<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกส.ค.63ฟื้นตัวเหลือติดลบ7.94%มูลค่าทะลุ2หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.2563 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนส.ค.2563 มีมูลค่า 20,212.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.94% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ทั้งในแง่มูลค่าที่กลับมาส่งออกเกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 5 เดือนนับจากเดือนเม.ย.2563 และการขยายตัวติดลบน้อยลง จากที่เคยลบสูงสุดถึง 23.17% ในเดือนมิ.ย.2563. ถือว่าพ้นจุดต่ำสุดแล้ว และกำลังจะเป็นขาขึ้นลักษณะเครื่องหมายถูก ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 15,863.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 19.68% ทำให้เกิดดุลการค้ามูลค่า 4,349.4 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกรวม 8 เดือนของปี 2563 มีมูลค่า 153,374.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.75% นำเข้ามูลค่า 134,981.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15.31% เกินดุลกาค้ามูลค่า 18,393.6 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น แม้ว่าจะยังขยายตัวติดลบอยู่ มาจากการฟื้นตัวของภาคการขนส่งและโลจิสิตกส์ที่มีความคล่องตัวมากขึ้น การค้าโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลายประเทศมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ก็เริ่มน่าเป็นห่วง เพราะมีบางประเทศเริ่มที่จะล็อกดาวน์อีก และสินค้าส่งออกสำคัญในกลุ่มเกษตรและอาหาร เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม ทูน่ากระป๋อง เนื้อสุกร สิ่งปรุงรสอาหาร อาหารสัตว์เลี้ยง สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน ของใช้ในบ้าน และซ่อมแซมบ้าน เช่น คอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์ ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง เครื่องซักผ้า และโซลาร์เซลล์ และสินค้าป้องกันการติดเชื้อ เช่น ถุงมือยาง ส่งออกได้ดีขึ้นตั้งแต่โควิด-19 ระบาด และยังดีจนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายละเอียดการส่งออก พบว่า สินค้าอุตสาหกรรมยังคงหดตัว 6.2% โดยอัญมณีและเครื่องประดับ ลด 55.6% สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ลด 15.7% รถยนต์และส่วนประกอบ ลด 28.7% เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ลด 18.3% แต่ถุงมือยาง เพิ่ม 125.9% เครื่องซักผ้าและส่วนประกอบ เพิ่ม 31.3% เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 35.8% และทองคำ เพิ่ม 71.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 13.2% โดยน้ำตาลทราย ลด 64.2% ผักผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ลด 28.7% ข้าว ลด 15% แต่น้ำมันปาล์ม เพิ่ม 599.6% สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง เพิ่ม 962.1% อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 22.3% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม 15.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านตลาดส่งออก พบว่า หลายๆ ตลาดการส่งออกติดลบน้อยลง บางตลาดเริ่มเป็นเทรนด์ขาขึ้น แต่หางถูกยาว บางตลาดเริ่มเป็นแนวราบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ตลาดหลักลดลง 4.1% โดยสหรัฐฯ ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 15.2% แต่ญี่ปุ่น ลด 16.6% สหภาพยุโรป 15 ประเทศ ลด 16.9% ตลาดศักยภาพสูง ลด 10.2% เช่น อาเซียน 5 ประเทศ ลด 16.5% CLMV ลด 9.3% อินเดีย ลด 18.8% จีน ลด 4% ตลาดศักยภาพระดับรอง ลด 24.3% เช่น ทวีปออสเตรเลีย ลด 22.5% ตะวันออกกลาง ลด 30.3% ลาตินอเมริกา ลด 34.7% รัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS ลด 43.4% ทวีปแอฟริกา ลด 9.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า &amp;nbsp;แนวโน้มการส่งออกคาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง แม้จะยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมีข่าวความสำเร็จของการผลิตวัคซีน-19 ในหลายประเทศ ทำให้บรรยากาศการค้ากลับมาคึกคัก แต่ก็ต้องระวังเรื่องการระบาดซ้ำ และบางประเทศเริ่มกลับมาล็อกดาวน์ รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังไม่ฟื้นตัว ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ กับจีน ที่จะเป็นตัวกดดันการค้าโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าไทยยังคงรักษาระดับการส่งออกแต่ละเดือนได้ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป ทั้งปีการส่งออก จะไม่ติดลบในระดับ 2 หลักอย่างที่หลายๆ ฝ่ายได้ประเมินเอาไว้ น่าจะติดลบ 5% ถึงลบ 8% โดยการส่งออกลบ 5% ต้องส่งออกให้ได้เดือนละ 20,145 ล้านเหรียญสหรัฐ และลบ 8% ต้องส่งออกให้ได้เดือนละ 18,298 ล้านเหรียญสหรัฐ&amp;rdquo;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78374</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวเลขส่งออกไทย, พิมพ์ชนก วอนขอพร, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190621/image_big_5d0cd9388a5a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2019 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกไทยฟื้นยาก 8 เดือน(ม.