<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้ช่องสินค้า &#039;ชุดชั้นใน&#039; มีโอกาสเจาะตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 2564 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ หาโอกาสส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทยตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าชุดชั้นในของไทยเจาะเข้าสู่ตลาดจีน เพราะปัจจุบัน ตลาดชุดชั้นในจีนมีการเติบโตสูงมาก โดยมีการประเมินว่าในปี 2021 ตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 537,300 ล้านหยวน หรือประมาณ 2.53 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.52% ซึ่งผู้ผลิต ผู้ส่งออกของไทย สามารถที่จะเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลาดชุดชั้นในสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท ได้แก่ 1.ชุดชั้นในสตรี เป็นชุดชั้นในที่ครองส่วนแบ่งในตลาดมากที่สุด ประกอบด้วยเสื้อชั้นใน และกางเกงใน 2.ชุดชั้นในชาย ประกอบด้วย กางเกงใน ชุดชั้นในสำหรับฤดูหนาว และชุดลำลองสำหรับใส่นอนหรือใส่อยู่บ้านสำหรับผู้ชาย 3.ชุดชั้นในเด็ก หมายถึงชุดชั้นในสำหรับเด็กอายุ 0&amp;ndash;16 ปี ประกอบด้วยชุดชั้นในสำหรับฤดูหนาว กางเกงในเด็ก และชุดลำลองสำหรับใส่นอนหรือใส่อยู่บ้านสำหรับเด็ก และ 4.สปอร์ตบรา ซึ่งเป็นตลาดที่เริ่มเข้ามาแข่งขันในตลาดชุดชั้นในมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวชนิดา อินปา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า สำหรับชุดชั้นในสตรี มีการแข่งขันที่รุนแรง แบรนด์ของจีนมีมากกว่า 3,000 แบรนด์ ชุดชั้นในชาย ก็มีแบรนด์จีนหลายแบรนด์ ชุดชั้นในเด็ก มีแนวโน้มเติบโตสูง เพราะผลจากนโยบายลูกคนที่ 2 และสปอร์ตบรา ก็เริ่มเติบโต เพราะคนจีนนิยมออกกำลังกาย ในที่นี้เป็นผู้หญิง 40% จึงมีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิจารณาการแข่งขันในแต่ละประเภท พบว่า ชุดชั้นในสตรี ชุดชั้นในชาย และชุดชั้นในเด็ก มีการกระจุกตัวของบริษัทแบรนด์ค่อนข้างต่ำ จึงมีการแข่งขันสูง แต่สำหรับสปอร์ตบรามีการกระจุกตัวค่อนข้างมาก จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ผลิตชุดชั้นในประเภทอื่นที่จะเข้าไปแข่งขันและแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มชุดชั้นในประเภทสปอร์ตบรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้การแข่งขันในตลาดชุดชั้นในในตลาดจีนจะมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังมีโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะพิจารณาขยายตลาดเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด เนื่องจากยังมีการกระจุกตัวของแบรนด์ที่ยังไม่สูงมากนัก และผลการสำรวจผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างในปี 2020 ของบริษัท iiMedia บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยการตลาดชื่อดังของจีน พบว่า ผู้บริโภค 45.4% ยอมรับราคาชุดชั้นในหนึ่งชิ้นที่มีราคาเฉลี่ยระหว่าง 100&amp;ndash;200 หยวน หรือประมาณ 470&amp;ndash;940 บาท ผู้บริโภค 25.3% ยอมรับราคา 50&amp;ndash;100 หยวน หรือประมาณ 235&amp;ndash;470 บาท และผู้บริโภค 16.7% ยอมรับราคา 200&amp;ndash;300 หยวน หรือประมาณ 940&amp;ndash;1,410 บาท ขณะที่ผู้หญิงจะให้ความสำคัญในการเลือกซื้อชุดชั้นในตามขนาดของร่างกาย จึงให้ความสำคัญกับขนาดเป็นอันดับแรก และให้ความสำคัญกับรูปแบบ วัสดุที่ใช้ในการผลิต และความเป็นเอกลักษณ์ของชุดชั้นในเป็นปัจจัยที่รองลงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ประกอบการไทยที่จะเข้ามาทำตลาดในจีน ต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนยุคใหม่ พร้อมทั้งพัฒนาชุดชั้นในที่มีเอกลักษณ์ มีคุณสมบัติ และคุณภาพที่เหมาะสมกับสรีระและผิวพรรณของผู้สวมใส่ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหนุ่มสาวชาวจีนได้มากที่สุด และควรใช้ช่องทางการค้าออนไลน์ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เป็นช่องทางในการเริ่มต้นเพื่อเจาะตลาดจีน ขณะเดียวกัน ควรร่วมมือกับผู้ที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่นทั้ง