<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP ชี้ช่องส่งออก “เครื่องสำอางเด็ก” เจาะตลาดจีน ป้อนความต้องการที่สูงขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค. 2563 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กวางโจว ถึงแนวโน้มตลาดเครื่องสำอางเด็กในจีนที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าปัจจุบันมีการเติบโตกว่า 300% จากการที่พ่อแม่นิยมซื้อเครื่องสำอางให้ลูกของตัวเองใช้ เพื่อเข้าร่วมในกิจกรรมการแสดงต่างๆ เช่น การเล่นเปียโน ร้องเพลง และเต้นรำ ทำให้เครื่องสำอางได้กลายเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นสำหรับเด็กเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องสำอางของไทย ที่จะศึกษาแนวโน้มตลาด และวางแผนในการผลิตและส่งออกสินค้าเครื่องสำอางเด็กเข้าสู่ตลาดจีน

ทั้งนี้ ผลสำรวจคาดการณ์ว่า ตั้งแต่ปี 2562-2567 อัตราการเติบโตต่อปีของตลาดเครื่องสำอางสำหรับเด็กทั่วโลกจะอยู่ที่ร้อยละ 8.66 และมูลค่าตลาดจะสูงถึง 23.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2567 และยังมีข้อมูลจากเว็บไซต์ข่าวลาไห่โก้ว แสดงให้เห็นว่าในเดือนพฤษภาคม 2563 ยอดขายเครื่องสำอางโดยรวมของเด็กเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 1,200

นางสาวศุภรา เสกาจารย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า แบรนด์เครื่องสำอางเด็กที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ดิสนีย์ (Disney) และหงเซ่อเสี่ยวเซี่ยง (Hong Se Xiao Xiang) เป็นต้น โดยกลุ่มผู้บริโภคหลักจะเป็นคุณแม่ที่เกิดหลังยุค 85 ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่มณฑลเหอเป่ย มณฑลซานตง และมณฑลเสฉวน โดยพื้นที่กล่าวข้างต้นนั้น มียอดขายมากกว่า 3 เมืองเศรษฐกิจหลักของจีน คือ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว

&amp;ldquo;ปัจจัยที่ส่งผลให้มีความต้องการเครื่องสำอางสำหรับเด็กเพิ่มขึ้น มาจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมความงาม วิดีโอ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซต่างๆ ได้เข้าสู่ทุกด้านของชีวิต และยังมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็ก การสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่นให้เด็ก ด้วยการเข้าร่วมการแสดงต่างๆ นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน ก็ยิ่งทำให้มีความต้องการใช้เครื่องสำอางสำหรับเด็กมากขึ้น ส่งผลให้การแต่งหน้าของเด็กผู้หญิงกลายเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อมีการแสดง&amp;rdquo;

