<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SCB-กลุ่มแบงก์พุ่งแรง! ตลาดปิดเช้าบวก 7.36 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23 ก.ย. 64 o ตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 23 ก.ย. 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,626.95 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือบวก +7.36 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.45% มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 77,179.51ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดัชนี SET50 อยู่ที่ 977.64 จุด เพิ่มขึ้น +8.20 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.85% มีมูลค่าซื้อขายรวม 48,295.63ล้านบาท
ดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,225.94 จุด เพิ่มขึ้น +14.59 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.66% มีมูลค่าซื้อขายรวม 57,535.41ล้านบาท
ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 560.36 เพิ่มขึ้น +1.38 คิดเป็นร้อยละ +0.25% มีมูลค่าซื้อขายรวม 4,529.29 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่
SCB &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดที่ 131.00 บาท เพิ่มขึ้น +21.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 14,550.14 ล้านบาท
KBANK &amp;nbsp;ปิดที่ 129.50 บาท เพิ่มขึ้น +7.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 11,035.16 ล้านบาท
BBL &amp;nbsp; ปิดที่ 116.00 บาท เพิ่มขึ้น +2.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,946&amp;quot;50 ล้านบาท
TIDLOR &amp;nbsp; ปิดที่ 36.00 บาท &amp;nbsp;ลดลง -1.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,198.02 ล้านบาท
SAWAD &amp;nbsp; ปิดที่ &amp;nbsp;65.00 บาท ลดลง -2.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,470.89 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้เปิดตลาดเช้าตลาดกระโดดอย่างมีนัย และเริ่มอ่อนตัวลงในช่วงเที่ยง โดยแรงซื้อหุ้น SCB เปิดกระโดดขึ้นไปทำจุดสูงสุด 137 บาท และย่อตัวลง 10 บาท ซึ่งทุกๆ 10 บาทส่งผลกระทบ SET ราว 3-4 จุด ขณะเดียวกันราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ตัวอื่นก็ปรับขึ้นถ้วนหน้าและย่อตัวลงตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปัจจัยกดดันมาจากกลุ่มการเงิน (Non-Bank) ปรับตัวลง จากความกังวลการแข่งขันรุนแรงขึ้นหลัง SCB ประกาศรุกธุรกิจ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต โดยเห็นว่ากลุ่มบัตรเครดิตปรับลง แนะนำ AEONTS และ BAM ปรับตัวลงให้เป็น จังหวะซื้อ ส่วนกลุ่มลีสซิ่ง TIDLOR, SAWAD, MTC ให้เลี่ยงการลงทุนไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117626</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCB, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c20abd9d40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวาล็อกดาวน์ หุ้นดิ่งแรง33จุด จีดีพีติดลบยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดหุ้นไทยดิ่งแรง 33 จุด รับแรงขายกังวลกระแสข่าวการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมไวรัสโควิด-19 หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศทรงตัวระดับสูง โบรกชี้หากยืดเยื้อหวั่นจีดีพีไทยติดลบต่อเนื่องปีที่ 2 และกระทบภาพรวมกำไร บจ.มีโอกาสเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การซื้อขายหุ้นไทยวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยลดลงต่ำสุดที่ 36.04 จุด หรือ 2.28% อยู่ที่ 1,540.56 จุด และปิดที่ 1,543.67 จุด ลดลง 32.93 จุด หรือ 2.09% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 110,954.67 ล้านบาท หลังมีความกังวลกระแสข่าวการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากปัจจุบันตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศทรงตัวระดับสูง และเสียชีวิตต่อเนื่อง รวมถึงราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรุดตัวลงรับนโยบายที่ไม่แน่นอนของกลุ่มโอเปกพลัส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า หากมีมาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดเหมือนไตรมาส 2 ปี 2563 และมีความยืดเยื้อ จะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทย ปี 2564 มีโอกาสติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยปัจจุบันสำนักเศรษฐกิจส่วนใหญ่ คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 1.5-2% ส่วน บล.