ค.-ส.ค.) ยังติดลบ 2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2562 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนส.ค.2562 มีมูลค่า 21,914.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4% เป็นการกลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากที่เดือนก่อนหน้าเพิ่งขยายตัวเป็นบวก และแม้การส่งออกจะลดลง แต่มูลค่าถือว่าเป็นการส่งออกที่สูงที่สุดในรอบปี ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 19,862.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.62% เกินดุลการค้ามูลค่า 2,052.6 ล้านเหรียญสหรัฐ &amp;nbsp;สำหรับการส่งออกในช่วง 8 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่า 166,090.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.19% การนำเข้ามีมูลค่า 159,984.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.61% เกินดุลการค้า 6,106.1 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้การส่งออกลดลง มาจากผลกระทบจากสงครามการค้าที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ปัญหาในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น บางประเทศในยุโรปมีความต้องการซื้อสินค้าลดลง ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะนี้ราคาอยู่ที่ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันลดลง และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันก็หดตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และเงินบาทแข็งค่า ทำให้กดดันต่อการส่งออกสินค้าเกษตร และยังมีส่วนเกินของสินค้าเกษตรในตลาดโลก ทำให้ความต้องการลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากดูเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ลดลง 4.4% โดยสินค้าที่ลดลง เช่น ข้าว ลด 44.7% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ลด25.3% ยางพารา ลด 7.2% กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป ลด 10.8% เครื่องดื่ม ลด 8.9% แต่ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 26.8% น้ำตาลทราย เพิ่ม 15.3% ไก่สด แช่แข็งและแปรรูป เพิ่ม 5.6% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ลด 1.9% สินค้าที่ลดลง เช่น สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทั้งน้ำมัน เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ลด 27.7% รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลด 12.6% คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลด 10.5% เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ลด 9.5% แต่อัญมณีและเครื่องประดับ เพิ่ม 51.1% ทองคำ เพิ่ม 377.5% รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เพิ่ม 9.2% เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ลด 0.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตลาดส่งออก ตลาดหลัก ลดลง 0.1% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 5.8% ญี่ปุ่น ลด 1.2% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) ลด 6.2% ตลาดศักยภาพสูง ลด 16% เนื่องจากส่งออกไปอาเซียน 5 ประเทศ ลด 24.6% เอเชียใต้ ลด 20% ส่วนจีนลดไม่มากแค่ 2.7% แต่การส่งออกไปตลาดศักยภาพระดับรอง เพิ่ม 0.2% เช่น ทวีปออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง เพิ่ม 18.4% และ 5.3% ส่วนแอฟริกา กลุ่มประเทศ CIS และลาตินอเมริกา ลด 22.8% , 10.5% และ 8.2%
น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ (ก.ย.-ธ.ค.) หากจะให้ทำได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 3% การส่งออกแต่ละเดือนต้องทำได้เดือนละ 2.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ถ้าการส่งออกยังทำได้ในระดับเดือนละ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งปีจะขยายตัวเป็นบวกที่ 0% ขึ้นไป และหากในช่วงที่เหลือของปีนี้ สามารถผลักดันให้สินค้าบางตัวขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้การส่งออกบวกได้เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กำลังเร่งขยายตลาดข้าวในอิรัก และขยายตลาดจอร์แดน กาตาร์ บาห์เรน คูเวต ผลักดันเพิ่มการส่งออกในอาเซียนและ CLMV ขยายตลาดจีน ที่จะมีเน้นมณฑลและเมืองรองที่ยังเข้าไม่ถึง ตลาดอินเดีย จะนำคณะไปเยือนเพื่อผลักดันการขายสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จะต้องระวังปัจจัยเสี่ยง จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง เพราะเดิมได้เน้นทำแผนรับมือกับสงครามการค้า แต่ตอนนี้ ผลกระทบได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทำให้การส่งออกไปประเทศคู่ค้าอื่นๆ เริ่มลดลงชัดเจน ปัญหาในยุโรป และการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ ระดับราคาน้ำมัน ที่ลดลง ยังกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ตลาดจีน ที่หดตัว หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ก็จะกระทบต่อเนื่อง และค่าเงินบาที่แข็งค่า เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46273</URL_LINK>