KOL และ KOC ให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคชาวจีนนอกจากจะให้ความสำคัญกับการดูไลฟ์สตรีมมิ่งของบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ตนเองชื่นชอบแล้ว ยังสนใจที่จะการอ่านคอมเมนต์ และการรีวิวของผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้งาน หรือผู้ซื้อคนก่อนหน้า เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อด้วย หากผู้ประกอบการสามารถจับจุดเด่นและเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนได้อย่างแท้จริง ก็จะทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนทุกเพศทุกวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแน่นอน&amp;rdquo;นางสาวชนิดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104358</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), ชุดชั้นใน, ตลาดจีน, สมเด็จ สุสมบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_60507361461dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกสมาคมผู้ส่งออกทุเรียนฯ ชี้ไวรัสไม่ทำราคาตก เหตุมีตลาดใหญ่กวางโจวรับซื้อปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนมังคุดแห่งประเทศไทย เผยหลังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่หวั่นทำราคาหล่นเพราะยังมีตลาดกวางโจวรองรับผลผลิต ยังคงค้าขายได้ตามปกติ แต่หวั่นชาวสวนรีบตัดทุเรียนอ่อนออกมาขาย ทำให้ทุเรียนด้อยคุณภาพ ส่งผลเสียระยะยาวต่อประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4&amp;nbsp;มี.ค.63 - จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบในหลายด้าน โดยเฉพาะการส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน นายภาณุวัชร์ ไหมแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกทุเรียนในปัจจุบันไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากตลาดกวางโจว เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และสามารถค้าขายได้ตามปกติแล้ว ขณะนี้ผลผลิตยังออกสู่ตลาดน้อย ทำให้ทุเรียนไทยไม่พอจำหน่ายในต่างประเทศ โดยทุเรียนพันธุ์กระดุมที่รับซื้อจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 130 บาท พันธุ์หมอนทองกิโลกรัมละ 150-160 บาท ถือว่าราคานี้แพงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อน เพราะจะทำให้เกิดผลเสียระยะยาว ซึ่งจากปีที่ผ่านมา จะมีพ่อค้าคนกลางหรือเกษตรกรรีบตัดทุเรียนก่อนครบกำหนด เนื่องจากหวั่นว่าราคาจะถูกลง ส่งผลให้มีทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดและเสียชื่อจังหวัดจันทบุรี อย่างไรก็ตามตนขอฝากถึงเกษตรกรและพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐขอความร่วมมือให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาในเรื่องนี้ด้วย เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งวงการทุเรียนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายรัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า ไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้จาก จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการเพาะปลูกผลไม้มากสุดในไทย กว่า 70 เปอร์เซ็นต์มีการส่งออกไปยังจีนหรือต้องพึ่งตลาดจีนเป็นหลัก ในระยะแรกที่ไวรัสแพร่ระบาด ทำให้ล้ง จ.จันทบุรี ต่างหยุดการรับซื้อผลไม้ทันที เกิดความเดือดร้อนไปยังระบบตั้งแต่ชาวสวน ล้ง จนถึงตลาดภายในประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้ล้งเพิ่งจะเปิดซื้อผลไม้แต่ราคาไม่ได้สูง ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ทุเรียนกำลังจะออกสู่ตลาดในอีก 2 เดือนข้างหน้า หากจีนยังไม่สามารถคลี่คลายการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อผลไม้ไทยทันที อาจจะสูญรายได้ถึงกว่า 50,000 ล้านบาทเลยทีเดียว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรัฐวิทย์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเริ่มส่งผลไม้ไปยังจีนได้บ้างแล้ว แต่ราคาไม่ได้สูงเท่าที่ควร สาเหตุมาจากการซื้อขายผลไม้ในจีนไม่ดีเหมือนทุกๆปี