<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>59976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2020 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2020 21:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลญี่ปุ่นตัดสินประหารหนุ่มจิตเพี้ยน แทงคนพิการดับ19ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลญี่ปุ่นพิพากษาประหารชีวิตหนุ่มวัย 30 ปี ที่ก่อเหตุสยองแทงคนไข้ในบ้านพักผู้มีอาการป่วยทางจิตเสียชีวิต 19 คน เมื่อปี 2559 ในเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ซาโตชิ อุเอมัตสึ นั่งในรถตำรวจภายหลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม กล่าวว่า ซาโตชิ อุเอมัตสึ จำเลยวัย 30 ปีรายนี้ยอมรับว่าเป็นผู้แทงเหยื่อที่ศูนย์ดูแลผู้มีอาการป่วยทางจิต สึกูอิ ยามายูริเอน ในเมืองซางามิฮาราที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว ทำให้มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การฆ่าหมู่ครั้งนั้นมีเหยื่อเสียชีวิต 19 คน และบาดเจ็บอีก 26 ราย หลายรายโดนแทงขณะหลับ แม้อุเอมัตสึจะรับสารภาพผิด แต่ทนายความของเขาเคยโต้แย้งไว้ระหว่างการเริ่มต้นพิจารณาคดีนี้เมื่อเดือนมกราคมว่าอุเอมัตสึมีความผิดปกติทางจิตเพราะเสพกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการซึ่งเรียกร้องโทษประหารชีวิต ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทนาย โดยแย้งว่าจำเลยรายนี้ตระหนักดีถึงการกระทำของเขา ซึ่งหัวหน้าคณะผู้พิพากษาคิโยชิ อาโอนุมะ เห็นด้วยและตัดสินประหารชีวิตเขาด้วยการแขวนคอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้พิพากษาอาโอนุมะกล่าวว่า อาชญากรรมครั้งนี้เกิดจากการวางแผนไตร่ตรองไว้ก่อน และมีหลักฐานหนักแน่นของการเจตนาฆ่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุเอมัตสึเคยกล่าวบ่อยครั้งว่าเขาต้องการกำจัดคนพิการทั้งหมด สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ในการไต่ส่วนเมื่อเดือนที่แล้วเขากล่าวต่อศาลว่า พวกที่ไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ถือเป็นภาระสังคม การฆ่าคนพวกนี้เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฆาตกรรายนี้นั่งฟังคำพิพากษาประหารชีวิตตนเองโดยไม่แสดงอารมณ์สะทกสะท้าน เขาเคยบอกไว้ว่าเขาไม่มีความตั้งใจจะอุทธรณ์คำตัดสิน ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แม้เขาจะเชื่อว่าความผิดของเขาไม่ควรถึงขั้นโดนประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังก่อเหตุที่สร้างความตกตะลึงทั่วสังคมญี่ปุ่น อุเอมัตสึก็เข้ามอบตัวต่อตำรวจพร้อมกับมีดเปื้อนเลือดที่เขาใช้ก่อเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายละเอียดที่เปิดเผยเวลาต่อมาบอกว่า เขาลาออกจากงานที่ศูนย์แห่งนี้ไม่กี่เดือนก่อนหน้าก่อเหตุ และถูกบังคับให้เข้าโรงพยาบาลประเมินสภาพจิต หลังจากเขาบอกกับบรรดาเพื่อนร่วมงานว่าเขาตั้งใจฆ่าคนที่ศูนย์นี้ แต่เขาถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลใน 12 วันต่อมา โดยแพทย์ลงความเห็นว่าเขาไม่เป็นภัยคุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฆาตกรผู้นี้ไม่เพียงป่าวประกาศให้เพื่อนร่วมงานรู้ถึงเจตนาของเขา เขายังเคยเขียนจดหมายร่างแผนการโจมตีศูนย์ดูแลคนป่วยทางจิตแห่งนี้ โดยอ้างว่าพวกคนพิการมีแต่สร้างความทุกข์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินคดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โฆษกศาลกล่าวว่ามีประชาชนมากกว่า 1,600 คนขอเข้าฟังคำพิพากษา แต่ศาลอนุญาตให้เข้าฟังได้แค่ 10 ที่นั่ง