<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การท่องเที่ยวโดยชุมชน  ‘ดอกผลจากการอนุรักษ์’  รูปธรรมที่ตันหยงโป จ.สตูล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สันหลังมังกร&amp;rdquo;&amp;nbsp; สุสานหอยล้านปีกลางทะเลอันดามันจุดขายที่ตันหยงโป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ประเทศไทยเป็นเมืองในฝันของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก&amp;nbsp; ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่าปีละ 32 ล้านคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าประเทศประมาณปีละ 16 ล้านล้านบาท&amp;nbsp; แต่เมื่อต้องเจอกับพิษโควิด-19 รายได้จากการท่องเที่ยวแทบจะเป็นศูนย์&amp;nbsp; ธุรกิจการท่องเที่ยวจึงเหมือนกับคนไข้ในห้องไอซียู&amp;nbsp; ขณะที่ภาครัฐต้องงัดมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อสนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวเพื่อช่วยกันต่อลมหายใจให้กับธุรกิจท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในส่วนของชุมชนต่างๆ ที่มีการจัดการ &amp;lsquo;การท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;rsquo; แม้จะไม่ได้รับผลกระทบเหมือนกับธุรกิจเอกชนมากนัก&amp;nbsp; แต่ชุมชนต่างๆ เหล่านี้ต่างก็ต้องปรับตัวเช่นกัน&amp;nbsp; ดังตัวอย่างที่ตำบลตันหยงโป&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; และเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนอำเภอปะทิว&amp;nbsp; จ.ชุมพร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ตันหยงโป&amp;rsquo;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าเราไม่รักษาทะเล&amp;nbsp; อย่าหวังว่าทะเลจะรักษาเรา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลตันหยงโป&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร&amp;nbsp; เป็นชุมชนประมงพื้นบ้านชายฝั่งทะเลอันดามัน&amp;nbsp; มีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกับเกาะลังกาวี&amp;nbsp; ประเทศมาเลเซีย&amp;nbsp; สภาพตำบลมีลักษณะเป็นแหลมหรือ &amp;ldquo;ตันหยง&amp;rsquo;&amp;rdquo;&amp;nbsp; ในภาษามลายู&amp;nbsp; ในสมัยก่อนมีต้นมะม่วงใหญ่หรือ &amp;ldquo;เปาฮฺ&amp;rdquo; (ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น &amp;ldquo;โป&amp;rdquo;) ขึ้นอยู่บริเวณหัวแหลม&amp;nbsp; เป็นหมุดหมายของเรือประมง&amp;nbsp; จึงเรียกแหลมนี้ว่า &amp;ldquo;ตันหยงโป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ปัจจุบันมี 3 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 3,000 คนเศษ&amp;nbsp; เกือบทั้งหมดเป็นชาวมุสลิม&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จับปลา&amp;nbsp; ปูม้า&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; หอย กั้ง&amp;nbsp; ทำกะปิ&amp;nbsp; ปลาเค็ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อิดริส&amp;nbsp; อุเส็น อดีตกำนันตำบลตันหยงโป&amp;nbsp;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ตำบลตันหยงโปในสมัยก่อนมีสัตว์น้ำต่างๆ ชุกชุม&amp;nbsp; เพราะมีป่าชายเลน&amp;nbsp; ป่าโกงกาง&amp;nbsp; หญ้าทะเล&amp;nbsp; แนวปะการัง&amp;nbsp; และสภาพท้องทะเลมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; สัตว์น้ำต่างๆ&amp;nbsp; จึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่&amp;nbsp; ก่อนปี 2537 สัตว์น้ำต่างๆ ถูกเรืออวนรุน-อวนลากต่างถิ่นเข้ามาจับปลาแบบทำลายล้าง&amp;nbsp; จับกันทั้งวันทั้งคืน&amp;nbsp; มีเรือที่เข้ามาทำประมงผิดกฎหมายประมาณ 200 ลำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรือประมงเหล่านี้จะใช้อวนตาถี่กวาดปลาเล็กปลาน้อย&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; หอย&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; กั้ง&amp;nbsp; ปะการัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ติดไปกับอวนจนเกือบหมดทะเล&amp;nbsp; แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่เข้มงวดกวดขัน&amp;nbsp; เรือประมงผิดกฎหมายจึงจับปลากันอย่างสบายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;อิดริส&amp;nbsp; อุเส็น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงปี 2538&amp;nbsp; ตอนนั้นผมยังเป็นชาวบ้านธรรมดา&amp;nbsp; แต่มองเห็นปัญหา&amp;nbsp; จึงมาคิดว่าถ้าชาวบ้านไม่ร่วมกันปกป้องท้องทะเลหน้าบ้าน&amp;nbsp; ซึ่งเป็นหม้อข้าวหม้อแกงของเราก็จะหมดไป&amp;nbsp; เพราะพวกเราเป็นชาวประมง&amp;nbsp; ไม่มีที่ดิน ไม่มีสวนยาง&amp;nbsp; มีแต่ทะเล&amp;nbsp; ถ้าเราไม่รักษาทะเล&amp;nbsp; อย่าหวังว่าทะเลจะรักษาเรา&amp;nbsp; ผมจึงชวนแกนนำในชุมชน 4-5 คนมาช่วยกันออกเรือตรวจตราและประกาศห้ามเรือประมงผิดกฎหมายเข้ามาที่อ่าวตันหยงโป&amp;nbsp; เริ่มจากคนไม่กี่คน&amp;nbsp; ต่อมาชาวบ้านก็เข้ามาร่วมมากขึ้น&amp;nbsp; ผู้หญิงก็ออกมาด้วย&amp;nbsp; ช่วยกันออกเงินซื้อน้ำมันวิ่งเรือตรวจเอง&amp;nbsp; ใช้เวลา 3-4 ปีจึงเริ่มเห็นผล&amp;nbsp; พวกเรือประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; เมื่อเห็นว่าพวกเราเอาจริงก็ถอยไป&amp;nbsp; ไม่กล้าเข้ามาอีก&amp;rdquo; &amp;nbsp;อิดริสเล่าถึงการปกป้องทะเลหน้าบ้านซึ่งเป็นเสมือนธนาคารอาหารของชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่ออิดริสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; หมู่ที่ 3 บ้านบากันเคย ( &amp;lsquo;บากัน&amp;rsquo; คือที่พัก &amp;lsquo;เคย&amp;rsquo; คือกะปิ &amp;nbsp;หมายถึงที่พักทำกะปิ) และเป็นกำนันตำบลตันหยงโปในเวลาต่อมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงทำให้การปกป้องท้องทะเลเข้มข้นขึ้น&amp;nbsp; เพราะมีอำนาจหน้าที่และกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นผู้นำมือเปล่าเหมือนแต่ก่อน&amp;nbsp; มีการตั้งกฎ&amp;nbsp; กติกาของชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม่จับสัตว์น้ำในรัศมี 300 เมตรจากชายฝั่ง&amp;nbsp; เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน&amp;nbsp; เมื่อได้ปลา ปู&amp;nbsp; กั้งตัวเล็กจะต้องปล่อยคืนทะเล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังห้ามทำลายป่าชายเลน&amp;nbsp; ป่าโกงกาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากตัดไม้มาใช้ประโยชน์ 1 ต้นจะต้องปลูกใหม่ 10 ต้น &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อการดูแลท้องทะเลเห็นผล&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ จึงเริ่มเข้ามาสนับสนุนชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้เรือตรวจการณ์ที่มีความเร็วกว่าเรือประมงพื้นบ้านจำนวน 1 ลำเพื่อปกป้องท้องทะเล&amp;nbsp; รวมทั้งอิดริสในฐานะผู้นำยังขยายเครือข่ายจากแต่เดิมที่ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรเฉพาะที่บ้านบากันเคย&amp;nbsp; ได้ขยายผลและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบลและอำเภออื่นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;วิถีประมงพื้นบ้านจับปูได้ครั้งละ 1 ตัว&amp;nbsp; หากเป็นเรืออวนลากหรือประมงพาณิชย์จะกวาดทั้งทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ธนาคารกั้ง&amp;rsquo; แห่งแรกของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารกั้ง&amp;nbsp; จัดตั้งขึ้นที่บ้านบากันเคยในช่วงปี 2549 &amp;nbsp;โดยการนำของอิดริส&amp;nbsp; อุเส็น &amp;nbsp;ถือเป็นธนาคารกั้งแห่งแรกในประเทศไทย&amp;nbsp; ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดสงขลา-สตูล&amp;nbsp; โดยชาวชุมชนช่วยกันลงแรงนำไม้ไผ่และกระเบื้องมุงหลังคามาปักเป็นแนว 4 เหลี่ยมในทะเลชายฝั่งที่เป็นดินเลน&amp;nbsp; แล้วนำอวนมากั้นเป็นบ่อเลี้ยงกั้งริมทะเล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อชาวประมงจับกั้งได้ก็จะนำมาฝากที่ธนาคารแห่งนี้&amp;nbsp; ส่วนกั้งตัวเล็กๆ ก็จะปล่อยคืนทะเล&amp;nbsp; โดยจะมีการจดบันทึกชื่อผู้ฝากและจำนวนกั้งที่ฝาก&amp;nbsp; รวมทั้งปล่อยพ่อพันธุ์&amp;nbsp; แม่พันธุ์กั้งลงในบ่อเพื่อให้ขยายพันธุ์&amp;nbsp; ใช้ปลาเล็กปลาน้อยเป็นอาหารกั้ง&amp;nbsp; แบ่งพื้นที่เพาะเลี้ยงตามขนาดของกั้ง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ไซส์ &amp;nbsp;A&amp;nbsp; B และ C &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยไซส์ A จะใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp; ไซส์ B ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน &amp;nbsp;และไซส์ C ประมาณ 6-7 เดือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อกั้งโตได้ขนาดผู้ฝากก็จะจับกั้งไปขาย&amp;nbsp; ราคาในช่วงนั้นประมาณกิโลกรัมละ 600-800 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ธนาคารกั้งดำเนินการได้ประมาณ 2 ปีก็ต้องยุติลง&amp;nbsp; เนื่องจากไม้ไผ่และกระเบื้องมุงหลังคาที่นำมาปักเป็นแนวได้รับความเสียหายจากลมมรสุมและคลื่นในทะเลที่ซัดใส่อยู่ตลอดเวลาทำให้บ่อกั้งพัง&amp;nbsp; การซ่อมแซมต้องใช้งบประมาณและกำลังคนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารกั้งเป็นเรื่องใหม่&amp;nbsp; ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน&amp;nbsp; เป้าหมายของเราจริงๆ ไม่ใช่ทำเพื่อธุรกิจ&amp;nbsp; แต่เราต้องการขยายพันธุ์กั้งให้มีจำนวนมากๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเป็นแหล่งเรียนรู้วงจรชีวิตของกั้ง&amp;nbsp; เพราะกั้งมีหลายชนิด&amp;nbsp; บางชนิดอาศัยอยู่ในทะเลลึก&amp;nbsp; บางชนิดอาศัยอยู่ในรูโคลน&amp;nbsp; และมีการหากินไม่เหมือนกัน&amp;nbsp; เราก็ต้องศึกษาเรียนรู้ต่อไป&amp;nbsp; และถึงแม้เราจะไม่มีธนาคารกั้ง&amp;nbsp; แต่หากเรามีจิตสำนึก&amp;nbsp; ไม่จับกั้งตัวเล็ก&amp;nbsp; ปล่อยให้กั้งได้เติบโตตามธรรมชาติ&amp;nbsp; ก็เหมือนกับธนาคาร&amp;nbsp; ถ้าเราถอนเงินอย่างเดียว&amp;nbsp; เงินก็จะหมดไป&amp;nbsp; เราจึงต้องฝากด้วย&amp;nbsp; ทะเลก็เหมือนกัน&amp;nbsp; ถ้าเราช่วยกันดูแล&amp;nbsp; ทะเลก็จะสมบูรณ์&amp;nbsp; เป็นธนาคารที่ทุกคนมาเบิกได้&amp;nbsp; แต่ก็จะต้องฝากด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ก่อตั้งธนาคารกั้งกล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;การ &amp;lsquo;ย่ำกั้ง&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จับ&amp;lsquo;กั้งตั๊กแตน&amp;rsquo; ในเลนโคลนที่เด็กชายชาวเลจับด้วยมือเปล่า&amp;nbsp; ทำรายได้วันละกว่า 1 พันบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งธนาคารปูม้า&amp;nbsp; เพื่อนำแม่ปูไข่ที่จับได้มาเพาะเลี้ยงให้ไข่โตเต็มที่&amp;nbsp; ตัวหนึ่งจะมีไข่ตั้งแต่ 200,000-2,000,000 ฟอง (ตามขนาดของปู) แล้วนำปูวัยอ่อนปล่อยคืนสู่ทะเล&amp;nbsp; (อัตรารอดต่ำสุดประมาณ 2 %)&amp;nbsp; เพื่อให้ลูกปูม้าเจริญเติบโต&amp;nbsp; เป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; แหล่งรายได้หมุนเวียนของชาวประมงตันหยงโป&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งยังปล่อยพันธุ์กุ้ง&amp;nbsp; ปลากะพง&amp;nbsp; ปีละ 2 