<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115936</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดฉุดอสังหาขาลง ครึ่งปีแรก 64 ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่หดวูบ 32%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 กันยายน 2564 นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ในปี 2564 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันประเทศไทยยังประสบกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งค่อนข้างรุนแรงมากขึ้นและยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยุติลงเมื่อไร ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยของทั้งประเทศ
ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้สำรวจภาคสนามถึงสภาวะตลาดที่อยู่อาศัย 27 จังหวัดที่สำคัญ โดยพบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของอุปทานที่อยู่อาศัยเข้าใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีจำนวนหน่วยเพียง 29,775 หน่วย ลดลงร้อยละ -32.0 และมีมูลค่า 118,667 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -37.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุปทานที่อยู่อาศัยเข้าใหม่ในกลุ่มโครงการอาคารชุดมีการชะลอตัวลงมากกว่าโครงการบ้านจัดสรร โดยโครงการอาคารชุดเข้าใหม่ในพื้นที่ 27 จังหวัด มีจำนวนประมาณ 8,769 หน่วย รวมมูลค่า 28,918 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -46.0 และ ร้อยละ -53.3 ตามลำดับ ในขณะที่โครงการบ้านจัดสรรเข้าใหม่มีจำนวนหน่วยประมาณ 21,006 หน่วย มูลค่ารวม 89,749 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -23.9 และร้อยละ -29.6 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของอุปทานที่อยู่อาศัยเข้าใหม่เช่นนี้ ส่งผลต่อภาพรวมของอุปทานที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่มีการขายในตลาดพื้นที่ 27 จังหวัด ณ ครึ่งปีแรกปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 328,657 หน่วย มูลค่ารวม 1,446,276 ล้านบาท จำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -5.7 มูลค่าลดลงร้อยละ -6.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ไม่เพิ่มเติมสินค้าใหม่เข้ามาในตลาดมากนัก แต่จะเน้นการระบายสินค้าเดิมที่มีอยู่ออกไป เพื่อสร้างสภาพคล่องในการบริหารจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในภาวะที่ยังมีการระบาดของ COVID-19 ทำให้กำลังซื้อของผู้ที่ต้องการจะซื้อที่อยู่อาศัย และความสนใจในการซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่สอง หรือเพื่อการลงทุนมีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเจนจากยอดขายที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ในภาพรวม ที่พบว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2564 มีจำนวนที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ประมาณ 45,895 หน่วย มูลค่า 195,803 ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ -14.3 และ -14.7 ตามลำดับ โดยเป็นโครงการบ้านจัดสรรขายได้ใหม่ 27,489 หน่วย มูลค่า 124,219 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -22.6 และร้อยละ -20.7 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่โครงการอาคารชุดขายได้ใหม่ 18,406 หน่วย มูลค่า 71,583 ล้านบาท โดยจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 ส่วนมูลค่าลดลงร้อยละ -1.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 สำหรับการที่อาคารชุดขายได้ใหม่มีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะในปี 2563 มีฐานที่ต่ำมาก นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราดูดซับในภาพรวมลดลงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2563 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ยอดขายใหม่จะขายได้น้อยลง แต่ผลจากการที่อุปทานเข้าใหม่ในตลาดน้อยลงนั้น ส่งผลให้จำนวนหน่วยเหลือขายลดลงตามไปด้วย โดย ณ ครึ่งแรกปี 2564 มีที่อยู่อาศัยเหลือขายจำนวน 282,762 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 1,250,473 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -4.1 และร้อยละ -4.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนับได้ว่าเป็นการลดแรงกดดันของภาวะหน่วยเหลือขายในตลาดให้ลดความรุนแรงลง และสะท้อนว่าตลาดมีการปรับสมดุลของอุปสงค์และอุปทานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ส่งสัญญาเตือนตลาดมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115936</URL_LINK>
