<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56089</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2020 20:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2020 20:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่นปล่อยเรือพิฆาตลุยภารกิจตะวันออกกลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ญี่ปุ่นส่งเรือพิฆาต 1 ลำไปปฏิบัติภารกิจรวบรวมข่าวกรองและปกป้องเรือสินค้าของญี่ปุ่นในตะวันออกกลางเมื่อวันอาทิตย์ แต่จะไม่เข้าร่วมกองเรือที่สหรัฐเป็นผู้นำหรือกองกำลังผสมนานาชาติในภูมิภาคนั้น เพื่อไม่ให้กระทบสัมพันธ์กับอิหร่านหรือประเทศอื่นในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือพิฆาตทากานามิ ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น ออกจากฐานทัพเรือโยโกสุกะเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ กล่าวในพิธีปล่อยเรือที่ฐานทัพเรือโยโกสุกะ ทางใต้ของกรุงโตเกียว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 ว่าการรักษาความปลอดภัยของเรือที่มีความเชื่อมโยงกับญี่ปุ่นนั้นเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรือญี่ปุ่นนับพันนับหมื่นลำใช้น่านน้ำแถบนั้นทุกๆ ปี รวมถึงเรือที่บรรทุกน้ำมันของญี่ปุ่น 9 ใน 10 ซึ่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของญี่ปุ่น&amp;quot; ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวต่อลูกเรือของเรือทากานามิในพิธี ที่มีสมาชิกในครอบครัวของลูกเรือราว 500 คนและตัวแทนจากสหรัฐ, หลายประเทศในยุโรป และตะวันออกกลาง เข้าร่วมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือพิฆาตน้ำหนัก 4,650 ตันลำนี้จะไปสมทบกับเครื่องบินลาดตระเวนตรวจการณ์ของญี่ปุ่น 2 ลำ ที่ปฏิบัติการในภูมิภาคนั้นอยู่แล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจนี้ แต่ไม่ได้เข้าร่วมกับกองเรือของปฏิบัติการเซ็นติเนลที่สหรัฐเป็นผู้นำในภารกิจปกป้องเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคนั้น หรือกองเรือของกองกำลังผสมประเทศอื่นๆ ที่นั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลอาเบะกล่าวไว้ด้วยว่า รัฐบาลเตรียมจะมอบอำนาจในการใช้กำลังเพื่อปกป้องเรือของญี่ปุ่นหากตกอยู่ในอันตราย การตัดสินใจนี้เป็นประเด็นถกเถียงเนื่องจากรัฐธรรมนูญรักสันติของญี่ปุ่นห้ามการใช้กำลังทางหทารในสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 อย่างญี่ปุ่นมีปัญหาขาดแคลนพลังงานและต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศที่รุ่มรวยพลังงานในภูมิภาคนั้น ซึ่งรวมถึงอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกปฏิบัติภารกิจทางทะเลอย่างเป็นเอกเทศของญี่ปุ่นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและรักษาความสัมพันธ์ที่จำเป็นนี้ไว้ ก่อนจะส่งเรือพิฆาตไปที่นั่น อาเบะเคยวิ่งรอกในภูมิภาคนั้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อพบกับผู้นำซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้ว อาเบะยังได้พบกับผู้นำอิหร่านหลายราย รวมถึงอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี เพื่อพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นทั้งคู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภูมิภาคตะวันออกกลางร้อนระอุขึ้นเพราะความขัดแย้งสืบเนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำสหรัฐถอนตัวจากความตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ที่อิหร่านทำไว้กับ 6 ชาติมหาอำนาจ เพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์แลกกับการยกเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ทรัมป์เริ่มรื้อฟื้นการคว่ำบาตรอิหร่านเต็มรูปแบบเมื่อปีที่แล้ว และเมื่อเกิดเหตุวางระเบิดโจมตีเรือพาณิชย์หลายครั้งในช่องแคบฮอร์มุซและน่านน้ำใกล้เคียง สหรัฐก็กล่าวโทษว่าเป็นฝีมืออิหร่าน ซึ่งอิหร่านยืนกรานปฏิเสธ เรือลำหนึ่งที่โดนโจมตีคือเรือโคกุกะเคอเรเจิสของญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภารกิจของเรือคากานามิ ซึ่งมีลูกเรือ 200 นายและเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ นอกจากการลาดตระเวนรวบรวมข่าวที่อ่าวโอมานแล้ว ยังครอบคลุมพื้นที่ทางเหนือของทะเลอาหรับและอ่าวเอเดน แต่จะไม่เข้าไปภายในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างอิหร่านกับคาบสมุทรอาหรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นาวาเอกโยสุเกะ อินาบะ ผู้บังคับการภารกิจนี้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนเรือออกจากท่าว่า เรือสินค้าของญี่ปุ่นโดนโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายน และประเทศอื่นๆ ได้เพิ่มการลาดตระเวน