จากเดิมล้งสามารถขายผลไม้ในจีนได้วันละหลายตู้คอนเทนเนอร์ แต่ปัจจุบันขายได้เพียงล้งละ 1 ตู่ต่อ 1-2 วัน ทำให้ผลไม้ไทยเน่าเสียจำนวนไม่น้อย เพราะคนจีนยังไม่ออกจากบ้านมาซื้อสินค้าหรือผลไม้ไทย หรือออกเพียงจำนวนไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรัฐวิทย์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้อีก 1 เดือน ถ้าจีนสามารถควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ วัคซีนที่จีนค้นพบและระบุว่าสามารถรักษาได้ การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนจะดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าอีก 1 เดือนหลังจากนี้ไป จีนยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้จะส่งกระทบอย่างมากต่อผลไม้ไทย ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหารัฐบาลควรสร้างห้องเย็นใน จ.จันทบุรี นอกเหนือจากที่ไปสร้างในจังหวัดอื่น เพราะแต่ละวันในช่วงฤดูผลไม้ จ.จันทบุรี มีผลไม้ออกสู่ตลาดจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58861</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดจันทบุรี, ตลาดจีน, ปัญหาทุเรียนอ่อน, ส่งออกทุเรียน, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200304/image_big_5e5f658d642aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2019 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2019 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039; ร่ายยาวสอนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล &#039;บิ๊กตู่&#039; อ่อนหัดไม่เข้าใจจีนลดค่าเงินหยวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค.62 -&amp;nbsp;นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะไม่เข้าใจผลกระทบจากการที่จีนลดค่าเงินหยวนอ่อนที่สุดในรอบ 11 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย อีกทั้งธุรกิจคอนโดมิเนียมที่หวังขายตลาดจีนจะได้ผลกระทบอย่างหนัก จึงอยากให้เร่งศึกษาทำความเข้าใจและติดตามประเมินผลกระทบและหาทางรับมือกับสถานการณ์นี้ อีกทั้งต้องคำนึงว่าภาวะการผันผวนที่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะเกิดขึ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างไรไทยจะสามารถพัฒนาแนวคิดให้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้เหมือนกับประเทศเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ พยายามจะโทษสงครามการค้าว่าเป็นสาเหตุของเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่ ทั้งที่ก่อนจะมีสงครามการค้า เศรษฐกิจไทยก็ย่ำแย่อยู่แล้วจากฝีมือของรัฐบาล และไม่เคยเห็นคนในรัฐบาลซักคนเคยพูดถึงการจะรับมือหรือแม้กระทั่งจะแสดงความเข้าใจว่าสงครามการค้านี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกนานเพราะสหรัฐคงจะต้องการชะลอการเจริญของจีนไม่ให้แซงหน้าสหรัฐเร็วนัก ในขณะที่ประเทศเวียดนามได้วางรากฐานเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับสงครามการค้านี้อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประเทศเวียดนามได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากสงครามการค้า การส่งออกและการลงทุนของเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนแซงหน้าไทย และเวียดนามจะได้ประโยชน์จากสงครามการค้าเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในขณะที่ไทยที่ได้แต่อ้างว่าสงครามการค้าเป็นอุปสรรคทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ดี แต่ไม่ได้คิดจะรับมืออย่างไรหรืออาจจะคิดไม่เป็น จึงทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ และจะย่ำแย่ต่อไปอีกเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศอย่างเดียวเลย ที่ผู้นำจะตัองรู้เรื่องเศรษฐกิจอย่างแตกฉาน ไม่ใช่แค่พอรู้เรื่อง แบบที่พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับเอง ยังดีที่แบงค์ชาติยังพอไหวตัวทันและได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ซึ่งคงจะพอช่วยเศรษฐกิจไทยได้บ้างแต่อาจจะไม่มากนัก