<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2019 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2019 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ไว้ลายหยอดสหรัฐ ช่วยทบทวน GSP ย้ำสนับสนุนธุรกิจเข้ามาลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2562) เวลา 16.30 น. ณ ห้อง Sapphire 108 ชั้น 1 อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายวิลเบอร์ รอสส์ (Wilbur Ross) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ภายหลังเสร็จสิ้น ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญการหารือดังนี้

นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณที่รมว.พณ. สหรัฐฯ นำคณะนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ร่วมเดินทางมาไทยครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะในการขยายความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งสหรัฐฯ นับเป็นนักลงทุนที่สำคัญของไทยและมีส่วนช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมายาวนาน ทั้งนี้รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ ในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อากาศยานและอวกาศ ดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์

รมว.พณ.สหรัฐฯ แสดงความชื่นชมการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีนี้ที่มีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการพัฒนาภูมิภาคอาเซียน พร้อมกล่าวว่าการมาเยือนครั้งนี้นำภาคเอกชนจากสาขาต่างๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของไทยมาร่วมประชุม Indo Business Forum ที่หอการค้าไทยและหอการค้าสหรัฐฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน เชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจสำหรับภาคเอกชน


ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างกัน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไทยมีนโยบายส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้แก่การลงทุนของภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างชาติ รวมทั้งได้พัฒนากฎระเบียบต่างๆ และผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนภาคเอกชนสหรัฐฯ มาร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคของอาเซียนด้วย


สำหรับประเด็นการพักสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) บางส่วนแก่ไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลห่วงกังวลเรื่องผลกระทบต่อภาคเอกชนและสาธารณชน แต่เข้าใจดีเรื่องกติกาของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามในฐานะมิตรอันใกล้ชิด ขอให้สหรัฐฯ พิจารณาทบทวนอีกครั้ง ซึ่งรว.พณ.สหรัฐฯ พร้อมเปิดให้มีการเจรจาทบทวนระหว่างกันก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49431</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha&quot;, ตัดGSPไทย, ประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191103/image_big_5dbec1c582e7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐตัดGSPไทย ‘ทรัมป์’เอาคืนสินค้า571รายการโทษฐานแบนสารเคมีพิษ3ชนิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ทรัมป์&amp;quot; ลงนามตัดสิทธิ์จีเอสพีไทยมูลค่าร่วม 4 หมื่นล้านบาท อ้างไม่สามารถยกระดับสิทธิแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล แต่มีเสียงวิจารณ์หึ่งตอบโต้ไทยแบน 3 สารเคมีพิษทางการเกษตร &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; โต้ทันควันไม่มีความชอบธรรมทางจริยธรรม แต่ฝ่ายค้านได้ทีขย่มแหลก &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; ไล่รัฐบาลลาออก เหน็บประเทศไม่ใช่ที่ฝึกงานของทหารเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในคำประกาศเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ส่งถึงรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ประธานวุฒิสภา และนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุถึงการระงับสิทธิจีเอสพีแก่สินค้าส่งออกบางประเภทจากไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์อ้างเหตุผลจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยยังไม่สามารถยกระดับสิทธิแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ข้อความในจดหมายของทรัมป์ไม่ได้แจกแจงรายการสินค้าว่ามีอะไรบ้าง