ครั้ง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่ใช้เงินลงหุ้น&amp;nbsp; แต่ใช้แรงงานแทนเงิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการจัดตั้งธนาคารกั้งแห่งแรกในประเทศไทยในปี 2549 &amp;nbsp;จึงทำให้มีกลุ่มองค์กรและผู้นำชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานธนาคารกั้งที่บ้านบากันเคยเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; อิดริสจึงมีแนวคิดจัดทำที่พักรองรับผู้ที่มาศึกษาดูงานแห่งนี้&amp;nbsp; โดยไปศึกษาดูงานการจัดทำที่พักโฮมสเตย์ที่จังหวัดตราด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มทำที่พักริมทะเลบ้านบากันเคยในปี 2550&amp;nbsp; โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นจากศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จำนวน 280,000 บาท&amp;nbsp; เพื่อก่อสร้างที่พักแบบง่ายๆ ใช้งบประมาณไม่มาก&amp;nbsp; ไม่ใช้วิธีการระดมเงินจากชาวบ้าน&amp;nbsp; แต่เน้นใช้การลงแรงจากชาวบ้านแทนการลงหุ้น&amp;nbsp; และต่อมาได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัดสตูลจำนวน 1 ล้านบาทเพื่อสร้างร้านอาหารและปรับปรุงที่พัก&amp;nbsp; จึงขยายไปสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยจัดตั้งเป็น &amp;lsquo;กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านบากันเคย&amp;nbsp; จังหวัดสตูล&amp;#39; มีที่พัก&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; และเรือนำนักท่องไปชมทะเลและวิถีชีวิตชาวประมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;รีสอร์ทชุมชนบ้านบากันเคย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่นี่เราจะไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; เพราะหากใช้เงินลงหุ้น&amp;nbsp; คนที่ไม่มีเงินก็จะไม่ได้เป็นสมาชิก&amp;nbsp; เราจึงให้คนที่จะเป็นสมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวฯ ใช้แรงทำงานให้แก่กลุ่ม&amp;nbsp; เมื่อครบ 100 ชั่วโมงจึงจะให้เข้าเป็นสมาชิก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คนที่จะเอาเรือมารับนักท่องเที่ยวจะต้องวิ่งเรือรับนักท่องเที่ยวให้กลุ่มฯ 100 ชั่วโมง&amp;nbsp; จากนั้นกลุ่มจะพิจารณาให้เข้าเป็นสมาชิก&amp;nbsp; เมื่อมีรายได้จะหักค่าเรือเข้ากลุ่มเพื่อเป็นค่าบริหารจัดการเที่ยวละ 100 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; อิดริสบอกและย้ำว่า&amp;nbsp; การใช้แรงงานเป็นหุ้นทำให้สมาชิกมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน&amp;nbsp; ส่วนการบริหารกลุ่มท่องเที่ยวฯ ผู้นำต้องมีความซื่อสัตย์&amp;nbsp; ทำงานด้วยความโปร่งใส&amp;nbsp; สมาชิกสามารถตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจและทุนชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปี 2553 อิดริสจึงรวบรวมกลุ่มต่างๆ ในตำบลตันหยงโปจำนวน 35 กลุ่ม&amp;nbsp; จัดตั้ง &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบลบากันเคย&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; (ตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;nbsp; มีรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีหน้าที่ส่งเสริมกิจการของสภาองค์กรชุมชนฯ ) เพื่อใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เป็นเวทีประชุม&amp;nbsp; ปรึกษาหารือ&amp;nbsp; รวมทั้งวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนตำบล&amp;nbsp; มีการวางแผนพัฒนาและปรับปรุงทุกๆ 5 ปี&amp;nbsp; มีแผนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพประมง&amp;nbsp; การแปรรูปอาหารทะเล&amp;nbsp; การท่องเที่ยวโดยชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มฯ มีเป้าหมายจะพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน&amp;nbsp; เพราะจังหวัดสตูลมีชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลติดต่อกับประเทศมาเลเซีย&amp;nbsp; และอยู่ไม่ไกลจากบรูไนและสิงคโปร์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียนิยมมาท่องเที่ยวและกินอาหารทะเลที่จังหวัดสตูล&amp;nbsp; เนื่องจากอาหารทะเลที่สตูลมีราคาถูกกว่าและอร่อยกว่า&amp;nbsp; แต่เมื่อเกิดปัญหาโควิด-19&amp;nbsp; แผนงานดังกล่าวจึงต้องระงับไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;อาหารทะเลจากกลุ่มแม่บ้านประมงอาสา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี&amp;nbsp; 2563 จนถึงปัจจุบัน (มีนาคม 2564) ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจากทั่วภูมิภาคเดินทางมาท่องเที่ยวที่ตันหยงโป&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาใช้บริการท่องเที่ยว&amp;nbsp; ที่พัก&amp;nbsp; และกินอาหารทะเลที่บ้านบากันเคยเป็นปกติ&amp;nbsp; แต่จำนวนลดน้อยลง&amp;nbsp; ไม่คึกคักเหมือนในยามปกติ&amp;nbsp; แต่ก็ยังสร้างและกระจายรายได้ให้ชาวชุมชนอย่างทั่วถึง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยชุมชนมี Facebook &amp;nbsp;&amp;lsquo;รีสอร์ทชุมชนบ้านบากันเคย&amp;nbsp; ทะเลแหวกสันหลังมังกร&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;rsquo; เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;&amp;nbsp; รีสอร์ทชุมชนมีที่พัก 7 ห้อง&amp;nbsp; ค่าที่พักห้องละ 800 บาทพร้อมอาหารเช้า&amp;nbsp; ห้องพักรวม 3 ห้อง (หัวละ 200 บาทพร้อมอาหารเช้า)&amp;nbsp; รับนักท่องเที่ยวได้พร้อมกัน 80 คน&amp;nbsp; ค่าเรือท่องเที่ยวลำละ&amp;nbsp; 2,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าอาหารหัวละ 200 บาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุหงา&amp;nbsp; อุเส็น&amp;nbsp; ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านประมงอาสาบ้านบากันเคย&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตอนนี้ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทุกวัน&amp;nbsp; วันละ 2-3 กลุ่ม&amp;nbsp; กลุ่มหนึ่งประมาณ 5-6 คนขึ้นไป&amp;nbsp; จนถึง 20-30 คน&amp;nbsp; บางกลุ่มมาจากกรุงเทพฯ&amp;nbsp; จองห้องพักและอาหารล่วงหน้า&amp;nbsp; บางกลุ่มมาจากจังหวัดใกล้เคียง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ยะลา&amp;nbsp; สงขลา&amp;nbsp; บางกลุ่มไม่ได้เข้าพักแต่มากินอาหารทะเลและซื้อสินค้าจากกลุ่มแม่บ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กะปิ&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันกั้ง ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาหารทะเลที่ขึ้นชื่อของบากันเคยก็คือ&amp;nbsp; กั้งทะเลสดๆ ตัวใหญ่ๆ&amp;nbsp; จะเอามาทอดกระเทียมหรือยำก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังมีกุ้งแชบ๊วย&amp;nbsp; ปลาเก๋า&amp;nbsp; ปลาจาระเม็ด&amp;nbsp; หมึก&amp;nbsp; ปูม้า&amp;nbsp; ปูดำ&amp;nbsp; แล้วแต่นักท่องเที่ยวต้องการจะกินอะไร&amp;nbsp; หรือช่วงนั้นเรือประมงจับปลาอะไรได้&amp;nbsp; ค่าอาหารราคาต่อหัว 200 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; ส่วนกลุ่มแม่บ้านที่มาช่วยงานก็จะมีรายได้ตอบแทน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แม่ครัวจะได้ค่าแรง 50 บาทต่อนักท่องเที่ยว 1 คน&amp;nbsp; ถ้ามีนักท่องเที่ยวมากินอาหาร 10 คนก็จะได้ 500 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าลงเรือท่องเที่ยว 1 ลำ&amp;nbsp; ราคา 2,000 บาท&amp;nbsp; มีไกด์ 1 คน&amp;nbsp; เจ้าของเรือจะได้ 1,700 