ทั้งนี้แบงค์ชาติควรลดดอกเบี้ยก่อนที่สหรัฐจะลดตามที่ได้เคยเสนอแนะไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งจะทำให้ได้ผลมากกว่า อยากให้คำนึงเสมอว่า นโยบายการเงินจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าและเร็วกว่านโยบายการคลัง ดังเช่น การลดค่าเงินหยวนของจีน และ การลดค่าเงินบาทของไทยในอดีต เป็นต้น ทั้งนี้เชื่อว่าค่าเงินบาทไทยรวมถึงสกุลเงินในภูมิภาคน่าจะต้องอ่อนค่าลงตามค่าเงินหยวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี แม้จะมีเรื่องทางเศรษฐกิจอีกมากมายที่พลเอกประยุทธ์ จะต้องศึกษาทำความเข้าใจ แต่อยากให้พลเอกประยุทธ์ได้เร่งศีกษาก่อน 5 เรื่อง 1.พิจารณาการกระทำของตนเองในอดีตตลอด 5 ปีว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของประเทศอย่างไร แล้วเร่งแก้ไขปรับปรุงการกระทำของตัวเอง ถ้าคิดไม่ได้ก็จะแก้ไขไม่ได้&amp;nbsp; ที่สำคัญอย่าดื้อรั้น อย่าให้เหมือนกับความผิดพลาดในการถวายสัตย์ที่ดื้อรั้นว่าทำถูกต้องมาตลอดแต่สุดท้ายถึงมายอมรับว่าทำผิดพลาดจริง 2.การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีที่จะสร้างมูลค่าได้มากรัฐบาลจะต้องทำอย่างไรที่จะส่งเสริมให้เกิดขึ้นได้จริง การปิดกั้นความคิด และการจำกัดเสรีภาพ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันขนาดส.ส.ยิ้มกันในสภายังถูกต่อว่าหาว่าเยาะเย้ยนายกฯ จะเป็นอุปสรรคหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ศึกษาและคาดการณ์ว่าสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน จะพัฒนาต่อไปอย่างไร อีกทั้งสถานการณ์ในฮ่องกงที่มีความสุ่มเสี่ยงสูง ประเทศไทยจะรับมืออย่างไรและทำอย่างไรประเทศไทยจะสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ผลกระทบจากสื่อหลักต่างประเทศหลายสำนักที่วิจารณ์ไทยอย่างหนักและเสียหายรุนแรง รัฐบาลจะแก้ไขปรับปรุงตัวเองอย่างไร การเอาแต่จะพูดแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆไม่ได้ช่วยให้ภาพพจน์ของประเทศไทยดีขึ้น ความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศจะไม่เกิดขึ้นถ้ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงตัวเองเพื่อทำให้สื่อหลักต่างประเทศยอมรับและเชื่อถือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ศึกษาแนวทางการพัฒนาของประเทศที่พัฒนาแบบก้าวหน้าว่า ผู้นำเขาต้องมีวิสัยทัศน์อย่างไร จะวางตำแหน่งของประเทศอย่างไร และด้วยวิธีการใด เพราะ 5 ปีมาแล้วที่ประชาชนยังไม่เห็นวิสัยทัศน์ของผู้นำเลย และ ไม่รู้เลยว่าต่อไปประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนของโลก แค่แนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการแจกเงินอย่างเดียวไม่สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างถาวร ขนาดในไตรมาสแรกปีนี้ รัฐบาลทั้งแจกทั้งแถม อีกทั้งยังมีเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลจากการเลือกตั้ง เศรษฐกิจไทยยังโตได้แค่ 2.8% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้ง 5 เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบศึกษา เร่งแก้ไขและรับมือ ส่วนความรู้เรื่องเศรษฐกิจอื่นๆ คงต้องใช้เวลาศึกษาอีกนานกว่าพลเอกประยุทธ์จะเข้าใจ โดยอยากแนะนำว่าหากไม่แน่ใจเรื่องใดว่าจะถูกต้องหรือไม่ ก็อย่าพูดเลยจะดีกว่า คนจะได้ไม่ทราบว่าไม่รู้เรื่อง จะได้ไม่เสียเครดิตอีก เพราะขนาดหลายเรื่องที่นายสมคิดได้พูดคลาดเคลื่อนในสภายังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก&amp;quot;นายพิชัย กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42986</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าเงินหยวน, ตลาดจีน, นายกฯ-หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิชัย นริพทะพันธุ์, อดีตรมว.พลังงาน, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b325501ca427.