ฉะนั้นญี่ปุ่นจึงต้องดำเนินการรวบรวมข่าวกรองที่นั่นด้วยเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56089</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญี่ปุ่น, ตะวันออกกลาง, อ่าวโอมาน, เรือพิฆาต, เรือพิฆาตทากานามิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200202/image_big_5e36d15fd6f26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2020 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรัมป์ก่อสงคราม ฆ่าเบอร์2อิหร่าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติคำสั่งยิงจรวดลอบสังหารนายพลคาเซม โซไลมานี ผู้ทรงอิทธิพลอันดับสองของอิหร่าน ที่สนามบินแบกแดดเมื่อคืนวันพฤหัสบดี ผู้นำอิหร่านเดือดลั่นล้างแค้นแน่ นายกฯ อิสราเอลเสียวสันหลังรีบกลับประเทศ สหรัฐแนะพลเมืองอพยพออกจากอิรักทันที หลายชาติวิตกขัดแย้งบานปลาย ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งเกิน 4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2563 กล่าวว่า การโจมตีสังหารพลเอกคาเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกุดส์ของอิหร่าน ที่สนามบินนานาชาติกรุงแบกแดดของอิรักเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขยายความรุนแรงของ &amp;quot;สงครามเงา&amp;quot; ในตะวันออกกลาง ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและชาติพันธมิตร โดยเฉพาะอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังกองกำลังอิรักที่อิหร่านหนุนหลังนำการประท้วงด้านนอกสถานทูตสหรัฐในกรุงแบกแดดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐโจมตีทางอากาศถล่มที่มั่นของกองกำลังคาตาอิบฮิซบุลเลาะห์ ที่ก่อตั้งโดยอาบู มะห์ดี อัลมูฮันดิส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้บัญชาการมูฮันดิสของกองกำลังอิรักรายนี้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาให้นายพลคาซิม โซไลมานี วัย 62 ปี ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับสองของอิหร่าน รองจากอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กระทรวงกลาโหมสหรัฐแถลงว่า ประธานาธิบดีทรัมป์อนุมัติคำสั่ง &amp;quot;สังหาร&amp;quot; โซไลมานี ภายหลังกองกำลังของมูฮันดิสโจมตีสถานทูตสหรัฐ และสหรัฐพบว่าเขากำลังเตรียมแผนการโจมตีนักการทูตอเมริกันและทหารอเมริกันในอิรักและในภูมิภาคนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่สหรัฐหลายรายเผยกับรอยเตอร์โดยไม่เป็นเผยนามว่า โซไลมานีถูกสังหารด้วยการโจมตีของโดรนลำหนึ่ง แต่กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านกล่าวว่า เขาถูกสังหารโดยเฮลิคอปเตอร์หลายลำของสหรัฐ ส่วนกองกำลังฮาชิดอัลชาบี ซึ่งเป็นเครือข่ายนักรบอิรักที่ใกล้ชิดกับอิหร่าน ยืนยันว่าซูไลมานีและมูฮันดิส ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการของพวกเขา เสียชีวิตในรถยนต์ที่โดนสหรัฐโจมตีบนถนนของสนามบินนานาชาติแบกแดด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ประกาศกร้าวว่า อิหร่านจะล้างแค้น &amp;nbsp;&amp;quot;อาชญากร&amp;quot; ที่ฆ่าโซไลมานี การตายของเขายิ่งเพิ่มแรงจูงใจในการต่อต้านสหรัฐและอิสราเอลมากขึ้นทวีคูณ คำแถลงของผู้นำอิหร่านที่ประกาศผ่านโทรทัศน์ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศนาน 3 วัน นอกจากนี้เขายังแต่งตั้งพลจัตวาเอสมาอิล กานี รองผู้บัญชาการกุดส์ ขึ้นรับตำแหน่งผู้บัญชาการแทนที่โซไลมานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่าน กล่าวว่า การลอบสังหารผู้นำทหารนายนี้ทำให้อิหร่านมีความเด็ดเดี่ยวในการต่อต้านสหรัฐมากขึ้น ส่วนกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติกล่าวว่า กองกำลังต่อต้านสหรัฐทั่วโลกมุสลิมจะแก้แค้นให้เขา ที่กรุงเตหะรานชาวอิหร่านนับพันคนเดินขบวนไปยังที่พำนักของคาเมนีเพื่อแสดงความอาลัยต่อนายพลผู้นี้ ซึ่งเป็นที่รักของชาวอิหร่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ อาเดล อับดุล มะห์ดี ของอิรัก ประณามปฏิบัติการของสหรัฐ และระบุว่าสหรัฐละเมิดข้อตกลงว่าด้วยการคงกำลังทหารสหรัฐในอิรัก และพฤติการณ์รุกรานของสหรัฐละเมิดอำนาจอธิปไตยของอิรักและอาจนำไปสู่สงครามได้ ส่วนแกรนด์อยาตุลเลาะห์ อาลี อัลซิสตานี ผู้นำทางศาสนาของชาวอิรักนิกายชีอะห์ กล่าวว่าการสังหารครั้งนี้ละเมิดอธิปไตยและข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่เขาขอให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศพันธมิตรของสหรัฐในยุโรปหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมนี รวมถึงสหภาพยุโรป แสดงความวิตกที่ความตึงเครียดบานปลาย รัฐบาลจีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบและใช้ความอดกลั้น ขณะที่กองทัพอิสราเอลสั่งเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด มีรายงานด้วยว่า นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ร่นเวลาการเยือนกรีซแล้วเดินทางกลับประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงนัดหารือความเป็นไปได้ของภัยคุกคามต่ออิสราเอลหลังเหตุการณ์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญการถอดถอนของคองเกรส ยังไม่ได้แสดงทัศนะใดๆ แต่เขาโพสต์ภาพธงชาติสหรัฐในทวิตเตอร์ของเขา ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์คำแนะนำด้านการเดินทางฉบับล่าสุดเดือนมกราคม 2563 แนะพลเมืองชาวอเมริกันทุกคนให้เดินทางออกจากอิรักทันที สืบเนื่องจากความตึงเครียดสูงในอิรักและภูมิภาคนี้ หากไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบิน ก็ให้ออกจากอิรักผ่านพรมแดนทางบก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต ตำหนิทรัมป์ว่าออกคำสั่งปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้โดยไม่ได้ปรึกษาคองเกรสก่อนและไม่ได้ขออำนาจจากสภาเพื่อใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์ตึงเครียดส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเมื่อวันศุกร์พุ่งขึ้นมากกว่า 4% เนื่องจากความวิตกต่อปัญหาการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงการส่งน้ำมันดิบผ่านอ่าวเปอร์เซีย ภายหลังอิหร่านประกาศจะล้างแค้นตอบโต้สหรัฐ เช่น ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในตลาดลอนดอนเช้าวันศุกร์ เพิ่มขึ้น 4.5% อยู่ที่ 69.23 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสเพิมขึ้น 4.1% อยู่ที่ 63.71 ดอลลาร์/บาร์เรล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53772</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาเซม โซไลมานี, ตะวันออกกลาง, ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุมัติคำสั่งยิงจรวดลอบสังหารนายพลคาเซม โซไลมานี, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2019 20:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2019 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่นส่งเรือพิฆาตคุ้มกันทะเล ตอ.กลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลญี่ปุ่นแถลงเมื่อวันศุกร์ว่าญี่ปุ่นจะส่งเรือพิฆาต 1 ลำ และเครื่องบินลาดตระเวน 2 ลำ คุ้มกันเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่ปีหน้า โดยเป็นภารกิจของญี่ปุ่นเองไม่เกี่ยวกับกองกำลังผสมของสหรัฐและจะไม่ยุ่งกับช่องแคบฮอร์มุซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทาโร โคโน รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นแถลงข่าวที่กระทรวงเมื่อวันศุกร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมกล่าวว่า ตามแผนที่ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีของนายกฯ ชินโซ อาเบะ เรือพิฆาตบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ และเครื่องบินลาดตระเวน พี-3 ซี 2 ลำ จะถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจรวบรวมข่าวกรองสำหรับการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือสำหรับเรือสินค้าญี่ปุ่นที่เดินทางผ่านในภูมิภาคนั้น แต่หากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐมนตรีกลาโหมจะมีคำสั่งพิเศษอนุญาตให้ใช้อาวุธเพื่อปกป้องเรือที่ตกอยู่ในอันตรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โยชิฮิเดะ ซูกะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวขณะแถลงข่าวประจำวันเมื่อวันศุกร์ว่า สันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ก็สำคัญมากเช่นกันที่จะต้องสร้างความมั่นใจว่าเรือที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุนสามารถเดินเรือได้อย่างปลอดภัยในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิหร่านและสหรัฐมีความบาดหมางกันมากขึ้นนับแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำสหรัฐถอนตัวจากความตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 เมื่อปีที่แล้ว แล้วรื้อฟื้นการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ เดือนพฤษภาคมและมิถุนายนปีนี้ มีเรือสินค้าของหลายประเทศถูกโจมตีหลายครั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันโคกุกะ เคอเรเจิส ของญี่ปุ่น สหรัฐกล่าวโทษการโจมตีเหล่านี้ว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธคำกล่าวหานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐได้จัดตั้งกองกำลังผสมทางทะเลขึ้นเพื่อปกป้องเรือในภูมิภาคนี้ โดยอังกฤษและออสเตรเลียเป็นกำลังหลักของหุ้นส่วนสหรัฐในโลกตะวันตกที่ตกลงจะส่งเรือรบมาช่วยคุ้มกันเรือสินค้าในอ่าวอาหรับ แต่ประเทศยุโรปส่วนใหญ่ปฏิเสธจะเข้าร่วมภารกิจนี้ ด้วยหวั่งเกรงว่าจะบั่นทอนความพยายามประคับประคองความตกลงนิวเคลียร์ที่ทำใว้กับอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนญี่ปุ่นนั้น แม้จะเป็นพันธมิตรของสหรัฐ แต่ยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่านไว้ และเลือกที่จะเปิดปฏิบัติการของตนเองแทนที่จะเข้าร่วมภารกิจที่สหรัฐเป็นผู้นำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้ว