เนื่องจากต้องจำกัดพื้นที่รักษาระยะห่างระหว่างผู้ฟังคำตัดสินเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุเอมัตสึเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไมนิจิชิมบุงก่อนหน้านี้ โดยไม่แสดงความสำนึกเสียใจต่อการกระทำของตน เขาบอกว่าคนพิการทางจิต &amp;quot;ไม่มีหัวใจ&amp;quot; สำหรับคนเหล่านี้การมีชีวิตอยู่จึงเปล่าประโยชน์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59976</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาโตชิ อุเอมัตสึ, ตัดสินประหารชีวิต, มือมีด, แทงคนพิการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200316/image_big_5e6f8f64f10cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2019 21:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2019 21:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซาอุฯ ตัดสินประหาร 5 จำเลยฆ่า &#039;คาช็อกกี&#039; ตัวบิ๊กรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลซาอุดีอาระเบียมีคำพิพากษาคดีฆาตกรรม &amp;quot;จามัล คาช็อกกี&amp;quot; นักข่าววิจารณ์เจ้าชายซาอุดีอาระเบียแล้วเมื่อวันจันทร์ จำเลย 5 คนถูกตัดสินประหารชีวิต สามคนถูกจำคุกรวม 24 ปี ขณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 คนที่ถูกซัดทอดว่าเป็นผู้บงการรอดตัว ศาลอ้างขาดหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ จอภาพแสดงใบหน้าของจามัล คาช็อกกี ในงานรำลึกที่นครอิสตันบุลวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การฆาตกรรมอำพรางศพนักข่าววัย 59 ปีซึ่งเขียนบทความให้วอชิงตันโพสต์รายนี้ ภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูลของตุรกี เป็นข่าวครึกโครมเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และทำลายภาพพจน์ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บินซัลมาน มกุฎราชกุมาร ซึ่งสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐและรัฐบาลตะวันตกบางประเทศเชื่อว่าพระองค์เป็นผู้สั่งการ แม้รัฐบาลซาอุฯ จะยืนกรานปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการซาอุฯ ฟ้องดำเนินคดีจำเลย 11 คนโดยกระบวนการพิจารณาคดีปิดเป็นความลับ กระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2562 ชาลาน อัลชาลาน รองอัยการสูงสุด เปิดแถลงข่าวโดยอ่านคำพิพากษาว่า ศาลตัดสินประหารชีวิตจำเลย 5 คน ตัดสินจำคุกจำเลยอีก 3 คนรวม 24 ปี และยกฟ้องจำเลย 3 คน พวกเขาสามารถยื่นอุทธรณ์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราพบว่าการฆาตกรรมคาช็อกกีไม่ได้เป็นการวางแผนล่วงหน้า&amp;quot; รองอัยการสูงสุดกล่าว พร้อมกับเสริมว่า การสอบสวนพิสูจน์ได้ว่าจำเลยและคาช็อกกีไม่ได้เป็นศัตรูกันมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้พนักงานสอบสวนจับกุมผู้ต้องสงสัยรวม 21 คน และเรียก 10 คนมาสอบปากคำโดยไม่ได้จับกุม และสุดท้ายอัยการส่งฟ้อง 11 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาช็อกกีเคยเป็นบุคคลใกล้ชิดกับราชวงศ์ซาอุด แต่ภายหลังเขามักวิจารณ์ราชวงศ์และมกุฎราชกุมารซึ่งทรงเป็นประมุขของราชอาณาจักรแห่งนี้โดยพฤตินัย เขาย้ายออกจากซาอุฯ ไปพักอาศัยที่สหรัฐ วันเกิดเหตุวันที่ 2 ตุลาคม 2561 นั้น เขาเข้าไปสถานกงสุลที่นครอิสตันบูลเพื่อขอเอกสารสำหรับการแต่งงานกับคู่หมั้น แต่เขาไม่ได้กลับออกมาอีกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตุรกีเชื่อว่าคาช็อกกีโดนฆ่าตายภายในสถานกงสุล โดยฝีมือของทีมสังหาร 15 คนที่เดินทางมาจากซาอุฯ การค้นหาภายในสถานกงสุลไม่พบศพของเขา โดยเชื่อว่าศพถูกชำแหละแล้วเคลื่อนย้ายออกจากที่นั่นและจนบัดนี้ก็ยังไม่พบชิ้นส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการซาอุฯ กล่าวว่า อาเหม็ด อัลอัสซิรี รองผู้อำนวยการข่าวกรอง เป็นผู้ควบคุมการฆาตกรรมครั้งนี้ โดยเขาได้รับคำแนะนำจากซาอุด อัลกาห์ตานี ที่ปรึกษาด้านสื่อของราชวงศ์ซาอุด ทว่า แม้กาห์ตานีจะถูกสอบสวน แต่เขาไม่ถูกส่งฟ้องด้วย &amp;quot;เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ&amp;quot; ส่วนอัสซิรีถูกสอบสวนและตั้งข้อหา แต่สุดท้ายศาลตัดสินยกฟ้องเขาด้วยเหตุผลเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวที่เป็นชาวตะวันตกกล่าวกันว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 รายนี้เป็นบุคคลวงในที่ใกล้ชิดกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด พวกเขาถูกปลดจากตำแหน่ง แต่มีเพียงอัสซิรีคนเดียวที่ถูกดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กาห์ตานีเคยทำหน้าที่ดูแลการรณรงค์ทางโซเชียลมีเดียต่อต้านพวกที่วิจารณ์ราชวงศ์และถูกมองว่าเป็นบุคคลวงในสายตรงถึงเจ้าชาย เขาหายหน้าจากสาธารณะนับแต่เกิดคดีฆาตกรรม และมีการคาดเดากันต่างๆ นานาว่าขณะนี้เขาอยู่ที่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวหลายรายบอกกับเอเอฟพีด้วยว่า ผู้ที่ถูกพิจารณาคดียังประกอบด้วย มาเฮอร์ มูเตร็บ สายลับที่ติดตามเจ้าชายโมฮัมเหม็ดขณะเสด็จเยือนต่างประเทศอยู่เสมอ, ซาเลาะห์ อัลตูเบกี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ และฟาฮัด อัลบาลาวี หนึ่งในราชองครักษ์ ยังไม่มีข้อมูลว่าพวกเขาอยู่ในกลุ่มที่ถูกตัดสินประหารชีวิตหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวกล่าวกันด้วยว่า หลายคนที่ถูกกล่าวหาให้การปกป้องตนเองต่อศาลว่าพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งของอัสซิรี ที่พวกเขาระบุว่าเป็น &amp;quot;ตัวการใหญ่&amp;quot; ของปฏิบัติการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของอัยการเผยว่า ศาลที่กรุงริยาดเปิดไต่สวนรวม 9 นัด โดยมีผู้แทนจากประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงสมาชิกครอบครัวของคาช็อกกี เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53130</URL_LINK>
                <HASHTAG>จามัล คาช็อกกี, ซาอุดีอาระเบีย, ตัดสินประหารชีวิต, ศาลซาอุฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191223/image_big_5e00c08641f3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2019 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2019 20:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปากีสถานตัดสินประหาร &#039;มูชาร์รัฟ&#039; ฐานกบฏ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลปากีสถานมีคำพิพากษาเมื่อวันอังคารให้ประหารชีวิตพลเอกเปอร์เวซ มูชาร์รัฟ อดีตผู้นำที่ขึ้นครองอำนาจด้วยการก่อรัฐประหาร ในความผิดฐานกบฏจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญและประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อปี 2550 แต่ขณะนี้เจ้าตัวใช้ชีวิตลี้ภัยอยู่ที่ดูไบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพวันที่ 20 เมษายน 2556&amp;nbsp; พลเอกเปอร์เวซ มูชาร์รัฟ ขณะมาขึ้นศาลต่อต้านการก่อการร้ายในกรุงอิสลามาบัด / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 17 ธันวาคม 2562 กล่าวว่า คำพิพากษาประหารชีวิตอดีตผู้นำทหาร โดยคณะผู้พิพากษา 3 ท่านที่ตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ 2 ใน 3 เป็นคำตัดสินที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปากีสถานที่กองทัพยังกุมอำนาจอย่างเหนียวแน่นและเคยปกครองประเทศนี้มาเกือบครึ่งหนึ่งของประวัติศาสตร์ 72 