                <HASHTAG>8 เดือน, ตัวเลขส่งออกไทย, ติดลบ, พิมพ์ชนก วอนขอพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกไทยปี 61 ไปไม่ถึงเป้า โตเพียง  6.7% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ม.ค.2562 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนธ.ค.2562 มีมูลค่า 19,381.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.72% เป็นการส่งออกลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 18,316.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.15% และเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบปี 2561 แต่ยังเกินดุลการค้ามูลค่า 1,064.9 ล้านเหรียญสหรัฐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการส่งออกทั้งปี 2561 มีมูลค่า 252,486.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.7% ขยายตัวที่ต่ำกว่าเป้าหมายการส่งออกที่ตั้งไว้ที่ 8% แต่ก็ถือว่าทำได้ดี เมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ที่มีปัญหาทั้งเศรษฐกิจคู่ค้าและปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด เช่น ญี่ปุ่น เพิ่ม 13% สหรัฐฯ เพิ่ม 5.4% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) เพิ่ม 5% อาเซียน (9 ประเทศ) เพิ่ม 14.7% CLMV เพิ่ม 16.6% จีน เพิ่ม 2.3% อินเดีย เพิ่ม 17.3% ฮ่องกง เพิ่ม 1.8% เกาหลีใต้ เพิ่ม 4.9% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 2.9% แอฟริกา เพิ่ม 9.7% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 3.1% สหภาพยุโรป (12 ประเทศ) เพิ่ม 7.1% รัสเซียและ CIS เพิ่ม 10.1% ส่วนตะวันออกกลาง ลด 5% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 249,231.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.51% เกินดุลการค้ามูลค่า 3,254.5 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การส่งออกเดือนธ.ค. ติดลบ มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลง 6.6% สินค้าที่ลดลง เช่น ข้าว ลด 5.5% ยางพารา ลด 32.3% มันสำปะหลัง ลด 22.8% อาหาร ลด 3.3% กุ้งสดแช่แข็งและกุ้งแปรรูป ลด 13.2% และสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาติดลบ 0.8% สินค้าที่ลดลง เช่น รถยนต์นั่ง ลด 0.9% รกจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ลด 4.4% เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ลด 13.5% เครื่องใช้ไฟฟ้า ลด 1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ทำให้มูลค่าหายไป 239.8 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นผลกระทบทางตรงจากการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษี ทำให้ส่งออกได้มูลค่า 47.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 48.5% หรือมูลค่าหายไป 44.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้แก่ โซลาร์เซลส์ ลด 88.2% เครื่องซักผ้า ลด 28.8% เหล็ก ลด 43.8% แต่อะลูมิเนียม เพิ่ม 156% ผลกระทบจากการเป็นห่วงโซ่ให้กับจีน และสินค้าของจีนถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี มีมูลค่าส่งออก 2,280 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.3% มูลค่าหายไป 207.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้แก่ ยานพาหนะและส่วนประกอบ ลด 48.9% ของใช้ในบ้านและออฟฟิศ ลด 27.4% ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ลด 32.3% เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ลด 9.7% แต่อาหารปรุงแต่งและเครื่องดื่ม เพิ่ม 82.3% เคมีภัณฑ์และเม็ดพลาสติก เพิ่ม 13.3% และกลุ่มสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ทดแทนสินค้าจีนที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี โดยส่งออกไปสหรัฐฯ มีมูลค่า 1,689 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.7% หรือมีมูลค่าส่งออกเพิ่ม 12 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่น เหล็ก เพิ่ม 63.6% เคมีภัณฑ์และเม็ดพลาสติก เพิ่ม 29.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลกระทบจากสงครามการค้าทั้งปี 2561 พบว่า มูลค่าหายไป 382.1 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น ผลกระทบจากมาตรการทางตรงสหรัฐฯ ลดลง 41.6% มูลค่าการส่งออกหาย 421.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานจีน ลดลง 5.8% มูลค่าส่งออกหายไป 438.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และผลกระทบเชิงบวกจากการส่งออกทดแทนสินค้าจีนไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 9.6% มูลค่าเพิ่ม 478 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า สำหรับการส่งออกในปี 2562 ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกเติบโตไว้ที่ 8% ซึ่งจะต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยต่อเดือนอย่างน้อยเดือนละ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป ถือเป็นงานที่ท้าทาย โดยเฉพาะเรื่องของสงครามการค้าที่ยังต้องติดตามกันต่อว่าสหรัฐฯ และจีนจะยุติปัญหาระหว่างกันได้ลุล่วงได้หรือไม่ เพราะล่าสุดจีนได้ประกาศจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นเวลา 6 ปี ระหว่างการเจรจาพักรบสงครามการค้าในช่วง 90 วัน แต่ก็ต้องรอดูท่าทีของสหรัฐฯ ก่อนว่าจะเอายังไง ถ้าเห็นด้วย ก็จะช่วยให้การค้าโลกกลับมาฟื้นตัว และส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป แต่ถ้าไม่ยุติ ก็จะส่งผลกระทบต่อการค้าโลกต่อไป