<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เวิลด์แบงก์’ชี้โควิดทำแรงงานไทยเตะฝุ่น  7 แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย. 2564 นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;nbsp;กล่าวในงานสัมมนา เปิดตัวรายงาน &amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยและตลาดแรงงานในประเทศไทย&amp;rdquo; ว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ถือเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นประเด็นท้าทายต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงตลาดแรงงาน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกในการคุ้มครองทางสังคม ตลาดแรงงาน รวมถึงประชากรสูงวัยที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นให้สามารถรับมือและเข้าใจกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยในไทย ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในไทย และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตได้ ดังนั้นการมีนโยบายที่ดี จึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนตลาดแรงงานอย่างมาก และทำให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืน ประชากรมีความเป็นอยู่ที่ดี&amp;rdquo; นางเบอร์กิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวฟรานเชสก้า ลามานน่า นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;เป็นตัวเร่งและเป็นแรงกดดันสำหรับตลาดแรงงานในไทย โดยงานหลายอย่างถูกแทนด้วยระบบอัตโนมัติ นั่นหมายความว่าแรงงานจะต้องมีการเพิ่มทักษะให้มากขึ้น ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญและเป็นโอกาสที่ดีของตลาดแรงงานไทยที่จะเร่งดำเนินการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้น แต่ปัจจัยเสี่ยงเรื่องภาวะประชากรสูงวัยในตลาดแรงงานไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทย และจะมีผลสูงมากในเรื่องการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า อัตรากำลังของวัยทำงานในตลาดแรงงานไทยลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ในส่วนของไทยมีอัตรากำลังวัยทำงานหดตัวเป็นอันดับ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รองจากเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ขณะที่ประชากรสูงวัยที่มีอายุมากกว่า&amp;nbsp;65&amp;nbsp;ปี กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยในช่วง&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก&amp;nbsp;7%&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;14%&amp;nbsp;โดยที่สหรัฐฯ ใช้เวลาถึง&amp;nbsp;69&amp;nbsp;ปีสำหรับการเปลี่ยนแปลงของประชากรในลักษณะดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ไทยยังมีแรงงานนอกระบบมากกว่า&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ของกำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าแรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้รับการคุ้มครองทางสังคม และการดูแลด้านสุขภาพโดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ขณะที่ในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาไทยยังประสบปัญหาความยากจนอยู่ แต่ปัจจุบันอัตราความยากจนค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากไม่มีนโยบายเรื่องการจัดการแรงงานที่ดีพอ งานที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอทำให้ประชากรอยู่ได้อย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแฮรี่ โมรอซ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก&amp;nbsp;กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2/2563&amp;nbsp;ตลาดแรงงานไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;จนทำให้ตำแหน่งงาน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนตำแหน่งหายไปจากตลาดแรงงาน รวมถึงชั่วโมงการทำงานก็ลดลงด้วย ส่งผลกระทบต่ออัตราค่าแรงงานในระบบ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมีการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานอีกครั้ง สะท้อนจากในไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;พบว่า ชั่วโมงการทำงานมีการปรับตัวลดลงกว่าปีก่อน ตรงนี้บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานไทยไม่มีการฟื้นตัว หรือฟื้นตัวได้ช้า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมหายไปจำนวนมาก ขณะที่แรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลกระทบจากประชากรสูงวัยเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน การหดตัวของวัยทำงานอย่างมากในไทยจะหลายเป็นปัญหาในระยะยาว หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีนโยบายที่ชัดเจน