<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาดประชุม กนง. ยังคงตรึงดอกเบี้ย 0.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ กนง. จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% หลังภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดูแลผลกระทบจากโควิดระลอกใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสองในประเทศไทยเริ่มบรรเทาลง ขณะที่วัคซีนโควิด-19 ได้ทยอยเข้ามาตามแผนการจัดหาวัคซีนของไทย ในขณะที่ ทางการคงติดตามสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังมีมาตรการทางการคลังที่ออกมาเพิ่มเติม เช่น โครงการคนละครึ่งเฟส 2 โครงการเราชนะ และโครงการเรารักกัน ตลอดจนมาตรการทางการเงินที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการต่ออายุมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ การลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ การลดค่างวดผ่อนชำระ รวมถึงล่าสุดการปรับเกณฑ์ลดอัตราดอกเบี้ยผิดสัญญาเงินกู้-ผิดนัดชำระหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุม กนง. รอบนี้จะมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ โดยจากประมาณการครั้งล่าสุด กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัว 3.2% ซึ่งการประเมินดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในการประชุมที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ดี จากปัจจัยบวกที่มีเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาเพิ่มเติม คาดว่ากนง. น่าจะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเพียงเล็กน้อย จึงเป็นการสนับสนุนการคาดการณ์การคงดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ไว้ที่ 0.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คงจะต้องติดตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่อาจออกมาเพิ่มเติม โดยธปท. มีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นการใช้มาตรการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดมากกว่าการใช้มาตรการทั่วไปอย่างการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยหนึ่งในมาตรการที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและคาดว่าธปท. อาจนำออกมาใช้คือโครงการ &amp;ldquo;พักทรัพย์พักหนี้&amp;rdquo; โดยหลักการคือให้ลูกหนี้ตีโอนทรัพย์เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่ให้เจ้าหนี้และลูกหนี้มีสิทธิ์ซื้อคืนในราคาตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งมาตรการนี้คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงที่ธุรกิจยังไม่กลับมาสู่ระดับปกติได้ อีกทั้งจะเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการ สามารถที่จะเช่าทรัพย์ที่ตีโอนให้สถาบันการเงิน กลับมาใช้ในการทำธุรกิจได้ ซึ่งจะช่วยพยุงการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามในรายละเอียดของมาตรการหลังมีความชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96960</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ตรึงดอกเบี้ย, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แบงก์รัฐการันตีตรึงดอกเบี้ยยาว!ช่วยลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แบงก์รัฐการันตียังไม่ขยับดอกเบี้ย! &amp;ldquo;ออมสิน&amp;rdquo; ยันตรึงยาว หวังช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ 4.3 ล้านราย วอนลูกค้าสบายใจได้ ด้าน &amp;ldquo;ธอส.-ธพว.&amp;rdquo; ประสานเสียงคงดอกเบี้ยด้วยอีกแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาติชาย พนุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.75% ก็ตาม เพื่อต้องการช่วยเหลือลูกค้าไม่ให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อยซึ่งเป็นลูกค้าส่วนใหญ่ของออมสินกว่า 4.3 ล้านราย ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อประกอบธุรกิจ ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ &amp;nbsp;ห้องแถว สินเชื่อบุคคล สินเชื่อฉุกเฉินแก้หนี้นอกระบบ รวมถึงลูกค้าสินเชื่อบ้านอีกกว่า 3 แสนรายก็จะไม่ได้รับผลกระทบ จึงขอให้สบายใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่ ธปท.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ถือว่าเป็นการปรับขึ้นตามสถานการณ์ตลาดโลก ซึ่งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องทยอยขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ในเร็ว ๆ นี้ แต่ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐก็จะตรึงดอกเบี้ยให้นานที่สุด และไม่เป็นผู้นำในการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอน โดยของออมสินประเมินว่ายังคงดอกเบี้ยต่อไปได้ถึงปีหน้า &amp;nbsp;ถ้า ธปท.ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งก็ยังไม่กระทบต่อสินเชื่อที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ รวมถึงเงินกู้ที่คิดจากดอกเบี้ยอัตราอ้างอิง เช่น เอ็มอาร์อาร์ เอ็มแอลอาร์ ส่วนแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท.