<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดหุ้นเช้านี้ พุ่งแรง! ปิดบวก +14.74 จุด หลังผู้ติดเชื้อทรงตัว-นำเข้ายารักษาโควิด-19 ตัวใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตลาดหุ้นเช้านี้ พุ่งแรง! ปิดบวก +14.74 จุด หลังผู้ติดเชื้อทรงตัว-นำเข้ายารักษาโควิด-19 ตัวใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;7 ต.ค 64 o ตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 7 ต.ค 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,634.22 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือบวก +14.74 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.91 % มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 59,037.05 ล้านบาท
ดัชนี SET50 อยู่ที่ 983.12 จุด เพิ่มขึ้น +9.87 จุด คิดเป็นร้อยละ +1.01 % มีมูลค่าซื้อขายรวม 32,603.25 ล้านบาท
ดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,238.71 จุด เพิ่มขึ้น +20.94 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.94 % มีมูลค่าซื้อขายรวม 42,981.94 ล้านบาท
ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 555.54 เพิ่มขึ้น +4.69 คิดเป็นร้อยละ +0.85 % มีมูลค่าซื้อขายรวม 2,535.30 ล้านบาท
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่
1.KBANK ปิดที่ 141.50 บาท เพิ่มขึ้น 5.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 5,651.69 ลบ.
2.TRUE ปิดที่ 4.00 บาท ลดลง -0.06 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,147.15 ลบ.
3.BANPU ปิดที่ 14.40 บาท ลดลง -0.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,496.26 ลบ.
4.SCB ปิดที่ 124.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,994.83 ลบ.
5.PTT ปิดที่ 39.75 บาท ลดลง -0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,918.66 ลบ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวขึ้นเนื่องจาก ตัวเลขผู้ติดเชื้อทรงตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังมีปัจจัยบวกจากความคาดหวังว่าไทยจะสามารถนำเข้ายารักษาโควิด-19 ตัวใหม่ หรือ ยาโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) มาวิจัยทางคลีนิคได้ภายในเดือนธ.ค.นี้ ก่อนใช้จริงในเดือน ม.ค.65 ทำให้ส่งผลดีต่อการกลับมาเปิดเมืองได้มากขึ้น รวมถึงการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ นำโดยกลุ่มแบงก์ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง และยังเป็นตัวหลักที่ช่วยผลักดันดัชนีเช้านี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119052</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหลักทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615e9ce691a72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอมตลาดหลักทรัพย์เปิดให้ลงทะเบียนรับเงิน 1,000 บาท ผ่าน SMS</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า &amp;nbsp;ตามที่มีการส่งต่อข้อความเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดให้ลงทะเบียนรับเงิน 1,000 บาท ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จกรณีชวนเชื่อระบุว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับเงินฟรี 1,000 บาท ผ่าน SMS พร้อมทั้งได้ระบุลิงก์เพื่อให้กดรับสิทธิ ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่าเป็นข้อมูลเท็จและแอบอ้าง เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เคยมีการส่ง SMS หรือเผยแพร่ข้อความใด ๆ ในลักษณะดังกล่าว อีกทั้ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีโครงการที่เปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น โปรดอย่าหลงเชื่อ SMS หรือข้อความที่แอบอ้างชื่อตลาดหลักทรัพย์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th หรือโทร 02-009-9999&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114595</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fake News ข่าวปลอม, ตลาดหลักทรัพย์, ลงทะเบียนรับเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_61271cfb40ca6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 16:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 16:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทุบตลท.เดือนก.ค.ลดลง 4.1%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค.2564 นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่เริ่มมีความทวีความรุนแรง และมีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มต่อเนื่องในช่วงปลายเดือน ก.