<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2020 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงไทยคาดตลาดที่อยู่อาศัยกทม.หดตัวหนัก 27%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค. 2563 ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย ประเมินมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปีนี้มีแนวโน้มหดตัว 27% เหลือเพียง 4.2 แสนล้านบาท จากโควิด-19 คาดมียูนิตเปิดใหม่เพียง 72,000 ยูนิต ลดลงเกือบ 40% โดยต้องใช้เวลา 4-5 ปี ที่ตลาดที่อยู่อาศัยจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เผยเกิด New Normal ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ซื้อที่อยู่อาศัยผ่านช่องทางออนไลน์ ต้องการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ขึ้นรองรับการทำงานที่บ้านแทนการเลือกทำเล พื้นที่ส่วนกลางต้องมีพื้นที่ส่วนตัว เพื่อความปลอดภัย แนะนำเทคโนโลยี Virtual Visits และติดตั้งอุปกรณ์ Touchless ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภค

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในปีนี้ ถูกบั่นทอนอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผู้บริโภคไทยได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหดตัวอย่างรุนแรง (Deep Recession) ถึง 8.8% ส่วนผู้บริโภคต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนได้รับผลกระทบจากมาตรการ Lockdown ทำให้ไม่สามารถซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในไทยได้ ส่งผลให้ยอดจองเปิดใหม่ (Pre-sale) ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจาก 20% ในไตรมาสที่ 4/2562 มาอยู่ที่ 15% ในไตรมาสที่ 1/2563 และมีโอกาสลดต่ำลงเหลือ 12% ในไตรมาสที่ 2/2563 โดยประเมินว่าตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปีนี้ มูลค่าลดลง 27% จาก 5.7 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา เหลือ 4.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์บ้านจัดสรร 2.4 แสนล้านบาท ติดลบ 24% คอนโดมิเนียม 1.8 แสนล้านบาท ติดลบ 30% ส่งผลให้สต็อกเหลือขายในภาพรวม มีโอกาสขยายตัว 5% ขึ้นไปแตะ 185,000 ยูนิต แม้ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะปรับลดการเปิดโครงการใหม่ลงเกือบ 40% จากปีที่ผ่านมาก็ตาม

&amp;ldquo;โควิด-19 ทำให้ความตั้งใจซื้อที่อยู่อาศัยหายไปราว 1 ใน 3 โดย 80% ของผู้บริโภคเลื่อนการซื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิต และการลงทุนในอสังหาฯขณะนี้ให้ผลตอบแทนไม่ดีนัก ซึ่งทางออกของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฯที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือการเลื่อนการก่อสร้างออกไป รอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และคาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปี ถึงจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19&amp;rdquo;

นายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยลดลง ยังพบ 3 พฤติกรรมหลักๆของผู้บริโภคบางกลุ่มอาจเปลี่ยนไปอย่างถาวร (New Normal) ได้แก่ เปลี่ยนช่องทางการซื้อที่อยู่อาศัยผ่านทางออนไลน์ โดยในช่วงเกิดโควิด-19 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของผู้พัฒนาอสังหาฯ ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 40% ทำให้กลายเป็นช่องทางหลักของผู้พัฒนาฯ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับขนาดของที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยยอมอยู่ไกลกว่าเดิม เพื่อรองรับกิจวัตรประจำวันที่ต้องใช้เวลาในที่อยู่อาศัยนานขึ้น เช่น การ Work From Home และสุดท้ายผู้บริโภคหวงแหนความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ต้องการใช้พื้นที่ส่วนกลางแบบมีพื้นที่ส่วนตัว เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพและความปลอดภัย

&amp;ldquo;ผู้พัฒนาอสังหาฯ ควรพิจารณาแนวทางต่าง ๆ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อาทิ การนำเทคโนโลยี Virtual Visits มาสนับสนุนการซื้ออสังหาฯ ผ่านทางออนไลน์ โดยสามารถชมโครงการได้อย่างเสมือนจริง ปรับแผนมาพัฒนาบ้านแนวราบมากขึ้น เช่น บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโดมิเนียม ออกแบบคอนโดมิเนียมในบางทำเล ให้มีห้อง One Bed Plus แทน Studio มากขึ้น ตลอดจนการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางใหม่ให้สามารถนั่งแยกกัน และติดตั้งอุปกรณ์ Touchless เพื่อลดโอกาสที่ผู้บริโภคจะสัมผัสกันให้น้อยที่สุด&amp;rdquo;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71525</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, ตลาดอสังหาชะลอตัว, ตลาดอสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200715/image_big_5f0ec546ddc64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2019 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2019 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดอสังหาฯปี62ชะลอตัวภาพรวม1แสนยูนิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.2562 นายประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการที่ปรึกษา บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการศึกษาพฤติกรรมของอุปสงค์ที่อยู่อาศัยรวมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลด้วยข้อมูลย้อนหลังตลอด10 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการขายที่อยู่อาศัย เมื่อเทียบกับปริมาณหน่วยที่ออกขายโดยรวมในตลาดนั้นอยู่ที่ระดับประมาณ 30% ต่อปี และมีลักษณะเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน สรุปได้ว่าภาวะความต้องการที่อยู่อาศัยรวมยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาจจะไม่ร้อนแรงเท่าปี 2561ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีกำลังซื้อจากต่างชาติเข้ามาและส่งผลให้ปีที่ผ่านทำลายสถิติสูงสุดที่ 120,000 หน่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ศูนย์วิจัยศุภาลัยประมาณการว่ายอดขายที่อยู่อาศัยรวมในปี 2562 จะอยู่ที่ 100,000หน่วย โดยมีขั้นต่ำที่ 90,000 หน่วยและสูงสุดที่ 120,000 หน่วย แม้ว่ายอดขายในปีนี้จะลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 120,000 หน่วย แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบยอดขายที่อยู่อาศัยรวมย้อนหลังแล้ว พบว่ายังคงอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ หรือภาวะการขายในตลาดที่ผ่านมาอยู่ในช่วงประมาณ 100,000 หน่วยต่อปีอย่างสม่ำเสมอมาตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้ว่าการลดลงของยอดขายในปี 2562 จะมีการปรับตัวลดลง แต่ในมุมมองของศูนย์วิจัยศุภาลัยมองว่าเป็นการปรับตัวเข้าสู่สภาวะการขายในระดับปกติของตลาด ซึ่งยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและยังอยู่ในภาวะที่ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด&amp;quot; นายประศาสน์ &amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47741</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดอสังหาชะลอตัว, บมจ.ศุภาลัย, ประศาสน์ ตั้งมติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191010/image_big_5d9ea13e25e0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลลิล คาดตลาดอสังหาฯปี 62 ชะลอตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.2562 นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LALIN) เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในครึ่งแรกของปี 2562 ว่า ตลาดโดยรวมสำหรับผู้ซื้อเพื่อการอยู่อาศัยยังมีอัตราการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ชะลอตัว ขณะที่ตลาดผู้ซื้อเพื่อการลงทุนโดยมากจะอยู่ในกลุ่มตลาดคอนโดมิเนียม มีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีปัจจัยจากมาตรการกำกับดูแลสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน &amp;nbsp;2562 ที่ผ่านมา ทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อลงทุนลดลง นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อ เพราะไม่มั่นใจว่าจะขอสินเชื่อได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่าจะยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จากการเร่งระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จ และที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องระมัดระวังการลงทุนใหม่ โดยเน้นตลาดสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่จริงเป็นตลาดหลัก และพยายามรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ไม่ให้สูงเกินไป รวมถึงรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ขณะที่ผู้บริโภคจำเป็นจะต้องวางแผนทางการเงินในการซื้อบ้าน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการขอสินเชื่อกับธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยบวกที่จะมากระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะมาจากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง &amp;nbsp;ขณะที่ซัพพลายคอนโดเข้าสู่ตลาดน้อยลงเพราะมีหลายบริษัทปรับกลยุทธ์ชะลอการเปิดโครงการ ซึ่งจะช่วยให้ตลาดปรับสู่สมดุลมากยิ่งขึ้น และจะช่วยผ่อนคลายให้ราคาที่ดินไม่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา ในส่วนของการเปิดอีอีซีของรัฐบาลใหม่น่าจะผลักดันต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงชดเชยยอดส่งออกและท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เพื่อดึงความเชื่อมั่นในการลงทุน ให้กลับคืนมาโดยเร็ว&amp;rdquo;นายไชยยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย 3,100 ล้านบาท หรือคิดเป็น 58% ของเป้าหมายยอดขายในปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5,300 ล้านบาท เป้าหมายรายได้ 4,650 ล้านบาท เติบโต 15% ส่วนแผนเป้าหมายในการพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้บริษัทตั้งพัฒนา 8-10 โครการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4,000-4,500 ล้านบาท ในกทำเลรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดในหัวเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว และแหล่งงานสำคัญ &amp;nbsp;ปัจจุบับริษัทมีมูลค่ายอดขายรอโอนอยู่ที่ 900 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้เข้ามาในปีนี้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนให้กับรายได้ของบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41359</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดอสังหาชะลอตัว, ลลิล พร็อพเพอร์ตี้, ไชยยันต์ ชาครกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d312cd8038ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