แต่ระบุแต่เพียงว่าสินค้าดังกล่าวคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 40,300 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ระบุว่า มาตรการที่จะใช้กับไทย จะมีผลบังคับใช้ภายใน 6 เดือน จะครอบคลุมสินค้าของไทยที่ได้รับสิทธิพิเศษประมาณ 1 ใน 3 แต่ในส่วนของสินค้าอาหารทะเลทุกประเภทจะถูกระงับจีเอสพี เนื่องจากปัญหาสิทธิและสวัสดิการแรงงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า สินค้าไทยที่อยู่ในการที่จะถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2563 จะมีถึง 571 รายการ ครอบคลุมทั้งของกินและของใช้ ตั้งแต่อาหารทะเล ผักและผลไม้ เมล็ดพันธุ์ น้ำเชื่อมและน้ำตาล ซอสถั่วเหลือง น้ำผักและผลไม้ ไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องครัว ประตูหน้าต่าง ไม้อัดและไม้แปรรูป เครื่องประดับ แผ่นเหล็ก และสเตนเลส เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีรายงานว่า การตัดสินใจของทรัมป์เป็นผลสืบเนื่องมาจาก การแบนสารเคมีอันตราย 3 ชนิด ในภาคการเกษตร โดยเฉพาะสารไกลโฟเซต ซึ่งสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม นายกีรติ รัชโน ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จะแถลงรายละเอียดกรณีสหรัฐตัดสิทธิ์จีเอสพีไทย ณ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เวลา 10.30 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า ได้โพสต์สุขภาพของประชาชน ต้องอยู่เหนือผลประโยชน์ทางธุรกิจ เขาไม่มีความชอบธรรมทางจริยธรรมที่จะมากดดันรัฐบาลไทย ที่ได้ตัดสินใจให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน เหนือผลประโยชน์ทางธุรกิจ และที่เราทำไป ก็ไม่ได้ขัดต่อกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศใดๆ ทั้งสิ้น
ยังมีเวลาพอรับมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องอยู่ที่ภาครัฐในการกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะจะมีผลวันที่ 25 เมษายน 2563 ยังพอมีเวลารับมือ แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมของเอกชนกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะด้านการส่งออก แต่เชื่อว่าสินค้าไทยกลุ่มดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐ เพราะเป็นสินค้าในชีวิตประจำวัน และไทยผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและหลากหลาย แต่ผลกระทบที่กังวลมากกว่าคือตัวผู้ประกอบการส่งออกของไทย ที่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในโลก เท่ากับว่าไทยโดน 2 เด้ง ดังนั้นอยากให้หน่วยงานอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้ามาดูแลเรื่องเงินบาทโดยด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ยังไม่ได้ศึกษาข้อมูลในเรื่องนี้ จึงเร็วเกินไปที่จะระบุว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลกระทบอย่างไรต่อเราบ้าง แต่เชื่อว่าอาจจะมีผลกระทบ ดังนั้นจึงต้องขอเวลาในการศึกษารายละเอียด ทั้งในส่วนอัตราภาษีจีเอสพี และขอประเมินมูลค่าการเสียสิทธิก่อน เกรงว่าหากลงรายละเอียดในขณะนี้ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มองว่าอย่างน้อยผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการดังกล่าว คือสินค้าในกลุ่มที่ถูกตัดสิทธ์จีเอสพีจะมีราคาแพงขึ้น ซึ่งในกลุ่มสินค้าประเภทอาหารทะเลถือว่าไทยเป็นเจ้าตลาดพอสมควร ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตและตั้งราคาที่สามารถแข่งขันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีนี้หากเทียบเคียงกับกรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน สหรัฐเองก็ยังขาดดุลทางการค้ากับจีน ซึ่งนั่นหมายความว่า จีนยังสามารถที่จะส่งสินค้าไปยังสหรัฐได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งลดลงจากเดิมอย่างมาก จึงคิดว่าไม่น่าจะแตกต่างกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยมากนัก&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ให้ความเห็นว่า ถ้าไทยเข้ากลุ่มองค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ ก็ไม่ต้องกลัวได้รับผลกระทบใดๆ จากเรื่องแบบนี้อีกต่อไป มิฉะนั้นระบบเศรษฐกิจไทยและการค้าต่างประเทศไม่มีวันที่จะมีเสถียรภาพและความมั่นคงได้เลย เว้นแต่จะยอมเป็นเมืองขึ้นแบบบางประเทศ ข้อกล่าวหาแบบนี้จะกล่าวหากันได้ทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาเหตุที่รัฐบาลสหรัฐตัดสิทธิ์ เนื่องจากรัฐบาลไทยล้มเหลวการยกระดับสิทธิแรงงานให้เท่าเทียมมาตรฐานโลก พล.อ.ประยุทธ์เป็นรัฐบาลมา 5 ปี จะโยนความผิดไปใส่รัฐบาลไหนคงไม่ได้ ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์คุยมาตลอดว่า ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถออกกฎหมายได้มากที่สุด
