<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2020 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2020 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกไทยไม่สะเทือน! &#039;ทรัมป์&#039;ตัดสิทธิจีเอสพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย.63- นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ผลกระทบทางลบต่อภาคส่งออกไทย เศรษฐกิจไทยโดยรวมไม่มากนักจากการตัดสิทธิจีเอสพีของสหรัฐฯต่อสินค้าไทย 231 รายการและไม่มีความจำเป็นในการทำตามที่สหรัฐอเมริกาต้องการในเปิดตลาดเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงเพราะได้ไม่คุ้มเสีย โดยเฉพาะประเด็นทางด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนชาวไทย และ ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์น่าจะตัดสินใจบนพื้นฐานผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์เพื่อรักษาฐานคะแนนจากกลุ่มเกษตรกรสหรัฐฯ สินค้าไทย 231 รายการที่ถูกตัดสิทธิล่าสุดและมีผลตั้งแต่เดือนธันวาคม มีเพียง 147 รายการเท่านั้นที่ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ สินค้ากลุ่มนี้ (147 รายการ) มีมูลค่านำเข้าเฉลี่ยประมาณ 600-700 ล้านดอลลาร์ต่อปี เมื่อเสียภาษีเพิ่ม 4-5% คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 20-30 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 640-960 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อบริษัทส่งออกขนาดกลางขนาดเล็กที่อาศัยตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหลักจะกระทบมากพอสมควร ฉะนั้นต้องเร่งหาตลาดใหม่ทดแทนหากแข่งขันไม่ได้ในด้านราคาในตลาดสหรัฐฯอันเป็นผลที่ไม่ได้รับสิทธิจีเอสพีแล้ว สินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ อุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบ กระปุกเกียร์ ผลิตภัณฑ์ยางหลากหลายประเภท กรอบแว่นตา เคมีภัณฑ์ อลูมิเนียมแผ่นบาง เป็นต้น ผลที่มีต่อตลาดการเงินในประเทศมีจำกัดแต่บริษัทที่ผลิตและส่งออกสินค้าประเภทดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์อาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางที่ราคาปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้อาจปรับฐานลดลงได้จากข่าวการตัดจีเอสพีดังกล่าว ส่วนความเคลื่อนไหวของเงินบาทไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญใดๆ ขณะที่ไทยยังคงใช้สิทธิและยังไม่ถูกตัดสิทธิจีเอสพีในสินค้าอีก 638 รายการ โดยตนมองว่า ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมหาตลาดใหม่ๆไว้ทดแทนบ้างเนื่องจาก ไทยอาจถูกติดสิทธิจีเอสพีจากการอ้างเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ในระยะต่อไปและหาก โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งมีแนวโน้มสูงที่จะนำเอาประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงานและประชาธิปไตยมาเป็นประเด็นสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 พ.ย. ที่จะถึง ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ตลาดการเงินโลก เศรษฐกิจไทยมากกว่า ประเด็นการตัดจีเอสพีมากกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทยในส่วนที่เชื่อมโยงกันเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯมากเป็นพิเศษ หากผลการเลือกตั้งออกมาโดย โจ ไบเดน มีชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินโลกมากที่สุด แม้นว่า โจ ไบเดน จะมีนโยบายเก็บภาษีเพิ่มทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% เก็บภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มจาก 37% เป็น 39% และวางแผนจะเก็บภาษีเงินกำไรจากเงินลงทุน (Capital gain tax) โดยเก็บจากคนที่รายได้ตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป นโยบายการเก็บภาษีเหล่านี้เพื่อไม่ต้องตัดลดสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อยคงจะมีผลต่อธุรกิจใหญ่ๆและนักลงทุนในตลาดหุ้นอยู่บ้าง แต่การยกเลิกนโยบายกีดกันทางการค้าและชาตินิยมทางเศรษฐกิจรวมทั้งการก่อสงครามทางการค้าลดลงจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและการค้าโลกในภาพรวม ตลาดหุ้นส่งผลบวกต่อเอเชียและเศรษฐกิจไทยดีขึ้น พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แรงงานจะได้ปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมนุษย์เข้มข้นจะย้ายฐานมาทางเอเชียมากขึ้น ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาในยุค โจ ไบเดน น่าจะมีการเข้าร่วมเจรจา CPTPP และ TPP ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค นโยบาย Buy American ของ โจ ไบเดน คงไม่ส่งผลต่อการซื้อสินค้าต่างชาติและภาคส่งออกเท่านโยบาย America First หรือ Make American Great Again ของ โดนัล ทรัมป์ อย่างแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า หาก โดนัล ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งอาจเป็นผลดีต่อธุรกิจขนาดใหญ่และตลาดหุ้นสหรัฐฯในระยะสั้น เพราะจะมีการยืดมาตรการ Tax cuts and Jobs Act ต่อไปอีก กลุ่มธุรกิจพลังงานแบบเดิมน่าจะได้ประโยชน์ ขณะนี้สงครามทางการค้าและลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจจะเข้มข้นมากขึ้นไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินโลกโดยรวม หากผลการเลือกตั้งออกมาไม่ชัดเจน มีการชุมนุมประท้วงผลการเลือกตั้งหรือมีการสั่งให้นับคะแนนใหม่โดยศาล กรณีนี้จะส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกผันผวนในช่วงปลายปีและต้นปีหน้ามากที่สุด &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;วิเคราะห์อีกว่า หาก โจ ไบเดน ชนะเลือกตั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯอาจปรับฐาน เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง เงินทุนของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่อาจเคลื่อนย้ายมายังตลาดเอเชียและตลาดดาวรุ่งทางเศรษฐกิจ (Emerging Markets) มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุน นักธุรกิจที่อาจจะกังวลกับนโยบายภาษีของพรรคแดโมแครตและ ความเสี่ยงการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯและกำไรที่ลดลงจากการคาดการณ์เสียภาษีเพิ่มขึ้นจะถูกชดเชยโดยการเปิดเสรีการค้าเพิ่มขึ้น กำลังซื้อภายในเพิ่มขึ้นจากค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น การเพิ่มสวัสดิการและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความสัมพันธ์กับยุโรปน่าจะดีขึ้นกว่าสมัยทรัมป์ เพราะ &amp;ldquo;โจ ไบเดน&amp;rdquo; ไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าวต่อกรณีข้อพิพาทเรื่องการจัดเก็บภาษีดิจิทัลของรัฐบาลในยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.50% จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนพร้อมกับมีมาตรการทางการเงินที่เป็น Unconventional เพื่อช่วยประคับประคองภาวะเศรษฐกิจไทยและรับมือความผันผวนของตลาดการเงินโลกได้ยิ่งขึ้น หากผลการเลือกตั้งสหรัฐฯออกมาไม่ชัดเจนและนับมาสู่ความวุ่นวายทางการเมืองแล้วส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกถดถอยมากกว่าเดิมอีก หรือการเมืองภายในประเทศไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ได้ตามวิถีของรัฐสภาและวิถีทางแห่งกฎหมายได้ การพิจารณานำนโยบายการเงินที่เป็น Unconventional มีความจำเป็นอย่างยิ่งในภาวะที่ประเทศประสบปัญหาฐานะทางการคลังมากขึ้นตามลำดับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82479</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2020 08:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2020 08:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย 573 รายการ พาณิชย์ยื่นขอชะลอไม่เป็นผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เมษายน 2563 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;เม.ย.2563&amp;nbsp;ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่ให้กับสินค้าไทย&amp;nbsp;573&amp;nbsp;รายการอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้ประกาศจะตัดสิทธิไทยในรอบการทบทวนการให้สิทธิเป็นรายประเทศ ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ต.ค.2562&amp;nbsp;โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าไทยไม่ให้สิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากลอย่างเพียงพอ ตามการร้องเรียนของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (เอเอฟแอล-ซีไอโอ)&amp;nbsp;

&amp;ldquo;ก่อนหน้านี้ เมื่อ&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;สัปดาห์ก่อน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้ทำหนังสือถึงยูเอสทีอาร์ ให้พิจารณาเลื่อนการตัดสิทธิไทยออกไปก่อน เพราะทั้งไทยและสหรัฐฯ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp;และเพื่อให้สหรัฐฯ ยังซื้อสินค้าจากไทยได้ในราคาถูก เพราะไม่เสียภาษีนำเข้า และไทยจะได้ส่งออกได้มากขึ้น เพื่อฟื้นฟูประเทศ และยังได้ขอให้&amp;nbsp;17&amp;nbsp;สมาคมของสหรัฐฯ ที่นำเข้าสินค้าไทย ทำหนังสือถึงยูเอสทีอาร์ และถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เลื่อนเวลาการตัดสิทธิออกไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล สินค้าไทย&amp;nbsp;573&amp;nbsp;รายการถูกตัดสิทธิอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;เม.ย.2563&amp;rdquo;นายกีรติกล่าว