อาจทำให้ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563 &amp;ndash; 2583&amp;nbsp;จะมีแรงงานในวันทำงานลดลงอย่างน้อย&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ประชากรสูงวัยที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงด้วย&amp;rdquo; นายแฮรี่ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนภสร ทุ่งสุกใส ที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จนถึงไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;มีแรงงานที่ต้องออกจากระบบประกันสังคม ตามมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;แล้วกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ก็มีแรงงานบางส่วนที่สามารถกลับเข้ามาในระบบประกันสังคม รวมถึงแรงงานที่ได้รับการจ้างงานใหม่รวมกว่า&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนคน ส่วนที่เหลือกลายเป็นแรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ หรือไปอยู่ในภาคเกษตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาการขาดรายได้ของแรงงานในระยะสั้นนั้น รัฐบาลได้มีนโยบายในการพยุงรายได้ การเติมเงินให้ผู้ประกันตน เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเพื่อพยุงการจ้างงานในระบบผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมให้แรงงานใหม่ได้มีโอกาสทำงาน ช่วยทำให้ตลาดแรงงานทยอยฟื้นตัวได้ดีขึ้น และสามารถพยุงการจ้างงานในระบบได้หลายหมื่นอัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กระทรวงแรงงานยังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;เดินหน้ามาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในระบบรายเล็กให้สามารถอยู่รอดได้ โดยการช่วยจ่ายค่าจ้างแรงงานแทนนายจ้าง ไม่เกิน&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;หรือไม่เกิน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แสนบาท สำหรับนายจ้างหรือสถานประกอบการขนาดเล็กที่มีแรงงานไม่เกิน&amp;nbsp;200&amp;nbsp;คน ซึ่งสะท้อนว่าในภาวะวิกฤติของโควิด-19&amp;nbsp;แรงงานที่ถูกกระทบ รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานพยายามดูแลให้มีการรักษาสภาพการจ้างงานในตลาดให้ยาวที่สุด ผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเงินทั้งนายจ้างและแรงงานให้มากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ตลาดแรงงาน, ธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิลด์แบงก์), เตะฝุ่น, เบอร์กิท ฮานสล์, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb47f1e0530.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2020 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2020 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลชวนผู้ว่างงานร่วม&#039;Job Expo&#039;มีตำแหน่งว่างรองรับ1ล้านอัตรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.63 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดงาน Job Expo Thailand 2020 ในระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2563 ณ Hall EH 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร พร้อมเชิญนักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ที่ต้องการหางานทำ ผู้ว่างงาน และประชาชนผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมงาน โดยภายในงานพบกับตำแหน่งงานว่างไม่น้อยกว่า 1 ล้านอัตรา ซึ่งรวบรวมตำแหน่งงานว่างทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งงานร่วม 1 ล้านอัตรา แบ่งออกเป็น ตำแหน่งงานว่างกรมการจัดหางานจำนวน 106,312 อัตรา ตำแหน่งงานต่างประเทศ 112,242 อัตรา ตำแหน่งงานพาร์ตไทม์ จำนวน 66,881 อัตรา การจ้างงานโดยภาครัฐจำนวน 410,415 อัตรา การจ้างงานตามมาตรการส่งเสริมการมีงานทำให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ จำนวน 260,000 อัตรา ตำแหน่งงานที่คาดว่าจะจ้างแรงงานไทยแทนแรงงานต่างด้าว จำนวน 44,150 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กิจกรรมภายในงานยังมีการสาธิตการประกอบอาชีพอิสระ ธุรกิจแฟรนไชส์ การอบรมสอนอาชีพเพื่อสร้างงานใหม่ให้แก่ผู้ว่างงาน การยกระดับการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน (Upskill และ Reskill) การเสวนาทิศทางตลาดแรงงาน การจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน กิจกรรมการแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติศาสตร์แห่งพระราชา ศาสตร์แห่งความพอเพียง พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย กิจกรรมแพลตฟอร์ม &amp;lsquo;ไทยมีงานทำ&amp;rsquo; กิจกรรมไทยไม่ทิ้งกัน ล้านงานเพื่อล้านคน คนหางาน งานหาคน Job Matching กิจกรรมรวมใจ สร้างงาน พัฒนาอาชีพ กิจกรรมนวัตกรรม ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77823</URL_LINK>