ไล่รัฐบาลลาออก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้คงถึงบางอ้อแล้วว่า ประสิทธิภาพของการออกกฎหมาย ขึ้นอยู่กับเนื้อหา รายละเอียด ความเป็นสากล ไม่ใช่ปริมาณ โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์คือเรื่องเศรษฐกิจ ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง ความล่าช้าของงบปี 63 อย่างน้อย 3 เดือน การหดตัวของการส่งออก การซบเซาของการท่องเที่ยวที่ต้องเผชิญ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตอบว่าจะรับผิดชอบปมสหรัฐตัดสิทธิ์จีเอสพี สินค้าไทยอย่างไร&amp;rdquo; โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ท่ามกลางความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ ไทยต้องระมัดระวังท่าทีและบทบาทที่จะส่งผลทางการเมือง พึงระลึกว่าเราไม่ควรเข้าไปอยู่ตรงกลางในระหว่างที่เสือสองตัวกำลังสู้กัน การแสดงท่าทีเลือกข้างหรือเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ได้ส่งผลเสียหายต่อประเทศแล้ว จากนี้ไปคนไทยจะเผชิญความยากลำบากมากขึ้นจากความไร้สติปัญญาของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า ทางรอดเดียวที่เหลืออยู่คือรัฐบาลต้องกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายใน อันเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวเดียวที่เหลือที่ยังสามารถกระตุ้นได้ หัวใจสำคัญคือต้องทำให้คนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนยากจนเกิดกำลังซื้อ ซึ่งทำได้สองแบบคือแจกเงินแบบที่กำลังทำอยู่ หรือลงทุนเพื่อให้คนเห็นอนาคต หรือการแจกโอกาสเพื่อให้ประชาชนเอาไปต่อยอดให้เกิดการผลิตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าไม่มีปัญญาจะทำอะไรมากไปกว่าการแจกเงินก็ลาออกไป ประเทศไม่ใช่ที่ฝึกงานของทหารเกษียณ&amp;quot; นายวัฒนากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังจะชะลอตัวลงอีก การค้าระหว่างประเทศลดลง ขณะที่สงครามการค้ายังเดินหน้าต่อไป และส่งผลกระทบไปทั่วโลก เบร็กซิตยังไม่มีข้อยุติง่ายๆ การส่งออกซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดเติบโตเป็นลบ เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำสุดในอาเซียน ล่าสุดสหรัฐประกาศตัดสิทธิ์ GSP ไทยมูลค่าเกือบ 40,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกเป็นแสนๆ ล้าน เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ประเทศไทยจะทำอย่างไรกันต่อไป ถึงเวลาต้องคุยกันอย่างจริงจังแล้ว
ไม่เชื่อเพราะแบนสารเคมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) &amp;nbsp;มองว่า ไม่น่าเกี่ยวกับแบนสารเคมี ซึ่งกรณีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องทบทวนหรือชี้แจงใดๆ คนละส่วนกัน และขอย้ำว่าอันนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกีดกันทางการค้าใดๆ เลย เพราะมีข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ ข้อมูลสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวถึงกรณีมีคนแสดงความเห็นผ่านเพจ Biothai ข่มขู่เรื่องเปิดเผยเบื้องหลังสหรัฐ ขอให้ไทยยกเลิกมติแบน 3 สารพิษ มาจากผู้บริหารของสมาคมที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัทสารเคมีกำจัดศัตรูพืชว่า อาจจะตายสักวัน ว่าจากการที่ได้ปรึกษากับทนายความ ก็ได้รับคำแนะนำว่าให้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยจะเดินทางไปยังสถานีตำรวจนนทบุรี วันที่ 28 ต.ค.นี้ เวลา 10.00 น. และจะรวบรวมข้อมูลส่งให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ส่วนการชี้แจงต่อสหรัฐมองว่าไม่จำเป็นที่ระดับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจะต้องชี้แจง เนื่องจากตามวิธีการทูตแล้ว สามารถแจ้งให้ระดับเจ้าหน้าที่ เช่น อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นผู้ชี้แจงต่อทางฝ่ายสหรัฐได้เลย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์บอกว่า การชี้แจงเบื้องต้นอาจประกอบด้วย 1.