                <HASHTAG>2564, ครึ่งปีแรก, ตลาดอสังหาริมทรัพย์, ติดลบ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2c7f1d4048.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 16:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สึนามิอสังหา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อก่อนเวลาเราเห็นป้ายโฆษณาขายโครงการติดว่า &amp;ldquo;EIA APPROVED&amp;rdquo; ลูกค้าจะมั่นใจไป 80% แล้วว่าโครงการนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ ณ วันนี้ ลูกค้าอาจจะตอบคุณว่า &amp;ldquo;EIA ผ่านแล้วไง ขนาดสร้างเสร็จแล้วคนเข้าอยู่เต็มตึก ยังโดนถอนใบอนุญาตได้เลย!&amp;rdquo; ผมว่านี่คือ สึนามิลูกใหม่ที่ใหญ่และน่ากลัวที่สุดของวงการอสังฯหาบ้านเรานะครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีข่าวอสังหาฯไหนที่ใหญ่ไปกว่า ข่าวเรื่อง คำพิพากษาศาลปกครองกลาง &amp;ldquo;ให้เพิกถอนใบรับหนังสือแจ้งความประสงค์ก่อสร้างโครงการ Ashton Asoke&amp;rdquo; ที่น่าจะมีรายละเอียดในหลายๆสื่อออกมามากมายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่อยากจะมองภาพต่อไปตอนนี้ คือ &amp;ldquo;จะเกิดอะไรขึ้นในวงการคอนโดและตลาดอสังหาริมทรัพย์บ้านเราจากเหตุการณ์นี้บ้าง&amp;rdquo; เพราะมันกระทบในวงกว้างมากๆ ต่อทั้ง &amp;ldquo;ระบบราชการไทย&amp;rdquo; &amp;ldquo;ระบบสถาบันการเงิน&amp;rdquo; &amp;ldquo;ทัศนคติและการเรียนรู้ของผู้ซื้อ&amp;rdquo; ที่สำคัญที่สุดคือ &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติต่อตลาดอสังหาฯบ้านเรา&amp;rdquo; เพราะขนาดว่าโครงการนี้สร้างเสร็จมาหลายปีแล้ว มีการโอนให้ลูกห้องแล้ว มีคนเข้าอยู่จำนวนมากทั้งไทยและต่างชาติแล้ว เจ้าของโครงการคือ อนันดา ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ซึ่งการทำงานทุกอย่างต้องมีบอร์ดบริหาร บอร์ดประเมินความเสี่ยงอะไรต่างๆมากมามายและยังเป็นโครงการร่วมทุนกับทางญี่ปุ่น ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติของนักธุรกิจญี่ปุ่น คือละเอียดรอบคอบเรื่องกฎหมายมากๆอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่โครงการที่มีมูลค่าเกือบๆ 6,500 ล้านบาทนี้ กำลังกลายเป็นโครงการที่ทำผิดระเบียบราชการหลังจากสร้างเสร็จและลูกบ้านเข้าอยู่มาแล้วหลายปี ซึ่งหากเกิดผลไม่คาดฝันทางคดี ค่าเสียหายต่อเนื่องต่างๆจะมีมูลค่ามหาศาลแบบที่ไม่กล้าประเมินตัวเลขจริงๆมากกว่านี้อีกมาก ถึงแม้ว่าคดียังไม่สิ้นสุด ยังตัดสินอะไรไม่ได้และน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าคดีจะจบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ตอนนี้ผมว่า น่าสนใจเพราะมันจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องมากมาย กับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะลูกบ้าน กับทาง &amp;ldquo;อนันดา&amp;rdquo; ที่กระทบโดยตรง แต่มันใหญ่กว่านั้นตรงที่ มันจะกลายเป็นบรรทัดฐานและส่งผลกระทบไปถึงวงการอสังหาริมทรัพย์บ้านเราทั้งหมด เช่น ลูกบ้าน จะยังจ่ายผ่อนแบงก์ต่อไปไหม ในเมื่อไม่รู้ว่าถ้าผ่อนไปเรื่อยๆ แล้วตอนจบไม่ได้ห้อง จะทำอย่างไร , แล้วธนาคารล่ะ จะทำอย่างไรต่อ ถ้าลูกบ้านหยุดผ่อน ? ซึ่งอันนี้กระทบไปถึง สมาคมธนาคารต้องรีบคุยเรื่องเคสนี้กัน เพราะลูกบ้านมีผ่อนกับหลายธนาคารแน่นอน และมันจะเป็นตัวอย่างไปกรณีอื่นๆต่อด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่ผ่อนต่อ ธนาคารก็คงฟ้อง พอฟ้องก็จะมีคำถามทางจริยธรรมว่าธนาคารผิดหรือลูกบ้านผิด แล้วต่อไปนี้ค่าส่วนกลางของตึก ลูกบ้านจะใจถึงกล้าจ่ายต่อกันอยู่หรือเปล่า ? คนที่ซื้อห้องไว้กำลังจะขายต่อ ตอนนี้เหมือนติดดอยคอยความหวัง เพราะขายไม่ได้ไปอีกหลายปี จะทำอย่างไร ยิ่งถ้ากำลังผ่อนธนาคารเพื่อรอขายต่อ นี่เป็นปัญหาใหญ่มาก ขณะที่ลูกค้าโควต้าชาวต่างชาติที่ซื้อไว้ ผมว่าเสียความมั่นใจ ต่อระบบราชการและกฏหมายไทยไปหมดแล้วจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอนันดาเองก็น่าจะได้รับผลกระทบเรื่องความเชื่อมั่นและเครดิตพอสมควร แม้ว่าสุดท้ายกลับมาแก้ปัญหาได้ แต่ก็ต้องเสียงรังวัด เสียงชื่อเสียงไปนาน ผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่รายย่อย ต้องกังวลกับราคาหุ้นครั้ง รวมถึงโครงการอื่นๆของอนันดาจะได้รับผลกระทบไปด้วยแบบเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้ว ยังมีโครงการอื่นของอนันดาที่ดี ไม่มีปัญหา เป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนและผู้ซื้อ ก็มีอยู่มาก แต่ต้องยอมรับว่าโดนไปด้วยแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลกระทบครั้งใหญ่ที่ผมจั่วหัวไว้ว่าจะเป็น &amp;ldquo;สึนามิ&amp;rdquo; ของวงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะว่าหลังจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อสังหาฯบ้านเราเหนื่อยมาก ตั้งแต่ เจอ LTV , ค่าเงินบาทแข็ง กำลังซื้อจีนหาย , เศรษฐกิจโลกซบเซา จนมาโควิดและการปิดเมือง เคสนี้จะยิ่งทำให้ความมั่นใจของ ผู้ซื้อในตลาดหดหายไปอีก แต่คราวนี้จะไม่ใช่แค่แบรนด์นี้เท่านั้น แต่มันจะลามไปถึงเจ้าอื่น ๆ ด้วย เพราะขนาดสร้างเสร็จ จ่ายแล้ว โอนแล้ว มีโฉนดแล้ว เข้าอยู่แล้ว ยังมีปัญหาได้ คนจะยิ่งกลัวมากขึ้น ทำให้การตัดสินใจซื้อของผู้ซื้อจะยิ่งช้าลง ตอนนี้จะยิ่งกลัว หาข้อมูลเปรียบเทียบมากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เซลส์หรือฝ่ายขายโครงการไปเตรียมศึกษาข้อกฎหมาย และพกใบอนุญาตก่อสร้างเอกสาร EIA และ เอกสารยืนยันจากหน่วยงานต่างๆ ติดตัวไว้ได้เลย ต่อไปลูกค่าจะไม่ถามแต่สเปคประตู แต่จะถามไปถึงเขตที่ดิน ความยาวถนน และรายละเอียดทางกฎหมายอีกเยอะเลย ส่วนการขอ EIA ที่เป็นขั้นตอนปราบเซียนอยู่แล้ว ขนาดเมื่อก่อนยังอนุมัติช้า สั่งแก้ไขจนบางรายท้อจนเลิกไปก่อนขายก็มี ต่อไปจะหนักหนายากกว่าเดิมอีก เพราะ &amp;ldquo;แขยง&amp;rdquo; การจะผ่านเรื่องให้ การเซ็นอนุมัติเอกสารราชการต่างๆ จะล่าช้าขึ้นอีกหรือไม่ ในเมื่อผู้รับผิดชอบน่าจะกังวลกันมากขึ้นว่าเกิดคำพิพากษามีผลย้อนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากถ้าเกิดเหตุการณ์การสืบคดีในชั้นศาล มีการลากโครงการต่างๆมาเป็นข้อเปรียบเทียบว่า มีลักษณะคล้ายๆกันกับที่ศาลปกครองใช้เป็นเกณฑ์การพิจารณาตัดสิน ทำไม่โครงการนั้นผิด โครงการนี้ไม่ผิด อันนี้จะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นกันทั้งบางอีกรอบหนึ่ง ไม่อยากนึกเลยจริงๆ แล้วตอนจบถ้าบทสรุปว่าข้าราชการเป็นฝ่ายผิดจริงๆ ถามว่าความเสียหายทั้งหมดน่าจะเฉียดๆหมื่นล้าน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนราชการ ซึ่งเงินทุกบาทมาจากภาษีประชาชนตาดำๆ คนทำกินอย่างพวกเราทั้งนั้น ตอนนี้ทางอนันดากำลังรีบตั้งทีมกฎหมายเพื่อขออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วันอยู่ คงต้องรอจับตาแรงกระเพื่อมในครั้งนี้ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไรกับกรณีที่น่าจะถือว่าเป็น &amp;ldquo;กรณีแห่งชาติ&amp;rdquo; ของวงการอสังหาฯในรอบหลายสิบปีที่ทุกคนต้องจับตามอง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย โอภาส ถิรปัญญาเลิศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112512</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับชีพจรอสังหาฯ, ตลาดอสังหาริมทรัพย์, โอภาส ถิรปัญญาเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e4fab36d76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหาฯไตรมาส 3 &#039;ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.64- เผลอแป๊บเดียวก็ก้าวผ่านครึ่งปี 2564 มาแบบมึนๆ ว่าเวลามันผ่านไปเร็วมากแต่สถานการณ์ต่างๆ กลับยังไม่ดีขึ้นเลย โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายนทางรัฐบาลเพิ่งจะมีคำสั่งสะท้านวงการอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไป นั่นคือการสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง ห้ามการเคลื่อนย้ายคนงานรวมทั้งปิดไซท์งานก่อสร้าง ไม่ให้ดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าวเลยเป็นเวลา 30 วัน&amp;nbsp; ถึงแม้ว่าเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมาจะมีประกาศอีกฉบับผ่อนปรนในบางข้อ และให้มีผลย้อนหลังกลับไป 28 มิถุนายน แต่มันได้ก่อผลกระทบมหาศาลไปทั้งวงการแล้ว รวมทั้งทางออกที่ภาคเอกชน ทั้ง ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้พัฒนาโครงการต่างๆ รวมไปถึงแรงงานต่างๆที่ได้รับผลกระทบจะออกมาเสนอแนะ สอบถามการเยียวยาจากภาครัฐ ทั้งสามสมาคมอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้าง ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนแต่อย่างใด ยังคงต้องช่วยตัวเองกันไปก่อน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัดกลับมาวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2564 ซึ่ง ศบค. ก็มีดาบสองในการมีคำสั่งควบคุมจำกัดการเดินทางที่ภาษาชาวบ้านเรียก &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; ถึงแม้ว่าทางราชการจะไม่ใช้คำนี้ก็ตาม