<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดหุ้นเช้านี้ปิดลบ -6.80 จุด หลังตลาดต่างประเทศผันผวน โบรกแนะติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดหุ้นเช้านี้ปิดลบ -6.80 จุด หลังตลาดต่างประเทศผันผวน โบรกแนะติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;1 ต.ค 64 o ตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 1 ต.ค 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,598.88 จุด ปรับตัวลดลงหรือลบ -6.80 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.42&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;% มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 40,469.72ล้านบาท
ดัชนี SET50 อยู่ที่ 960.44 จุด ลดลง -3.91 จุด คิดเป็นร้อยละ &amp;nbsp;-0.41% มีมูลค่าซื้อขายรวม 18,308.77 ล้านบาท
ดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,186.76 จุด ลดลง -7.67 คิดเป็นร้อยละ -0.35% มีมูลค่าซื้อขายรวม 26,708.34ล้านบาท
ดัชนีตลาด mai ปิดที่ &amp;nbsp;541.29 จุด ลดลง -3.39 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.62% มีมูลค่าซื้อขายรวม 2,438.08 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่
1.BANPU ปิดที่ 13.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท มูลค่าการซื้อขาย 4,068.92 ล้านบาท
2.KBANK ปิดที่ 133.00 บาท ลดลง -0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,917.91 ล้านบาท
3.SCB ปิดที่ 122.00 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,329.54 ล้านบาท
4.RCL ปิดที่ 44.50 บาท ลดลง -2.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 964.98 ล้านบาท
5.GULF ปิดที่ 41.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 916.14 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยดาวโจนส์เมื่อคืนที่ผ่านมาร่วงเกือบ 1.6% ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ปรับลงถ้วนหน้า จากความกังวลเงินเฟ้อสูง, การปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รวมถึงในเรื่องเพดานหนี้ของสหรัฐซึ่งสร้างความผันผวนให้ตลาดบ้านเราบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี หลังจากตลาดบ้านเราผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้เริ่มคลี่คลายลง และมีโอกาสปลายปีนี้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จะทำให้การบริโภคในประเทศดีขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมมองเป็นผลกระทบแค่ระยะสั้น เมื่อน้ำลดก็จะมีความช่วยเหลือเข้ามา ประกอบกับมีการซ่อมแซมบ้านเรา ถนนหนทาง ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องน่าจะได้รับประโยชน์ไปด้วย รวมถึงติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐว่าจะออกมาสูงอย่างที่กังวลกันหรือไม่ และติดตามทิศทางราคาพลังงานต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118433</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;การเมืองหน้ากาก&#039; ไทย-สหรัฐฯ, SET Index, ตลาดหุ้นไทย, เงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062f608afbc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักลงทุนหวั่นล็อกดาวน์!หุ้นปิดร่วง 14.83จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ค. 64 - ตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 ก.ค. 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,576.60 จุด ปรับตัวลดลงหรือลบ -14.83 จุด คิดเป็น -0.93 % มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 82,477.06 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนี SET50 อยู่ที่ 948.23 จุด ลดลง -8.55 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.89% มีมูลค่าซื้อขายรวม 33,413.74 ล้านบาท ส่วนดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,164.89 จุด ลดลง -17.87 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.82% มีมูลค่าซื้อขายรวม 46,990.75 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 509.40 ลดลง -6.69 คิดเป็นร้อยละ -1.30% มีมูลค่าซื้อขายรวม 8,177.96 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MENA&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดที่ 2.48 บาท เพิ่มขึ้น +1.28 บาท มูลค่าการซื้อขาย 7,434.50 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;BBL&amp;nbsp; ปิดที่ 108.00 บาท ลดลง -4.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,383.16 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;KBANK&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดที่ 117.50 บาท ลดลง -1.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,978.40 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;SCB&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดที่ 94.50 บาท&amp;nbsp; ลดลง -1.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,670.28 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;CPALL&amp;nbsp; ปิดที่ 60.25 บาท เพิ่มขึ้น +0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,396.38 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงกว่า 14.83 จุด หลุดแนวรับสำคัญที่ 1,580 จุด เนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศ ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ในระดับสูงทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนมีความกังวลว่ารัฐบาลจะมีมาตรการคุมเข้มสกัดการแพร่ระบาดโควิด-19 ออกมาอีก หรืออาจจะมีคำสั่งให้มีการล็อกดาวน์เต็มรูปแบบ ประกอบกับราคาน้ำมันก็ปรับตัวลงด้วย จึงทำให้นักลงทุนขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108969</URL_LINK>