ในปีหน้าคาดว่าจะเห็นการขึ้นดอกเบี้ย 0.5-1% โดยอาจเห็นขึ้นหลังจากช่วงเลือกตั้งเป็นต้นไป&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคาร ได้จัดกิจกรรมออมสินส่งสุข ใจดี...มีว้าว เพื่อขยายฐานลูกค้าสินเชื่อรายย่อย โดยเปิดให้ลูกค้าที่กู้เงินในโครงการสินเชื่อห้องแถว สินเชื่อแฟรนไชส์ &amp;nbsp;สตรีทฟู้ด สินเชื่อธนาคารประชาชนระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2561-31 ส.ค.2562 จะได้รับสิทธิลุ้นรับรางวัล อาทิ รถยนต์ รถยนต์ฟู้ดทรัคส์ รถจักรยานยนต์ รวมกว่า 72 รางวัล ยาว 6 เดือน ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 1.35 แสนราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิลิไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้าทันที แม้ว่า กนง.จะเห็นชอบให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 0.25% ก็ตาม ซึ่งจากนี้ต้องขอติดตามสถานการณ์ตลาดสินเชื่อในช่วงเดือน ม.ค.อีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาปรับดอกเบี้ยของธนาคาร เพราะไม่ต้องการให้กระทบกับลูกค้าที่ผ่อนบ้านกว่า 1 ล้านราย แต่เบื้องต้นประเมินว่า หากดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพียงครั้งเดียว ธนาคารจะยังไม่ขึ้นเงินงวดผ่อนของลูกค้า และดอกเบี้ยอาจขยับแค่ครึ่งเดียว หรือประมาณ 0.125% แต่หากขึ้นมากกว่าก็ต้องทบทวนดูอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสากิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า แม้ว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75% แต่เอสเอ็มอีแบงก์ก็จะยังตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการไว้เท่าเดิมจนถึงสิ้นเดือน ก.พ.2562 เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 1 แสนรายได้ปรับตัว เนื่องจากในธุรกิจขนาดเล็กหากขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้แล้วจะกระทบกับต้นทุนและ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24735</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาติชาย พนุหนาวีชัย, ตรึงดอกเบี้ย, ธนาคารรัฐ, แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0d591cd1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2018 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2018 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธอส. ลั่นพร้อมตรึงดอกเบี้ย อุ้มลูกค้าสู้ดอกเบี้ยขาขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธอส. ลั่นพร้อมตรึงดอกเบี้ย อุ้มลูกค้ารายได้น้อยสู้ดอกเบี้ยขาขึ้นปีหน้า แจง 23 ธ.ค. นี้ พร้อมกดปุ่มเปิดจองสิทธิ์บ้านล้านหลัง คาดโครงการฮอต วันเดียวจองเต็มวงเงิน 5 หมื่นล้าน ฟุ้งปี 61 ปล่อยกู้ทะลุเป้าหมายแตะ 2 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในปี 2562 ธนาคารจะตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการแบ่งเบาภาระผู้กู้ และลูกค้าจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น โดยคาดว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโนบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 1.50% ต่อปี ซึ่งหากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งไม่เกิน 0.25% ต่อปี ธนาคารก็จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้อีก 0.125% เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าเงินงวดลูกค้าต้องปรับขึ้น แต่ถ้ามีการปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% ธอส.ก็ต้องพิจารณาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธอส.จะดำเนินการตามนโยบายรัฐในการตรึงอัตราดอกเบี้ยไม่ให้กระทบกับผู้กู้รายได้น้อย ซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้นโยบายไม่ต้องเน้นในการทำกำไรสูงสุด ให้ดำเนินการตามตัวชี้วัด (เคพีไอ) และเอาส่วนต่างกำไรจากดอกเบี้ยมาช่วยตรึงดอกเบี้ยให้กับลูกค้า&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2562 แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางปรับขึ้น อีกทั้งยังมีผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาที่ธนาคารมากขึ้น ซึ่ง ธอส.อยู่ระหว่างปรับปรุงระบบไอทีเพื่อรองรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อใหม่ของธปท. และทำความเข้าใจกับประชาชนถึงเกณฑ์การปล่อยกู้ที่รัดกุมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย กล่าวว่า ในวันที่ 23 ธ.ค.2561 ธอส.จะเริ่มเปิดยื่นรับคำขอจองสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังเป็นวันแรก โดยจะเปิดพร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศ ส่วนในกรุงเทพฯ จะเปิดที่สำนักงานใหญ่ โดยคาดว่ายอดจองสินเชื่อจะครบจำนวน 50,000 ล้านบาทในเฟสแรก และธอส.จะเริ่มเรียกลูกค้ามายื่นเอกสารกู้ในวันที่ 2 ม.ค.2562 เป็นต้นไป รอบละ 20,000-30,000 หมื่นล้านบาท โดยจะใช้เวลาพิจารณาสินเชื่อ 30 วัน และจะเปิดเรียกลูกค้าในรอบต่อไปมายื่นเอกสาร จนกว่าจะครบวงเงินที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ 50,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่า ธอส.จะอนุมัติสินเชื่อได้ครบ 50,000 ล้านบาทภายในปีหน้า ซึ่งหากเต็มวงเงินเร็วกว่าที่คาด ก็จะเสนอกระทรวงการคลัง พิจารณาเพิ่มวงเงินสินเชื่อในโครงการบ้านล้านหลัง แต่อาจจะต้องมีการปรับเงื่อนไขโครงการใหม่ เช่น อัตราดอกเบี้ย เนื่องจากในปีหน้าอัตราดอกเบี้ยจะทยอยปรับขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเชื่อว่าวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท สำหรับเฟสแรกของโครงการบ้านล้านหลังนั้น จะตอบสนองความต้องการของผู้กู้ได้เป็นอย่างดี โดยเป้าหมายการผ่อนชำระที่ 3,800 บาทต่อเดือนถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอัตราค่าเช่าที่อยู่อาศัยทั่วไปที่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานปี 2562 โดยตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่เติบโต 6% หรือคิดเป็นวงเงิน 203,000 ล้านบาท โดยเป็นการคำนวณจากอัตราการปล่อยสินเชื่อย้อนหลัง 3 ปี จากเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ ที่ 189,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้แล้ว 200,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายรัฐบาลที่ให้ตรึงอันตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระผู้กู้ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธอส. ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปี 2561 มูลค่าเงินต้นคงค้างรวม 1,012 ล้านบาท กับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM โดยการจำหน่าย NPL ดังกล่าว จะช่วยทำให้หนี้เสียของธนาคารลดลง 0.09% เหลือ 4.06% จากเดิมคาดจะอยู่ที่ 4.15%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24277</URL_LINK>
                <HASHTAG>23 ธ.ค., กดปุ่มเปิดจองสิทธิ์บ้านล้านหลัง, ฉัตรชัย ศิริไล, ตรึงดอกเบี้ย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธอส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 แบงก์รัฐประสานเสียงตรึงดอกเบี้ยกู้ยาวถึงสิ้นปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 แบงก์รัฐประสานเสียงตอกหมุดตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยาวถึงสิ้นปี 2561 หวังช่วยเหลือลูกค้า 18 ล้านบัญชี หลังธนาคารพาณิชย์ทยอยขยับขึ้นดอกเบี้ยบ้าน-รถยนตร์ไปแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเพื่อนการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ได้ยืนยันพร้อมกันจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดปีนี้ เพื่อดูแลประชาชน ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเป็นลูกหนี้รวมกันกว่า 17-18 ล้านบัญชี ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น หลังที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อบ้าน รถยนต์ ไปแล้วหลายแห่ง&amp;nbsp;


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าเงินกู้ประมาณ 3 ล้านราย คิดเป็น 4 ล้านบัญชี ซึ่งธนาคารมีนโยบายตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการเงินของธนาคารยังไม่เปลี่ยนแปลงเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ปรับดอกเบี้ยนโยบาย จึงประเมินว่าจะคงดอกเบี้ยไปได้อย่างน้อยถึงสิ้นปี ฉะนั้นขอให้ลูกค้าสินเชื่อของออมสินสบายใจได้ว่าจะไม่โดนขึ้นดอกเบี้ย แม้ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มขึ้นมานิดหน่อยก็ตาม&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบัน ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) อยู่ที่ 6.5%&amp;nbsp; ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) อยู่ที่&amp;nbsp; 7% เท่ากัน&amp;nbsp;


&amp;ldquo;ธปท. และภาครัฐคงดูเรื่องดอกเบี้ยนโยบายอยู่ให้มีความเหมาะสม ซึ่งหากจะขึ้นอย่างเร็วก็ปลายปีนี้ แต่ปีหน้าก็น่าจะขยับได้แน่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันท่าทีการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็เริ่มเบาลง เพราะหากขึ้นไวจะทำให้เงินไหลเข้าประเทศมากไปจนไปทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่ามากเกิน ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยกดดันมากนัก ส่วนปีหน้าธนาคารจะมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมอีกครั้ง&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว


นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมจะตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ในอัตราเดิม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและเอสเอ็มอีเกษตรที่เป็นลูกค้ากับธ.ก.ส.กว่า 12 ล้านบัญชี ไว้ได้อย่างน้อยถึงสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายต่อเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันธนาคารคิดดอกเบี้ยสินเชื่อแก่ลูกค้าเกษตรกรประมาณ 6% ต่อปี แต่ล่าสุด ครม.ได้มีมติให้ธ.ก.ส.ช่วยลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ในส่วนของวงเงินกู้ 3 แสนบาทแรก อีก 3%&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้เกษตรกรเสียดอกเบี้ยแค่ 3% เป็นเวลา 1 ปีเท่านั้น&amp;nbsp; ส่วนดอกเบี้ยปัจจุบัน เอ็มอาร์อาร์&amp;nbsp; 7%&amp;nbsp; เอ็มโออาร์ 7.125% เอ็มแอลอาร์ 5%


ด้านนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธพว. เปิดเผยว่า ธนาคารจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดสิ้นปีนี้แน่นอน ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อต้องการดูแลธุรกิจรายย่อยและเอสเอ็มอีให้มีแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยถูกในการทำธุรกิจ&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีฐานสินเชื่อเอสเอ็มอีประมาณ 1.1 แสนล้านบาท&amp;nbsp; ประมาณ 1 แสนรายที่เป็นลูกค้าซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบ และยังมีอีก 3 พันล้านบาท ที่มียอดอนุมัติไปแล้วและรอการเบิกใช้ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีสินเชื่อ


นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมีฐานสินเชื่อที่อยู่อาศัยรวมอยู่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท และมีลูกค้ากู้ซื้อบ้านอยู่ประมาณ 1.1 ล้านคน&amp;nbsp; ซึ่งขอให้ลูกค้าสบายใจได้ว่าธอส.จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านตามธนาคารพาณิชย์อื่นแน่ เพราะตามแผนธุรกิจยังคงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นไปถึงสิ้นปี ยกเว้นแต่ถ้าทางการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็ว ก็จะมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยดอกเบี้ยปัจจุบัน เอ็มอาร์อาร์&amp;nbsp; 6.75%&amp;nbsp; เอ็มโออาร์ 7% เอ็มแอลอาร์ 6.25%


อย่างไรก็ตามที่ประชุมระดับผู้บริหารระดับซีอีโอ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้มีการประชุมร่วมกันทุกเดือน โดยมีการจับตาความเคลื่อนไหวดอกเบี้ยในตลาดโลก และดอกเบี้ยในเมืองไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะมีการรับมืออย่างไรให้ทันท่วงที แต่ยังระบุไม่ได้ว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะตรึงดอกเบี้ยได้นานแค่ไหน เพราะขึ้นอยู่กับแผนงานธุรกิจของแต่ละธนาคาร แต่ทว่าตามนโยบายของกระทรวงการคลังได้กำชับให้ดูแลดอกเบี้ยให้ขึ้นได้ช้าที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15751</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรึงดอกเบี้ย, ธ.ก.ส., ธ.ออมสิน, ธนาคารรัฐ, ธพว., ธสน., ธอส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fff05b1d8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2018 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี ธอส.ประกาศตรึงดอกเบี้ยบ้านถึงสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังลั่น! มอบนโยบาย ธอส. ชัดเจนในการดูแลผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง พร้อมประกาศตรึงดอกเบี้ยบ้านยาวถึงสิ้นปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขณะนี้มีทั้งปรับขึ้นและลดลง ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและการบริหารของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง เช่น ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้เงินมากในระยะข้างหน้า อัตราดอกเบี้ยก็มีทิศทางปรับขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ในส่วนของดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ปรับขึ้นนั้น ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์บางแห่งมีการปรับฐานคำนวณ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับผู้กู้รายใหม่ แต่ถ้าหากผู้ขอกู้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป ก็สามารถมาขอกู้กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เพราะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังมีนโยบายให้ ธอส.ต้องดูแลประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยและปานกลางให้มีที่อยู่อาศัย โดยคิดอัตราดอกเบี้ยถูกหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาด แต่ธนาคารก็จะต้องอยู่ได้และมีอิสระในการดำเนินการด้วย&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธอส.ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลให้ผู้มีรายได้น้อยทุกคนมีบ้าน ซึ่งมองไปข้างหน้า หากไทยก้าวข้ามเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ราคาที่อยู่อาศัยก็จะปรับเพิ่มขึ้นไปด้วยการจะมีที่อยู่อาศัยจึงเป็นเรื่องยากไปอีก ดังนั้น ขณะนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ยังไม่แพงมาก และประชาชนหากอยู่ในวิสัยสามารถกู้ได้ มีรายได้ในการจ่ายค่างวด ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่จะสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ซึ่ง ธอส.