้มีไฟฟ้าสำรองมากเกินจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลผลักภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนที่สำรองอยู่เป็นจำนวนมาก มาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนต้องร่วมกันจ่ายผ่านค่า FT นั่นเอง ซึ่งหากไม่สามารถลดสัดส่วนลงมาได้ สัดส่วนที่เกินไปกว่า 18% ดังกล่าวลงมาได้ รัฐบาลต้องไม่ผลักภาระมาให้ประชาชนต้องร่วมกันจ่าย แต่ควรที่จะต้องให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหาร สนพ. กรรมการ กพช. และคณะกรรมการ กกพ. ทุกคนที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 (วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นผู้รับผิดชอบแทน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การที่ยังคงอนุมัติอนุญาตให้เอกชนผลิตไฟฟ้าจนเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เชื่อว่าเป็นเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนโดยชัดแจ้ง ซึ่งอาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งกรณีดังกล่าว แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่าเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2560 ม.56 วรรคสอง มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าแต่อย่างใด ดังนั้น ควรที่จะต้องเอาผิดบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือ การรื้อสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหมดในส่วนที่ดำเนินการไปแล้วนำมาเกลี่ยให้ไม่เกิน 49% ตามรัฐธรรมนูญจึงจะชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หรือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐไม่น้อยกว่า 51% นั้นอาจทำได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่นำบริษัทลูกของ กฟผ. อาทิ RATCH และ GPSC และ ปตท. กลับมามีสัดส่วนของหุ้นเกิน 51% แค่นี้ก็จะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 33.83 % เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 51% ได้ไม่ยากเลย โดยไม่ต้องไปรอให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เข้ามาในระบบ ที่จะทำให้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นช่องทางในการผลักภาระค่าใช้จ่ายมาให้ประชาชนผ่านค่า FT ในทุกๆ บิลค่าไฟนั่นเอง&amp;quot;นายศรีสุรรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64101</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ค่าไฟฟ้าแพง, ตรึงค่าเอฟที, นายศรีสุวรรณ จรรยา, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงาน(พีดีพี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea0e71c4d328.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ. มอบของขวัญปีใหม่ เคาะตรึงค่าเอฟที คงเดิมที่ -11.60 สตางค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย.2562 น.ส.นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า &amp;nbsp; คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้คงอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บจากประประชาชนงวดเดือนม.ค. - เม.ย. 2563 จำนวน -11.60 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย​ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 6,869 ล้านบาท ในการบริหารจัดการเพื่อรักษาค่าเอฟทีให้อยู่ในระดับเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แนวโน้มปัจจัยหลายตัวที่ส่งผลกระทบต่อค่าเอฟทีปรับตัวดีขึ้นกว่างวดก่อน อาทิ ราคาก๊าซที่มีแนวโน้มลดลง อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ทำให้ค่าเอฟทีปรับลดลงได้ในทันที แต่ก็ทำให้ กกพ.สามารถบริหารจัดการค่าเอฟทีได้ดีขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงหนุนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมให้ปรับตัวดีขึ้น และเพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน กกพ.จึงมีมติคงค่าเอฟทีอีกงวดหนึ่งส่งผลให้มีการตรึงค่าเอฟทีในระดับดังกล่าวตั้งแต่ต้นปี2562 รวม 4 งวดหรือตลอด 16 เดือน&amp;quot;น.ส.นฤภัทรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การบริหารจัดการค่าเอฟทีงวดนี้ได้นำเงินมาจากค่าปรับกรณีโรงไฟฟ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาและกรณีขาดส่งก๊าซธรรมชาติ​ จำนวน​ 264.97 ล้านบาท​ และส่วนที่เหลืออีก​6,604 ล้านบาท​ มาจากการกำกับฐานะการเงินให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่​ กกพ.กำหนด​ ซึ่งเป็นผลมาจากการประมาณการค่าเชื้อเพลิงในงวดปัจจุบัน(ก.ย.-ธ.ค.2562)​เทียบกับราคาเชื้อเพลิง​ณ​ ปัจจุบัน​ ยังต่ำกว่าที่ประมาณการที่ตั้งไว้​ และทำให้ยังมีเงินคงเหลือในการบริหารจัดการค่าเอฟที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ส่งผลดีต่อค่าเอฟทีให้ปรับตัวดีขึ้นจากงวดก่อนได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนเดือนก.ย.อยู่ที่ 30.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐหรือแข็งค่าขึ้นกว่าช่วงที่ประมาณการในงวดเดือนก.ย. - ธ.ค. 2562 ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือน​ พฤษภาคม​ 2562​ ที่​31.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ราคาเชื้อเพลิงการผลิตไฟคาดว่าในงวดถัดไปจะอยู่ที่ 266.69 บาทต่อล้านบีทียูปรับตัวลดลงจากงวดที่ผ่านมา 23.70 บาทต่อล้านบีทียู ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยโรงไฟฟ้าเอกชนลดลงจากงวดที่ผ่านมา 267.71 บาทต่อตัน &amp;nbsp;ขณะที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าช่วงม.ค.-เม.ย.63เท่ากับ 65,724 ล้านหน่วยปรับเพิ่มขึ้นจากก.ย.-ธ.ค.62 &amp;nbsp; เท่ากับ 64,195 ล้านหน่วย​หรือเพิ่มขึ้น​2.38 %ตามสภาพความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ฤดูร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;งวดพ.ค.-ส.ค.63 นั้นในส่วนของเชื้อเพลิงมีทิศทางที่น่าจะลดลงจากระดับราคาน้ำมันที่จะสะท้อนมายังราคาก๊าซฯแต่ก็ต้องติดตามหลายปัจจัย ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อค่าเอฟทีให้ปรับขึ้นหรือลงได้ตลอดเวลา&amp;quot;น.ส.นฤภัทรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับประชาชน (โซลาร์ภาคประชาชน) ที่ให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาเน้นใช้เองก่อนที่เหลือสามารถเสนอขายไฟเข้าระบได้ ราคา 1.68 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา 10 ปีนำร่อง 100 เมกะวัตต์นั้นขณะนี้มีผู้ยื่น 900 กว่ารายคิดเป็นจำนวน 4.85 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการรับซื้อหรือไม่นั้นคงจะต้องรอนโยบายจากภาครัฐเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50081</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., ค่าเอฟที, ตรึงค่าเอฟที, นฤภัทร อมรโฆษิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d26d87f7bdc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