                <HASHTAG>SET, ดัชนีตลาดหุ้น, ตลาดหุ้นไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062f608afbc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108156</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยเช้าวันที่ 30 มิ.ย. 64 ปิดตลาด+4 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,596 จุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย. 64 - ตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 30 มิ.ย. 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,595.51 จุด ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือบวก&amp;nbsp;+4.08 จุด คิดเป็น +0.26 % มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 39,542.18 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนี SET50 อยู่ที่ 958.70 จุด เพิ่มขึ้น +1.31 จุด คิดเป็น +0.14% มีมูลค่าซื้อขายรวม 14,362.33 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,188.18 จุด เพิ่มขึ้น +3.78 จุด คิดเป็น +0.17% มีมูลค่าซื้อขายรวม 23,967.45 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 508.75 เพิ่มขึ้น +2.47 คิดเป็น +0.49% มีมูลค่าซื้อขายรวม 3,826.51 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;KCE&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดที่ 77.50 บาท เพิ่มขึ้น +3.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,063.57 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;HANA&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดที่ 70.50 บาท เพิ่มขึ้น +0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,776.01 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;RCL&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดที่ 56.75 บาท&amp;nbsp; เพิ่มขึ้น +0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,235.90 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;SCGP&amp;nbsp; ปิดที่ 61.00 บาท ลดลง +1.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 952.51 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;NEX&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดที่ 7.60 บาท ลดลง +0.95 บาท มูลค่าการซื้อขาย 810.26 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108156</URL_LINK>
                <HASHTAG>SET, ดัชนีตลาดหุ้น, ตลาดหุ้นไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc0be215f0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102857</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 07:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 06:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.นิว&#039;แฉเบื้องหลังการปล่อยข่าวลือทุบราคาตลาดหุ้นไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ค.64 -ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ &amp;quot;ดร.นิว&amp;quot; นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความน่าสงสัยของข่าวลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปล่อยข่าวลือครั้งนี้เป็นการทุบราคาตลาดหุ้นไทย เพื่อช้อนซื้อหวังทำกำไรเป็นทุนในการเคลื่อนไหวทางการเมือง แล้วย้อนกลับมาใช้ในการปั่นกระแสบิดเบือนผ่านโซเชียลมีเดีย การปลุกม็อบลงถนน ตลอดจนการเลือกตั้งในครั้งต่อไปหรือไม่?
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ชัดเจนที่สุดเลยว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ คือ นายจ้างของคนที่ปล่อยข่าวลือโจมตีสถาบันฯ และยังเป็นนายทุนเจ้าของขบวนการปั่นกระแสบิดเบือนในโซเชียลมีเดีย เพื่อปลุกม็อบลงถนนมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยเตือนมาหลายครั้งแล้วนะครับ สำหรับมหันตภัยของ &amp;quot;การใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ&amp;quot; หรือ &amp;quot;The Weaponization of Social Media&amp;quot; ซึ่งนับวันจะมีแต่จะบ่อนทำลายความมั่นคงและแทรกแซงกิจการภายในประเทศของเรามากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้ารัฐบาลยังไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม บอกได้เลยว่า ความล้มเหลวอันใหญ่หลวงของรัฐบาลนี้ คือ การไม่สร้างอธิปไตยทางไซเบอร์ แล้วปล่อยให้ขบวนการชั่วซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในซอกหลืบของรั้วมหาวิทยาลัย ขยายตัวใหญ่โตผ่านโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นภาระของประชาชนในการต้องมานั่งต่อสู้กับข่าวปลอมโดยไม่เว้นแต่ละวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้แต่ในยามโควิดระบาดหนักเช่นนี้ ประชาชนตาดำๆ ก็ยังต้องมานั่งต่อสู้กับข่าวปลอมเรื่องวัคซีนเต็มไปหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102857</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นิว-ศุภณัฐ อภิญญาณ, ตลาดหุ้นไทย, ปล่อยข่าวลือทุบหุ้น, ใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_60666628c5bbf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟดหั่นดอกเบี้ยนโยบาย1% หุ้นยังไหลลงต่อ82.83จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หุ้นไทยยังไหลลงต่อ 82.83 จุด รับความกังวลไวรัสโคโรนากระทบเศรษฐกิจโลก หลังเฟดหั่นดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% และผู้ติดเชื้อในไทยเพิ่มขึ้นหวั่นเข้าระยะที่ 3 บล.ทิสโก้ชี้ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ตลาดหุ้นหมีอย่างเต็มตัว แบงก์ชาติเผยสหรัฐอเมริกากังวลเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันที่ 16 มีนาคม 2563 เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยปรับลดลงต่ำสุด 85.12 จุด หรือ 7.54% &amp;nbsp;อยู่ที่ 1,043.79 จุด จากความกังวลการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนากระทบต่อเศรษฐกิจโลก หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อในไทยที่เพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงที่การระบาดในประเทศจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ส่งผลให้ดัชนีปิดของวันอยู่ที่ &amp;nbsp;1,046.08 จุด ลดลง 82.83 จุด หรือ 7.34% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 68,179.26 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ผลกระทบจากไวรัส COVID-19 เป็นปัจจัยเหนือการควบคุมที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะสั้น &amp;nbsp;แต่ในช่วงนี้หากไม่มีมาตรการพยุงเศรษฐกิจที่เห็นผลอาจทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ &amp;nbsp;ทั้งนี้คาดว่าหลังจากนี้ธนาคารกลางทั่วโลกจะทยอยประกาศมาตรการการเงินตามหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แต่อาจไม่สามารถชะลอการเทขายหุ้นหรือส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในทันที เนื่องจากคนขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวกลับมาได้ คือมาตรการควบคุมโรค หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเร็วต่อเนื่องในหลายๆ ประเทศ เป็นปัจจัยหลักที่กดดันเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น นโยบายการคลัง เช่น การออกมาตรการลดภาษี หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มากเพียงพอ จะทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นฟื้นตัวได้อย่างฉับพลัน และลดการซ้ำเติมเศรษฐกิจจากราคาน้ำมัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยตอนนี้แทบจะไม่มีภูมิต้านทาน สะท้อนได้ชัดเจนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพารายได้จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนถึง &amp;nbsp;11.5% ส่วนส่งออกก็กระทบเป็นลูกโซ่จากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงแต่ก็ไม่ได้ช่วยมากนัก โดยมาตรการที่จะเข้ามาช่วยพยุงได้มากที่สุดมองว่าเป็นมาตรการการคลังมากกว่ามาตรการทางการเงิน เพราะเชื่อว่าในภาวะเช่นนี้การปรับลดดอกเบี้ยคงไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก และอาจจะส่งผลร้ายให้คนขาดความเชื่อมั่นมากขึ้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามสถานการณ์โลก แต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย เพราะปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยช่วงนี้คือผู้บริโภคไม่ค่อยมีความมั่นใจมากกว่า ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทคาดว่าจะทรงตัวถึงอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยมีประเด็นเชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ลดลงมาก และอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงกว่าประเทศสหรัฐฯ แต่มีประเด็นเชิงลบจากการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนชัย มกรานุรักษ์ หัวหน้าสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นหมีอย่างเต็มตัวแล้ว ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าการแพร่ระบาดของไวรัสจะจบลงอย่างไร เพราะประเทศจีนเริ่มควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว ขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพิ่งจะเริ่มต้น &amp;nbsp;ทั้งนี้การลงทุนแบบระยะสั้นในช่วงนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ก็ถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานดีเพื่อการลงทุนระยะยาว คาดว่าหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบ V-Shape &amp;nbsp;ได้ในช่วงครึ่งปีหลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนเน้นหุ้นที่มีผลประกอบการเกี่ยวกับการบริโภคในประเทศมีพื้นฐานที่ดี และมีโอกาสฟื้นตัวเร็วหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสคลี่คลาย ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและกลุ่มสื่อสาร &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวสามารถหาจังหวะเข้าลงทุนได้ เพราะหากควบคุมการแพร่ระบาดได้ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวจะกลับมาเร็ว ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารแม้ราคาจะต่ำมากแล้ว แต่ยังไม่แนะนำให้เข้าลงทุน เพราะนอกจากจะได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากดิสรัปชันของอุตสาหกรรมการเงินอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ลง 1.00% จากระดับ 1.00-1.25% มาอยู่ที่ระดับ 0.00-0.25% พร้อมทั้งประกาศซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ต้นตอโรคโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ในการประชุมฉุกเฉินเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่าการดำเนินการของเฟดสะท้อนความกังวลและสถานการณ์ในตลาดเงินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องติดตามการตอบรับของตลาดและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ร่วมตลาดอย่างใกล้ชิดต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59987</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหุ้นไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หุ้นไทย, เศรษฐกิจไทย, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200316/image_big_5e6f90c7b5d2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘หุ้น’ผันผวนหนัก เซอร์กิตฯรอบสอง ดัน‘บวก’ปิดตลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตลาดหุ้นไทยยังติดเชื้อโควิด-19 งอมแงม ประกาศใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์เป็นวันที่สอง หลังผันผวนหนัก แต่นักลงทุนยังเงินเหลือ เข้าช้อนต่อพลิกกลับมาปิดบวกได้ที่ 1,128.91 จุด เพิ่มขึ้น 14.00 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.26% มูลค่าซื้อขาย 119,659.78 ล้านบาท ด้าน ตลท.ออกเกณฑ์ชอร์ตเซลชั่วคราว ส่วน ก.ล.ต. ออกเกณฑ์กองทุน SSF ที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ทันทีที่เปิดการซื้อขายหุ้นไทยวันที่ 13 มีนาคม 2563 ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงอย่างหนักถึง 111.52 จุด หรือ 10% อยู่ที่ 1,003.39 จุด ส่งผลให้ ตลท.ประกาศหยุดการซื้อขายเป็นการชั่วคราว (เซอร์กิตเบรกเกอร์) ครั้งที่ 1 ระยะเวลา 30 นาที เป็นครั้งที่ 2 ของสัปดาห์ และครั้งที่ 5 นับตั้งแต่มีการประกาศใช้มา และเป็นการประกาศต่อเนื่องในระยะเวลา 2 วันติด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังเปิดการซื้อขายอีกครั้ง ดัชนียังลดลงต่ำสุด 145.83 จุด หรือ 13.07% อยู่ที่ 969.08 จุด จากนั้นมีแรงซื้อกลับดันดัชนีกลับไปยืนในแดนบวก สลับขายทำกำไร ส่งผลให้ดัชนีปิดของวันอยู่ที่ 1,128.91 จุด เพิ่มขึ้น 14.00 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.26% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 119,659.78 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,164.16 จุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 ตลท.ได้ประกาศใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ เป็นระยะเวลา 30 นาที ตั้งแต่เวลา 14.38-15.08 น. หลังดัชนีราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง 125.05 จุด หรือ 10% จากดัชนีราคาปิดวันทำการก่อนหน้า (Circuit Breaker Level 1)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทรุดตัวลงกว่า 2,000 จุดเมื่อคืนวันที่ 12 มีนาคม ทำสถิติดิ่งลงหนักสุดนับตั้งแต่ตลาดวอลล์สตรีทเผชิญวิกฤติ &amp;quot;แบล็กมันเดย์&amp;quot; เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2530 โดยภาวะการซื้อขายเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศระงับการเดินทางจากประเทศในยุโรปเข้าสู่สหรัฐ ซึ่งมาตรการดังกล่าวยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโคโรนา และได้ฉุดหุ้นกลุ่มสายการบินดิ่งลงอย่างหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กต้องใช้ระบบเซอร์กิตเบรกเกอร์เพื่อพักการซื้อขายเป็นเวลา 15 นาที หลังจากตลาดทรุดตัวลงอย่างหนัก ถือเป็นครั้งที่ 2 ในสัปดาห์นี้ หลังจากที่เมื่อวันจันทร์ ตลาดหุ้นนิวยอร์กประกาศพักการซื้อขายเป็นเวลา 15 นาที หลังจากเปิดตลาดได้เพียง 5 นาที เนื่องจากดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 1,800 จุด ส่วนดัชนี S&amp;amp;P 500 ทรุดตัวลง 7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยว่า ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอก ตลท.ได้ปรับปรุงเกณฑ์การขายชอร์ตเพื่อใช้เป็นการชั่วคราว จากเดิมที่กำหนดให้สมาชิกจะขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (last trading price) เป็นจะขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยให้เสริมสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้แก่นักลงทุนในภาพรวม ทั้งนี้ ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากบริษัทสมาชิกและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว โดยจะมีผลใช้บังคับเป็นการชั่วคราว เริ่มตั้งแต่การซื้อขายในภาคบ่ายของวันที่ 13 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และอาจจะพิจารณายกเลิกได้หากการซื้อขายหุ้นไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกประกาศหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิแล้ว เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2563 พร้อมประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมจัดตั้งและจดทะเบียนกองทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีให้ตลาดหลักทรัพย์และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปศึกษาและเร่งจัดตั้งกองทุนสร้างเสถียรภาพทางตลาดทุนเพื่อดูแลตลาดทุนไทยจากภาวะตลาดทุนไม่ปกติว่า ได้หารือกับ รมว.