คาดว่าอยู่ที่ 1.7% ซึ่งในปี 2563 รัฐบาลได้ประกาศล็อกดาวน์ระยะเวลา 26 มีนาคม-3 พฤษภาคม 2563 รวม 38 วัน &amp;nbsp;ทำให้การขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริงไตรมาส 1 ลดลง 58,000 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 2 ลดลง 323,000 ล้านบาท และไตรมาส 3-4 ปีที่แล้วยังลดลงต่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดหนักของไวรัสโควิด-19 ในประเทศ และหากภาครัฐมีการประกาศล็อกดาวน์ในช่วงไตรมาส 3 นี้ มีโอกาสกดดันให้กำไร บจ.เป็นหลุมต่ำสุดของปี และลดลงทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ จากตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยในช่วงไตรมาส 3 เกือบ 6,000 รายต่อวัน และสูงโดดเด่นเกิน 1 เท่าตัวจากไตรมาสที่ผ่านมา อีกทั้งช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนแทบไม่มีผู้ติดเชื้อเลย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่รัฐใช้ในการพิจารณาล็อกดาวน์ ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดน้อยลง และกระทบต่อภาพรวมกำไรบจ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน หากมีการล็อกดาวน์จริง มาตรการน่าจะเข้มงวดขึ้นกว่าทั้งไตรมาสที่ผ่านมา และช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มาตรการล็อกดาวน์แม้จะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่ต้องแลกมากับเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้าลง หากเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 2563 ไม่ได้มีมาตรการคุมเข้มอะไร และช่วงไตรมาส 2 ปี 2564 มีเพียงมาตรการแบ่งโซนสี ดังนั้น มาตรการที่ออกมาอาจจะกดดันเศรษฐกิจและกำไรให้เป็นหลุมพอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับหุ้นกลุ่มที่กำไรจะถูกกดดันมากสุดหากมีการล็อกดาวน์คือ AUTO, MEDIA, TRANS, CONS โดยกลุ่มดังกล่าวเคยพลิกเป็นขาดทุนในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ ขณะเดียวกันกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานอาจพยุงกำไรตลาดได้น้อยลง หากกลุ่มโอเปกมีการปรับเพิ่มกำลังผลิตในไตรมาสนี้ กดดันให้ราคาน้ำมันมีโอกาสย่อตัวหลังจากทำจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี ช่วงต้นไตรมาส นอกจากนี้ ในมุมมองอัตรากำไรต่อหุ้น ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 83.6 บาทต่อหุ้น สูงกว่าที่ บล.ประเมินไว้ที่ 71.2 บาทต่อหุ้น ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่น่าจะเห็นการปรับประมาณการกำไรลงในช่วงต่อจากนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109098</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ราคาน้ำมันดิบโลก, ล็อกดาวน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603ca1617be35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเมินภาพรวมสิ่งแวดล้อมไทย  สู่แผนการกำกับดูแลในพื้นที่อีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการตื่นตัวเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมมาตลอดเวลา และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ประเทศผู้นำระดับโลกได้เริ่มมุ่งความสนใจไปยังประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยมีการประกาศแผนการดำเนินงานสำคัญต่างๆ ออกมา ยิ่งเป็นสัญญาณที่ต้องทำให้ทุกประเทศปรับตัวเพื่อไม่ให้ตกขบวน &amp;nbsp;เนื่องจากในอนาคตการดูแลสิ่งแวดล้อมเหมือนจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายๆ &amp;nbsp;ประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้เองแม้ประเทศไทยจะมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่พอสมควร จึงเกิดคำถามขึ้นว่า การดำเนินงานของประเทศไทยนั้นไปในแนวทางที่ถูกต้องแล้วหรือไม่? และผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือผู้ที่ต้องทำงานด้านนี้จนมีความเชี่ยวชาญ และมองเห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขได้ดีที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์ กรรมการ​ปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp; หนึ่งในนักวิชาการ คนทำงาน และผู้เชี่ยวชาญที่คลุกคลีในวงการสิ่งแวดล้อมมาตลอดหลายปี จึงถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่จะตอบคำถามด้านนี้ได้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภาพรวมด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยถือว่ามีการทำงานด้านนี้มาโดยตลอด