                <HASHTAG>Job Expo Thailand 2020, ตลาดแรงงาน, ตำแหน่งงาน 1 ล้านอัตรา, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f7d2316d2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขู่ฟันผู้ประกอบการ โกงเราเที่ยวด้วยกัน ธปท.ชี้2ปีศก.ปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; คลังฮึ่ม! จ่อลงดาบผู้ประกอบการฉวยโอกาสฟันค่าบริการ &amp;quot;โครงการเราเที่ยวด้วยกัน&amp;quot; ชี้ได้ไม่คุ้มเสียส่งผลธุรกิจในอนาคต จ่อชง ครม.ขยายเฟส 2 หากมีงบฯ เหลือ ขณะที่ผู้ว่าฯ ธปท.ชี้สถานการณ์จ้างงาน &amp;quot;ภาคท่องเที่ยว-บริการ&amp;quot; น่าห่วงสุดกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานโลกใหม่ไม่ได้ ประเมิน 2 ปีเศรษฐกิจเข้าสู่สถานการณ์ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินโครงการเราเที่ยวด้วยกันว่า ในภาพรวมมีผลตอบรับตามเป้าหมาย มีผู้ประกอบธุรกิจที่พักสนใจเข้าร่วมแล้ว 6 พันราย โดยหลังจากที่ได้เปิดให้ประชาชนจองที่พักภายใต้โครงการเราเที่ยวด้วยกันตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.63 พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้ประชาชนสามารถวางแผนและเดินทางท่องเที่ยวในประเทศได้โดยมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง ในขณะที่ผู้ประกอบการจะเริ่มมีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงธุรกิจในช่วงที่ขาดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ก่อให้เกิดบรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศที่มีสัญญาณบวกมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นเพื่อรักษาแรงส่งต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจไทย จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจที่พักที่เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันส่วนน้อยบางราย ซึ่งอาศัยโอกาสปรับราคาสูงขึ้นในช่วงนี้ ขอให้เว้นจากการดำเนินธุรกิจตามแนวทางดังกล่าว เนื่องจากผลประโยชน์ในระยะสั้นอาจได้ไม่คุ้มเสียทั้งชื่อเสียงและโอกาสธุรกิจในอนาคต เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันมีการหาข้อมูลวางแผนการเดินทาง และมีเทคโนโลยีช่วยในการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพการบริการจากหลายแหล่ง ทำให้สามารถเลือกรับบริการจากผู้ประกอบการที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรมได้ ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะมีการติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และจะมีการพิจารณามาตรการที่เหมาะสมมากำกับดูแลต่อไป&amp;quot; นายลวรณระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวต่อไปว่า โครงการเราเที่ยวด้วยกันของรัฐบาลมีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักในสัดส่วน 40%&amp;nbsp; ของค่าที่พัก สูงสุด 3,000 บาทต่อห้องต่อคืน สนับสนุนค่าอาหารและค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว 600&amp;nbsp; บาทต่อห้องต่อคืน และสนับสนุนค่าบัตรโดยสารสายการบินในสัดส่วน 40% ของค่าบัตรโดยสาร สูงสุด 1,000 บาทต่อที่นั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่ากำลังเตรียมการพิจารณาโครงการเราเที่ยวด้วยกันในระยะแรก หลังจากเปิดให้ประชาชนเข้าจองห้องพักในวันแรกเมื่อวันที่ 18&amp;nbsp; ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมียอดชำระเงินค่าห้องพัก 87,960 สิทธิ์ จึงขอเวลาพิจารณาอีก 2 สัปดาห์ หรือประมาณต้นเดือน ส.ค. ก่อนที่จะเสนอ ครม.ให้ขยายโครงการระยะที่ 2 หากมีวงเงินในโครงการเหลือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ ธปท. สำนักงานภาค ประจำปี 2563 ในหัวข้อ &amp;quot;ก้าวต่อไป...ทิศทางเศรษฐกิจหลังยุคโควิดภิวัตน์&amp;quot; ว่า แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แต่ยืนยันว่าในครั้งนี้ไทยไม่จำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เนื่องจากปัจจุบันระบบการเงินมีความแข็งแกร่งจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง มีทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไทกล่าวต่อว่า ขณะที่การกู้เงินจากต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ กลไกการกำกับดูแลสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมาก มีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 แม้ว่าในภาคเศรษฐกิจจริงได้รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้วิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ในภาคการเงินถือว่าแตกต่างมาก&amp;nbsp; เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจมหภาคของไทยมีความเข้มแข็งมาก สถานะของไทยไม่ได้เป็นเหมือนปี 2540