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูชาร์รัฟเกิดที่กรุงนิวเดลีของอินเดียเมื่อปี 2486 ก่อนที่ครอบครัวของเขาจะย้ายมาปากีสถานภายหลังการแยกประเทศ เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการก่อรัฐประหารแบบไม่เสียเลือดเนื้อ โค่นอำนาจนายกฯ นาวาซ ชาริฟ เมื่อปี 2542 และต่อมาก็ขึ้นเป็นประธานาธิบดี กระทั่งถูกประท้วงต่อต้านจนต้องลาออกจากตำแหน่งในเดือนสิงหาคม 2551&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตผู้นำทหารวัย 76 ปี ใช้ชีวิตลี้ภัยในต่างแดนนับแต่ปี 2559 หลังจากปากีสถานยกเลิกข้อห้ามเขาเดินทางออกนอกประเทศ ช่วงที่ผ่านมาเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นครดูไบและกรุงลอนดอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัคตาร์ ชาห์ ทนายความของเขา กล่าวว่า อดีตนายพลผู้นี้กำลังป่วย และขณะนี้พักอยู่ที่นครดูไบ พวกเขายังไม่ตัดสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเผยด้วยว่า ศูนย์กลางของการพิจารณาคดีนี้ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2556 และเป็นหนึ่งในหลายคดีของมูชาร์รัฟ เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจระงับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อปี 2550&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทาลัต มาซูด อดีตนายพลเกษียณ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง กล่าวถึงคำพิพากษาของศาลครั้งนี้ว่า &amp;quot;ไม่ธรรมดา&amp;quot; การที่ศาลตัดสินอย่างกล้าหาญเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปากีสถาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกมูชาร์รัฟผู้ชื่นชอบการสูบซิการ์และดื่มวิสกี้ ครองอำนาจนาน 9 ปี ระหว่างนั้นเขาเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายภายหลังวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 เขาเคยรอดชีวิตจากความพยายามลอบสังหารของอัลกออิดะห์อย่างน้อย 3 ครั้ง อำนาจของเขาเริ่มถูกท้าทายเมื่อเขาพยายามปลดประธานศาลฎีกาเมื่อเดือนมีนาคม 2550 ทำให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศและความโกลาหลยาวนานหลายเดือนจนทำให้เขาประกาศภาวะฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการลอบสังหารอดีตนายกฯ เบนาซีร์ บุตโต ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น สถานการณ์ในปากีสถานตึงเครียดมากขึ้น และการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2551 พรรคพันธมิตรของมูชาร์รัฟพ่ายแพ้อย่างยับเยิน สุดท้ายรัฐบาลผสมชุดใหม่เดินหน้ากระบวนการถอดถอนเขา ทำให้อดีตนายพลผู้นี้ต้องลาออกในเดือนสิงหาคมแล้วหนีไปลี้ภัยในต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากลับปากีสถานเมื่อปี 2556 หวังจะลงชิงชัยในการเลือกตั้ง แต่ก็ถูกสั่งห้ามลงสมัครและห้ามออกนอกประเทศ ระหว่างรอการพิจารณาคดีหลายคดีที่เขาถูกกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตัดสินเมื่อวันอังคารเป็นคดีล่าสุดของมูชาร์รัฟที่ศาลพิพากษาในช่วงที่เขาลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ เมื่อปี 2560 ศาลปากีสถานเคยประกาศว่าเขาเป็นผู้ร้ายหนีคดี ในคดีที่เขาถูกกล่าวหาว่าพัวพันการสังหารนางบุตโต ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรงของประเทศมุสลิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลต่อต้านการก่อการร้ายก็เคยระบุว่า เขาเป็นผู้หลบหนีการพิจารณาคดีและสั่งให้ยึดทรัพย์สินของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูชาร์รัฟถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในแผนสมคบคิดลอบสังหารนางบุตโตก่อนการเลือกตั้ง