ทั้งนี้ การถูกตัดสิทธิจีเอสพีในสินค้า&amp;nbsp;573&amp;nbsp;รายการดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาหารสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และเซรามิก เป็นต้น แต่ไม่ได้ทำให้ไทยสูญเสียมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มไปสหรัฐฯ ที่ปีละเกือบ&amp;nbsp;40,000&amp;nbsp;ล้านบาท เพราะไทยยังส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้เหมือนเดิม ไม่ใช่ส่งออกไม่ได้เลย เพียงแต่ผู้นำเข้าต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติเฉลี่ยที่&amp;nbsp;4.7%&amp;nbsp;จากเดิมที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตัดจีเอสพีสินค้าไทยเพิ่มเติม ตามรอบการทบทวนการให้สิทธิเป็นรายประเทศ โดยมีการร้องเรียนของสมาคมผู้ค้าสุกรแห่งชาติ ที่เรียกร้องให้ยูเอสทีอาร์ตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย เพราะไม่เปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐฯ อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะไม่เปิดตลาดนำเข้าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีน ซึ่งยังไม่รู้จะประกาศผลการพิจารณาเมื่อไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64474</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191129/image_big_5de0805a7de1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐ2มาตรฐาน พณ.งงใช้แรงงานบีบทั้งที่ตัวเองก็ทำไม่ได้/จ่อถกเวทีอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; เผยสหรัฐอเมริกาตัดจีเอสพีตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย ยังมีเวลาอีก 6 เดือนเจรจา อย่าโยงให้เป็นปัญหาการเมือง เล็งใช้อาเซียนซัมมิตกล่อม &amp;ldquo;เสี่ยหนู&amp;rdquo; ย้ำดึงสารพิษเอี่ยว เชื่อชาวมะกันจะได้รับผลกระทบเอง &amp;ldquo;หญิงหน่อย&amp;rdquo; บี้รัฐบาลเร่งถกอย่างมีศักดิ์ศรีอย่าเป็นลูกไล่ พ่วงแขวะให้อเมริกามองเป็นธรรมอย่าลงดาบเพราะความผิดพลาดของลุงตู่ &amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo; แจงยิบเชื่อผู้ประกอบการปรับตัวได้เพราะรู้มาระยะหนึ่งแล้ว มึนใช้เรื่องแรงงานต่างด้าวบีบทั้งที่ประเทศตัวเองก็ทำไม่ได้ &amp;ldquo;กรมส่งเสริมการค้าฯ&amp;rdquo; วาง 7 มาตรการรองรับเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันจันทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ายังคงมีความต่อเนื่องกรณีประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศระงับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทย 573 รายการชั่วคราวในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดย &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นเรื่องของสหรัฐฯ กฎหมายใครก็กฎหมายเขา ของเราก็มีของเรา จึงไม่อยากให้ไปคาดเดาว่าตัดตรงนี้เพราะอะไรอย่างไร โดยรัฐบาลทราบมาอยู่แล้วว่าจะมีปัญหาตรงนี้ ที่ผ่านมาก็แก้ปัญหามาโดยตลอด กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ก็ได้เจรจาต่อรองเยอะแยะ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ข้อสำคัญเราเจรจาอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องแก้ไขปัญหาภายในของเราด้วย โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาแรงงาน เราก็ต้องไปดูว่าเราทำได้มากน้อยแค่ไหน บางอย่างมันมีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับในประเทศของเรา ทั้งคนของเรา แรงงานของเรา แรงงานต่างด้าวในประเทศของเรา ซึ่งเราพยายามเดินหน้าเรื่องนี้ให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าจะคาดเดาไม่ได้ เหมือนเขาก็คาดเดาเราไม่ได้เหมือนกัน ว่าเราจะทำอะไรต่อไป จึงขึ้นอยู่กับกติกามันอยู่ตรงไหน&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า กติกาของเรา เราก็ทราบอยู่แล้วในหลายเรื่องด้วยกัน วันนี้อยากบอกว่าคงไม่ใช่เรื่องที่เราต้องตื่นตระหนก หรือว่ากล่าวให้ร้ายกันไปมา มันไม่เกิดประโยชน์ และเท่าที่ พณ.ชี้แจงมาคิดว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จะเห็นว่ารัฐบาลได้ทำมาโดยตลอด เพียงแต่เวลาที่ดำเนินการมาได้ทำหลายอย่างด้วยกัน โดยเฉพาะกฎหมายแรงงานคือปัญหาหลักของเรา และเป็นกฎหมายของเรา ในประเทศของเรา ถ้าเราทำตามเขามากๆ เราจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่ากับเราเอง เพราะฉะนั้นเราต้องลดทั้งปัญหาภายในและภายนอกไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ยืนยันว่า เท่าที่ได้ฟังตัวเลขต่างๆ เป็นจำนวนไม่มากนัก ทั้งหมดกว่า 500 รายการ เราใช้ไปประมาณกว่า 300 รายการ อีกกว่า 100 รายการเราก็ไม่ได้ใช้ของเขา สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้เราต้องตื่นตัว ซึ่งรัฐบาลตื่นอยู่แล้ว ภาคเอกชนก็ต้องตื่นตัวไปด้วยในการพัฒนาเรื่องเหล่านี้ รวมถึงการดูแลแรงงานในประเทศด้วย เพราะถือเป็นสถานประกอบการ รัฐบาลไม่ได้ลงไปข้างล่าง แต่ก็จะใช้กฎหมายตรวจตรา บังคับจับกุม เป็นเรื่องของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ ในส่วนของ พณ., กระทรวงแรงงาน, กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็เดินหน้าปรึกษากันในเรื่องนี้ ทุกคนต้องมาแก้ปัญหาร่วมกัน ถ้าเราไปว่าคนโน้น เดี๋ยวคนโน้นก็ว่ากลับมา ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เราต้องแก้สิ และมีการส่งผู้แทนไปเจรจามาโดยตลอดในทุกเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ช่วงที่ผ่านมาเราเจรจามากในหลายเรื่องที่เป็นปัญหาในอดีต เขาคุยกันหมดแล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าประเทศเขาจะยินยอมแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้มีเวลาอีก 6 เดือน เราก็ต้องหาวิธีพูดคุยกันต่อไป ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้เพราะเป็นกฎหมายของเขา กฎหมายใครก็ต้องกฎหมายใคร แล้วอย่าไปคาดเดาว่าเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันคนละเรื่อง เข้าใจไหม อย่าให้เป็นปัญหาทางการเมืองอีกแล้วกัน และอย่าพูดให้ทุกอย่างมันเลวร้ายไปกว่าเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ต้องมีอยู่ คู่ค้าสำคัญของเราเหมือนกัน &amp;nbsp;จะบอกว่าอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะเป็นนโยบายของเขา นโยบายของเราก็คนละอันกัน แต่จะทำอย่างไรให้ร่วมมือกันได้ หยุดเถอะเรื่องพวกนี้ ไม่เกิดประโยชน์หรอก มันจะเสียหายมากกว่าเดิม&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ามีเวลาอีก 6 เดือนที่จะมีผล การเจรจาจะเป็นไปได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ขึ้นอยู่กับเราทำได้มากน้อยแค่ไหน บางอย่างเราทำได้หรือไม่ได้ ก็ต้องศึกษาดู มีหลายเรื่องก็ต้องไปดูว่าทำไมเราถึงทำตรงนี้ไม่ได้ ก็ไปว่ากันต่อไป
ลั่นถกเวทีอาเซียนแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามต่อว่าเราก็จะยึดกฎหมายเรา ไม่โอนอ่อนผ่อนตามใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า กฎหมายเราโอนอ่อนผ่อนตามใคร ตรงนั้นเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฎหมายกับประเทศมหาอำนาจ เราก็ต้องดีลกันว่าจะทำอย่างไร เรื่องนั้นเรื่องนี้ บางอันเป็นกฎหมายพหุภาคีเกี่ยวข้องกับหลายประเทศด้วยกัน บางอันเป็นกฎหมายทวิภาคี กฎหมายเขา กฎหมายเรา จะเชื่อมโยงกันได้อย่างไร แต่ถ้าเขาตั้งกฎเกณฑ์ไว้สูง เราก็ลำบากหน่อย เพราะเรากำลังพัฒนาเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งเรื่องนี้โดนกันหลายประเทศ อย่างอินโดนีเซีย ก็ต้องดูว่าเราเสียประโยชน์เท่าไหร่ เราเสียภาษีเพิ่มขึ้นมาประมาณ 50 ล้านเหรียญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนหากพบกับผู้นำสหรัฐฯ หรือผู้แทนจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าต้องคุยกันอยู่แล้ว อาจในเวที เมื่อถามต่อว่ารัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าสหรัฐฯ จะมีท่าทีเช่นนี้ออกมา ได้เตรียมมาตรการไว้แล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าเรื่องนี้มัน 9 &amp;nbsp;ปีมาแล้ว ซึ่งสิทธิประโยชน์ทุกอย่างเราก็ต้องมาดู เอามาทบทวนหมด เพราะทุกอย่างเรากำลังโตขึ้น เมื่อโตขึ้นก็มีตัดสิทธิพิเศษเหล่านี้ เช่น ประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่ยังไม่ได้พัฒนา เขาให้สิทธิตรงนั้นมา 9 ปีแล้ว ถ้าเขาตัดสิทธิอย่างนี้ เราโตเกินไปหรือไม่ โตเร็วแล้วใช่ไหม รายได้ต่อหัวของประชากรสูงขึ้นใช่หรือไม่ และต้องดูจีดีพีของเราด้วย เพราะเขาดูตรงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมคิดว่าเราคุยกันได้ อะไรที่เป็นสิทธิประโยชน์ วันนี้เขาคืนมา 7 อย่างไม่ใช่หรือ ของเก่ามีตั้ง &amp;nbsp;500 กว่ารายการ เราใช้ไปแค่ 300 กว่ารายการ ส่วนที่เหลือไม่ได้ใช้ แล้วมูลค่าเหล่านี้ก็ไม่มากนัก แต่ข้อสำคัญต้องไปดูว่าสินค้ามีความเสี่ยงสูง เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงน้อยจะไปแก้กันอย่างไร จะดีลกันอย่างไร ขณะเดียวกันยังไงเราก็ต้องคบค้าสมาคมกันต่อไป บางทีการเมืองกับเศรษฐกิจมันก็เกี่ยวข้องกันหมด &amp;nbsp;เราก็อย่าให้มันแย่ลงไปก็แล้วกัน อย่าไปยึดโยงกับอย่างอื่นแล้วกัน อย่าไปคาดเดานี้โน้น พอดีมีเรื่องนี้อยู่ก็กลายไปตรงโน้น มันเป็นห้วงระยะเวลาที่ออกมาตามกำหนดของเขา&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวเรื่องนี้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ซึ่ง รมว.พาณิชย์และ รมว.แรงงานชี้แจงไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่สหรัฐฯ ใช้เหตุผลจากปัญหาแรงงาน ทั้งที่ผ่านมารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามแก้ไขมาตลอดนั้น เราก็จะทำต่อไป แต่การตัดสิทธิ์ครั้งนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ อีก 6 เดือนคือช่วง เม.ย.63 ส่วนจะต้องประชุมหารือเพื่อเตรียมรับมือหรือไม่ก็ว่ากันไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านโจมตีว่ารัฐบาลคุยโวว่าแก้ปัญหาแรงงานได้สำเร็จ แต่กลับสวนทางกับการระงับสิทธิจีเอสพีครั้งนี้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า &amp;quot;เห็นชัดๆ ว่าไทยได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นเทียร์ 2 ซึ่งสำเร็จทั้งภาคประมงและแรงงาน ส่วนจะมีการใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้หรือไม่นั้น ก็เป็นหน้าที่ของนายกฯ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุขกล่าวเช่นกันว่า มันเป็นสิทธิ์ของเขา ซึ่งในคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขียนชัดเจนว่ายังไม่พอใจในเรื่องแรงงานของไทยที่ยังไม่มีมาตรฐาน ต้องไปดูว่าจริงหรือไม่ หากไม่จริงต้องโต้แย้งไป ส่วนผลกระทบต้องมาดูว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน อย่าเพิ่งไปตื่นเต้นตกใจว่าตายแล้วประเทศไทยตายแน่ แต่ต้องมีความเชื่อมั่นในสินค้าไทย เชื่อมั่นในความต้องการของตลาดโลก ขณะเดียวกันหากกลัวว่าจะขาดดุลการค้า เราก็ลดการนำเข้าสินค้าจากประเทศนั้นๆ จะทำให้ไม่ขาดดุลการค้า
เสี่ยหนูชี้มะกันซวยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มีการบิดเบือนว่าสาเหตุที่สหรัฐฯ ระงับจีเอสพีเพราะไทยยกเลิกสารพิษ 3 ชนิด นายอนุทินกล่าวว่า &amp;quot;แน่นอน คนที่เสียหายจะบิดเบือนทุกเรื่อง โกหกทุกเรื่อง พาลทุกเรื่อง เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันก็เอามารวมกัน แต่เราต้องนิ่ง และต้องมั่นใจว่าสิ่งที่ทำถูกต้องแล้ว ต้องเดินไปบนถนนของเรา ให้รู้ไปสิว่าสินค้าไทยไม่ดี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จริงๆ การระงับสิทธิจีเอสพีนี้ สุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบตัวคนตัดเองก็ไม่พ้น เพราะเขาต้องซื้อของเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากภาษีเพิ่มขึ้น เดี๋ยวเขาคงโวยวายกันเองในบ้านของเขานั่นแหละ เราส่งของดีไปให้เขา ถ้าเขาจะตัดสิทธิ์ก็เท่ากับว่าการบริโภคอาหาร หรือต้นทุนของสินค้าที่ถูกตัดสิทธิ์ไปมันจะเพิ่มมากขึ้นด้วย ของเราดีหรือเปล่าล่ะ ถ้าของดีก็ไม่ต้องไปกลัว&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องนี้ว่า &amp;quot;ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจาหาสาเหตุของการถูกตัดสิทธิ์ครั้งนี้โดยเร็ว และต้องเจรจาเพื่อให้มิตรประเทศเปลี่ยนใจให้ได้ก่อน 6 เดือนนี้ ไม่ต้องรอเวทีอาเซียนซัมมิต โดยหวังว่าในเร็วๆ นี้จะได้เห็นการเคลื่อนไหวของรัฐบาลอย่างจริงจังในเรื่องนี้ และการเจรจาต้องทำในฐานะคู่ค้าอย่างมีศักดิ์ศรี ทัดเทียมกันเป็นมิตร ไม่ใช่เป็นลูกไล่ของมหาอำนาจฝ่ายใด
ดิฉันขอเรียกร้องไปยังสหรัฐฯ ในฐานะมิตรประเทศ และคู่ค้าทางเศรษฐกิจมานาน ว่าควรพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นธรรมต่อไทย อย่าให้ผู้คนที่เป็นมิตรต่อท่านจำนวนมากต้องเจ็บตัวจากความผิดพลาดของคณะรัฐบาลคณะเดียว&amp;rdquo; คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ตั้งแต่มีการประกาศตัดจีเอสพี &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ก็หายไป จึงอยากออกประกาศตามหา ซึ่งถ้า พล.อ.ประยุทธ์รู้แล้วแปลว่าไม่ใส่ใจ แต่ถ้าบอกว่าไม่รู้แปลว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเลย ประเทศไม่ใช่ที่ฝึกงานของใคร เราอยากฟังว่า พล.อ.ประยุทธ์จะแก้ปัญหานี้อย่างไร และจะนำความเชื่อมันกลับคืนมาอย่างไร เราอยากเห็นการแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกีรติ รัชโน ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้แถลงชี้แจงเรื่องนี้ว่า พณ.จะเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอคืนสิทธิ์โดยเร็วที่สุด โดยจะไม่ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าแน่นอน คาดว่าจะหารือกับสหรัฐฯ ในระหว่างประชุมอาเซียนซัมมิตที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือน พ.ย.นี้ เพราะสหรัฐฯ จะเดินทางมาเข้าร่วมประชุมอาเซียนกับคู่เจรจาด้วย รวมทั้งจะเจรจาภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐอเมริกา (ทิฟา) ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจะไม่ตอบโต้ทางการค้า ต้องคุยกันด้วยเหตุด้วยผล เพื่อให้ได้มาซึ่งผลบวกของประเทศ ซึ่งสำนักงานพาณิชย์ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.แจ้งมาแล้วว่า จะให้เราจัดคณะไปคุยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ก็ได้ หรือจะให้เขามาคุยที่ไทยก็ได้ กระทรวงจะเจรจาทำความเข้าใจให้ดีที่สุด &amp;nbsp;เรื่องนี้มีหลายมิติที่ต้องดู ไม่ใช่เรื่องการค้าอย่างเดียวเพราะมีประเด็นแรงงานด้วย&amp;quot; นายกีรติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกีรติกล่าวต่อว่า ขอย้ำว่าการให้สิทธิจีเอสพีเป็นการให้เพียงฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ที่ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่เข้าตามเงื่อนไข และมีหลักทบทวนการให้สิทธิอยู่แล้ว เช่น ระดับการพัฒนาประเทศ, การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา, การคุ้มครองสิทธิแรงงาน, การกำหนดนโยบายลงทุนที่ชัดเจน รวมถึงการสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นต้น หากประเทศที่ได้รับสิทธิรวมถึงไทยไม่เข้าตามเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง หรือมีความสามารถในการส่งออกสินค้าจนเกินมูลค่าเพดานที่กำหนด เขาก็อาจไม่ให้สิทธิ อย่างก่อนหน้านี้ก็ได้ตัดสิทธิอินเดียไปแล้ว และต่อมาเป็นไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาสหรัฐฯ มีทั้งตัดและคืนสิทธิสินค้าให้ไทยมาต่อเนื่อง ในปี 2561 ได้ตัดสิทธิสินค้าไทย &amp;nbsp;และปี 2562 ก็เพิ่งคืนสิทธิให้ 7 รายการ สำหรับการตัดสิทธิสินค้าไทยครั้งนี้รวม 573 รายการนั้น ไม่ได้หมายความว่าไทยจะส่งออกสินค้าดังกล่าวไปสหรัฐฯ ไม่ได้อีก หรือไทยจะสูญเสียมูลค่าการได้รับสิทธิไปทั้งหมด 40,000 ล้านบาท ยืนยันว่าไทยยังส่งออกไปได้เหมือนเดิม เพียงแต่สินค้าจากไทยต้องเสียภาษีนำเข้าอัตราปกติเฉลี่ย 4.5% คิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 1,800 ล้านบาท จากเดิมที่ไม่เสียภาษีเลย&amp;rdquo; นายกีรติกล่าว