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มุมมองของ ธปท.มองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในช่วงไตรมาส 2/2563 ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งของไทยและทั่วโลกหยุดชะงัก หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยจะมีลักษณะค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป คงไม่ได้ฟื้นตัวได้เร็วอย่างก้าวกระโดด ในคาดการณ์ของ ธปท.หากไม่มีการระบาดรุนแรง ประเมินว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 ได้ประมาณปลายปี 2564 หมายความว่าจะใช้เวลาเกือบ 2 ปีที่เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมา&amp;quot; นายวิรไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไทกล่าวอีกว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดหลังจากนี้คือ เรื่องการจ้างงาน เพราะสถานการณ์โควิด-19 กระทบกับไทยแรงมาก โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงภาคการผลิต ซึ่งทั้ง&amp;nbsp; 2 ส่วนมีการจ้างงานในระดับสูง การระบาดของโควิด-19 ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้หลายคนตกงานจำนวนมาก ที่สำคัญถ้ามองระยะยาวหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เชื่อว่าหลายคนจะไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานในโลกใหม่ได้ เพราะตลาดแรงงานโลกใหม่จะต่างจากก่อนเกิดการระบาดด้วยหลายปัจจัย คือกำลังการผลิตส่วนเกินในโลกที่สูงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคงคาดหวังให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ 40 ล้านคนเหมือนเดิมไม่ได้&amp;nbsp; ดังนั้นแรงงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องจะกลับมาได้ รูปแบบของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาก็จะแตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นจะต้องไปดูทักษะของแรงงานที่ตกงานว่าจะต้องมีการปรับตัวอย่างไร เพื่อทำให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานโลกใหม่&amp;quot; นายวิรไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังระบุถึงความความคืบหน้าของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากผลกระทบโควิด-19 ของ ธปท. วงเงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้มีการปล่อยสินเชื่อไปกว่าแสนล้านบาทแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ส่วน คือ เยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในเบื้องต้น และช่วยเรื่องของการฟื้นฟูหลังสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลายลง โดยแม้จะกำหนดระยะเวลาไว้ว่าสิ้นสุดเดือน ธันวาคม 2563 แต่สามารถต่ออายุมาตรการได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะเสนอให้มีการต่ออายุมาตรการออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งจะช่วยให้ซอฟต์โลนที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่นี้ช่วยในเรื่องการฟื้นฟูได้ เป็นต้นทุนดอกเบี้ยต่ำให้ภาคธุรกิจในช่วงฟื้นฟูเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา อาจมีบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาร่วมด้วย เพราะตาม พ.ร.ก.การชดเชยความเสียหายจะอยู่ในช่วง 2 ปีแรกในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการจึงเห็นว่า หากมีการค้ำประกันสินเชื่อได้ระยะยาวขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ เป็นแนวทางที่กำลังพิจารณา&amp;quot; นายวิรไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องขอให้ตรวจสอบการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับว่า ขณะนี้ได้รับหนังสือชี้แจงจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องออกกฎหมายดังกล่าวเป็นพระราชกำหนด ว่าหากไม่มีเอกสารสถาบันการเงินก็จะเกิดความไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการจริงหรือไม่ และกฎหมายรองรับหรือไม่ หากรอพระราชบัญญัติต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถไปกำหนดได้ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไร&amp;nbsp; รวมทั้งความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาโควิด-19 เช่น เรื่องการจัดตั้งสถานกักกันที่รัฐจัดให้ หากล่าช้าก็จะเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามคิดว่าภายในสัปดาห์นี้คิดว่าผู้ตรวจฯ น่าจะมีคำวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72050</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดแรงงาน, ผู้ประกอบการฉวยโอกาส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจ, โครงการเราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200720/image_big_5f15a2a63179f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