ซึ่งมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปิดห้าง ให้เปิดขายได้บางแผนก, ปิดกิจการบางกิจการ, ขอให้ทำงานที่บ้าน , ขอความร่วมมืองดเดินทางช่วงกลางคืน ห้ามรวมกลุ่มทำกิจกรรมเกิน 5 คน เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่าถึงจะไม่เรียกล็อกดาวน์ แต่บรรยายกาศการใช้ชีวิตของประชาชนมันจะถูกดึงเข้าไปสู่โหมดซึมลงแบบล็อกดาวน์อยู่แล้ว&amp;nbsp; ทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน การตัดสินใจในการใช้จ่ายที่ต้องปรับเปลี่ยนไป หลายคนสูญเสียงาน สูญเสียรายได้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว หลายกิจการจำเป็นต้องหยุดชั่วคราว หรือแม้กระทั่งเลิกกิจการไปเลยก็มี หลายคนเป็นหนี้เป็นสินที่กู้มาเพื่อประคองกิจการและเลี้ยงดูครอบครัว และหลายคนกำลังจะหมดหวัง ! &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อมจะเสียสละเพื่อลดความรุนแรงของโรคระบาดที่ทั้งโลกต้องเผชิญแบบไม่ได้มีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน&amp;nbsp; แต่การเสียสละนั้นมันควรต้องมีจุดที่ทำให้เกิดความหวังว่าเสียสละแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ที่ผ่านมาปีกว่าๆแล้วพวกเราอาจจะยังไม่เคยเห็นกันเลยจนถึงวันนี้ แน่นอนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าที่อยู่อาศัยจะเป็นปัจจัย 4 ที่ทุกคนต้องใช้ในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเช่า หรือจะซื้อก็ตาม ตั้งแต่ช่วงโควิดเริ่มส่งผลกระทบแรกๆ ภาคอสังหาฯบางส่วนก็เริ่มได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ชาวต่างชาติที่เคยทำงานในกรุงเทพและเช่าคอนโดดีๆ แพงๆอยู่ หายไปอย่างน่าใจหาย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครจะเชื่อว่าค่าเช่าคอนโดบางตึกกลางเมืองจะลดลงไปให้เห็นถึง 50% คอนโดที่คนไทยเช่าเพื่อทำงานก็เริ่มมีคนค้างค่าเช่า ขอย้ายออก ขอลดค่าเช่า หรือแม้กระทั่งหนีไปเลยก็มี เพราะสภาพการจ้างงานที่โดนทั้ง ลดเงินเดือน ลดงานหรือโดนเลิกจ้าง แม้กระทั่งหอพัก อพาร์ทเมนท์ คอนโดใกล้มหาวิทยาลัยที่เคยเป็นตลาดนักศึกษาที่ดีมากๆ ก็ว่างมากขึ้น จากทั้งการเรียนออนไลน์ที่ไม่ต้องไปอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยก็ได้ และจากการที่ต้องพักการเรียนไป เพราะผู้ปกครองประสบปัญหาด้านการเงินจนส่งไม่ไหว เกิดขึ้นเยอะมากๆแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาในรอบ 10 กว่าปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารไม่ต้องพูดถึง เพราะน่าจะหนักหนาสาหัสที่สุดแล้ว ไตรมาส 3 นี้ หลายๆคนเคยตั้งความหวังว่า สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น และจะทำให้ทั้งวงการอสังหาฯ วงการท่องเที่ยวค่อยๆ &amp;ldquo;เริ่ม&amp;rdquo; จะขยับตัวจนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในไตรมาส 4 ที่คิดว่าจะสามารถเริ่มรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาได้ และตลาดจ้างงานเริ่มปกติจนทำให้การซื้อขายอสังหาฯกลับมาคึกคักขึ้นบ้าง แต่ถึงตอนนี้คงต้องยอมรับว่าความหวังของไตรมาสนี้น่าจะจบลงไปแล้ว เพราะเท่าที่เห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อ &amp;ldquo;แค่ที่เปิดเผย&amp;rdquo; ก็ทำนิวไฮขึ้นตลอด ยังไม่ต้องคิดถึงตัวเลขจริงให้ทุกข์ใจไปกว่านี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลกระทบของประกาศล็อคดาวน์รอบใหม่ของ ศบค. รอบนี้ แน่นอนว่ากระทบกับบรรยากาศการอยากลงทุน หรือการอยากซื้อบ้าน คอนโดไปเยอะมากๆ จะเห็นตัวเลขคน Walk in เข้าชมโครงการกราฟตกหัวทิ่มอย่างมีนัยสำคัญไปอีก 1 เดือนเป็นอย่างน้อย&amp;nbsp; เมื่อตัวเลข Walk in น้อย&amp;nbsp; ยอดขายก็น้อยด้วย&amp;nbsp; ตัวเลขรับรู้รายได้จากการโอนในไตรมาส 3 นี้ของทุกผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็จะผิดเป้าไปมาก เพราะการโดนสั่งปิดแคมป์ ปิดไซท์งานที่แม้ว่าจะผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์ ภาครัฐก็ยังไม่มีมาตรการดำเนินการแก้ปัญหาเชิงรุกอย่างบูรณาการเลย ทั้งเรื่องการตรวจคัดกรองคนงาน การฉีดวัคซีนคนงาน การเยียวยาด้านแรงงาน 50% ที่บอกว่าจะจ่ายทุก 5 วัน การดูแลจัดการเรื่องอาหาร 3 มื้อทุกวันของคนงานทุกคน ที่ตอนนี้ตกเป็นภาระของผู้รับเหมาก่อสร้างแบบ 100%!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังไม่คิดรวมไปถึงมาตรการเยียวยาด้านต้นทุนการเงิน ดอกเบี้ย มาตรการด้านภาษีจดจำนอง และค่าใช้จ่ายการโอนต่างๆที่จะหมดในสิ้นปีนี้ ซึ่งมีผลกับผลประกอบการและการหมุนเงินทั้งตลาดจำนวนมหาศาล&amp;nbsp; ที่สำคัญคือทั้งมาตรการปิดแคมป์ ปิดไซท์เมื่อครบ 30 วันแล้ว จะถูกขยายต่อไปอีกหรือไม่ ?