ข้องใจอเมริกาเองยังทำไม่ได้
นายกีรติยืนยันว่า การตัดจีเอสพีไทยครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ไทยประกาศห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด เพราะสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณมาระยะหนึ่งแล้วว่าจะประกาศการตัดสิทธิในช่วงปลายเดือน ต.ค.หรือต้นเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งเราได้หารือกับภาคเอกชนให้เตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้ เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่นก็ตัดสิทธิจีเอสพีไทยมาแล้ว และผู้ส่งออกไทยก็หาตลาดอื่นรองรับได้
รายงานข่าวแจ้งว่า การตัดจีเอสพีครั้งนี้เป็นเรื่องของสิทธิแรงงานเพียงอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงที่ไทยแก้กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ยูเอสทีอาร์ได้พยายามกดดันให้ไทยแก้ไขกฎหมายตามประเด็นที่สหรัฐฯ เรียกร้อง 7 ข้อ แต่ไทยดำเนินการตามได้ 5 ข้อเท่านั้น ส่วนข้อที่เสนอให้แรงงานต่างด้าวในไทยตั้งสหภาพแรงงานนั้น ไทยไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เพราะหากประท้วงจะส่งผลกระทบต่อนายจ้าง และเศรษฐกิจ โดย พณ.ได้ชี้แจงให้ยูเอสทีอาร์ทราบอย่างต่อเนื่องว่าไทยดำเนินการไม่ได้ เพราะสหรัฐอเมริกาเองก็ดำเนินการไม่ได้เช่นกัน แล้วเหตุใดจึงกดดันไทยเพื่อแลกกับจีเอสพี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่าการตัดสิทธิจีเอสพียังคงไม่กระทบต่อเป้าส่งออกสินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ ในปี 2562 ที่วางไว้ขยายตัว 4% เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่มีคำสั่งซื้อไว้ล่วงหน้าและทยอยส่งมอบไปแล้ว &amp;nbsp;แต่กรมส่งเสริมฯ ก็ได้มี 7 มาตรการรองรับเบื้องต้นไว้แล้ว คือ 1.เร่งขยายการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ช่วงปลายปีนี้จนถึงก่อนมาตรการมีผลบังคับใช้ รวมทั้งจะเร่งขยายตลาดในสินค้า 7 รายการที่ได้คืนจีเอสพี 2.เร่งกระจายความเสี่ยงโดยหาตลาดส่งออกให้หลากหลาย และแสวงหาตลาดใหม่ให้สินค้าที่ได้รับผลกระทบ 3.ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการเกษตร และอาหารแปรรูป โดยใช้โอกาสจากภาวะเงินบาทแข็งค่าไปลงทุนในสหรัฐฯ ในรูปแบบของสำนักงานขาย &amp;nbsp;หรือการแสวงหาเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 4.กระชับความสัมพันธ์กับผู้นำเข้าพันธมิตร และเพิ่มความร่วมมือกับผู้นำเข้าขนาดกลาง และเอสเอ็มอีในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp;
5.สร้างความต้องการสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ เช่น การจัดกิจกรรมส่งเสริมในห้างสรรพสินค้า, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ร้านอาหารไทย และกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทยในหลายตลาด 6.เน้นการให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า พัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรม สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาด อีกทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้แบรนด์สินค้าและทรัพย์สินทางปัญญาของสินค้า เพื่อสร้างจุดเด่นและความได้เปรียบของสินค้าไทย และ 7.ผลักดันการค้าผ่าน thaitrade.com ซึ่งเป็นช่องทางการค้าออนไลน์ที่สามารถส่งออกสินค้าไทยคู่ขนานไปกับการค้ารูปแบบเดิม พร้อมกับการร่วมมือกับแพลตฟอร์มของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ โดยจะเปิด TopThai Flagship Store ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มขายสินค้าของไทยในแพลตฟอร์มต่างประเทศ และในเดือน พ.ย.นี้จะเปิดตัวร่วมกับ TMall Global ในจีน &amp;nbsp;และขยายสู่ประเทศสำคัญอื่นๆ ต่อไป.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49061</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีเอสพี, ตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย, ถกเวทีอาเซียน, บีบทั้งที่ตัวเองก็ทำไม่ได้, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อย่าโยงให้เป็นปัญหาการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db6f31017b05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48900</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2019 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2019 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไก่&#039;ชี้เศรษฐกิจไทยโคม่า!