จุดแข็งของประเทศไทยคือการมีหน่วยงาน มีกฎหมาย และแผนการทำงานในทุกระดับ รวมทั้งยังมีคณะกรรมการระดับชาติครอบคลุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ทะเล ที่ดิน &amp;nbsp;แร่ ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่สภาพภูมิอากาศ และถูกกำกับดูแลจากระดับรองนายกฯ นั่งเป็นประธาน เมื่อมาดูที่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีกว่า 50 ฉบับ และจะมีมากขึ้นในอนาคต ซึ่งในหลายๆ เรื่องอยู่ระหว่างการจัดทำใกล้จะออกมาบังคับใช้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อน ต้องยอมรับว่าการทำงานของประเทศในด้านนี้ไม่ได้บูรณาการร่วมกันในหลายเรื่อง แม้ว่าจะมีของในมือเยอะก็ตาม เพราะว่าการทำงานส่วนใหญ่จะเป็นการแยกส่วนการดูแล แต่ละคณะกรรมการจะมีแผน นโยบายหรือแผนแม่บทอยู่แล้ว แต่เมื่อนำไปสู่การใช้จริงนั้นมักเกิดปัญหา และสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเสมอคือเรื่องการของบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากแผนเหล่านั้นมักจะเกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานของหลายๆ กระทรวง และแต่ละกระทรวงเมื่อไปของบมาดำเนินงานจะได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสำนักงบประมาณ ในบางกรณีงบประมาณอาจจะไม่ครอบคลุมถึงหน่วยงานนั้น จากแผนที่ควรจะทำประกอบกันจากภารกิจของหลายหน่วยงาน ก็ไม่มีงบประมาณในการดำเนินงานให้ครบ หรืออีกกรณีหนึ่งคือ แผนงานที่จำเป็นต้องทำเป็นเรื่องแรกๆ อาจจะไม่ได้งบมาดำเนินการ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอีกจุดอ่อนหนึ่งที่ทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ควร ก็คือความไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ถึงแม้ว่าในประเทศจะมีกฎหมายอยู่จำนวนมาก แต่ก็ถูกจัดทำและร่างขึ้นมาในช่วงต้นปี 2500 ออกมาในช่วงที่ประเทศไทยเปลี่ยนกติกาและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และในปัจจุบันยังมีกฎหมายหลายตัวที่ไม่ได้มีการแก้ไข ซึ่งถือเป็นการกำกับดูแลที่เก่าและย้อนหลังไปกว่า 30 ปี ในเรื่องความเท่าทันในการเปลี่ยนแปลงจึงล่าช้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงประเทศไทยเองก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อย กฎหมายเหล่านั้นเมื่อจะถูกแก้ไขแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงถูกล้มเลิกไปและทำขึ้นมาใหม่ จึงถือว่าตกขบวน และอีกกรณีหนึ่งก็คือ กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบ ห้าม บังคับ และมีบทลงโทษ แต่กฎหมายในเชิงส่งเสริม &amp;nbsp;ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือสร้างแรงจูงใจในทางบวก ที่มีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีอยู่น้อย ถึงที่ผ่านมาจะมีการพยายามที่จะร่างกฎหมายรูปแบบดังกล่าวขึ้นมา แต่ก็ยังไม่สำเร็จเลยสักครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความตื่นตัวของภาคเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเอกชนที่ตื่นตัวขึ้นมาในปัจจุบันเป็นทิศทางที่ดี &amp;nbsp;หลายๆ หน่วยงานจะต้องมีแผนดำเนินการเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของโลก อาทิ &amp;nbsp;การออกประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่กำหนดว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องมีการรายงาน ESG หรือแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากหลายประเทศบนโลกมีการกำหนดการดูแลสิ่งแวดล้อมจากสินค้าหรือการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ ที่ชัดเจน ซึ่งหากไม่มีการดูแลที่ดีพอก็อาจจะไม่สามารถทำการซื้อขายในประเทศนั้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยกับพลังงานทดแทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความชัดเจนของการผลักดันเรื่องพลังงานทดแทนในประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาจากการตอบสนองด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากประเทศไทยเองในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมอยู่หลายด้าน โดยเฉพาะด้านที่เห็นชัดที่สุดคือเรื่องของมลภาวะและขยะ จึงเกิดแผนพลังงานหรือการใช้พลังงานที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของประเทศที่มีการกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ ว่าจะเป็นการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานทดแทนก็เป็นแนวทางการดำเนินงานของแผนพลังงานด้วยเช่นกัน