<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27754</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2019 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2019 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอบุกญี่ปุ่น ชวนมาลงทุนเปิดตลาดเครื่องมือแพทย์ในอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 30 ม.ค.-2 ก.พ. 2562 บีโอไอจะจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูลรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ อาทิ สำนักงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ โดยนับเป็นการจัดโรดโชว์การลงทุนในต่างประเทศครั้งแรกของ บีโอไอในปี 2562 &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จะเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมใน 3 จังหวัดสำคัญของเขตคันไซ ได้แก่ โอซากา วากายามา และเกียวโต โดยปัจจุบันคันไซเป็นศูนย์กลางทางการค้าและอุตสาหกรรมที่สำคัญ มีบริษัทขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งด้านไบโอเทคโนโลยี ยา อุปกรณ์การแพทย์ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน เช่น ลิเธียมไอออน เซลล์เชื้อเพลิง เซลล์แสงอาทิตย์ เป็นต้น รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการวิจัยและพัฒนาของเขตคันไซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาสนี้บีโอไอ จะจัดสัมมนาหัวข้อ &amp;ldquo;Thailand: Advancing ASEAN-Japan Partnership&amp;rdquo; ในวันที่ 31 ม.ค. 2562 ณ นครโอซากา เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ประกอบการของโอซากา และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงานสัมมนากว่า 500 คน โดยรองนายกรัฐมนตรี จะกล่าวปาฐกถาพิเศษเพื่อตอกย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคในทุกมิติทั้งการค้าและการลงทุน การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ที่มีมาอย่างยาวนาน และการบรรยายพิเศษ โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในงานสัมมนายังมีเวทีเสวนาของบีโอไอ และ สกพอ. เพื่อย้ำให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นเห็นถึงโอกาสในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะปี 2562 รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน โดยให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากสิทธิประโยชน์พื้นฐานสำหรับการลงทุนภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดวงใจ กล่าวว่า ภายหลังการสัมมนา รองนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางไปร่วมกิจกรรมพบหารือกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของทั้ง 3 จังหวัด อาทิ สมาชิกหอการค้าโอซากา และสมาพันธ์เศรษฐกิจคันไซ การพบหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดวากายามะและจังหวัดเกียวโต เยี่ยมชมโครงการแปรรูปเกษตรผ่านการใช้ระบบไอซีที และแหล่งผลิต &amp;ldquo;เครื่องเขิน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาชุมชนที่ประสบความสำเร็จของจังหวัดวากายามะ โดยที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมได้เคยหารือเพื่อสร้างความร่วมมือด้านการตลาดระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดวากายามะแล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมหารือแบบรายบริษัท กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในพื้นที่จังหวัดเกียวโต ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเครื่องจักรและการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในการผ่าตัด และทันตกรรมที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างตัดสินใจขยายธุรกิจ ในอาเซียน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและการพบหารือกับผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์รายสำคัญ ซึ่งประสบปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป้าหมายหลักของการจัดโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น นอกจากการจัดสัมมนาสร้างความมั่นใจในนโยบายส่งเสริมการลงทุนและศักยภาพของประเทศแล้ว รัฐบาลยังมุ่งสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ในระดับท้องถิ่นไปพร้อมกันด้วย เพราะในแต่ละจังหวัดจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทเอสเอ็มอี รวมถึงสตาร์ทอัพ ที่มีศักยภาพสูงแตกต่างกัน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่ต้องการให้เข้ามาลงทุน โดยผลจากการจัดโรดโชว์ครั้งนี้ มั่นใจว่าจะช่วยขยายความร่วมมือทางด้านการลงทุน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันร่วมกันต่อไป&amp;rdquo; นางสาวดวงใจ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27754</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวนลงทุน, ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, ตลาดเครื่องมือแพทย์, บีโอไอ, ประเทศญี่ปุ่น, อีอีซี, โรดโชว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1f1c285083.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “โกมล แรงกล้า”  หัวหอกแห่ง&#039;อัลคอน แลบอราทอรีส์&#039; ชูแนวทางบริหาร วางเป้าหมายและสร้างแรงจูงใจ นำพาบริษัทก้าวหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุยนอกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายธุรกิจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเข้าถึงความรู้สามารถทำได้ง่ายขึ้น เมื่อมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือคอยนำพา ผ่านเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส รวมถึงบริษัทในธุรกิจยาก็ต้องผลิตและพัฒนาสินค้าให้ตรงกับคนไข้ที่มีความรู้มากขึ้นด้วยเช่นกัน &amp;ldquo;โกมล แรงกล้า&amp;rdquo; ผู้จัดการหน่วยธุรกิจแผนก วิชั่น แคร์ บริษัท อัลคอน แลบอราทอรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดยาและร้านขายยามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ในช่วงที่ผ่านมาคนไข้บางรายยังเลือกหายาด้วยตนเองผ่านร้านขายยา เป็นทางเลือกที่มองว่าสะดวก เพราะมีทำเลใกล้บ้าน จากประสบการณ์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมยามาประมาณ 18 ปี ส่วนตัวเห็นว่าปัจจุบันผู้ผลิตหลายบริษัทพยายามผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรคในสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนในอดีต จึงต้องพัฒนายามาให้ตอบโจทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการทำธุรกิจอัลคอน แลบอราทอรีส์ (ประเทศไทย) ผู้บริหารหนุ่มเริ่มเล่าว่า จะโฟกัสในตลาดที่มีโอกาส นับจากนี้คงให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์กลุ่มคอนแทคเลนส์ ทั้งในส่วนของคอนแทคเลนส์รายวัน และคอนแทคเลนส์เปลี่ยนสี หลังจากเริ่มทำตลาดในไทยมาสัก 6 ปีก่อน และเริ่มทำตลาดจริงจังประมาณ 3 ปีก่อน พบว่ามีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง อย่างในปี 2559 เติบโต 14% ส่วนในปี 2560 แผนกกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตาเติบโต 5-6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันบริษัทมีรายได้มาจากธุรกิจเครื่องมือแพทย์ 55% กลุ่มธุรกิจคอนแทคเลนส์และน้ำยาล้างตา 20% ส่วนกลุ่มธุรกิจยาประมาณ 25% โดยหลังจากบริษัทเข้ามาโฟกัสธุรกิจคอนแทคเลนส์แล้ว ก็เชื่อว่าจะทำให้สัดส่วนปรับขึ้นมาเป็น 25% ภายใน 5 ปี พร้อมกับเตรียมทำตลาดน้ำตาเทียมในปีหน้า 2562 มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมูลค่าตลาดน้ำตาเทียมมีมากถึง 2,000 ล้านบาท และพบว่ามีอัตราการเติบโต 11% เน้นการสื่อสารไปยังผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก จากงบตลาดทั้งหมดแบ่งการลงทุนช่องทางดังกล่าว 70-80%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากถามผมว่าทำไมอยากจะบุกตลาดคอนแทคเลนส์รายวัน นอกจากตัวเลขทางภาพรวมของตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง คงเป็นเรื่องของราคาที่ถูกลง 20-30% แม้ว่าจะยังสูงกว่าแบบรายเดือนอยู่ก็ตาม โดยค่าใช้จ่ายสำหรับคอนแทคเลนส์รายเดือนจะอยู๋ที่ 200-300 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่แบบรายวันจะอยู่ที่ 1,000-1,200 บาทต่อคนต่อเดือน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลาดรวมคอนแทคเลนส์ 1,900 ล้านบาท เติบโตปีละ 5% แบ่งเป็นแบบรายเดือน 63% และอีก 37% เป็นแบบรายวัน หากย้อนกลับไปสัก 4-5 ปีก่อนนับว่ามีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น เพราะก่อนหน้าคอนแทคเลนส์รายเดือนเคยเป็นที่นิยมและมีสัดส่วนมากถึง 80% สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มความต้องการใช้สินค้าแบบรายวันเพิ่มขึ้น หรือมีอัตราการเติบโต 8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในกลยุทธ์ที่จะขับเคลื่อนให้ธุรกิจเป็นตามเป้าหมาย จะเป็นการออกสินค้าใหม่ ผ่านนวัตกรรม ซึ่งทำให้แข่งขันในตลาดได้อย่างแตกต่างและมีประสิทธิภาพมากว่าเรื่องของราคา โดยล่าสุดยังขยายฐานผู้บริโภคด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Dailies Aqua Comfort Plus จับกลุ่มในเจนเนอเรชั่น Z ที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี จากเดิมฐานลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โกมล ยังกล่าวปิดท้ายอีกว่า ผมพยายามวางเป้าหมายในการทำงานของตัวเองทุกปี จากนั้นจะมาวางแผนว่าต้องใช้กลยุทธ์ไหนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้รู้สึกเหมือนว่ามีแรงจูงในใจการทำงาน ก็จะชนะอุปสรรค ส่วนตัวผมค่อนข้างจะประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้ แม้ว่าบางครั้งเรื่องยอดขายอาจจะไม่ได้โตตามที่หวัง