หลังสหรัฐตัดจีเอสพีสินค้า จิก&#039;บิ๊กตู่&#039;ถ้าไม่มีปัญญาแก้ก็ลาออกไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ต.ค 62 - นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;ข่าวที่สหรัฐประกาศตัดจีเอสพีสินค้าไทยรวม 573 รายการ ครอบคลุมทั้งของกินและของใช้ตั้งแต่อาหารทะเลจนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้และเครื่องประดับคิดเป็นมูลค่าเกือบ 40,000 ล้านบาท ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยโดยเฉพาะการส่งออกที่อยู่ในอาการโคม่าอยู่แล้วกลายเป็นหมดหวังที่จะฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ ไทยต้องระมัดระวังท่าทีและบทบาทที่จะส่งผลทางการเมือง พึงระลึกว่าเราไม่ควรเข้าไปอยู่ตรงกลางในระหว่างที่เสือสองตัวกำลังสู้กัน การแสดงท่าทีเลือกข้างหรือเอียงไปทางใดทางหนึ่งได้ส่งผลเสียหายต่อประเทศแล้ว จากนี้ไปคนไทยจะเผชิญความยากลำบากมากขึ้นจากความไร้สติปัญญาของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางรอดเดียวที่เหลืออยู่คือรัฐบาลต้องกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในอันเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวเดียวที่เหลือที่ยังสามารถกระตุ้นได้ หัวใจสำคัญคือต้องทำให้คนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนยากจนเกิดกำลังซื้อซึ่งทำได้สองแบบคือแจกเงินแบบที่กำลังทำอยู่หรือลงทุนเพื่อให้คนเห็นอนาคตหรือการแจกโอกาสเพื่อให้ประชาชนเอาไปต่อยอดให้เกิดการผลิตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ถ้าไม่มีปัญญาจะทำอะไรมากไปกว่าการแจกเงินก็ลาออกไป ประเทศไม่ใช่ที่ฝึกงานของทหารเกษียณครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48900</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีเอสพีสินค้าไทย, ตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย, รัฐบาลบิ๊กตู่, วัฒนา เมืองสุข, สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181018/image_big_5bc7d1c4e7cc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2018 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2018 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สรท.หวั่นถูกตัดGSPไทยเสียเปรียบคู่แข่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรท. จับตาไทยส่งสินค้าไปสหรัฐ หลังโดนตัดสิทธิจีเอสพี &amp;nbsp;หวั่นส่งผลประเทศคู่แข่งได้เปรียบมากขึ้น ย้ำอนาคตต้องดูแลการส่งออกไม่ให้เกิน 50% หากเกินต้องกระจายสู่ตลาดอื่น ๆ เพื่อลดการถูกตัดสิทธิเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่าจากการที่สหรัฐตัดสิทธิ์โครงการทบทวนพิเศษทางภาษีศุลกากรที่ให้กับประเทศกำลังพัฒนา (จีเอสพี) กับสินค้าไทยในครั้งนี้ จะกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของสินค้าทั้ง 11 รายการ เพราะประเทศคู่แข่งจะได้เปรียบไทยมากขึ้น แต่จะมากน้อยแค่ไหนจะต้องลงไปดูรายสินค้าว่าจะลดราคาสู้ได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาพรวมกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไม่มาก ขณะนี้สินค้าไทยยังได้สิทธิ์ จีเอสพี จากสหรัฐกว่า 3,000 รายการ ซึ่งในระยะยาวประเทศไทยจะต้องจับตาสินค้าที่ไทยได้สิทธิ์ จีเอสพี ส่งไปยังตลาดสหรัฐอย่างใกล้ชิดทุกเดือน หากสินค้าใดที่ยอดส่งออกมีส่วนแบ่งการตลาดใกล้ 50% ก็จะต้องเตือนไปยังสมาคมผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ให้ปรับฐานตลาดส่งออกกระจายไปยังประเทศอื่นเพิ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้มีส่วนแบ่งการตลาดเกิน 50%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทาง สทร. มีความเป็นห่วงว่าสงครามการค้าระหว่างจีน &amp;ndash; สหรัฐ ที่ยืดเยื้อ จะทำให้สหรัฐนำเข้าสินค้าไทยบางชนิดทดแทนจากจีนเพิ่มขึ้น จนอาจจะมีส่วนแบ่งการตลาดเกิน 50% ดังนั้นหลังจากนี้จะต้องจับตายอดการส่งออกสินค้าไปสหรัฐอย่างละเอียดทุกเดือน เพื่อป้องกันการถูกตัดสิทธิ์ จีเอสพี&amp;rdquo;นายวิศิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผู้ผลิตควรจะปรับปรุงสินค้าไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อหลีกหนีการแข่งขันด้านราคา ซึ่งแม้ว่าภาษีจะสูงกว่าคู่แข่งแต่ก็ยังขายสินค้าได้ หรือปรับเปลี่ยนสินค้าไปยังพิกัดภาษีอื่น เพื่อกระจายสินค้าไม่ให้มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% เช่น นำสินค้าวัตถุดิบการเกษตร มาแปรรูปเป็นอาหารที่หลากหลาย จะช่วยเปลี่ยนพิกัดทางภาษีได้หลายชนิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21257</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีเอสพี, ตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย, ตัดสิทธิ์โครงการทบทวนพิเศษทางภาษีศุลกากร, สรท., ส่งออกไปสหรัฐ, ไทยเสียเปรียบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181103/image_big_5bdd059ff1857.