อย่างไรก็ตาม ในการขยายตลาดเครื่องสำอางสำหรับเด็กเข้าสู่ตลาดจีน ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาแนวโน้มตลาด และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเครื่องสำอางเด็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบสนองกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคจีน&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73486</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, ตลาดเครื่องสำอาง, ประเทศจีน, สมเด็จ สุสมบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef17f804415e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทรนด์ความงามที่ตอบโจทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเติบโตของธุรกิจความงามในเมืองไทยยังไปได้สวย จะเห็นภาพของการเปิดบริการคลินิกความงาม ร้านเสริมสวย หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเมกอัพ ที่มีวางจำหน่ายกันตามท้องตลาดจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผิวพรรณของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถิติของตลาดความงามในประเทศไทย พบว่ามีความน่าสนใจด้วยมูลค่าที่สูงถึง 5.7 หมื่นล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโต 3.8% โดยข้อมูลวิจัยชุด &amp;ldquo;ตลาดเครื่องสำอางและความงามไทย&amp;rdquo; ได้สรุปสิ่งที่ผู้ประกอบการควรรู้และนำไปปรับใช้หลายด้าน ทั้งในเรื่องของการเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและความต้องการ ตลอดจนแนวโน้มตลาดว่ามีทิศทางเป็นเช่นไรอีกด้วย หากมีข้อมูลที่ทำให้วางแผนได้ตรงจุด ก็จะสามารถวางกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะเฉลยว่าควรตีโจทย์การตลาดอย่างไร มาดูกันก่อนว่าตลาดเครื่องสำอางไทยแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม และมีอัตราการเติบโตอย่างไรกันบ้าง สำหรับตลาดความงามในเมืองไทยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย ประกอบด้วย 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผมและศีรษะ (Hair Care) เติบโตในอัตรา 0.8% 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์บอดี้แคร์ (Body Care) เติบโต 3.5% 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า (Face Care) โตประมาณ 4.5% และ 4.กลุ่มผลิตภัณฑ์เมกอัพ (Make Up) เติบโต 16%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนต่อมูลค่าตลาดรวมของกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม จะเห็นว่าสินค้ากลุ่มดูแลผิวหน้า หรือ Face Care เป็นสัดส่วนสูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาด รองลงมาได้แก่ กลุ่มแฮร์แคร์ กลุ่มเมกอัพ และกลุ่มบอดี้แคร์ ในสัดส่วน 33%, 16% และ 11% ตามลำดับ โดยกลุ่มบอดี้แคร์จะมีสัดส่วนน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องจะอยู่ในกลุ่มเมกอัพ หรือเป็นสินค้าประเภทที่ต้องใช้เป็นประจำ อาทิ ดินสอเขียนคิ้ว รองพื้น และลิปสติก ขณะเดียวกันยังเป็นการเติบโตของยอดขายจากผู้ซื้อปัจจุบัน 74% การขยายตัวของผู้ซื้อรายใหม่คิดเป็น 4% โดยเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในเขตตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่ โดยการเติบโตนี้เกิดจากปัจจัยของการซื้อที่ตอบสนองด้านอารมณ์ที่สามารถเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง ยิ่งกว่านี้ สินค้ากลุ่มเมกอัพยังมีช่องว่างให้เติบโตไปได้อีกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดความงามอย่างประเทศเกาหลี ที่สามารถเจาะตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ถึง 85% ในขณะที่ประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ 48%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมาดูเรื่องของกลุ่มเป้าหมายของตลาดความงามในเมืองไทยเปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมาก โดยกลุ่มที่ทำให้ตลาดเติบโตแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม Gen Z, กลุ่ม Millennials กลุ่ม Gen X และกลุ่ม Baby Boomer สำหรับกลุ่ม Millennials หรือกลุ่มคนที่มีอายุ 23-39 ปี ที่อยู่ในวัยเริ่มทำงาน จะเป็นกลุ่มหลักที่สัดส่วนถึง 43% ต่อยอดขายโดยภาพรวม ทั้งในแง่ของมูลค่าและปริมาณ โดยที่กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นจะเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของตลาดอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเห็นจาก &amp;ldquo;อิษณาติ วุฒิธนากุล&amp;rdquo; ผู้อำนวยการด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในผลิตภัณฑ์กลุ่มความงาม แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์สำคัญที่เจาะให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องเป็นกลยุทธ์ที่สามารถผนวกรวมระหว่างโลกของยุคดิจิทัล สังคม และธุรกิจที่เป็นหนึ่งเดียว การนำกลยุทธ์ Micro Influencer มาใช้อย่างถูกต้อง และเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคด้านความงามในปัจจุบันอย่างถ่องแท้ ว่ามีความต้องการผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นการป้องกัน หรือประเภท Anti-Aging มากกว่าต้องการการแก้ไข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้บริโภคปัจจุบันมีความต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทสวยเร่งด่วน และต้องการความสะดวกสบาย เป็นสูตรสำเร็จแบบออล-อิน-วัน เน้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็นสินค้าที่มีเรื่องราว มีความเป็นมา และอยู่ในยุคสมัยอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มความงามในประเทศไทยนั้น จากข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นถึงสถานะและปัจจัยต่อตลาดไทยหลายอย่างที่ยังทำให้มีโอกาสเติบโตไปได้อีกมาก นอกจากนี้ ออนไลน์เป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญยิ่งในอนาคต โดยหัวใจสู่ความสำเร็จในการยึดครองตลาดเป้าหมายคือ การแชร์ อัพเกรดและต้องออนไลน์ และการเจาะตลาดเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้ประกอบการหรือแบรนด์สินค้าจะต้องพัฒนาสินค้าและหาแคมเปญที่โดนใจควบคู่กันไปด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8381</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ตลาดเครื่องสำอาง, ธุรกิจความงาม, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์บอดี้แคร์, ผลิตภัณฑ์เมกอัพ, รุ่งนภา สารพิน, ร้านเสริมสวย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