โดยมีการกำหนดอยู่ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ &amp;nbsp;หรือพีดีพี ที่มีการกำหนดสัดส่วนของพลังงานทดแทนที่ต้องมีในประเทศไทย อีกกรณีหนึ่งคือเมื่อภาคเอกชนใช้พลังงานสะอาด หรือมีการดูแลสิ่งแวดล้อม ก็จะไปเข้ากับกลไลการค้าที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ โดยในหลายประเทศมีการดำเนินเรื่องการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในขั้นตอนการดำเนินงานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่อีอีซีกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พื้นที่อีอีซีนั้นเป็นพื้นที่ที่ต้องการจะส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นอนาคต หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายสมัยใหม่ (นิวเอส-เคิร์ฟ) ซึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาด ซึ่งเมื่อการลงทุนนั้นเกิดขึ้นอย่างครบวงจร เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมจะไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีปัจจัยที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เมื่อเทียบกับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ของอีสเทิร์นซีบอร์ดเดิม เนื่องจากพื้นที่นั้นจะเน้นการลงทุนที่เป็นปิโตรเคมี อาจจะทำให้เกิดมลพิษจนต้องประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในทางปฏิบัติปัจจุบันพื้นที่อีอีซีการลงทุนยังมีอยู่น้อย ที่พอเห็นในตอนนี้จะมีด้านการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า &amp;nbsp;(รถอีวี) ขณะที่นิวเอส-เคิร์ฟตัวอื่นๆ เช่น เมดิคอลหรือด้านเทคโนโลยีและโรโบติกส์ยังเห็นน้อยอยู่ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากปัจจัยที่กระทบต่อปัญหาการลงทุนอย่างโควิด-19 ด้วย &amp;nbsp;แต่เชื่อว่าในระยะต่อไปอาจจะชัดเจนขึ้น เพราะทิศทางของภาคอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันพื้นที่อีอีซีมีกรรมการพัฒนาที่ชัดเจน มีกฎหมายและข้อบังคับหลายมาตราที่เป็นไปเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม ซึ่งมีแผนงานที่ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการอยู่ด้วย โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังคงมีอยู่ คือเรื่องการจัดการขยะ กับการดูแลสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่ออกมาจากกระบวนการด้านปิโตรเคมีและการใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ให้ลุล่วง และวางระบบให้เหมาะกับการพัฒนาพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อพูดถึงแผนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม หรือความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ผู้ที่จะพูดได้ดีที่สุดคงเป็นผู้ที่ทำงานในส่วนนั้น โดย นางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการสายงานนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นหนึ่งในผู้ร่วมกำกับดูแลงานด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี ได้อธิบายแผนงานดังกล่าวไว้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีอีซีได้ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าดำเนินการตามแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561-2564 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรฯ จัดทำแผนสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี &amp;nbsp; โดยที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 พ.ค.62 ได้รับทราบในหลักการร่างแผนสิ่งแวดล้อมในอีอีซี พ.ศ.2561-2564 ตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 2/2562 ทั้งนี้ แนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซีมี 4 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ความสำคัญกับการลดมลพิษ เน้นบำบัด กำจัดของเสีย &amp;nbsp;และควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยเร่งกำจัดขยะมูลฝอยตกค้างสะสมในสถานที่กำจัดในพื้นที่ การป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติภัยสารเคมี พัฒนาระบบประกันความเสี่ยงของโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมือง และชุมชนน่าอยู่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง ป่าในเมือง &amp;nbsp;เพิ่มพื้นที่ดูดซับมลพิษทางอากาศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี) และเมืองการบินภาคตะวันออก ในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการวางผังใช้ประโยชน์ที่ดินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมืองให้รองรับคนทุกกลุ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่งเสริมการผลิต บริการ และบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม สนับสนุนเครือข่ายชุมชนจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหมู่บ้าน, อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล เป็นต้น รวมทั้งเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;เร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ ลำธาร ทรัพยากรดิน และความหลากหลายทางชีวภาพ บริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิต ส่งเสริมเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำให้เกิดความสมดุลต่อระบบนิเวศ และลดการรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรมลงไม่น้อยกว่า 10% ในแต่ละจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นกรอบแนวทางบริหารจัดการที่เน้นจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เตรียมความพร้อม รู้เท่าทัน การจัดการสิ่งแวดล้อม และรักษาทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต ของพื้นที่อีอีซี และเชื่อว่าจะสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิต อยู่ในสิ่งแวดล้อมเมืองที่ดีได้มาตรฐานสากล ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างสมดุลเป็นธรรมแน่นอน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106332</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นิวเอส-เคิร์ฟ, บัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์, สิ่งแวดล้อม, ิอีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210614/image_big_60c6fefe21ff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนวรับคลื่นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติโควิดเป็นวิกฤติคู่ขนานระหว่าง &amp;ldquo;วิกฤติสาธารณสุข&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;วิกฤติเศรษฐกิจ&amp;rdquo; เป็นวิกฤติคู่ที่เกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; ผลจากวิกฤติต่อภาคเศรษฐกิจเริ่มแสดงตัวที่ ภาคตลาดเงิน ตลาดทุน ที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์และข่าวสาร หลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ลามข้ามพรมแดน ข้ามทวีปไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 12 มีนาคม ตลาดหุ้นผันผวนสุดๆ จนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย&amp;nbsp; ตัดสินใจงัดมาตรการ หยุดซื้อ-ขายหุ้นชั่วคราว (circuit breaker) ขึ้นมาควบคุมสถานการณ์ จากที่เคยใช้ครั้งสุดท้ายในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551&amp;nbsp; แต่หลังเปิดให้มีการซื้อ-ขายอีกครั้งแรงเทขายยังกระหน่ำเข้ามา ดัชนีไหลลงลึก&amp;nbsp; ไปหยุดที่ 1,095.37 จุด ลดลง 154.32 จุด หรือ 12.36%&amp;nbsp; ทำสถิติดัชนีต่ำที่สุดในรอบ 8 ปีกับ 1เดือน และดัชนีปิดตลาดที่ 1,114.91 จุด ลดลง 134.98 จุด หรือ 10.80 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาบเกี่ยวกันนั้นในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคมนักลงทุนเริ่มขายคืนหุ้นกู้อย่างหนักและต่อเนื่อง กระทั่ง บลจ. ทหารไทย ตัดสินใจ เลิกกองทุน ทหารไทยธนเพิ่มพูน กองทุนเปิดธนไพบูลย์ กองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความปั่นป่วนในตลาดหุ้นกู้ ที่มีขนาดถึง 3.6 ล้านล้านบาทหรือประมาณ 20 % ของจีดีพี&amp;nbsp; และมากกว่า 70 % ถือครองโดยภาคเอกชน ทำให้แบงก์ชาติต้องออกมาตรการเข้ามาดูแล&amp;nbsp; เช่นมาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนรวมผ่านแบงก์พาณิชย์ และออก พ.ร.ก.การสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท หรือ พ.ร.ก.หุ้นกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อเป็นหลังพิงให้กับตลาดหุ้นกู้&amp;nbsp; เพราะเกรงว่าหากตลาดหุ้นกู้ไร้เสถียรภาพ จะส่งแรงกระเพื่อมถึงภาคการเงิน ดร.