อยู่ระหว่างออกแพ็คเกจสินเชื่อที่อยู่อาศัย ให้ผู้กู้มีการผ่อนชำระค่างวดในอัตราใกล้เคียงกับค่าเช่าในปัจจุบัน ซึ่งหากผ่อนจนหมดก็มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.จะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนสิ้นสุดไตรมาส 3/2561 ซึ่งหลังจากนี้ จะต้องดูผลการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หากปีนี้ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี ธอส.ก็จะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยไปแล้วก็ตาม โดยปัจจุบัน สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ คงที่ 3 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 3.15% เป็นอัตราที่ตำกว่าตลาด โดยสามารถยื่นคำขอสินเชื่อได้จนถึงสิ้นเดือน ส.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธอส.อยู่ระหว่างดำเนินการโครงการบ้านล้านหลัง โดยภายในสิ้นปีนี้จะมีที่อยู่อาศัยที่เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 1 แสนยูนิต เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองตามนโยบายรัฐบาล เบื้องต้นคาดว่าที่อยู่อาศัยราคา 1 ล้านบาท ระยะเวลาการกู้ 40 ปี จะมีอัตราการผ่อนต่อเดือนไม่ถึง 4 พันบาท ใกล้เคียงกับอัตราผ่อนค่าเช่าบ้านในปัจจุบัน และอัตราดอกเบี้ยคงที่จะยาวประมาณ 5 ปี จากปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 3 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15109</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้ซื้อบ้าน, ฉัตรชัย ศิริไล, ตรึงดอกเบี้ย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธอส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2018 08:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2018 08:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดีสำหรับ เอสเอ็มอี &quot;ธพว.&quot; ประกาศตรึงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ธพว.&amp;quot; เด้งรับนโยบายคลัง ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยาวถึงสิ้นปี 2561 หวังอุ้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประเมินแน้วโน้มดอกเบี้ยขยับขึ้น หนุนผู้ประกอบการตะลุยกู้เงินเพิ่ม ฟุ้งครึ่งปีแรกปล่อยสินเชื่อแล้ว 2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 3.4 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปจนถึงสิ้นปีนี้ &amp;nbsp;หลังจากนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ออกมาส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับ 1.50% เหมาะสมแล้ว ธนาคารจึงยังไม่มีแผนที่จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ส่งผลดีกับธนาคารทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเร่งขอเงินกู้ก่อนที่ดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้น โดยในครึ่งแรกของปี 2561 สามารถปล่อยสินเชื่อไปได้แล้ว 2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งการปล่อยกู้เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กลงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยการปล่อยกู้รายละ 1.7 ล้านบาท จากเดิม 3.4 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเร่งขอกู้มากขึ้น ถึงแม้ว่าการปล่อยกู้ผู้ประกอบการรายเล็กจะลำบากมีความเสี่ยงกว่ารายใหญ่ แต่เอสเอ็มอีแบงก์ก็ยังเน้นลูกค้ากลุ่มดังกล่าว เพราะต้องการให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นระดับไมโครเข้าถึงสินเชื่อให้มากที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาล&amp;quot; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันธนาคารมีโครงการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้ว สำหรับการกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ในกรณีบุคคลธรรมดาจะคิดดอกเบี้ยคงที่ 3% เป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นจะคิด MLR หรือ 5.2% สำหรับเอสเอ็มอีที่เป็นนิติบุคคลจะคิดดอกเบี้ยคงที่ 1% เป็นเวลา 7 ปี หลังจากนั้นคิด MLR เพราะธนาคารต้องการสนับสนุนให้บุคคลธรรมดาแปลงสภาพเป็นนิติบุคคลและทำบัญชีเดียวตามนโยบายของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินของธนาคารครึ่งปีแรกมีกำไรก่อนหักสำรองกว่า 1 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามธนาคารจะสำรองหนี้เสีย และสำรองตามมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (IFRS9) ทุกอย่างภายในสิ้นปีนี้ โดยจะไม่เลื่อนเวลาออกไป เพราะต้องการสร้างความเข็มแข็งให้กับธนาคารให้เร็ว รองรับการปล่อยสินเชื่อได้มากกว่าในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13025</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรึงดอกเบี้ย, ธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธพว., ปล่อยกู้, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