&amp;nbsp; และมาตรการล็อคดาวน์ 14 วัน หากจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงก็จะเป็นข่าวดีของชาวไทยทั้งประเทศ&amp;nbsp; แต่ถ้าไม่ลดลงล่ะ ?&amp;nbsp; เราต้องเจออะไรกันต่อ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มเห็นการขยับตัวกลับมาลุยขายออนไลน์ของผู้ประกอบการอสังหาฯอีกครั้ง&amp;nbsp; ทั้งอัดแคมเปญลด แลก แจก แถมออนไลน์ หรือการชักชวนให้เข้าชมโครงการ&amp;nbsp; เข้าชมห้องตัวอย่างออนไลน์ แบบ Virtual Tour ที่ทีการพัฒนาไปมากจนสามารถเข้าชมและพูดคุยกับพนักงานแบบ Real Time แล้วเหมือนที่ทาง Prop2morrow ให้บริการอยู่ ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องการเข้าชมของลูกค้าได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่าไม่มีลูกค้าเข้าชมเลย และทำให้ได้เปรียบคู่แข่งในโครงการที่ทำเลใกล้ๆกัน แต่ไม่มีบริการให้ดูแบบ Real Time Virtual Tour แต่การปิดการขายแบบได้ดูของจริง สถานที่จริง ก็ยังมีเสน่ห์กว่าอยู่ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ความหวังของคนทั้งประเทศยังคงหวังว่า &amp;ldquo;เจ็บแล้วต้องจบ&amp;rdquo; ให้ได้จริงๆสักที เพราะความเสียหายมันไม่ได้มีผลแค่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนมันมีผลมากกว่านั้นมากมายจริงๆ&amp;nbsp; เชื่อผมเถอะว่าไม่มีใครอยากเห็นว่าบ้าน คอนโดขายดี ในขณะที่ยังมีคนไปนอนตากฝนข้ามคืนเพื่อรอตรวจเชื้อโควิดหรอก ...มันทำใจไม่ได้จริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-โอภาส ถิรปัญญาเลิศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109448</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดอสังหาริมทรัพย์, ปิดแคมป์ก่อสร้าง, โอภาส ถิรปัญญาเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ebf03163987.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 14:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SENA อ่วม! ปิดแคมป์กระทบหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย. 64 -นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ SENA เปิดเผยว่า การปิดแคมป์คนงานก่อสร้างเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ส่งผลกระทบต่อบริษัททันที &amp;nbsp;เพราะบริษัทดำเนินธุรกิจขายบ้านเป็นหลัก เมื่อหยุดการก่อสร้างทำให้ไม่มีบ้านขาย แม้จะมีสต็อกในมือแต่ก็มีปริมาณไม่มาก ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่ใช่การก่อสร้าง เช่น พนักงานที่ปฏิบัติงานในออฟฟิศ ยังต้องจ่ายเงินเดือน ดอกเบี้ยสิ่งเหล่านี้เป็นรายจ่ายทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ไม่มีรายได้แต่รายจ่ายเพิ่มมาขึ้น โดยส่วนตัวไม่ได้ค้านกับนโยบายของรัฐบาล แต่รู้สึกเห็นใจผู้รับเหมารายย่อยเนื่องจากมองว่าไม่ได้มีมาตรการมารองรับ การปิดแคมป์คนงานเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ขณะเดียวกันรัฐต้องมีมาตรการที่จะมารองรับผลกระทบที่ตามมา&amp;quot; นางสาวเกษรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในส่วนของภาคอสังหาฯ จากที่ผ่านมาหากเกิดวิกฤติขึ้น จะเห็นว่ารัฐบาลทุกชุดมักจะช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเป็นกลุ่มใหญ่ เมื่อสังเกตจากการออกมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีการกระตุ้นภาคอสังหาฯ เพราะวงล้อของอสังหาฯใหญ่จะกระทบคนจำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การระบาดของวิด-19ระลอกที่3 บริษัทได้รับผลกระทบหนักสุด เหมือนโดนค้อนทุบหัว จะเห็นได้จากการเกิดวิกฤติโควิดแต่ละครั้ง จะมีการล็อกดาวน์เกิดขึ้น ธุรกิจต่างๆ เช่น โรงแรม ไม่ได้กระทบการผลิต แต่กระทบจากฝั่งคนซื้อซึ่งไม่มีคนซื้อ ส่วนร้านอาหารกระทบฝั่งคนซื้อ แต่ไม่ได้กระทบฝั่งผลิตร้านอาหารจึงปรับตัว โดยการส่งสินค้าแบบเดิลิเวอรี่ ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้จะไม่ได้ห้ามให้คนซื้อบ้านและโอนบ้าน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือบริษัทไม่สามารถสร้างบ้านให้คนซื้อได้ ยอมรับว่าขณะนี้ได้รับผลกระทบทุกโครงการที่ก่อสร้างที่ใกล้จะแล้วเสร็จและโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับผลกระทบในรูปแบบไหน เช่น การโอน ทำให้โอนช้า เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108030</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดอสังหาริมทรัพย์, บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ SENA, ปิดแคมป์ก่อสร้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dac226efe38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SENAปั้นเรือธง &#039;เสนาคิทท์&#039;ลุยคอนโดต่ำล้านเจาะทำเลใกล้แหล่งงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย. 64 - นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2564 ว่า ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายตามต้นปีที่ได้ประกาศไว้ ภายใต้มาตรการ &amp;ldquo;SENA Strong&amp;rdquo;&amp;nbsp; ล่าสุดปรับแผนการเปิดโครงการใหม่ จาก 17 โครงการ รวมมูลค่า 15,700&amp;nbsp; ล้านบาท เป็น 18 โครงการ รวมมูลค่า 16,764 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายเดิมไว้ที่ 11,100 ล้านบาท และเป้ารายได้ที่ 10,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแบรนด์เสนาคิทท์เป็นหนึ่งในแบรนด์ของเสนาที่ขับเคลื่อนแผนธุรกิจในนี้ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของคนที่มีรายได้จำกัด และต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ในราคาที่สามารถจับต้องได้ง่าย มาพร้อมแนวคิดของแบรนด์ &amp;ldquo;เสนาคิทท์ คอนโดของคนช่างคิด&amp;rdquo; นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันจากการศึกษาคอนซูมเมอร์อินไซด์ของลูกค้าเสนาคิทท์ จะเห็นได้ว่าคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้านั้น ต้องเป็นคอนโดที่อยู่บนทำเลใกล้แหล่งงาน เพื่อความสะดวกสบาย และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ รวมถึงระดับราคาต้องไม่แพงสามารถจับต้องได้ แต่ได้ของที่คุ้มค่า ส่วนที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัย 4 มีคนจำนวนมากที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ฐานรายได้เอื้อมไม่ถึงระดับราคาทาวน์เฮาส์ในทำเลนั้นๆ ทำให้คอนโดฯ ระดับราคาต่ำล้าน จึงเข้ามาตอบโจทย์ให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องความคิดละเอียดและใส่ใจอย่างต่อเนื่อง โดยการนำอินไซต์ลูกค้ามาปรับใช้ในการพัฒนาสินค้าและการบริการในปีนี้ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด โดยเน้นเจาะทำเลรอบนอกเมือง ใกล้แหล่งงาน เน้นขนาดโครงการไม่ใหญ่มาก ฟังก์ชั่นภายในออกแบบกั้นห้องเป็นสัดส่วน ให้พื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวกครบและคุ้ม เพียบพร้อมเหมาะกับการอยู่อาศัย เรียกได้ว่า เสนาคิทท์ ให้ความครบและคุ้ม ดีกว่าที่คิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเกษรา กล่าวว่า ปัจจุบันมีโครงการแบรนด์เสนาคิทท์อยู่ระหว่างการเปิดขายและเตรียมเปิดตามแผนธุรกิจใหม่รวมทั้งสิ้น 12 โครงการ รวมมูลค่า 5,010 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการเปิดขาย 4 โครงการ รวมมูลค่า 1,306 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.เสนาคิทท์ เพชรเกษม &amp;ndash; พุทธมณฑล สาย 7 2. เสนาคิทท์ เอ็มอาร์ที &amp;ndash; บางแค 3.เดอะ คิทท์ รังสิต &amp;ndash; ติวานนท์ และ 4. เดอะ คิทท์ พลหโยธิน - คูคต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการเปิดใหม่ในปี 2564 อีก 8 โครงการ รวมมูลค่า 3,704 ล้านบาท โดยเปิดไปแล้วช่วงไตรมาส 1/64 จำนวน 1 โครงการคือ เสนาคิทท์ เวสต์เกต &amp;ndash; บางบัวทอง&amp;nbsp; ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 50% ส่วนอีก 7 โครงการ มีแผนจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3/64 และไตรมาส 4/64 ตามลำดับ ประกอบด้วย 1. เสนาคิทท์ ฉลองกรุง &amp;ndash; ลาดกระบัง 2.เสนาคิทท์ บางปู 3.เสนาคิทท์ บีทีเอส สะพานใหม่ 4.เสนาคิทท์ รังสิต &amp;ndash; คลอง 4 5.เสนาคิทท์ เอ็มอาร์ที &amp;ndash; บางแค (เฟส 2) 6.เสนาคิทท์ ศรีนครินทร์ - ศรีด่าน และ 7.เสนาคิทท์ ธรรมศาสตร์ &amp;ndash; คลอง 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดอสังหาฯ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของการแพร่ระบาดของโควิด &amp;ndash; 19 นับเป็นวิกฤตที่สร้างความท้าทาย และเป็นโจทย์ยากที่จะกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เร็วและให้ทันในทุกด้าน พร้อมกับมองหากลยุทธ์และตลาดใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ โดยที่เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การประคองตัวให้รอดในยุคนี้ แต่ยังต้องสร้างการเติบโตครั้งใหม่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในปัจจุบันด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106596</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโดนิเนียม, ตลาดอสังหาริมทรัพย์, บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ SENA</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9cce302238.