วิรไท สันติประภพ&amp;nbsp; ผู้ว่าการแบงก์ชาติขณะนั้น เปรียบมาตรการดูแลตลาดหุ้นกู้ว่า เหมือนโรงพยาบาลสนามเพื่อดูแลคนป่วยโรคโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในขณะที่ตลาดหุ้น และหุ้นกู้ปั่นป่วน การค้าทองคำในช่วงวิกฤติโควิดกลับคึกคัก เนื่องจากนักลงทุนหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงโควิดระบาด&amp;nbsp; ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องและ ราคาทองคำขึ้นไปสูงสุดของปี 30,400 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 7 สิงหาคม 2653&amp;nbsp; ทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 9 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาคเศรษฐกิจจริง อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนักจากตลาดที่หายไป และระบบขนส่งโลจิสติกส์ มีปัญหาในช่วงล็อกดาวน์จนค่ายรถยนต์ใหญ่ ต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวในช่วงปลายเดือนมีนาคม ต่อเนื่องเมษายน 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากที่เคยทำรายได้เข้าประเทศ 3 ล้านล้านบาท รายได้หายไปกว่า 80 % ส่วนภาคส่งออกในช่วงล็อกดาวน์เดือนมิถุนายนมูลค่าส่งออกติดลบถึง 23 % และกระทรวงพาณิชย์คาดส่งออกปี 2563 ติดลบ 6-7 % &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อรับมือกับคลื่นเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามา รัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด ด้วยการออก พ.ร.ก. 3 ฉบับ คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 หรือ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.หุ้นกู้ 4 แสนล้านบาท&amp;nbsp; เพื่อขับเคลื่อนมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากมาตรการทางการคลังแล้ว แบงก์ชาติได้ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายโดยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง ลงเหลือ 0.5 % ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ร่วมกับแบงก์พาณิชย์ และธนาคารของรัฐลดภาระลูกหนี้ผ่านมาตรการพักหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ไตรมาส 3 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานจีดีพีติดลบ 6.4 % ติดลบน้อยกว่าไตรมาส2 เนื่องจากการทยอยคลายล็อก และมาตรการดูแลเศรษฐกิจที่รัฐบาลขับเคลื่อนออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนับสนุนโดย:กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำหนังสือ &amp;ldquo;ถอดบทเรียนไทยสู้โควิด&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96317</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID -19, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ตลาดหุ้น, ถอดบทเรียนไทยสู้โควิด, สศช, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_605177a1047e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประสาร&#039;นั่งประธานบอร์ดตลท.คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ. 2564 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการตลท. ได้มีมติเลือกนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลท. คนที่ 17 แทนนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง และเลือกนายพิเชษฐ สิทธิอำนวย เป็นรองประธานกรรมการตลท. โดยคณะกรรมการตลท.ชุดปัจจุบันจะมีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี ตั้งแต่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 - 4 กุมภาพันธ์ 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท Engineering in Industrial Engineering and Management จาก Asian Institute of Technology (AIT) และ Master in Business Administration จาก Harvard University สหรัฐอเมริกา และปริญญาเอก Doctor of Business Administration จาก Harvard University สหรัฐอเมริกา นายประสารเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับประเทศหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และปัจจุบันนายประสารยังดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรต่าง ๆ อาทิ ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพิเชษฐ สิทธิอำนวย จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท บริหารธุรกิจ University of Texas at Austin สหรัฐอเมริกา นายพิเชษฐมีประสบการณ์ทำงานในภาคตลาดทุนมาอย่างยาวนาน โดยเคยดำรงตำแหน่งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มาแล้วก่อนหน้านี้ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งสำคัญในภาคตลาดทุน อาทิ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กรรมการ คณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย กรรมการ คณะกรรมการวินัยบุคคลากรในธุรกิจตลาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบัน คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มี 11 ท่าน