<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ถกผู้ผลิตตรึงราคาเหล็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดูแลแก้ไขปัญหา เพื่อลดผลกระทบจากราคาเหล็กมีการปรับตัวสูงขึ้น ว่า กรมฯ และกรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดให้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการแล้ว โดยมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการก่อสร้างรายย่อยด้วยการจัดให้มีการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นตัวแทนผู้ใช้ กับกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนฝั่งผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็ก เพื่อจะได้ประสานเชื่อมโยงการซื้อขายโดยตรง ลดการผ่านคนกลาง และจะทำให้ต้นทุนลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการกลุ่มก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือที่เสนองานกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ การกำหนดค่าตัวเลขดัชนีที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของค่างาน (ค่า&amp;nbsp;K)&amp;nbsp;ของงานโครงการภาครัฐที่อาจไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง จะพิจารณาทบทวนค่าตัวเลขค่า&amp;nbsp;K&amp;nbsp;ของงานโครงการภาครัฐ โดยจัดให้มีการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ ทั้งในด้านการสืบราคาจำหน่ายและการกำหนดค่า&amp;nbsp;K&amp;nbsp;ให้สะท้อนกับราคาในตลาดยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนศักย์กล่าว่า สถานการณ์การผลิตและจำหน่ายเหล็กในประเทศ พบว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล็ก มีการผลิตเพียง 30-40% ของกำลังการผลิตที่สามารถผลิตได้ จึงมั่นใจว่าในด้านปริมาณประเทศไทยจะมีปริมาณเหล็กใช้ได้อย่างเพียงพอ แต่ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตเหล็กตรึงราคาจำหน่าย และต้องจำหน่ายในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยกรมฯ จะติดตามสถานการณ์ต้นทุนการนำเข้าและราคาจำหน่ายปลีกอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมฯ และพาณิชย์จังหวัดติดตามดูแลการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กของร้านค้าปลีกให้มีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายและเข้มงวดไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา (กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์เหล็กทั้งในประเทศและต่างประเทศปัจจุบัน พบว่า ราคาเหล็กในตลาดโลกมีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคานำเข้าเหล็กในตลาดเอเชียเดือนเม.ย.2564 เทียบกับเม.ย.2563 ราคานำเข้าเหล็กแท่งยาว (Billet)&amp;nbsp;ที่เป็นวัตถุดิบ ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 75% และราคาประเภทอื่นมีการปรับสูงขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาสูงขึ้นมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่เหล็กแหล่งใหญ่ของโลก คือ บราซิลและออสเตรเลีย ไม่สามารถขุดสินแร่เหล็กได้ตามแผนที่ตั้งเป้าหมายไว้ ประกอบกับจีนมีนโยบายลดกำลังการผลิต โดยปิดโรงงานผลิตเหล็กที่มีกระบวนการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมีการยกเลิกมาตรการทางภาษีที่มีอยู่เดิมในการสนับสนุนการส่งออกสินค้าเหล็กบางรายการ เพื่อนำเหล็กที่ผลิตได้ไปใช้ขยายการก่อสร้างในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และภาวะเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เริ่มมีการฟื้นตัว ส่งผลให้ภาคการผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีความต้องการเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการหารือครั้งนี้ มีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้แก่ กรมฯ และกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย โดยมีสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นตัวแทนฝั่งผู้ใช้ และมีสมาคมผู้ผลิตเหล็ก จำนวน 7 ราย ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน สมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย สมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า สมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี และสมาคมโลหะไทย รวมทั้งผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ 3 ราย ซึ่งเป็นฝั่งผู้ผลิตและจำหน่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101997</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรึงราคา, ราคาเหล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090ec5681cbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2018 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2018 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.โขกเก็บเงินกองทุนน้ำมันเพิ่ม 37 สต.ต่อลิตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบง.เห็นชอบปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ รองรับราคาน้ำมันที่อาจจะขึ้นปลายปี การันตีดีเซลไม่เกิน 30 บาท แน่นอน สั่งตรึงราคาราคาขายปลีกแอลพีจีขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ 363 บาทต่อถัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2561 ว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบแนวทางการปรับอัตราส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อ โดยเพิ่มการเรียกเก็บเงินในส่วนของน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอลทั้ง 91 และ 95 เพิ่มขึ้น 37 สตางค์ต่อลิตร รวมถึงลดการชดเชยของกองทุนในส่วนของ E20 และ E85 ลง 37 สตางค์ต่อลิตรเช่นกัน ซึ่งเป็นการลดภาระของกองทุนทำให้กองทุนมีความเข้มแข็ง เพื่อใช้รองรับความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงปลายปีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันกองทุนน้ำมันมีเงินสะสม ณ วันที่ 10 มิ.ย. 61 อยู่ที่ 30,697 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของน้ำมัน 30,305 ล้านบาท และในส่วนของก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) 392 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าเงินที่มีอยู่จะสามารถนำมาดูและราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทตลอดทั้งปี&amp;quot;นายทวารัฐ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กบง.ยังมีการหารือเกี่ยวกับแนวทางกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันดีเซล B20 โดยเร็ว ๆ นี้กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในกรณีดังกล่าว โดยเสนอให้เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตของ B20 ที่ 5.1523 บาทต่อลิตร จากฐานเดิมของภาษีน้ำมันดีเซลทุกชนิด 5.85 บาทต่อลิต และไปเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล B7 อีก 0.14 บาทต่อลิตร เป็นเก็บ 5.9895 บาทต่อลิตร เพื่อเป็นการทำให้ B20 มีราคาถูกกว่า B7 ที่ 3 บาทต่อลิตรแน่นอน แต่ทั้งนี้เพื่อไม่ได้กระทบกับผู้ใช้ B7 เดิม จึงมีการนำเงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยให้บีในอัตรา 0.14 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้ราคา B7 อยู่ในอัตราเท่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนสำหรับราคาก๊าซแอลพีจี โดยให้ตรึงราคาขายปลีกแอลพีจีขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ 363 บาทต่อถัง ขณะเดียวกันยังมีมติต่ออายุโครงการแอลพีจีเพื่อผู้ประกอบการหาบเร่แผงลอยอยู่ที่ 325 บาทต่อถัง รวมถึงผู้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย โดยจะต่ออายุโครงการไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 61 นี้ ทั้งนี้จากการสนับสนุนดังกล่าว จึงต้องนำเงินของกองทุนน้ำมันในส่วนของแอบพีจีมาอุดหนุนจำนวน 342 ล้านบาทต่อเดือน และทั้งนี้หากเดือนก.ค.ราคาแอลพีจีตลาดโลกสูงขึ้นอีก ก็จะทำให้เงินกองทุนฯไม่เพียงพอ ดังนั้นจะติดตามสถานการณ์ราคารายสัปดาห์เพื่อกำหนดแนวทางดูแลต่อไป อาทิ ให้โรงกลั่นหรือผู้นำเข้ารับภาระก่อน หรือนำเงินกองทุนในส่วนของน้ำมันมาช่วยเหลือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11256</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., กองทุนน้ำมันฯ, ตรึงราคา, ทวารัฐ สูตะบุตร, ราคาน้ำมัน, ราคาแอลพีจี, สนพ., เก็บเงินเข้ากองทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a71b44ecc79a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