ค. ปี 64 ขณะที่ SET Index &amp;nbsp;ปิดที่ 1,521.92 จุด ลดลง 4.1% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า เมื่อพิจาณาช่วง 7 เดือนแรกปี 2564 SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 5.0% ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2563 คือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเทคโนโลยีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มบริการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ยังคงประมาณการเติบโตเศรษฐกิจโลกที่ 6% ในปี 2564 โดยมีการเพิ่มประมาณการเติบโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันได้ปรับลดประมาณการเติบโตของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาลงจากตัวเลขที่ประกาศก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด-19ที่ไม่เท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 84,941 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.7% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยใน 7 เดือนแรกปี 2564 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 96,388 ล้านบาท และผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิในเดือน ก.ค. 17,741 ล้านบาท ทั้งนี้ โดยผู้ลงทุนในประเทศมีสถานะเป็นผู้ซื้อสุทธิ 129,185 ล้านบาท นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 &amp;nbsp;ผู้ลงทุนในประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งมีบริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายใหม่ในตลาดหลักทรัพฯ 3 บริษัท และ 1 ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนของ mai &amp;nbsp;1 บริษัท โดยใน 7 เดือนแรกปี 2564 SET มีมูลค่าระดมทุนหรือ ไอพีโอ สูงที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามการคาดการกำไรในของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือน ก.ค. ปี64 อยู่ที่ระดับ 18.0 เท่า และ 27.0 เท่าตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.3 เท่า และ 19.6 เท่าตามลำดับ ซึ่งอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 2.55% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.35%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ TFEX ในเดือน ก.ค. ปี 64 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 423,066 สัญญา ลดลง 34.2% จากเดือนก่อน และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2564 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 542,283 สัญญา เพิ่มขึ้น 12.0% จากการเพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures เป็นสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112315</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเดือน ก.ค., ตลาดหลักทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603ca1617be35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110349</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 19:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 19:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039; จ่อยื่น กลต.สอบ &#039;หมอบุญ&#039; ให้ข่าวดีลซื้อวัคซีนไฟเซอร์ส่อปั่นหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.64 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 20 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ตนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ถ.วิภาวดีฯ เขตจตุจักร เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเอากับผู้ที่อาจกระทำความผิดตาม มาตรา 240 ,242 ,243 ประกอบ มาตรา296 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ประกอบ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 กรณี นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ หมอบุญ ออกมาให้ข่าวว่าได้ดีลเจรจาซื้อขายวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส และจะเซ็นสัญญากันในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมิเกิดขึ้นจริง หรืออาจเป็น &amp;ldquo;วัคซีนทิพย์&amp;rdquo; จนทำให้มูลค่าหุ้น &amp;ldquo;เครือธนบุรี&amp;rdquo; พุ่งขึ้นกว่า 1,500 ล้านบาท อันเป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าเป็นการปั่นหุ้น หรือ เป็นการดำเนินการทางธุรกิจทั่วไปกันแน่ ทั้งที่กฎหมายห้ามมิให้บุคคลใดบอกกล่าวเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ ฯลฯ ซึ่งมีโทษหนัก ทั้งทางอาญา และหรือทางแพ่ง คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับตั้งแต่ 1 ล้านถึง 5 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110349</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์, นพ.บุญ วนาสิน, บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), วัคซีนไฟเซอร์, ศรีสุวรรณ จรรยา, หมอบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5726fafded.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 22:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 22:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท. ป่วนเจอพนักงานติดเชื้อโควิดเตรียมปิดอาคารฆ่าเชื้อ 10-11 เม.ย. 64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งว่า มีพนักงาน 2 ราย ที่ได้รับการตรวจหาเชื้อ และเพิ่งได้ทราบผลการตรวจในเช้าวันที่ 9 เมษายน 2564 ว่า มีผลการตรวจเป็นบวก&amp;nbsp;โดยพนักงานทั้ง 2 รายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการลูกค้าหรือผู้ที่ติดต่อกับตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำความสะอาดแบบ deep cleaning ในทันที พร้อมทั้งให้พนักงานที่สัมผัสใกล้ชิดกับพนักงาน 2 รายดังกล่าว ปฏิบัติงานจากที่บ้าน (WFH) เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน โดยหากมีอาการป่วย ให้รีบไปรับการตรวจหาเชื้อโดยทันที ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ จะติดตามผลอย่างใกล้ชิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักถึงความปลอดภัยของพนักงานและผู้ที่ติดต่อกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นสำคัญ ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปิดพื้นที่อาคารสำนักงานทั้งหมด ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 10-11 เมษายน 2564 เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และจะเปิดให้บริการการซื้อขายหลักทรัพย์ตามปกติในวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98980</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603ca1617be35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2021 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2021 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ฉอด สายทิพย์&#039;ยื่นหนังสือลาออกจากแกรมมี่ฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วงการบันเทิงร้อนฉ่าตั้งแต่ต้นปี เมื่อ 2 ผู้บริหารฝีมือฉมัง อย่าง ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน และ ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ได้ประกาศยุติบทบาทในฐานะกรรมการบริษัท บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเรื่องดังกล่าว ทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้เขียนคำอธิบายเป็นหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ขอเรียนให้ทราบว่า ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน (&amp;ldquo;ดร.ลักขณา&amp;rdquo;) และ นางสายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา (&amp;ldquo;นางสายทิพย์&amp;rdquo;) ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ ประกอบกับมีภารกิจที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่กรรมการของบริษัทได้อย่างเต็มที่ โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หากคณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสม เพื่อดำรงตำแหน่งแทน ดร.ลักขณา และ นางสายทิพย์ได้แล้ว บริษัทฯ จะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรับทราบต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88870</URL_LINK>
                <HASHTAG>จี เอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ, ฉอด สายทิพย์, ตลาดหลักทรัพย์, ลาออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210105/image_big_5ff4007503ee4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2020 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2020 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ผ้าเปลี่ยนโลก”  ผลักดัน 20 ธุรกิจผ้าทอทำมือทั่วประเทศ สู่ใจกลางเมือง ส่งต่อรายได้ให้ชุมชน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(นครินทร์ ยาโน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