ประกอบด้วย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธานกรรมการ &amp;nbsp;นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย เป็นรองประธานกรรมการ ส่วนกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ อีก 9 ท่าน ได้แก่ นางกุลภัทรา สิโรดม &amp;nbsp;นายธิติ ตันติกุลานันท์ นายนรเชษฐ์ แสงรุจิ &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร &amp;nbsp;นางวรวรรณ ธาราภูมิ &amp;nbsp;นายเสรี นนทสูติ &amp;nbsp;นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย นายอนุชิต อนุชิตานุกูล และนายภากร ปีตธวัชชัย ซึ่งเป็นกรรมการและผู้จัดการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92099</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ประธานตลาดหลักทรัพย์คนใหม่, ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601cfd6161e26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2020 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลูกป้องป่า ในโครงการ &quot;Care the Wild “  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ริเริ่มโครงการ Care the Wild &amp;ldquo;ปลูกป้อง Plant &amp;amp; Protect&amp;rdquo; ผนึกกำลังทุกภาคส่วนร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างพื้นที่ป่า และติดตามการเติบโตของไม้ที่ปลูกตลอดโครงการ ด้วยหลักธรรมาภิบาลเปิดเผยข้อมูล ติดตาม-เรียนรู้-ดูแล ผ่าน Application &amp;ldquo;Care the Wild&amp;rdquo; มุ่งสร้างระบบนิเวศให้สมดุล สอดรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ข้อ 13 Climate action และขับเคลื่อนการทำงานด้วยข้อ 17 Partnerships for the goals ตั้งเป้าภายใน 1 ปี ปลูกป่า 500 ไร่ เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก 900,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายภากร &amp;nbsp;ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาแพลตฟอร์ม &amp;ldquo;SET Social Impact&amp;rdquo; ส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มโครงการ Care the Wild &amp;ldquo;ปลูกป้อง Plant &amp;amp; Protect&amp;rdquo; ถือเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือ (Collaboration Platform) ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการเพิ่มพื้นที่ป่า โดยมีกลไกการดำเนินงานด้วยการระดมทุนในการปลูกต้นไม้ใหม่ ปลูกต้นไม้เสริม และส่งเสริมการดูแลต้นไม้ ร่วมกับภาคีองค์กรเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน มีสัญลักษณ์ช้างรักษ์ป่า &amp;ldquo;พี่ปลูกป้อง&amp;rdquo; เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศ พืช สัตว์ สิ่งแวดล้อม และร่วมระดมทุน &amp;ldquo;ปลูก&amp;rdquo; ต้นไม้ รวมทั้งเน้นการร่วมดูแลต้นไม้ที่ปลูกให้เติบโตบนหลักการธรรมาภิบาล จนกลายเป็นผืนป่าอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ป้อง&amp;rdquo; กล่าวคือ ผู้ระดมทุนปลูก ร่วมติดตามการเติบโตของต้นไม้ การทำงานของชุมชน การมีส่วนร่วมในการขยายผลเพื่อพัฒนาชุมชน และร่วมดูแลเอาใจใส่ไม้ปลูกให้เติบโตเป็นส่วนสำคัญของการขยายแนวผืนป่าของประเทศ ผ่าน Application &amp;ldquo;Care the Wild&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ กรมป่าไม้ ภาคีหน่วยงานภาครัฐ ได้นำเสนอพื้นที่ป่าชุมชนร่วมโครงการในเบื้องต้นรวม 717 ไร่ &amp;nbsp;ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ป่าชุมชนบ้านเขาหัวคน จ.ราชบุรี, ป่าชุมชนบ้านพุตูม จ.เพชรบุรี, ป่าชุมชนบ้านใหม่ จ.เชียงราย, ป่าชุมชนบ้านนาหวาย จ.น่าน, ป่าชุมชนบ้านหนองปิง จ.กาญจนบุรี, ป่าชุมชนบ้านโคกพลวง จ.นครราชสีมา และป่าชุมชนบ้านหนองทิศสอน จ.มหาสารคาม โดยแต่ละพื้นที่ของป่าชุมชนจะมีเอกลักษณ์ จุดเด่น ด้านระบบนิเวศและการพัฒนาชุมชนที่แตกต่างกัน องค์กรธุรกิจสามารถเลือกพื้นที่ในการสนับสนุนการปลูกไม้ได้หลากหลาย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน เรียนรู้ระบบนิเวศร่วมกับชาวบ้านผู้รักษาป่าได้อีกด้วย
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;โครงการ Care the Wild มีเป้าหมายที่จะปลูกป่าจำนวน 500 ไร่ (100,000 ต้น) ร่วมกับองค์กรธุรกิจพันธมิตรในระยะเวลา 1 ปีแรกหลังเปิดโครงการ ซึ่งการปลูกป่าจะสร้างผลลัพธ์ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 900,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี องค์กรที่เข้าร่วมโครงการนอกจากจะเป็นภาคีในความร่วมมือเพื่อลดโลกร้อนแล้ว ยังสามารถร่วมทำงานพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายภากรกล่าว