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2018 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2018 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยอีก 11 รายการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหรัฐฯ ประกาศผลพิจารณาทบทวนโครงการ GSP ปี 60 ตัดสิทธิสินค้าไทยรวม 11 รายการ เหตุมีส่วนแบ่งตลาดและมีมูลค่าส่งออกเกินเกณฑ์ที่กำหนด มีผล 1 พ.ย.61 เป็นต้นไป &amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;ยันไม่กระทบการส่งออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2561 ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกประกาศผลการพิจารณาโครงการทบทวนการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ประจำปี 2560 (Annual GSP Product Review) โดยได้ตัดสิทธิ GSP สินค้าจาก 15 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนติน่า เบลิซ บอสเนีย บราซิล เอกวาดอร์ อียิปต์ ฟอล์กแลนด์ อินโดนีเซีย คาซัคสถาน ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สุรินัม ตุรกี อินเดีย และไทย รวม 86 รายการ เนื่องจากมีการนำเข้าไปยังสหรัฐฯ เกินมูลค่าเพดานที่กำหนด 180 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีส่วนแบ่งตลาดเกินกว่า 50% ขึ้นไป ซึ่งได้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2561 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการตัด GSP ดังกล่าว มีสินค้าไทยถูกตัดสิทธิรวม 11 รายการ ได้แก่ 1.ดอกกล้วยไม้สด 2.ทุเรียนสด 3.มะละกอตากแห้ง 4.มะขามตากแห้ง 5.ข้าวโพดปรุงแต่ง 6.ผลไม้/ถั่วแช่อิ่ม 7.มะละกอแปรรูป 8.แผ่นไม้ปูพื้น 9.เครื่องพิมพ์ 10.เครื่องซักผ้า 11.ขาตั้งกล้องถ่ายรูป ซึ่งในจำนวนนี้ มี 10 รายการ ที่มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% และ 1 รายการ คือ เครื่องซักผ้า มีมูลค่าการนำเข้าเกิน 180 ล้านเหรียญสหรัฐ
&amp;ldquo;กรมฯ ได้พิจารณามูลค่าการใช้สิทธิ GSP ของสินค้าทั้ง 11 รายการ พบว่า ปี 2560 มีการใช้สิทธิรวม 46 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1.11% ของมูลค่าการใช้สิทธิ GSP สหรัฐฯ ทั้งหมด โดยปี 2560 ไทยได้ใช้สิทธิ GSP ส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 4,150.59 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินค้าที่ได้รับสิทธิกว่า 3,400 รายการ ซึ่งการถูกตัดสิทธิ GSP ไม่กระทบต่อการส่งออก เพราะอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ระหว่าง 1-8% ซึ่งไม่ได้มาก และที่สำคัญ สินค้าไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขัน มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% ถึง 10 รายการ โดยมั่นใจว่าจะส่งออกไปได้ต่อเนื่อง และที่ผ่านมา สินค้าที่ถูกตัด GSP ไปแล้ว ก็ยังส่งออกได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ส่วนเครื่องซักผ้า ก็ไม่กระทบ เพราะภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 1% เท่านั้น&amp;rdquo;นายอดุลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาของกรมฯ พบว่า สินค้าขาตั้งกล้อง มีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ เพียงแค่ 19.8% เท่านั้น ไม่ได้เกิน 50% ตามที่สหรัฐฯ ระบุ ซึ่งกรมฯ จะประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ให้หารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องสหรัฐฯ ต่อไป และยังได้เตรียมที่จะขอคืนคืน GSP ให้กับสินค้าไทยที่ได้ถูกตัดสิทธิไปแล้ว โดยหากพบว่า มีมูลค่าส่งออกไม่เกิน 185 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนแบ่งตลาดไม่เกิน 50%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์กล่าวว่า ในการตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ มีประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญที่เป็นคู่แข่งของไทยในตลาดสหรัฐฯ ที่ถูกตัดสิทธิด้วย เช่น อินเดีย 50 รายการ บราซิล 14 รายการ เอกวาดอร์ 4 รายการ อาร์เจนติน่า 3 รายการ ฟิลิปปินส์ 3 รายการ และอินโดนีเซีย 1 รายการ ซึ่งมีสินค้าสำคัญที่ไทยจะสามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทดแทนสินค้าของคู่แข่งได้ เช่น ปลาดาบแช่เย็นแช่แข็ง (เอกวาดอร์) พรมถักด้วยมือ (อินเดีย) ผักสดและผลไม้ปรุงแต่ง (อินเดีย) เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21208</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, ตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย, ตัดสิทธิ์ GSP, รัฐบาลสหรัฐฯ, อดุลย์ โชตินิสากรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5aa00743a4866.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