บาท&amp;nbsp; ไกด์จะได้ 300 บาท&amp;nbsp; คือถ้ามีนักท่องเที่ยวมา&amp;nbsp; รายได้ก็จะกระจายไปทั้งชุมชน&amp;nbsp; แม้แต่ตอนช่วงโควิด&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวที่เคยมา&amp;nbsp; แต่เมื่อมาไม่ได้ก็จะสั่งซื้ออาหารทะเลแห้ง&amp;nbsp; โดยเฉพาะกะปิขายดีมาก&amp;nbsp; กระปุกละ 60 บาท&amp;nbsp; ตอนนี้ส่งขายเดือนหนึ่งประมาณ 1,000 กระปุก&amp;nbsp; ต้องระดมกลุ่มแม่บ้านมาช่วยกันทำกะปิและปลาแห้งต่างๆ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานกลุ่มแม่บ้านฯ บอกถึงการปรับตัวรองรับสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไปก็คือ &amp;lsquo;ทะเลแหวกสันหลังมังกร&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพราะมีรายการทีวีและท่องเที่ยวต่างๆ นำออกไปเผยแพร่&amp;nbsp; มีลักษณะเป็นสันทรายที่ผุดขึ้นมากลางทะเลอันดามัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทอดตัวยาวเชื่อมระหว่างเกาะหัวมันกับเกาะสาม&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 4.5 กิโลเมตร&amp;nbsp; ความกว้างประมาณ 20 เมตร&amp;nbsp; ซึ่งเกิดจากซากหอยกาบงหรือหอยกะพง (คล้ายหอยแมลงภู่แต่ตัวเล็กกว่า&amp;nbsp; ทำอาหารได้หลายอย่าง) รวมทั้งซากหอยอื่นๆ&amp;nbsp; ทับถมกันจนกลายเป็นสุสานหอยล้านปี&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวขึ้นไปเดินเล่นได้&amp;nbsp; และที่ผ่านมาเคยมีการจัดขี่จักรยานและวิ่งแหวกสันหลังมังกรมาแล้ว&amp;nbsp; เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวนี้ให้เป็นที่รู้จัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;lsquo;สันหลังมังกร&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีหาดทรายดำ&amp;nbsp; นำทรายละเอียดสีดำคล้ายแป้งมาทำสปาพอกผิว&amp;nbsp; พอกใบหน้า&amp;nbsp; บำรุงผิวพรรณ&amp;nbsp; ดูวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การ &amp;lsquo;ย่ำกั้ง&amp;rsquo; หรือจับกั้งตั๊กแตนที่อาศัยอยู่ในดินโคลนกลางทะเลคล้ายกับการใช้ไม้กระดานไถหาหอยหลอด&amp;nbsp; แต่กั้งที่นี่จะอยู่ลึกในโคลน&amp;nbsp; นักย่ำกั้งจะดูรูกั้งว่าอยู่ตรงไหนแล้วใช้มือล้วงลงไปจับกั้ง&amp;nbsp; ราคาตามขนาด&amp;nbsp; ขนาดใหญ่ตัวยาวประมาณ 10 นิ้ว&amp;nbsp; (4 ตัวมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม) ราคากิโลกรัมละ 1,300 บาท&amp;nbsp; ตัวเล็กกิโลกรัมละ 300 บาท&amp;nbsp; ถ้ากั้งตัวเล็กเกินไปจะปล่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; โดยเรือท่องเที่ยว&amp;nbsp; จะแบ่งรายได้เข้ากลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนครั้งละ 100 บาท&amp;nbsp; ส่วนรายได้จากห้องพักเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำมาจัดสรรปันผลให้สมาชิก (มีสมาชิก 30 ราย)&amp;nbsp; 60 % , ค่าบริหารจัดการ&amp;nbsp; น้ำประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้า ซ่อมแซมที่พัก&amp;nbsp; 20 %,&amp;nbsp; จัดการและดูแลสิ่งแวดล้อม 10 %&amp;nbsp; &amp;nbsp;และช่วยเหลือเด็กกำพร้า คนยากจน (ซะกาต) 10 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสนอออกข้อบัญญัติตำบลเพื่อปกป้องท้องทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าชาวประมงตันหยงโปและชาวบ้านบากันเคยจะร่วมกันปกป้องท้องทะเลตั้งแต่ปี 2538&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันสภาพต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; จำนวนเรือประมงเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 1,500 ลำ&amp;nbsp; เพิ่มเป็นประมาณ 3,000 