แต่เขาปฏิเสธคำกล่าวหาทั้งหมด ภายหลังคำพิพากษาเมื่อวันอังคาร บิลาวัล บุตโต ซาร์ดารี ลูกชายของนางบุตโตทวีตว่า &amp;quot;ประชาธิปไตยคือการแก้แค้นที่ดีที่สุด&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52708</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบฏ, ตัดสินประหารชีวิต, ปากีสถาน, พลเอกเปอร์เวซ มูชาร์รัฟ, อดีตประธานาธิบดีปากีสถาน, เปอร์เวซ มูชาร์รัฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191217/image_big_5df8db81f1fd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2019 21:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2019 21:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บังกลาเทศตัดสินประหาร 16 ทรชน เผา นร.หญิงทั้งเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลบังกลาเทศตัดสินประหารชีวิตทรชน 16 คน คดีเผานักเรียนหญิงวัย 19 ปีทั้งเป็น เนื่องจากเธอไม่ยอมถอนแจ้งความคดีโดนครูใหญ่ล่วงละเมิดทางเพศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิราจ อูด ดูลา ครูใหญ่ (กลาง) ถูกนำตัวออกจากศาลภายหลังคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดี / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลเมืองเฟนีซึ่งอยู่ห่างจากกรุงธาการาว 160 กิโลเมตร มีคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม&amp;nbsp; ให้ประหารชีวิตจำเลย 16 คนในคดีการเสียชีวิตของนุสรัต จาฮัน ราฟี นักเรียนอายุ 19 ปี ที่ถูกจับมัด ราดน้ำมันก๊าด และจุดไฟเผา เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา บนดาดฟ้าของโรงเรียน หลังจากเธอไม่ยอมถอนแจ้งความคดีโดนครูใหญ่ล่วงละเมิดทางเพศ เธอวิ่งหนีมาได้ แต่มีแผลไฟไหม้ 80% บนร่างกาย แต่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในอีก 4 วันต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ศาลตัดสินให้ประหารชีวิตประกอบด้วยครูของโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามที่เกิดเหตุ 3 คน รวมถึงสิราจ อูด ดูลา ครูใหญ่ของโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามที่นุสรัตไปแจ้งความกับตำรวจว่าถูกเขาล่วงละเมิดทางเพศ การสอบสวนของตำรวจพบว่า ครูใหญ่เป็นผู้สั่งการจากเรือนจำที่เขาโดนคุมขังหลังนักเรียนผู้นี้เข้าแจ้งความ ให้ฆ่าปิดปากนุสรัตถ้าเธอไม่ยอมถอนแจ้งความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยรายอื่นที่ศาลตัดสินประหารชีวิตรวมถึงเพื่อนร่วมชั้นเรียนของนุสรัต 2 คน ที่มีส่วนลงมือเผาเธอ หรือเฝ้าที่ประตูโรงเรียนขณะเกิดเหตุ, ราหุล อามินและมัคซูด อาลัม ผู้นำท้องถิ่นและสมาชิกพรรคสันนิบาตอวามีซึ่งเป็นพรรครัฐบาล นอกจากนี้ยังพบว่า ตำรวจท้องถิ่นหลายนายร่วมมือกับผู้ต้องสงสัยเผยแพร่ข้อมูลเท็จว่านุสรัตเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฮาเฟซ อาเหม็ด อัยการกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังศาลตัดสินคดีนี้ว่า คำตัดสินของศาลพิสูจน์ว่า ใครก็ตามที่ก่อคดีฆาตกรรมในบังกลาเทศไม่มีทางหนีรอดไปได้ เรามีหลักนิติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีของนุสรัตไต่สวนโดยศาลพิเศษคดีความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ใช้เวลาไต่สวนรวดเร็วเพียง 62 วัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48806</URL_LINK>
                <HASHTAG>16 ทรชน, ตัดสินประหารชีวิต, นักเรียนหญิง, ศาลบังกลาเทศ, เผาทั้งเป็น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191024/image_big_5db1aba7addd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