อาเบะเพิ่งให้การต้อนประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่านที่มาเยือนกรุงโตเกียว และเขาได้แจ้งต่อผู้นำอิหร่านถึงแผนการส่งเรือรบไปยังภูมิภาคอ่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกของกระทรวงกลาโหมคนหนึ่งเผยกับเอเอฟพีว่า ตามแผนนี้ ปฏิบัติการของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นจะครอบคลุมน่านน้ำสากลในอ่าวโอมาน, ตอนเหนือของทะเลอาหรับ และอ่าวเอเดน แต่จะไม่รวมถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกองกำลังผสมของสหรัฐและเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมรายหนึ่งกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นวางเป้าหมายว่าจะเริ่มปฏิบัติการบินลาดตระเวนได้ในเดือนมกราคม ส่วนเรือพิฆาตนั้นน่าจะเริ่มปฏิบัติการได้ในเดือนกุมภาพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภารกิจที่รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัตินี้มีระยะเวลา 1 ปี จนถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2563 หากจะขยายเวลาภารกิจจะต้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐธรรมนูญฉบับรักสันติของญี่ปุ่นที่เริ่มใช้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จำกัดขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นไว้อย่างเข้มงวด แต่นายกฯ อาเบะพยายามแก้ไขข้อจำกัดส่วนนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิบัติการของชาติยุโรปเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคอ่าวจะเริ่มต้นในเดือนหน้าเช่นกัน โดยฝรั่งเศสจะส่งเรือรบ 1 ลำลาดตระเวนในภูมิภาคนั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53387</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่องแคบฮอร์มุซ, ญี่ปุ่น, ตะวันออกกลาง, ทะเลอาหรับ, อิหร่าน, อ่าวโอมาน, เครื่องบินลาดตระเวน, เรือพิฆาต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191227/image_big_5e05ffa2e1b62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51941</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2019 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2019 20:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลสหรัฐเชื่อ อิหร่านฆ่าม็อบเกิน 1,000 ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าทางการอิหร่านสังหารผู้ประท้วงมากกว่า 1,000 คน ระหว่างปราบปรามการชุมนุมที่เริ่มตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว ขณะกระทรวงกลาโหมยอมรับว่ากองทัพกำลังพิจารณาจะส่งทหารไปเสริมกำลังในภูมิภาคนั้นเพิ่มราว 5,000-7,000 นาย ไม่ถึง 14,000 นายตามที่สื่อรายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ร้านค้าโดนผู้ประท้วงวางเพลิงระหว่างการต่อต้านการขึ้นราคาน้ำมันในเมืองชาร์เรียร์ของอิหร่าน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม อ้างคำกล่าวของไบรอัน ฮุก ผู้แทนพิเศษของสหรัฐประจำอิหร่าน ว่ารัฐบาลอิหร่านอาจสังหารพลเมืองอิหร่านไปแล้วมากกว่า 1,000 คนนับแต่เริ่มมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน แต่เขายอมรับว่าการตรวจสอบข้อมูลในอิหร่านเป็นเรื่องยาก อิหร่านควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด แต่สหรัฐมั่นใจว่ามีผู้ประท้วงถูกฆ่าหลายร้อยคนแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวด้วยว่า มีชาวอิหร่านหลายพันคนได้รับบาดเจ็บจากการปราบปราม และมีผู้ประท้วงอย่างน้อย 7,000 คนถูกควบคุมตัว ในวิกฤติการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดของอิหร่านในรอบ 40 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งให้การต้อนรับนักการทูตขององค์การสหประชาชาติที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดี กล่าวถึงการปราบปรามของอิหร่านว่า &amp;quot;โหดร้าย&amp;quot; และเป็น &amp;quot;สถานการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว&amp;quot; ทรัมป์ประกาศกร้าวว่าภัยคุกคามของอิหร่านที่มีต่อผลประโยชน์ของสหรัฐจะเผชิญการตอบโต้ &amp;quot;อย่างรุนแรง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ สำนักงานข้าหลวงสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็นที่นครเจนีวา แถลงว่า มีรายงานว่าผู้ประท้วงถูกจับกุมไม่ต่ำกว่า 7,000 คน และเรียกร้องให้อิหร่านปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังตามอำเภอใจทันที สำนักงานแห่งนี้ยังได้รับวิดีโอที่ผ่านการตรวจพิสูจน์แล้ว เผยให้เห็นทหารยิงผู้ประท้วง ที่เหมือนเป็นการฆ่าโดยเจตนา ข้อมูลที่ได้บ่งชี้ว่ามีผู้คนถูกฆ่าอย่างน้อย 208 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตรงกับขององค์กรแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขของรัฐบาลสหรัฐนั้นใกล้เคียงกับจำนวน 