13 พ.ย.63 - บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ 20 ธุรกิจ เพื่อสังคมกลุ่มหัตถกรรมผ้าทอมือจากท้องถิ่นทั่วไทย แถลงข่าวเปิดงาน &amp;ldquo;ผ้าเปลี่ยนโลก SET Social Impact Fair 2020&amp;rdquo; ปีที่ 3 &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนช่องทางจัดจำหน่ายส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพถึงผู้บริโภคใจกลางเมือง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคม สืบสานภูมิปัญญา สร้างงานสร้างรายได้จากชุมชมสู่ชุมชน ได้ตั้งแต่วันนี้ -15 พฤศจิกายน 2563 ณ ลาน Center Hall ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(วิศาล สิปิยารักษ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิศาล สิปิยารักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายบริหารพื้นที่เช่าและผู้เช่าสัมพันธ์ และ รองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาด &amp;nbsp;บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จุดประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ ที่ต่อเนื่องสู่ปีที่ 3 &amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจ Social Enterprise (SE) คือ กิจการเพื่อสังคม หรือธุรกิจที่มุ่งเน้นช่วยเหลือ และแก้ปัญหาสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม โดยการใช้หลักการบริหารจัดการทางธุรกิจผนวกกับความรู้และนวัตกรรม มาสร้างสรรค์ความยั่งยืน ที่ในวันนี้จะเป็นการออกร้านของกลุ่มธุรกิจ SE ผ้าทอทำมือ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าม่อฮ่อมฯลฯ ซึ่งการจัดงานนี้เปรียบเสมือนการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงของคนเมืองที่มากขึ้น และการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภค และยังเป็นการสืบสานภูมิปัญญาของไทยด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(นพเก้า สุจริตกุล )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​นางสาวนพเก้า สุจริตกุล &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานผ้าเปลี่ยนโลกที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราได้เห็นและเรียนรู้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละปีด้วย อย่างในปีนี้ที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 แต่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ก็ยังคอยสนับสนุนให้ทุกธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งในปีนี้ก็มีการออกร้านที่เพิ่มขึ้นเป็น 20 ร้านธุรกิจ SE จากกลุ่มธุรกิจ SE ที่มีหลากหลายประเภทกว่า 90 ธุรกิจ ซึ่งแต่ละธุรกิจมีการเชื่อมโยงรายได้สู่ชุมชน ซึ่งเราอาจจะไม่เน้นจำนวนแต่จะเน้นการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า อย่างการจัดงานในแต่ละปีก็จะมีการประเมินถึงการเข้าถึงของกลุ่มลูกค้าโดยวัดจากรายได้ โดยในปีแรกรายได้รวมอยู่ที่ 1 ล้านบาท ในปีที่ 2 ประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 ปี ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ในปีที่ 3 อาจจะพิเศษ เพราะห้างสรรพสินค้าเอ็มบีเคนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยลงด้วย และคนหันไปช็อปออนไลน์มากขึ้น อาจจะต้องรอประเมินรายได้หลังจากจบงานว่าจะไปในทิศทางใด แต่ส่วนสำคัญคือการสร้างการจดจำงานให้กับลูกค้า ทั้งนี้คาดว่าในปีต่อไปอาจจะมีการขยายจำนวนวัน หรือจัดในสถานอื่นๆ ที่จะสร้างช่องทางการขายที่เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อนำรายได้กลับไปช่วยเหลือสังคม ดูแลสิ่งแวดล้อม และสืบสานวัฒนธรรมผ้าพื้นถิ่นไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภายในงานยังมีการเสวนาผู้ประกอบการ SE สู่การสร้างรายได้แก่ชุมชน นครินทร์ ยาโน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ยาโน ที่ทำธุรกิจผ้าฝ้ายทอมือมากว่า 16 ปี กล่าวว่า เริ่มต้นจากตนเองที่ทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งในปี 2548 ที่ได้หอบความสิ้นหวังกลับบ้านที่เชียงใหม่ และในขณะเดียวกันแม่ก็ได้ชี้ทางสว่างว่าเราสามารถสร้างความสุขและรายได้จากความรู้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มาจากชุมชนที่ทำฝ้ายทอมือ และขยายไปยังเรือนจำในจังหวัดตาก อุตรดิตถ์ สุโขทัย และแม่ฮ่องสอนรวมกว่า 200 คน โดยเรามีจุดเด่นที่ลวดลายผ้าปักมือที่มีจากความสร้างสรรค์ของนักออกแบบที่เราจะไม่จำกัดความคิด ทำได้อย่างเต็มที่ และเนื่องจากสินค้าที่จำหน่ายตีตลาดในสนามบินสุวรรณภูมิ คิง พาวเวอร์ เน้นการทำตลาดออฟไลน์ ทำให้ต้องปรับตัวหนักจึงต้องเริ่มเรียนรู้การทำตลาดออนไลน์ให้ลูกค้าได้เข้าถึงมากขึ้น เพราะยังมีคนในชุมชนที่รอรายได้จากการขาย ตอนนี้เราก็สร้างตลาดออนไลน์ผ่านทางพาร์ทเนอร์ ที่เก่งและสามารถหาลูกค้าได้เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วริศรุตา ไม้สังข์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ HEARTIST ผ้าทอจากการบำบัดของเด็กพิเศษ กล่าวว่า การเกิดขึ้นของแบรนด์มาจากแรงบันดาลใจที่ได้ไปทำงานร่วมกับกลุ่มแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ โดยมีแม่ที่ใช้การทอผ้าบำบัดลูกเพื่อให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ที่ใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน หลังจากทอเสร็จก็จะเก็บไว้เพื่อรอนำไปประมูลทุกสิ้นปี แต่นั้นทำให้เราเห็นว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สังคมได้เห็นความสวยของผ้า และสร้างรายได้ให้กับเขา แต่จุดยืนของเราคือ ไม่ขายความน่าสงสารแน่นอน &amp;nbsp;จะไม่มีการบังคับเด็กให้ทอ เพราะเราเน้นการบำบัดเพื่อให้เขามีพัฒนาการที่ดีขึ้น มีสังคมและฝึกการโต้ตอบ &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้มีเด็กพิเศษที่อยู่ในการบำบักด้วยการทอ 30 คน ตั้งแต่อายุ 11-23 ปี ทำให้ลวดลายที่อยู่บนผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กระเป๋า จะมีมีเพียงลายเดียวชิ้นเดียว ซึ่งจะช่วยสน้างให้เด็กพิเศษได้รู้สึกมีคุณค่า มีงานทำ และสามารถอยู่ในสังคมได้ ซึ่งในปัจจุบันเราก็มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะโควิด-19 ทำให้เราต้องหาทางรอด จึงเริ่มเข้าโครงการต่างกับแบรนด์ต่างๆ เปรียบเสมือนการขายของไปในตัว ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น อย่างการออกร้านในงานครั้งนี้ก็จะเพิ่มลูกค้าในเมืองมากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(วริศรุตา ไม้สังข์ และเสื้อที่มีลวดลายการทอจากเด็กพิเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อรุณกร จิระเดชประไพ ผู้ก่อตั้ง Local Alot Director ที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนในช่วงวิกฤติโควิด-19 กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเราเพื่อช่วยชุมชนในช่วงโควิด-19 เพราะการท่องเที่ยวในชุมชนอาจจะไม่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทย แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบ ดังนั้นเมื่อโควิด-19 นักท่องเที่ยวก็หายไป 100% จึงมีแนวคิดในการนำสินค้าชุมชนกว่า 40 ชุมชน มาขายทางออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ในช่วงเริ่มต้นเพียง 45 วัน ก็มีรายได้เข้ามาประมาณ 4 ล้านบาท ปัจจุบันก็เป็นระยะเวลา 7 เดือน ตั้งเป้าไว้ว่าสิ้นปีจะต้องมีรายได้ประมาณ 7 ล้านบาท เพราะสิ่งที่ทำสะท้อนให้เห็นความเข้มแข็ง และต้องเดินทางพัฒนาสินค้าชุมชนทั้งอาหาร เสื้อผ้า หรืออื่นๆ ให้มีไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ที่เข้าถึงลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น และยังเห็นว่ามีคนพร้อมสนับสนุนสินค้าชุมชนเยอะมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(อรุณกร จิระเดชประไพ ออกร้านจำหน่ายสินค้าจากชุมชน ทั้งกระเป๋า หมวกและอาหาร)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับร้านค้าภายในงานทั้ง 20 ร้าน ประกอบด้วย อินดี้ อีโค่ (IndyEko) ,ฮาร์ททิส (HEARTIST) ,อาร์ต สตอรี่ (Art Story) ,ยาโน (Yano) ,โฟล์คชาร์ม (FolkCharm) ,ฟอร์โอลด์ดี้ (ForOldy) ,ลลิน บาย ดับเบิ้ล พี (Larinn by double P) ,โลเคิล อลอท (LocalAlot) ,คราฟท์เดอคัวร์ (craft de quarr) ,เอสซี แกรนด์ (SC Grand) ,ฮักอีรี่ (HUG Eri) ,วีที ไทย (VT &amp;nbsp;Thai) และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีสมุทปราการ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เป็นต้น พร้อมกิจกรรม workshop ที่น่าสนใจ อาทิ สาธิตการย้อมผ้าสีจากธรรมชาติ การทอล์คโชว์เรื่อง นิทานกับลายผ้าพร้อมช้อปอย่างเพลิดเพลินไปกับวงดนตรีที่จะมาขับกล่อมตลอดทั้งวัน พิเศษยิ่งช้อปยิ่งคุ้ม สมาชิกเอ็ม บี เค แอปพลิเคชันซื้อสินค้าภายในงานสามารถนำยอดใช้จ่ายไปสะสมคะแนน MBK Points&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามผู้สนใจสามารถ ร่วมงาน ผ้าเปลี่ยนโลก SET Social Impact Fair 2020 ได้ตั้งแต่วันนี้ -15 พฤศจิกายน 2563 ณ ลาน Center Hall ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83738</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์, นพเก้า สุจริตกุล, นายวิศาล สิปิยารักษ์, ผ้าเปลี่ยนโลก, เอ็ม บี เค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201113/image_big_5fae541a671e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