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 13:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอเชี่ยนฯจับสัญญาณอสังหาฯขอนแก่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 64 - นายณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด &amp;nbsp;เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ในรอบที่ 3 ส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง รวมถึงการตัดสินใจที่ช้าลง เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม แต่หากสามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ตามเป้าหมายภายในไตรมาส 3-4 ประมาณ 70% คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จังหวัดขอนแก่นมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นและน่าจะเร็วกว่าที่คาดการณ์จากหลายปัจจัย ได้แก่ ความพร้อมของผู้ประกอบการจากการได้เรียนรู้และปรับตัวมาก่อนหน้า ทำให้ส่วนใหญ่รับมือได้ค่อนข้างดีกับการระบาดระลอกใหม่ด้วยการเร่งพัฒนาแคมเปญใหม่ๆ ออกมากระตุ้นกำลังซื้อ และอีกปัจจัยสำคัญมาจากยอดผู้ติดเชื้อที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนจนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้เกิดการสร้างมาตรฐานในการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่อย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 บริษัทฯพบว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จากการที่ลูกค้าสอบถามรายละเอียดโครงการ รวมถึงยอดติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมโครงการที่ยังมีอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้ผู้บริโภคมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของการใช้ชีวิต แม้ช่วงนี้จะยังเป็นช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 อยู่ก็ตาม แต่ก็ยังมีลูกค้าบางกลุ่มที่มีกำลังซื้อและอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งการซื้อบ้านในช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นโอกาสทองของลูกค้าก็ว่าได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายณพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มด้านบวกที่พบตลาดอสังหาฯ จังหวัดขอนแก่นในช่วงที่ผ่านมา ยังคงมียอดขายเข้ามาจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่จริงหรือเรียลดีมานด์ สะท้อนถึงคนที่กำลังต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังที่มีอยู่ แม้ในภาวะสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ตาม เห็นได้จากยอดขายที่มีเข้ามาแล้วเกือบ 50% ของโครงการ โอเชี่ยน แกรนด์ เรสซิเดนซ์ มิตรภาพ-ขอนแก่น เป็นคอนโดมิเนียม 8 ชั้น จำนวน 236 ยูนิต ตั้งอยู่ทำเลศักยภาพใจกลางเมืองขอนแก่น ติดถนนมิตรภาพ ในราคาเริ่มต้น 1.33 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดอสังหาฯ ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว และกำลังรอจังหวะในการฟื้นตัว โดยมีตัวแปรสำคัญคือ การควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ได้ และการระดมฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่โดยเร็วที่สุด&amp;nbsp; เพื่อให้สามารถมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นปกติโดยเร็ว และเศรษฐกิจในภาพรวมสร้างความมั่นใจให้ทั้งคนไทยและคนต่างชาติให้กล้าเดินทางและซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย รวมถึงมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อผ่านมาตรการต่าง ๆ มีส่วนผลักดันให้ภาพรวมเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้นทั้งในระยะกลางและระยะยาว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105910</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;ขอนแก่น&#039;, ตลาดอสังหาริมทรัพย์, โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c1b12e8911a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2020 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงไทยคาดตลาดที่อยู่อาศัยกทม.