<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ช่อ-เกศปรียา’เซ่น‘เฟกนิวส์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เสียใจฝ่ายการเมืองปล่อยเฟกนิวส์รีดภาษีผ้าอนามัย สั่งดำเนินคดีให้หลาบจำ &amp;quot;เกศปรียา&amp;quot; เสียงอ่อยปัดดรามาโจมตีรัฐบาล แค่ท้วงติงให้ผู้หญิงใช้ของถูกลง &amp;quot;ช่อ&amp;quot; โดนแล้ว! สำนักนายกฯ แจ้งเอาผิดตัดต่อคำขวัญวันเด็ก โฆษก อนค.เซ็งไร้อารมณ์ขัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการจัดการกับเฟกนิวส์ โดยเฉพาะที่ฝ่ายการเมืองออกมาระบุว่าจะมีการขึ้นภาษีผ้าอนามัยว่า โฆษกรัฐบาลได้ชี้แจงไปแล้ว แต่เสียใจอย่างหนึ่ง ข่าวนี้ปล่อยมาจากฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้มีคดีความอะไรกันหรือเปล่า ลองไปว่ากัน ตอนนี้เขากำลังทบทวนกันอยู่ในเรื่องเหล่านี้ ใครเสนอข่าวเฟกนิวส์ออกมา ถ้ามีผลกระทบมากๆ ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะกฎหมายมีอยู่ หากไม่ทำจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันๆ หนึ่งมีเฟกนิวส์ประมาณ 20-30 ข้อมูลออกมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็รายงาน และมีการชี้แจงอะไรเป็นข่าวปลอม ขณะเดียวกันโฆษกรัฐบาลก็ไปหาเรื่องจริงมาว่าคืออะไร ก็ไม่พบว่าเป็นอย่างที่นำเสนอเลย อยู่ดีๆ อุปโลกน์ขึ้นมาได้อย่างไรข่าวแบบนี้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ อยากชี้แจงกรณีเฟกนิวส์ที่ระบุว่าภรรยาตนเป็นมุสลิม นับถือศาสนาอิสลาม&amp;nbsp;เรื่องนี้เห็นกันอยู่ ภรรยาตนไปใส่บาตร กราบพระ ไหว้พระ และตนเองก็เป็นไทยพุทธอยู่แล้ว ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาล นายกฯ ต้องดูแลคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย&amp;nbsp;การไปโพสต์แบบนี้คิดว่าไม่เป็นธรรมกับตนและครอบครัว ขอให้ทำความเข้าใจกันด้วย อย่าไปแพร่กันเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในที่ประชุม ครม. มีการพูดคุยถึงเรื่องการขึ้นภาษีผ้าอนามัย&amp;nbsp;หลังจากมีผู้ออกมาให้ข่าวว่า ครม.มีมติจัดให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและจะคิดภาษีในอัตราที่สูงสุดถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม ไม่เป็นความจริง เป็นเท็จทั้งหมด และรัฐบาลและ ครม.ไม่เคยมีแนวคิดไปเก็บภาษี เนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องใช้ทุกเดือน และเป็นสินค้าจำเป็น ทั้งนี้ จากนี้คงจะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป เนื่องจากเป็นการนำข้อมูลที่เป็นเท็จเผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งจัดการกับขบวนการข่าวปลอม Fake ews ที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ ทั้งกรณีการปล่อยข่าวว่าคณะรัฐมนตรีมีมติจัดเก็บภาษีผ้าอนามัยดังกล่าว และการปล่อยข่าวออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในช่วงการชุมนุมของพรรคอนาคตใหม่ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ประกาศให้เป็นข่าวปลอมแล้ว และอยู่ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณี น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ทวีตภาพเอกสารคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการบิดเบือนเพิ่มข้อความเชิญชวนเยาวชนออกไปชุมนุมกับพรรคอนาคตใหม่นั้น ล่าสุดทางนิติกรของสำนักนายกรัฐมนตรีได้ไปแจ้งความดำเนินคดีและร้องทุกข์กล่าวโทษกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. เนื่องจากเป็นคำขวัญที่ออกในนามนายกรัฐมนตรี และสำนักนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ ส่งข้อความชี้แจงผ่านกลุ่มไลน์สื่อมวลชนพรรคเพื่อชาติว่า จากกรณีที่ออกมาให้ข่าวเรื่องผ้าอนามัย อันดับแรก ขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจที่พูดถึงประเด็นนี้ ว่าไม่ได้ต้องการเล่นเรื่องนี้เป็นดรามาหรือโจมตีรัฐบาล แต่ทำหน้าที่ในฐานะเป็นนักการเมือง เป็นปากเสียงประชาชน ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง โดยคิดว่าผู้หญิงควรได้ราคาผ้าอนามัยที่ถูกกว่านี้ เพราะปัจจุบันในหลายประเทศได้มีการผ่านกฎหมายยกเลิกภาษีผ้าอนามัยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังเป็นการท้วงติงไปยังรัฐบาล เพื่อพิจารณาเปลี่ยนหมวดหมู่ของผ้าอนามัยไปอยู่ในเวชภัณฑ์ หรือหมวดที่เหมาะสมมากกว่าหมวดเครื่องสำอาง เพราะไม่อยากให้ประชาชนต้องแบกรับภาระที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ รวมถึงถือว่าเป็นการช่วยให้สังคมช่วยกันจับตาในประเด็นนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีของผ้าอนามัย ที่เป็นสินค้าที่จัดอยู่ในหมวดของเครื่องสำอาง ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย สามารถมีเพดานภาษีได้ถึง 40% นั้น&amp;nbsp;ในส่วนนี้ไม่ได้ก้าวล่วงไปบอกว่ารัฐได้จัดเก็บภาษีในส่วนตรงนี้แล้ว เพียงแต่แสดงความเป็นห่วงว่าเพดานภาษีที่ 40% สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยนั้นเป็นปลายเปิดทางช่องกฎหมาย ที่สำคัญพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ควบคุมสินค้า มีอายุความเพียง 1 ปี ซึ่งอีกไม่กี่เดือนจะหมดแล้ว ทั้งนี้ ในหลายประเทศยังมีการเรียกร้องให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าปลอดภาษี เนื่องจากผ้าอนามัยถือเป็นสินค้าที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้หญิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา น.ส.เกศปรียา ส่งข้อความผ่านกลุ่มไลน์สื่อมวลชนพรรคเพื่อชาติ ระบุว่า ดูตามเอกสารจากเว็บ ht tp://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER7/DRAWER100/GENERAL/DATA0000/00000302.PDF ซึ่งสรุปสาระสำคัญของการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2561 หมวดกฎหมาย ข้อ 4 ระบุว่า ... ร่างกฎกระทรวงกำหนดผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอาง พ.ศ. ...&amp;nbsp;&amp;nbsp;เครื่องสำอางจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ดังนั้นผ้าอนามัยแบบสอดจึงถูกจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งในความคิดของตน ผ้าอนามัยทุกชนิดไม่ควรถูกกำหนดให้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตของสตรีทั้งโลก แม้จะมีการชี้แจงว่า ผ้าอนามัยถูกระบุใน พ.ร.ก. ว่าเป็นสินค้าควบคุม แต่ผ้าอนามัยแบบสอดยังไม่ถูกปลดออกจากสินค้าประเภทเครื่องสำอางซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้ง พ.ร.ก.ดังกล่าวยังมีผลบังคับใช่เพียง 1 ปีเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วควรทำให้เป็นสินค้าควบคุมถาวร จึงให้ข้อมูลข่าวประเด็นนี้ในฐานะเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง อยากจะถามแทนสตรีทั้งประเทศเพื่อให้ได้คำชี้แจงจากทางรัฐบาลว่า ทำไมถึงได้มีมติ ครม.อนุมัติเรื่องแบบนี้ ซึ่งถือเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นสำหรับสตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดว่ามีนิติกรของสำนักนายกรัฐมนตรีไปแจ้งความเอาผิดตามที่ศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์ระบุ ซึ่งเข้าใจว่าประชาชนทุกคนที่ได้เห็นทวีตข้อความดังกล่าว คงเข้าใจเหมือนกันว่าเป็นมุกตลก และภาพดังกล่าวไม่ใช่ตนที่เป็นคนตัดต่อ โดยข้อความที่ระบุว่า&amp;ldquo;เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย&amp;rdquo; มีคำว่า &amp;quot;และอย่าลืมไปสกายวอล์กพรุ่งนี้&amp;quot; ต่อท้ายนั้น ตนเข้าใจว่าเป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น นอกจากนี้ โพสต์ดังกล่าวมีเขียนในวงเล็บไว้ว่า &amp;quot;นายกรัฐมนตรีไม่ได้กล่าวไว้&amp;quot; พอรู้ว่าถูกแจ้งก็รู้สึกตลก และคิดว่าผู้แจ้งและศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์น่าจะมีอารมณ์ขันมากกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราติดตามการทำงานของศูนย์ต้านเฟกนิวส์มาอย่างต่อเนื่อง ว่ามีกลไกการทำงานที่เป็นอิสระหรือไม่ ถ้าจะใช้จัดงานแบบให้มีประสิทธิภาพรัฐเองก็ควรกลั่นกรอง ไม่ว่าจะเป็นข่าวของฝ่ายใด โดยเฉพาะเมื่อรัฐเองมีอำนาจในตัดสินว่าเรื่องไหนคือความจริง หากจะตัดสินเฉพาะข่าวที่ได้รับผลกระทบเฉพาะฝ่ายตัวเองนั้น จะเข้าข่ายการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่ เชื่อว่าประชาชนทุกคนคงจะตอบได้ พฤติกรรมดังกล่าวยิ่งเป็นการตอกย้ำ หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ไม่ได้ทำเพื่อจัดการปัญหาข่าวปลอมที่เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังจับตา แต่กลับใช้เป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้าม&amp;rdquo; โฆษกพรรคอนาคตใหม่ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52721</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดต่อคำขวัญวันเด็ก, ภาษีผ้าอนามัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191217/image_big_5df8e4ea17b06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