เราดำเนินการภายใต้กฎหมายไทย และ 2.ดำเนินการตามหลักพื้นฐานข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่อิงตามพื้นฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันอาทิตย์เดินทางไปจังหวัดอุดรธานี เพื่อประชุม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกร ภาคเอกชน และภาครัฐ ในการประกันรายได้เกษตรกร มันสำปะหลัง ซึ่งจะมีการกำหนดราคาที่จะตกลงประกันรายได้รวมกัน ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไร จะได้ในราคากิโลกรัมละเท่าไหร่ ต้องรอผลสรุปในวันพรุ่งนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังกล่าวถึงกรณีกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาทำหนังสือถึงรัฐบาลไทย เพื่อขอให้ทบทวนการแบนสารเคมีอันตราย 3 ชนิดในภาคการเกษตร โดยเฉพาะสารไกลโฟเซต ว่าภายหลังกระทรวงเกษตรสหรัฐส่งเรื่องนี้มายังกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ส่งต่อเรื่องให้ กรมการค้าต่างประเทศได้นำไปพิจารณาแล้ว จะมีผลกระทบต่อประเทศอย่างไร ซึ่งต้องรอการพิจารณาของกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งเหตุผลที่ส่งเรื่องนี้ให้กรมการค้าระหว่างประเทศ เพราะอยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย
ชู&amp;quot;มนัญญา&amp;quot;หญิงแกร่ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในหนังสือกระทรวงเกษตรสหรัฐแสดงความห่วงใยเรื่องต้นทุนการใช้ยาตัวใหม่จะแพงขึ้น เฉลี่ยถึง 1 แสนล้านบาท พร้อมกับห่วงว่าสินค้าเกษตรบางอย่างของสหรัฐจะมีปัญหาการนำเข้าในประเทศไทยหรือไม่ ส่วนตัวสะท้อนให้เห็นว่าทางสหรัฐห่วงใยการส่งออกสินค้า ที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยส่วนตัวขณะนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร ต้องรอให้หน่วยงานที่ข้องไปพิจารณาตามขั้นตอนก่อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศจะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งเรื่องนี้ยังจะไม่นำเข้าสู่ที่ประชุมอาเซียนที่จะมีขึ้นในต้นเดือนหน้า เพราะในส่วนของอาเซียนจะเป็นเรื่องการค้าการลงทุนเท่านั้น ส่วนตัวยังคงไม่สามารถตอบได้ว่าประเทศอื่นในอาเซียนจะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ด้วยหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ก็ได้ผนึกกำลังร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ในการผลักดันแบน 3 สารพิษได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่ง น.ส.มนัญญาถือเป็นรัฐมนตรีผู้หญิงเพียงคนเดียวของพรรคภูมิใจไทย ที่ทำงานเดินหน้าต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้จะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่เรียกได้ว่าเป็นหญิงแกร่งแห่งพรรคภูมิใจไทย สู้ไม่ถอยในเรื่องที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของพี่น้องประชาชน&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์กล่าวว่า อยากให้พี่น้องประชาชนได้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานของพรรคภูมิใจไทย เราสัญญาว่าบุคลากรของพรรคภูมิใจไทยทุกคน จะเดินทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนต่อไป นายอนุทินฝากขอบคุณทุกคน ทุกหน่วยงาน รวมถึงรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยทุกคน ที่ให้ความร่วมมือในการทำงานผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผลงานที่ออกมา ไม่ใช่เป็นของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น แต่ถือเป็นผลงานของรัฐบาลด้วย เพราะทุกนโยบายที่จะสำเร็จได้ ลำพังเพียงพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวไม่อาจทำให้สำเร็จได้ ต้องได้แรงสนับสนุนจากรัฐบาลด้วย ดังนั้นผลงานที่ออกมาต้องให้เครดิตกับทุกคนในรัฐบาล&amp;rdquo; โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48916</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 สารพิษเกษตร, ตอบโต้ทางการค้า, ตอบโต้แบนสารพิษ, ตัดGSPไทย, สหรัฐตัดGSPไทย, สินค้า571รายการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แบน 3 สารพิษ, แบน 3 สารพิษเกษตร, แบนสารเคมีพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191026/image_big_5db4391adc775.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