การคลังแล้ว และคาดว่าวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. จะได้รับทราบรายละเอียด &amp;ldquo;เรื่องของตลาดหุ้นนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องกังวล เรากำลังดูแลอยู่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศ ก.ล.ต. เรื่องรายละเอียดของโครงการจัดการกองทุนรวม เพื่อรองรับการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund หรือ SSF) ที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นคำขออนุมัติจัดตั้งและการจดทะเบียนของกองทุนดังกล่าวให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) โดยจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;สำหรับ บลจ.ที่ประสงค์จะจัดตั้งกองทุน SSF ดังกล่าว สามารถส่งร่างเอกสารจัดตั้งกองทุนให้ ก.ล.ต.พิจารณาล่วงหน้าได้ และสำหรับกองทุนที่มีลักษณะไม่ซับซ้อนจะพิจารณาอนุมัติการจัดตั้งแบบอัตโนมัติ (auto-approval)&amp;quot; นางสาวรื่นวดีกล่าว.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59700</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ตลาดหุ้นไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชื้อโควิด-19, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6b958fcb551.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท.จ่อคลอด ดีอาร์ ซื้อขายหุ้นเพื่อนบ้านไตรมาส 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลท.คลอดดีอาร์ ซื้อขายหุ้นเพื่อนบ้าน พร้อมขนสินค้าไทยขายด้วย คาดกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ ระดมทุนไตรมาส 3 ปีนี้

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าช่วงไตรมาส 3 จะมีการเปิดซื้อขายสินค้าใหม่ ที่ ตลท.ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์พัฒนาขึ้น โดยเป็นตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (ดีอาร์) เพื่อรองรับการลงทุนของนักลงทุน เบื้องต้นจะเป็นสินค้าต่างประเทศกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านก่อน และนำสินค้า ตลท.ของไทยไปซื้อขายรูปแบบดีอาร์ยังประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน รวมทั้งคาดว่ากองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ ฟันด์ เสนอขายผ่านตลาดหุ้นไทยเช่นกัน ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ภาครัฐระดมทุน เพื่อลงทุนในโครงการต่าง ๆ


ทั้งนี้ แหล่งระดมทุนสำคัญของไทยมี 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์มียอดหนี้รวม 12-15 ล้านล้านบาท,ตลาดตราสารหนี้ 9 ล้านล้านบาท,ตลท.ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 17 ล้านล้านบาท ถือเป็นแหล่งระดุมทุนหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวน แต่นักลงทุนก็สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคง เพราะปัจจุบันภาคเอกชนมีศักยภาพมากขึ้น สะท้อนจากบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของไทยติด 50 อันดับสูงสุดของโลก ได้แก่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เซ็นทรัล ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นต้น


นอกจากนี้ ยังพบว่ารายได้ของบริษัทจดทะเบียนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศถึง 46% ของรายได้รวมนับว่าเงินลงทุนต่างประเทศสูงมากเช่น กลุ่มอาเซียน เอเชียเหนือสหรัฐ เมื่อไทยต้องการชูจุดขายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จึงต้องมุ่งพัฒนาด้านการลงทุน โดยปัจจุบันตลาดทุนไทยไม่สามารถเปิดให้บริการได้ใน 2 ส่วน คือ การเปิดให้ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาระดมทุนในตลาดทุนไทย และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หรือ สตาร์ทอัพ ถือเป็นโจทย์ของตลท.ที่ต้องเร่งดำเนินการ


อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังความผันผวนของตลาดหุ้นไทยจะน้อยกว่าครึ่งปีแรก ภายหลังภาพรวมตลาดมีความชัดเจน ทั้งทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ, แต่ละประเทศเริ่มดึงสภาพคล่องกลับ และความขัดแย้งทางการค้า ที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้ไทยจะไม่ได้รับผลกระทบทางตรง แต่คาดว่าจะมีผลกระทบทางอ้อม ส่วนข้อดีของ ตลท.คือบริษัทจดทะเบียนมีความสามารถทำกำไร เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพดี ทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13753</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้นไทย, บริษัทจดทะเบียน, ภากร ปีตธวัชชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