หดตัวหนัก 27%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค. 2563 ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย ประเมินมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปีนี้มีแนวโน้มหดตัว 27% เหลือเพียง 4.2 แสนล้านบาท จากโควิด-19 คาดมียูนิตเปิดใหม่เพียง 72,000 ยูนิต ลดลงเกือบ 40% โดยต้องใช้เวลา 4-5 ปี ที่ตลาดที่อยู่อาศัยจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เผยเกิด New Normal ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ซื้อที่อยู่อาศัยผ่านช่องทางออนไลน์ ต้องการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ขึ้นรองรับการทำงานที่บ้านแทนการเลือกทำเล พื้นที่ส่วนกลางต้องมีพื้นที่ส่วนตัว เพื่อความปลอดภัย แนะนำเทคโนโลยี Virtual Visits และติดตั้งอุปกรณ์ Touchless ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภค

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในปีนี้ ถูกบั่นทอนอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผู้บริโภคไทยได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหดตัวอย่างรุนแรง (Deep Recession) ถึง 8.8% ส่วนผู้บริโภคต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนได้รับผลกระทบจากมาตรการ Lockdown ทำให้ไม่สามารถซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในไทยได้ ส่งผลให้ยอดจองเปิดใหม่ (Pre-sale) ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจาก 20% ในไตรมาสที่ 4/2562 มาอยู่ที่ 15% ในไตรมาสที่ 1/2563 และมีโอกาสลดต่ำลงเหลือ 12% ในไตรมาสที่ 2/2563 โดยประเมินว่าตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปีนี้ มูลค่าลดลง 27% จาก 5.7 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา เหลือ 4.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์บ้านจัดสรร 2.4 แสนล้านบาท ติดลบ 24% คอนโดมิเนียม 1.8 แสนล้านบาท ติดลบ 30% ส่งผลให้สต็อกเหลือขายในภาพรวม มีโอกาสขยายตัว 5% ขึ้นไปแตะ 185,000 ยูนิต แม้ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะปรับลดการเปิดโครงการใหม่ลงเกือบ 40% จากปีที่ผ่านมาก็ตาม

&amp;ldquo;โควิด-19 ทำให้ความตั้งใจซื้อที่อยู่อาศัยหายไปราว 1 ใน 3 โดย 80% ของผู้บริโภคเลื่อนการซื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิต และการลงทุนในอสังหาฯขณะนี้ให้ผลตอบแทนไม่ดีนัก ซึ่งทางออกของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฯที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือการเลื่อนการก่อสร้างออกไป รอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และคาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปี ถึงจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19&amp;rdquo;

นายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยลดลง ยังพบ 3 พฤติกรรมหลักๆของผู้บริโภคบางกลุ่มอาจเปลี่ยนไปอย่างถาวร (New Normal) ได้แก่ เปลี่ยนช่องทางการซื้อที่อยู่อาศัยผ่านทางออนไลน์ โดยในช่วงเกิดโควิด-19 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของผู้พัฒนาอสังหาฯ ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 40% ทำให้กลายเป็นช่องทางหลักของผู้พัฒนาฯ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับขนาดของที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยยอมอยู่ไกลกว่าเดิม เพื่อรองรับกิจวัตรประจำวันที่ต้องใช้เวลาในที่อยู่อาศัยนานขึ้น เช่น การ Work From Home และสุดท้ายผู้บริโภคหวงแหนความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ต้องการใช้พื้นที่ส่วนกลางแบบมีพื้นที่ส่วนตัว เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพและความปลอดภัย

&amp;ldquo;ผู้พัฒนาอสังหาฯ ควรพิจารณาแนวทางต่าง ๆ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อาทิ การนำเทคโนโลยี Virtual Visits มาสนับสนุนการซื้ออสังหาฯ ผ่านทางออนไลน์ โดยสามารถชมโครงการได้อย่างเสมือนจริง ปรับแผนมาพัฒนาบ้านแนวราบมากขึ้น เช่น บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโดมิเนียม ออกแบบคอนโดมิเนียมในบางทำเล ให้มีห้อง One Bed Plus แทน Studio มากขึ้น ตลอดจนการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางใหม่ให้สามารถนั่งแยกกัน และติดตั้งอุปกรณ์ Touchless เพื่อลดโอกาสที่ผู้บริโภคจะสัมผัสกันให้น้อยที่สุด&amp;rdquo;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71525</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, ตลาดอสังหาชะลอตัว, ตลาดอสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200715/image_big_5f0ec546ddc64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