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40087</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2019 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2019 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์รุกเจาะตลาดครึ่งปีหลัง ดันส่งออกโตตามเป้า 3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพาณิชย์กางแผนเจาะตลาดช่วงครึ่งปีหลัง โฟกัสเป็นรายภูมิภาค รายประเทศ และรายเมือง เตรียมจัดกิจกรรมถี่ยิบ ทั้งจัดทีมบุกเจาะเป็นรายสินค้า เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จับมือห้าง ผู้นำเข้าจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้าไทย และส่งเสริมการค้าบริการ และผลักดันการลงทุน มั่นใจดันยอดทั้งปีโตตามเป้าหมาย 3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 ก.ค. 62 - นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดทำแผนขับเคลื่อนการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 เพื่อผลักดันให้การส่งออกของไทยในปี 2562 เป็นไปตามที่ได้ตั้งไว้ที่ 3% โดยการดำเนินการจะเน้นการบุกเจาะตลาดเป็นรายภูมิภาค รายประเทศ และลงลึกถึงรายเมือง และเมืองรองที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าไทย การขยายตลาดการค้าบริการ และการผลักดันให้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภูมิภาคอเมริกา จะเน้นการขยายตลาดเป็นรายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากสงครามการค้า การเจาะตลาดทางผู้นำเข้ารายกลางและเล็ก ที่มีอยู่ประมาณ 2 แสนราย การเจาะตลาดเป็นรายกลุ่ม การเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้า บริการ และแบรนด์ไทย เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมในหมู่ผู้บริโภค สำหรับตลาดจีน จะเน้นการส่งเสริมสินค้าเป้าหมายที่ตลาดต้องการ สินค้าสุขภาพและความงาม และธุรกิจบริการ การเจาะตลาดเมืองรอง ด้วยการจัดกิจกรรมร่วมกับผู้นำเข้า และห้างสรรพสินค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการทำตลาดให้กับสินค้าไทย โดยเฉพาะตลาดอาเซียน จะเน้นการสร้างเครือข่ายกับธุรกิจจากจีนที่ย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน เพื่อสนับสนุนสินค้าไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain ส่งเสริมการลงทุนของธุรกิจไทยในอาเซียน โดยเฉพาะ CLMV เพื่อใช้ประโยชน์จาก GSP ในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เจาะตลาดเมืองรอง เพื่อผลักดันสินค้าท้องถิ่นเจาะตลาดอาเซียน ส่งเสริมการค้าชายแดน ผลักดันส่งออกสินค้าใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตลาดเอเชียใต้ จะเร่งสร้างความสัมพันธ์ในระดับสูง เพื่อผลักดันความร่วมมือ การใช้ FTA ลดอุปสรรคและภาษี การเจาะตลาด 8 รัฐ 8 เมือง ที่เป็นเมืองรองของอินเดีย ด้านตลาดลาตินอเมริกา จะเน้นแลกเปลี่ยนการเยือนของคณะผู้แทนการค้าระดับสูง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าการลงทุน ตลาดเอเชียตะวันออกและทวีปออสเตรเลีย มีแผนจะเชื่อมโยงความร่วมมือระดับจังหวัดไทยกับญี่ปุ่น ตลาดตะวันออกกลาง จะเน้นการจัดคณะผู้แทนการค้า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การหาทางลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ตลาดแอฟริกา จะเน้นการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ การเจาะเข้าสู่ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านตลาดยุโรป จะเน้นการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสผลักดันสินค้า SMEs เข้าสู่ตลาด ประชาสัมพันธ์อาหารไทยผ่านบล็อกเกอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ ผลักดันสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดผ่านห้างโลตัส ร่วมมือพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรม และการเจาะกลุ่มเฉพาะ และ ตลาดรัสเซีย และ CIS จะสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย ผลักดันความร่วมมือภาครัฐและเอกชน สร้างเครือข่ายผู้นำเข้าและโลจิสติกส์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40087</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุติมา บุณยประภัศร, ตลาดจีน, พาณิชย์, ยุดรป, สงครามการค้า, อาเซียน, อเมริกา, เอเชียใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190429/image_big_5cc6e607804b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