และยังต้องจับตาเศรษฐกิจคู่ค้าที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว ราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ที่ล้วนแต่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน ทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า และต้องเร่งดึงดูดการลงทุนในระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าส่งออก และต้องเร่งเจรจาผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้สำเร็จโดยเร็ว รวมถึงการเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าใหม่ๆ เพื่อลดภาษี และสร้างแต้มต่อในการส่งออก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27198</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ตัวเลขส่งออกปี61, ตัวเลขส่งออกไทย, พิมพ์ชนก วอนขอพร, สงครามการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24788</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ส่งออก’ติดลบ โทษ‘สหรัฐ-จีน’ กัดฟันดันโต8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สงครามการค้าสหรัฐ-จีนเริ่มพ่นพิษ ทำตัวเลขส่งออกไทยเดือน พ.ย.ติดลบ 0.95% เป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี ลุ้นเป้าทั้งปี 8% ยังมีโอกาสเป็นไปได้ ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เชื่อปัญหาข้อพิพาทยังลามไปถึงปีหน้า&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงถึงตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยเดือน พ.ย.2561 มีมูลค่า 21,237.2 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 0.95% ซึ่งเป็นการติดลบครั้งที่ 2 ในรอบปี หลังจากที่เดือน ก.ย.ติดลบ 5.20% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 22,415 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14.66% ทำให้ขาดดุลการค้ามูลค่า 1,177.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้การส่งออกเดือน พ.ย.กลับมาติดลบ เพราะเริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สินค้าหลายหมวดมีการติดลบสูง ทั้งหมวดเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรม เช่น ข้าวลด 22.4%, ยางพาราลด 25%, น้ำตาลลด 32%, เครื่องโทรสาร โทรศัพท์อุปกรณ์และส่วนประกอบลด 31.9%, &amp;nbsp;เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบลด 6.1% และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอดลด 39.4% ในขณะที่ตลาดส่งออกพบว่าหดตัวในหลายตลาด เช่น สหภาพยุโรปลด 2%, อาเซียน 5 ประเทศลด 4.3%, เอเชียใต้ลด 7.6%, ฮ่องกงลด 11.1%, ลาตินอเมริกาลด 9.7% ส่วนสหรัฐเพิ่ม 11.9%&amp;rdquo; น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า การส่งออกรวม 11 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 232,725 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.29% การนำเข้ามีมูลค่า 231,434.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14.77% เกินดุลการค้ามูลค่า 1,381.1 ล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกทั้งปี หากจะทำได้ตามเป้าหมาย 8% การส่งเดือน ธ.ค.2561 ต้องทำได้มูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นไปได้ เพราะการส่งออกที่ผ่านมาเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์เกือบทุกเดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือน พ.ย.ที่ติดลบไม่น่าตกใจ เพราะบางปัจจัยที่เป็นผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในซัพพลายเชนของจีนคงทำอะไรมากไม่ได้ ต้องผลักดันหาตลาดอื่นเพิ่ม ซึ่งกรมมีแผนเร่งหาตลาดรองรับแล้ว
ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยตลอดทั้งปี 2561 ขยายตัวได้ราว 7% ชะลอลงจากปี 2560 ที่อยู่ที่ 9.9% โดยในเดือน พ.ย.61 มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยที่ติดลบนั้นมาจากการหดตัวของการส่งออกสินค้า ทั้งข้าว ยางพารา น้ำตาลทราย รถยนต์นั่ง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการค้าในภูมิภาค ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ทำให้แต่ละประเทศมีการเร่งนำเข้า-ส่งออกไปในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อเร่งผลิตสินค้าและส่งออกให้ทันก่อนช่วงเทศกาลปลายปี และก่อนที่สหรัฐจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในปี 2562 คาดว่าภาพการส่งออกสินค้าของไทยจะอยู่ที่ 4.5% หรือคิดเป็นมูลค่าส่งออกเฉลี่ยประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากปี 2561 ซึ่งเป็นผลของฐานที่สูงในปีก่อน การชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก รวมไปถึงผลของข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ไม่น่าจะสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ภายใน 90 วัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.6% ของจีดีพีประเทศ&amp;rdquo;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24788</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวเลขส่งออกไทย, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ, สงครามการค้าสหรัฐ-จีน, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181221/image_big_5c1cf27a9dfdd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