1,029 ศพ ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธโดยกลุ่มมูจาฮีดินอีคาลิก อดีตกลุ่มฝ่ายค้านติดอาวุธที่ต่อต้านระบอบอิหร่านอย่างดุดันและกำลังสานสัมพันธ์กับรัฐบาลของทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฮุกกล่าวว่า สหรัฐอ้างอิงยอดผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งจากภาพถ่ายและวิดีโอที่ผู้คน 32,000 คนส่งมาให้สหรัฐ ตามคำเชื้อชวนของไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เพื่อท้าทายมาตรการจำกัดอินเทอร์เน็ตของอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิดีโอหลายชิ้นจากเมืองมาห์ชาห์ร ถิ่นของชาวอาหรับที่เป็นชนส่วนน้อยในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน แสดงให้เห็นกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านใช้รถกระบะติดปืนกลไล่ต้อนผู้ประท้วงลงหนองบึงแล้วกราดยิง ฮุกกล่าวว่า ที่นี่ที่เดียวน่าจะมีคนตายมากถึง 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการอิหร่านปฏิเสธข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตมากมายว่าเป็น &amp;quot;เรื่องโกหกทั้งเพ&amp;quot; โดยยืนยันว่ามีผู้ประท้วงตายแค่ 5 ราย มีเจ้าหน้าที่โดนผู้ก่อจลาจลฆ่าตาย 4 นาย และมีพลเรือนตายด้วย 1 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งสัญญาณโอนอ่อนและแสดงความเห็นใจต่อประชาชนโดยระบุว่า ผู้ที่ถูกฆ่าตายในเหตุการณ์รุนแรงจะได้รับการพิจารณาว่าเป็น &amp;quot;วีรชนพลีชีพ&amp;quot; ตราบใดที่ผู้นั้นไม่ได้ปลุกระดมความไม่สงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฮุกเรียกร้องให้โดดเดี่ยวอิหร่านทางการทูตมากขึ้นเพื่อตอบโต้การปราบปราม ขณะที่อีกด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐบอกว่าสหรัฐไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะเสริมทหารในภูมิภาคนั้น โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยกับเอเอฟพีว่า มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหม กำลังพิจารณาแผนส่งทหารไปตะวันออกกกลางเพิ่มอีก ระหว่าง 5,000-7,000 นาย แต่ไม่ใช่ 14,000 นายตามที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานก่อนหน้านี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51941</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าผู้ประท้วง, ตะวันออกกลาง, รัฐบาลสหรัฐ, อิหร่าน, เสริมกำลังทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191206/image_big_5dea5b204a0a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2019 21:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2019 21:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพนตากอนปัดข่าวเสริมทหาร 14,000 นาย คุมเชิงตะวันออกกลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เมื่อวันพุธ เพนตากอนปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่า สหรัฐกำลังพิจารณาส่งทหารไปเสริมกำลังที่ภูมิภาคตะวันออกกลางกว่า 14,000 นาย เพื่อรับมือภัยคุกคามจากอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม กล่าวว่า คำชี้แจงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเมื่อวันพุธเป็นการตอบโต้รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล ที่อ้างแหล่งเจ้าหน้าที่สหรัฐไม่เปิดเผยนามหลายรายว่า เพนตากอนกำลังพิจารณาจะเสริมกำลังทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงการส่งเรืออีกหลายสิบลำ และเพิ่มจำนวนกำลังพลในภูมิภาคนี้อีกเท่าตัวจากของเดิมที่ส่งมาวางกำลังเมื่อต้นปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอลล์สตรีทเจอร์นัลกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะตัดสินใจเรื่องดังกล่าวอย่างเร็วภายในเดือนธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี คำชี้แจงของอลิสซา ฟาราห์ โฆษกเพนตากอน ผ่านทวิตเตอร์ปฏิเสธรายงานข่าวชิ้นนี้ว่าไม่จริง สหรัฐไม่ได้กำลังพิจารณาส่งทหารไปเพิ่มในตะวันออกกลางอีก 14,000 นาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภูมิภาคนี้เคยเกิดเหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าหลายครั้ง และเมื่อเดือนกันยายน โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งของซาอุดีอาระเบียถูกโดรนและมิสไซล์ถล่มโดยเชื่อว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสหรัฐได้เสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคอ่าวและเพิ่มการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน กระพือความตึงเครียดทั่วภูมิภาค เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน สหรัฐเพิ่งส่งเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮิมลินคอล์นแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อแสดงแสนยานุภาพสร้างความมั่นใจแก่ชาติพันธมิตรในภูมิภาคนี้ที่กังวลภัยคุกคามจากอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ เคยประกาศไว้เมื่อเดือนตุลาคมว่า สหรัฐกำลังส่งเครื่องบินรบ 2 ฝูงพร้อมกลุ่มอาวุธป้องกันมิสไซล์ไปเสริมที่ซาอุดีอาระเบีย และส่งกำลังพลชุดใหม่อีกราว 3,000 นาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้นเมื่อวันพุธ ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านเต็มใจจะกลับสู่โต๊ะเจรจาด้านนิวเคลียร์ แต่สหรัฐต้องยุติการคว่ำบาตรที่กระทบต่อเศรษฐกิจของอิหร่านและอาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคมภายหลังรัฐบาลขึ้นราคาเชื้อเพลิง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51879</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหมสหรัฐ, ตะวันออกกลาง, ปฏิเสธข่าว, เพนตากอน, เสริมกำลังทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d88c47c1beeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานเข้มจับตาสถานการณ์น้ำมัน การันตียังมีใช้49วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2562 รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานว่าจากกรณีที่โดรนสอดแนมของสหรัฐถูกโจมตีในน่านน้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุชของอิหร่านเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นับเป็นเหตุการณ์เผชิญหน้าครั้งล่าสุด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น 5% นั้น &amp;nbsp;กระทรวงพลังงานได้สรุปความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันคงเหลือพอใช้ภายในประเทศได้ 49 วัน รายละเอียดดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ไมันสำรองในประเทศไทย ณ วันที่ 21 มิ.ย. 2562 มีดังนี้ 1.น้ำมันดิบ(สำรอง)รวมปริมาณคงคงเหลือ 3,222 ล้านลิตร ความต้องการใช้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 122.95 ล้านลิตร จะสามารถใช้ได้อีก 26 วัน 2. ปริมาณน้ำมันดิบ(ระหว่างขนส่ง) คงเหลือหลือ 1,087 ล้านลิตร ความต้องการใช้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 122.95 ล้านลิตร จะสามารถามารถใช้ได้อีก 9 วัน และ 3.น้ำมันสำเร็จรูป(เบนซิน/ดีเซล/อากาศยาน) รวมปริมาณคงเหลือ 1,647 ล้านลิตร ความต้องการใช้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 118.95 ล้านลิตร จะสามารถามารถใช้ได้อีก 14 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นปริมาณสำรองเพียงพอไม่ให้เกิดการขาดแคลนในระยะสั้นหากเกิดเหตุวิกฤต &amp;nbsp;โดยในขณะเดียวกันขอให้ผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้ช่วยกันประหยัดเพื่อรองรับเหตุการณ์ &amp;nbsp; หากสถานการณ์ลุกลามส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกและราคาในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39173</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, จับตาสถานการณ์น้ำมัน, ตะวันออกกลาง, ราคาน้ำมันดิบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b306f937b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรัมป์ตอกย้ำอิหร่านภัยคือร้ายแรงที่สุดของอเมริกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหลังสหรัฐยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) เพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่คู่สัญญาอื่นๆ (รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนีและอิหร่าน) ยังคงรักษาข้อตกลงเดิม พร้อมกับออกมาตรการคว่ำบาตร ห้ามบริษัทเอกชนซื้อขายน้ำมันกับอิหร่าน ทั้งยังห้ามประเทศอื่นๆ ด้วย ขู่ว่าใครซื้อขายน้ำมันอิหร่านจะถูกเล่นงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วุฒิสมาชิก ลินซีย์ เกรแฮม (Lindsey Graham) ย้ำว่าอิหร่านคือภัยร้ายแรงสุดของอเมริกาในขณะนี้ พยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลพร้อมที่จะล้มระบอบอิหร่าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านั้นทรัมป์กล่าวถึงอิหร่านว่าอย่าได้ข่มขู่สหรัฐอเมริกาอีก มิฉะนั้นจะถูกตอบโต้สาสมอย่างที่ไม่กี่ประเทศเคยประสบมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านประธานาธิบดีโรฮานีโต้ว่า &amp;ldquo;คุณทรัมป์อย่าเล่นหางสิงโต เพราะคุณจะเสียใจ&amp;rdquo; หากทำสงครามจะกลายเป็นหายนะ อิหร่าน &amp;ldquo;จะไม่ยอมจำนนต่อคำขู่&amp;rdquo; ถ้าอิหร่านส่งออกน้ำมันไม่ได้ ประเทศอื่นๆ จะส่งออกไม่ได้เช่นกัน พร้อมปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Straits of Hormuz) เป็นโอกาสอันดีที่ทั่วโลกจะเห็นนโยบายต่อต้านมุสลิมและความเป็นเชื้อชาตินิยมสุดโต่งของรัฐบาลสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความนี้จะวิเคราะห์ด้วย 2 มุมมอง คือ &amp;ldquo;มองอย่างไม่มีเหตุผล&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;มองอย่างมีเหตุผล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มองอย่างไม่มีเหตุผล :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุมมองอย่างไม่มีเหตุผลอธิบายว่าเนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ยึดถืออิหร่านเป็นปรปักษ์สำคัญลำดับต้นตั้งแต่เริ่มรัฐบาล เป็นศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐ การพูดโจมตีอิหร่านอีกครั้งจึงไม่ใช่ของแปลก การพูดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง หวังสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ส่งเสริมก่อการร้าย บ่อนทำลายความมั่นคงประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ ล้วนเป็นเรื่องเก่าๆ พูดที่ซ้ำมาแล้วหลายรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดถึงอีกครั้งจึงเหมือนนำหนังเก่ามาฉายซ้ำ ที่อาจถือว่าใหม่คือการถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ทรัมป์กล่าวว่า JCPOA &amp;ldquo;เป็นเรื่องน่าละอายของสหรัฐอเมริกา&amp;rdquo; &amp;ldquo;เป็นข้อตกลงห่วยที่สุดในประวัติศาสตร์&amp;rdquo; &amp;ldquo;ไม่ควรทำข้อตกลงแบบนี้เลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าใช้แนว &amp;ldquo;มองอย่างไม่มีเหตุผล&amp;rdquo; คำพูดของทรัมป์รอบล่าสุดเป็นเพียงการยั่วยุ เกิดสงครามน้ำลายสักพัก ท้ายที่สุดไม่มีผลอะไร ทรัมป์ได้ทำสิ่งที่ต้องการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มองอย่างมีเหตุผล :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามองอย่างมีเหตุผล เป็นไปได้ว่าทรัมป์กำลังทดสอบปฏิกิริยาจากนานาชาติและคนอเมริกันอีกครั้ง เหตุเพราะที่ผ่านมาหลายนโยบายบั่นทอนคะแนนนิยมของตน มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน ที่การเลือกตั้งกลางเทอมกำลังจะมาถึง (เลือกตั้ง ส.ส., ส.ว. กลางสมัยรัฐบาล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกด้านคือมุมมองต่อสหรัฐจากสายตานานาชาติย่ำแย่ลงมาก อาจเป็นการทดสอบปฏิกิริยานานาชาติหากสหรัฐต้องการเล่นงานอิหร่านให้หนักกว่านี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์แม่บทสหรัฐกำหนดเป้าหมายล้มล้างระบอบอิหร่านมาหลายทศวรรษแล้ว เป็นนโยบายเดียวกับพวกซาอุฯ&amp;nbsp; ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาอิหร่านจึงตกเป็นเป้า ถูกคว่ำบาตรเรื่อยมา ในสมัยโอบามาแม้จะคลายคว่ำบาตรบ้างแต่ไม่ยุติทั้งหมด บัดนี้นโยบายของทรัมป์ดำเนินตามยุทธศาสตร์แม่บทเดิมอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สนับสนุนกลุ่มประท้วงในประเทศอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อช่วงสิ้นปี 2017 จนถึงต้นปี 2018 ประชาชนอิหร่านจำนวนหนึ่งชุมนุมประท้วงรัฐบาล การประท้วงเริ่มที่เมืองมัชฮัด (Mashhad - เมืองใหญ่อันดับ 2 ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้อัฟกานิสถาน) จากนั้นกระจายไปหลายสิบเมือง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มการจ้างงานและลดอัตราเงินเฟ้อ มีการชุมนุมต่อเนื่องหลายวัน ท่ามกลางการชุมนุมมีบางคนที่ใช้อาวุธ หวังก่อความรุนแรง ทำลายทรัพย์สินราชการ รวมทั้งสถานที่ศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การชุมนุมดำเนินต่อเนื่องหลายวัน มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายสิบราย หลายพันคนถูกจับกุม เหล่านี้ชี้ว่าไม่ใช่การชุมนุมเล็กๆ แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ควรเข้าใจว่าการชุมนุมรอบนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ ยังไม่ประกาศห้ามซื้อขายน้ำมันกับอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6 เดือนต่อมาหรือกลางปีที่ผ่านมา มีเหตุชุมนุมประท้วงใหญ่อีกรอบ ด้วยสาเหตุเดิมคือปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการชุมนุมรอบนี้ ผู้ชุมนุมบางคนกังวลเรื่องการคว่ำบาตรจากสหรัฐด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าคนอิหร่านจะคุ้นเคยกับการคว่ำบาตร แต่วิตกกังวลต่อการคว่ำบาตรที่อาจรุนแรงมากในยุคทรัมป์ เพราะจะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้หนักกว่าเดิม ตัวเลขว่างงานที่รัฐบาลประกาศอยู่ที่ร้อยละ 12.3 และคาดว่าจะสูงขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เศรษฐกิจอิหร่านอ่อนแอเป็นเรื่องจริง ประชาชนบางส่วนไม่พอใจรัฐบาลเป็นเรื่องจริง แม้มีข้อโต้แย้งว่าคนเหล่านี้ถูกต่างชาติจ้างวาน เสี้ยมสอนให้ต่อต้านรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าเงินเรียลอิหร่านหล่นฮวบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมๆ กับการชุมนุมประท้วงรอบกลางปี ปลายเดือนมิถุนายนเงินเรียลในตลาดมืดซื้อขายกันที่ 90,000 เรียลต่อดอลลาร์ ส่วนหนึ่งมาจากการที่นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจต่อการลงทุนในอิหร่าน แม้ยังไม่กระทบโดยตรงมากนัก แต่กระแสวิตกกังวลพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลอิหร่านชี้ว่าเป็นแผนใช้สงครามเศรษฐกิจบ่อนทำลายจากสหรัฐ และยอมรับว่าผู้ชุมนุมบางส่วนไม่พอใจนโยบายรัฐที่ไม่โปร่งใสพอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลายเดือนกรกฎาคม อัตราแลกเปลี่ยนเงินเรียลในตลาดมืดอ่อนตัวลงอีกอยู่ที่ 112,000 เรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามองอย่างมีเหตุผล การที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดโจมตีอิหร่านในช่วงนี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนบั่นทอนอิหร่าน สงครามน้ำลายยิ่งแรงเพียงไรยิ่งส่งผลร้ายต่ออิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมารัฐบาลอิหร่านจะตอบโต้สหรัฐเรื่อยมา จึงควรคิดว่าหากทรัมป์พูดจาหาเรื่องอีกครั้ง อิหร่านน่าจะตอบโต้ และครั้งนี้เป็นเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สหรัฐสามารถเล่นงานอิหร่านได้ง่ายๆ โดยอาศัยปากทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานาธิบดีโรฮานียอมรับว่าสหรัฐใช้สงครามจิตวิทยาและสงครามเศรษฐกิจเพื่อสร้างความแตกแยกในอิหร่าน ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นและไม่มั่นใจอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อิหร่านคือภัยร้ายแรงที่สุดของอเมริกา :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ายึดว่าความตึงเครียดกรณีเกาหลีเหนือผ่อนคลายแล้ว จะเหลืออิหร่านเพียงประเทศเดียวที่เป็นภัยร้ายแรงด้านความมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลักษณะหนึ่งที่โดดเด่นมาก ในยุค America First คือรัฐบาลทรัมป์พร้อมทำทุกอย่าง แม้ละเมิดกติกาสากล ละเมิดความชอบธรรม ในกรณีอิหร่านที่เห็นชัดคือการยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA เพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA - หน่วยงานสหประชาชาติที่ดูแลนิวเคลียร์ทั่วโลก) ประกาศเรื่อยมาว่าอิหร่านทำตามข้อตกลงทุกข้อ (ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี รัสเซียและจีนยอมรับเช่นกัน) อิหร่าน ณ วันนี้ไม่เป็นภัยอาวุธนิวเคลียร์ ใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติเหมือนประเทศอื่นๆ แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับข้อสรุปนี้ ตัดสินด้วยตัวเองว่าอิหร่านยังเป็นภัยนิวเคลียร์ สวนทางข้อสรุปของ IAEA (และอีก 5 ประเทศคู่สัญญา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมวิเคราะห์ต่อได้ว่ารัฐบาลทรัมป์พร้อมทำทุกอย่างด้วยข้ออ้างตรรกะของตัวเองแม้จะขัดแย้งกับนานาชาติก็ตาม ข้อตกลงใดๆ ที่สหรัฐเคยทำกับประเทศใด ไม่ว่าจะทวิภาคีหรือพหุภาคี จะลับหรือไม่ลับ รัฐบาลสหรัฐพร้อมถอนตัวออกเสมอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สหรัฐเล่นงานอิหร่านได้อีกไหม : &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าใช้ตัวอย่างจากอดีต รัฐบาลทรัมป์อาจโจมตีอิหร่านด้วยขีปนาวุธ เหมือนที่เคยทำกับซีเรียและอิรักโดยอ้างเหตุผลบางเรื่อง เช่น ใช้อาวุธเคมี กำลังเร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์ สนับสนุนก่อการร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งหมายถึงยกระดับการเผชิญหน้าที่รัฐบาลสหรัฐดำเนินเป็นขั้นเป็นตอน คล้ายกับที่เคยทำกับอิรักและซีเรีย จนนำสู่สงครามล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ประกาศสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอัสซาด จนซีเรียกลายเป็นสงครามกลางเมืองดังที่ปรากฏ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามองภาพรวมและพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผลตามแนวคิดทำลายอิหร่าน การเพิ่มแรงกดดันอิหร่านในช่วงนี้เป็นจังหวะอันดี หวังให้ปัจจัยทั้งภายในกับภายนอกที่ต้านระบอบเสริมแรงกัน ถ้าแม้นไม่สามารถล้มระบอบก็ขอให้เกิดสงครามกลางเมือง อิหร่านถดถอยอ่อนแอย้อนกลับหลายสิบปี ดังเช่นซีเรียที่กลายเป็นซากปรักหักพังและยังไม่รู้ว่าจะสงบได้เมื่อไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพียงเท่านี้นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว อิทธิพลชีอะห์อิหร่านที่มีต่อทั่วโลกจะลดต่ำลงมาก ทั้งยังมีประโยชน์อีกหลายเรื่องในระดับภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่ารัฐบาลอิหร่านจะยอมเจรจาหรือไม่ หากรัฐบาลสหรัฐคิดจะเล่นงาน ย่อมทำได้เสมอ เพราะอิหร่านภัยคือร้ายแรงที่สุดของอเมริกา.&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาพ : โมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14694</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญชัย คุ้มปัญญา, ตะวันออกกลาง, รัสเซีย, สถานการณ์โลก, สหรัฐ, อิหร่าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37c198cdef1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