ปัจจุบันโครงการ Care the Wild มีองค์กรพันธมิตรเข้าร่วมแล้ว อาทิ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ชมรมคัสโตเดียน ชมรมปฏิบัติการหลักทรัพย์ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) และบริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) ทั้งนี้ องค์กรที่สนใจเข้าร่วมโครงการติดต่อได้ที่&amp;nbsp;carethewild@set.or.th&amp;nbsp;ดูรายละเอียดเพิ่มเติม&amp;nbsp;www.setsocialimpact.com&amp;nbsp;สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถร่วมปลูกป่าผ่าน Application &amp;ldquo;Care the Wild&amp;rdquo; ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android เพื่อติดตามข้อมูลและกิจกรรมได้แล้ววันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77988</URL_LINK>
                <HASHTAG>Care the Wild “ปลูกป้อง Plant &amp; Protect”, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ภากร ปีตธวัชชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f64c45190b51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรู ประกาศศักยภาพ คว้ารางวัลหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องปีที่ 2 Thailand Sustainability Investment (THSI) ประจำปี 2562 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลกิจการและความรับผิดชอบต่อสังคม มอบรางวัล Thailand Sustainability Investment (THSI) ประจำปี 2562 แก่ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย ดร. ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน&amp;nbsp; ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทรู ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในรายชื่อหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2&amp;nbsp; ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 100,000 ล้านบาท ประเภทอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทจดทะเบียนที่มุ่งเน้นพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน จนเป็นที่ยอมรับทั้งด้านผลประกอบการ การนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีจริยธรรม รับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควบคู่กับการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การได้รับคัดเลือกให้เป็นหุ้นยั่งยืนในปีนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จต่อเนื่อง หลังจากที่กลุ่มทรู ได้เป็นสมาชิกความยั่งยืนระดับโลก 3 ปีซ้อน ทั้ง Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) หมวดธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมประเภท Emerging Markets โดยมีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในหมวดธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมติดต่อกันเป็นปีที่ 2 รวมถึงคงสถานภาพ สมาชิกกลุ่มดัชนี FTSE4Good Index Series อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) คัดเลือกจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เข้าร่วมตอบแบบประเมินความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยข้อคำถาม 19 หมวด ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นวัดผลในด้านกระบวนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยการกำหนดนโยบาย การตั้งเป้าหมาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ การวัดผลลัพธ์จากการดำเนินการ และการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท และบริษัทจดทะเบียนที่จะได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนนั้น ต้องมีคะแนนผ่านร้อยละ 50 ในทุกมิติ หรือได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนยืนสากล (DJSI) ในปีที่มีการประเมิน และผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด ทั้งการประเมินคุณภาพรายงานด้านบรรษัทภิบาล (CGR) ผลประกอบการด้านกำไรสุทธิและส่วนของผู้ถือหุ้น การกำกับดูแลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของ บจ. และการไม่สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสังคม และบรรษัทภิบาล เป็นต้น โดยมีคณะทำงานเพื่อการลงทุนอย่างยั่งยืนเป็นผู้กลั่นกรองให้มีความโปร่งใสตลอดกระบวนการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51172</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddd17a4d792b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