ลำ&amp;nbsp; รวมทั้งมีเรือประมงพาณิชย์&amp;nbsp; และเรือประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; วางยาเบื่อปลา&amp;nbsp; ใช้เครื่องมือทำลายล้าง&amp;nbsp; กวาดสัตว์เล็กสัตว์น้อยไปหมด&amp;nbsp; ทำให้กั้ง&amp;nbsp; หอย&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; เคยที่ใช้ทำกะปิลดน้อยลง ฯลฯ ส่งผลกระทบต่อปากท้องของทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;วิถีประมงพื้นบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตันหยงโปมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สมบูรณ์&amp;nbsp; ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดสตูล&amp;nbsp; ตอนนี้มีนักธุรกิจมากว้านซื้อที่ดินชายทะเลตันหยงโปเพื่อจะทำรีสอร์ทและร้านอาหาร&amp;nbsp; จากเดิมที่ไม่มีใครสนใจ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ที่ดินราคาขึ้นไปไร่ละ 2-3 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ขณะเดียวกันท้องทะเลก็กำลังได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำเสียในเมืองลงสู่ทะเล&amp;nbsp; น้ำเสียจากบ่อกุ้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีทั้งสารเคมีและฟอร์มาลีน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งผลกระทบจากการลักลอบทำประมงผิดกฎหมายจากเรือประมงต่างถิ่น&amp;nbsp; และการทำประมงที่เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านที่เคยไปทำงานที่มาเลเซียกลับมาจากปัญหาโควิด&amp;nbsp; จึงมาทำประมง&amp;nbsp; รวมทั้งคนที่มีครอบครัวขยายก็มาทำประมงเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ตอนนี้ผมประมาณว่ามีเรือประมงที่หากินในอ่าวตันหยงโปประมาณ 3,000 ลำ&amp;nbsp; เพิ่มขึ้นจากหลายปีที่มีเรือประมาณ 1,500 ลำ&amp;nbsp; เรือเยอะขึ้น&amp;nbsp; แต่ทะเลเท่าเดิม&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; ปลา&amp;nbsp; กั้งจึงหาได้น้อยลง&amp;rdquo;&amp;nbsp; อิดริสบอกถึงสภาพท้องทะเลในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น&amp;nbsp; อิดริสบอกว่า&amp;nbsp; ตนในฐานะที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนกำลังผลักดันให้มีการจัดทำ &amp;lsquo;ข้อบัญญัติตำบล&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยจะใช้เวทีประชุมสภาองค์กรชุมชนฯ จัดทำข้อเสนอให้ อบต.ตันหยงโปใช้อำนาจออกข้อบัญญัติตำบลขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรในทะเล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กำหนดเขตพื้นที่ใดให้ทำประมงชนิดใด&amp;nbsp; เขตใดห้ามทำประมง&amp;nbsp; ให้มีเรือตรวจการณ์&amp;nbsp; มีคนออกตรวจตราการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; โดยใช้การประชาคมเพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นและลงมติ&amp;nbsp; เพื่อให้ข้อบัญญัติได้รับการยอมรับและตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&amp;nbsp; ข้อบัญญัติจึงจะเกิดผลจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทะเลก็เหมือนกับธนาคารของเรา&amp;nbsp; ถ้าทุกคนมาเบิก&amp;nbsp; แต่ไม่ฝาก&amp;nbsp; ความอุดมสมบูรณ์ก็จะหมดไป&amp;nbsp; และหากเราไม่ช่วยกันรักษาทะเล&amp;nbsp; ก็อย่าหวังเลยว่าทะเลจะรักษาเรา&amp;rdquo; &amp;nbsp;อิดริสกล่าวย้ำท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนประมงอ่าวตันหยงโป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97431</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สตูล, ตันหยงโป, ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวชุมชน, อนุรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210327/image_big_605ea46640439.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