แต่เราประสบความสำเร็จทางด้านทีมงาน สามารถสร้างทีมงานที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16580</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนแทคเลนส์, คุยนอกรอบ, ตลาดเครื่องมือแพทย์, อัลคอน แลบอราทอรีส์, โกมล แรงกล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180901/image_big_5b89e6df3228a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2018 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2018 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทรนด์สุขภาพดันตลาดเครื่องมือแพทย์ทะลุ 1.1 หมื่นล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทรนด์สุขภาพดันตลาดเครื่องมือแพทย์ทะลุ 1.1 หมื่นล้านบาท &amp;ldquo;สมาพันธ์เฮลธ์&amp;rdquo; ชี้โตพุ่ง 12% นับว่าสูงที่สุด ชูนวัตกรรมไอโอที เปิดตัวเครื่องวัดความดันโลหิตอัจฉริยะ เร่งเกมลุยปั้มยอดโต 12% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวธัญชนก อุดมทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาพันธ์เฮลธ์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 ที่ผ่านเติบโตราว &amp;nbsp;8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนปีนี้คาดว่าจะเติบโตที่ 12% ถือเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุด ซึ่งตลาดเครื่องมือแพทย์มีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยเป็นผลมาจากเทรนด์การดูแลสุขภาพ และภาครัฐให้การสนับสนุนเป็นอย่างมากในการผลักดันให้ประเทศเป็นฮับทางด้านเครื่องมือแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท ตั้งเป้าหมายการเติบโตในทิศทางเดียวกับตลาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ถึง 12% เป็นผลมาจากการพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ &amp;nbsp;อย่างต่อเนื่องล่าสุดบริษัทฯ ในฐานะบริษัทที่จำหน่ายสินค้าดูแลสุขภาพทั่วไป เล็งเห็นโอกาสในการเติบโตของเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนไทยและคนทั่วโลก รวมทั้งกระแสเทคโนโลยีไอโอทีที่มีอิทธิพลต่อหลายธุรกิจ จึงได้นำไอโอทีมาต่อยอดธุรกิจเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่าไมโครไลฟ์ (Microlife) เครื่องวัดความดันโลหิตอัจฉริยะที่นำระบบไอโอทีเข้ามาใช้ และร่วมมือกับศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรแห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (Chulalongkorn Stroke Center) และบริษัท &amp;nbsp;ซีที เอเชีย โรโบติกส์ &amp;nbsp;จำกัด ผู้ผลิตหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์ของไทยรายแรกในนามหุ่นยนต์ดินสอมินิ &amp;nbsp;ในการทำงานร่วมกันโดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีศูนยด์ดังกล่าว เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ขณะที่ซีที เอเชีย โรโบติกส์ &amp;nbsp;รับหน้าที่ผลิตหุ่นยนต์เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างเครื่องไมโครไลฟ์กับแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวธัญชนก กล่าวว่า ในทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวไปเร็วมาก จะเห็นได้ว่าองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงภาครัฐ พากันปรับตัวกันอย่างมาก เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีไอโอที ( Internet of Things: IoT) &amp;nbsp;ที่อุปกรณ์จะสามารถเชื่อมต่อกันได้ โดยทาง Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2563 จะมีอุปกรณ์ไอโอทีมากขึ้น 26,000 ล้านชิ้นทั่วโลก ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง CISCO มองว่าในปี 2563 น่าจะมีอุปกรณ์ไอโอทีมากขึ้น 50,000 ล้านชิ้นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ไอโอทีได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่การติดตั้งระบบไอโอทีในอุปกรณ์ในบ้านเรือนไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร ใช้เทคโนโลยีไอโอทีเป็นตัวเซ็นเซอร์วัดระดับความชื้นในดินและพื้นที่เพาะปลูก ดึงข้อมูลไปโชว์บนสมาร์ทโฟน ชาวสวนจะรู้ข้อมูลทั้งหมด ธุรกิจค้าปลีก นำไอโอทีมาใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ผ่านการฟีตข้อมูลตรงไปยังสมาร์ทโฟนของลูกค้าที่ลงทะเบียนไว้ รวมถึงการนำไอโอที มาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการ Supply Chain ตั้งแต่กระบวนการผลิต จัดซื้อ การขนส่ง การจัดเก็บ และการจำหน่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14221</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดเครื่องมือแพทย์, สมาพันธ์เฮลธ์, เทรนด์รักสุขภาพ, ไอโอที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180727/image_big_5b5addb2cf587.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
