<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118644</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘คลัง’เปิดยอดหนี้ประเทศเดือนสิงหาคมทะลุ 9 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลัง รายงานภาพรวมหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2564&amp;nbsp;มียอดหนี้จำนวน&amp;nbsp;9,159,513&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;57.01%&amp;nbsp;ของจีดีพี เทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;250,450&amp;nbsp;ล้านบาท โดยหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564&amp;nbsp;มียอดหนี้จำนวน&amp;nbsp;8,909,063&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;55.59%&amp;nbsp;ของจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น แบ่งเป็น หนี้รัฐบาล อยู่ที่&amp;nbsp;8,033,676.72&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;7,836,723.70&amp;nbsp;ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง&amp;nbsp;7,271,599&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;7,071,423.29&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งมีการกู้ภายใต้ พ.ร.ก.&amp;nbsp;โควิด-19&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;948,102.97&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;817,726.05&amp;nbsp;ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน&amp;nbsp;(FIDF)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;707,077.72&amp;nbsp;ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;710,300.41&amp;nbsp;ล้านบาท รวมถึงหนี้เงินกู้ล่วงหน้าเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ อยู่ที่&amp;nbsp;55,000&amp;nbsp;ล้านบาท เท่ากับเดือนก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ หนี้รัฐวิสาหกิจ ในเดือน ส.ค. 2564&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;837,215.55&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;781,052.43&amp;nbsp;ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน อยู่ที่&amp;nbsp;400,938.87&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;399,141.13&amp;nbsp;ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน อยู่ที่&amp;nbsp;436,276.68&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;381,911.30&amp;nbsp;ล้านบาท ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลค้ำประกัน อยู่ที่&amp;nbsp;282,039.62&amp;nbsp;ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;284,141.61&amp;nbsp;ล้านบาท ขณะที่หนี้หน่วยงานของรัฐ อยู่ที่&amp;nbsp;6,581.30&amp;nbsp;ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;7,146.04&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง ได้เคยมีการประเมินว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่&amp;nbsp;58.88%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล.&amp;nbsp;อ.&amp;nbsp;ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้มีการทบทวนกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;จากเดิมที่กำหนดไว้ ต้องไม่เกิน&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;เป็น ต้องไม่เกิน&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล และไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง โดยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานเห็นชอบการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;วงเงินรวมกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการกู้เงินใหม่จำนวน&amp;nbsp;1.3&amp;nbsp;ล้านล้านบาท เป็นการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนล้านบาท และเป็นการกู้เงินตามพ.ร.ก.แก้ปัญหาโควิด&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แสนล้านบาท ในส่วนที่เหลือประมาณ&amp;nbsp;3.5&amp;nbsp;แสนล้านบาท โดยคาดว่าสิ้นปีงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่&amp;nbsp;62.69%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118644</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ตัวเลขหนี้สาธารณะ, สิงหาคม, เดือนสิงหาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605334cca7dae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เคาะแผนบริหารหนี้ปีงบ65 จ่อกู้สู้โควิดอีก3.55 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 2564 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ได้อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยในการจัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2565 ได้คำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่องและรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นของมาตรการและการบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายลงโดยเร็ว โดยแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังในการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจัยในการกำหนดกรอบในการจัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะได้พิจารณาถึงนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพคล่องของตลาดการเงินภายในประเทศเพื่อรองรับการกู้เงินตามแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2565 รวมถึงการกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารหนี้สาธารณะระยะปานกลาง (Medium-Term Debt Management Strategy: MTDS) สำหรับปีงบประมาณ 2565 &amp;ndash; 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการกู้เงินที่เพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ และสภาวะตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูง เพื่อกำกับการบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2565 คือ 1.แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงินรวม 1.34ล้านล้านบาท ประกอบด้วย แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล วงเงิน 1.2 ล้านล้านบาท ได้แก่ รัฐบาลกู้มาใช้โดยตรง วงเงินรวม 7.36 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1.เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 7 แสนล้านบาท และ 2.เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ตามมาตรา 22 และ 23 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ วงเงินรวม 3.62 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และรัฐบาลกู้มาเพื่อดำเนินแผนงานหรือโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยกระทรวงการคลังได้บรรจุวงเงินดังกล่าวในแผนบริหารหนี้ ปีงบประมาณ 2564 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท และมีผลการกู้เงิน จำนวน 1.44 แสนล้านบาท คงเหลือวงเงิน 5.83 พันล้านบาท จึงนำวงเงินคงเหลือมาบรรจุในปีงบประมาณ 2565 รวมเป็นวงเงิน 3.55 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อ วงเงินรวม 6.63 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้ต่อ (โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ &amp;ndash; มีนบุรี (สุวินทวงศ์)) วงเงินรวม 1.08 หมื่นล้านบาท 2. การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้ต่อ (โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ - นครราชสีมา) และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 6 สายทาง) วงเงินรวม 5.54 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลกู้มาเพื่อบริหารสภาพคล่องของเงินคงคลัง วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ มีรัฐวิสาหกิจ 16 แห่ง วงเงินรวม 1.41 แสนล้านบาท ประกอบด้วย แผนเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา มีรัฐวิสาหกิจ 10 แห่ง วงเงินรวม 6.1 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการจัดหารถจักรพร้อมอะไหล่ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง โครงก่อสร้างปรับปรุงขยาย กปภ. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า โครงการขยายเขตไฟฟ้า แผนงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น และแผนเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการ หรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการทั่วไป มีรัฐวิสาหกิจ 14 แห่ง วงเงินรวม 8 หมื่นล้านบาท และแผนการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ วงเงิน 350ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แผนการบริหารหนี้เดิม วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 1. แผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐบาล วงเงิน 1.37 ล้านล้านบาท และ 2.แผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 1.34 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. แผนการชำระหนี้ วงเงินรวม 3.39 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1.แผนการชำระหนี้ของรัฐบาลและหนี้หน่วยงานของรัฐจากงบประมาณรายจ่ายปีงบ2565 วงเงิน 2.97 แสนล้านบาท และ 2. แผนการชำระหนี้หน่วยงานของรัฐจากแหล่งเงินอื่นๆ วงเงิน 4.16 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว คลังคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2565 จะอยู่ที่ 62.69% ซึ่งคลังประเมินว่าการลงทุนในแผนงาน โครงการต่าง ๆ ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะจะช่วยเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มคลี่คลาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118115</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.55 แสนล้าน, กู้เงินโควิด-19, ตัวเลขหนี้สาธารณะ, แผนบริหารหนี้สาธารณะปี 65</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 07:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 07:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม!หนี้ประเทศพุ่งแตะ8.69ลล. &#039;คลัง&#039;จ่อถกขยายเพดานกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซด์ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ&amp;nbsp;(สบน.)&amp;nbsp;ได้เผยแพร่ รายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2564&amp;nbsp;พบว่า มียอดหนี้จำนวน&amp;nbsp;8,696,140&amp;nbsp;ล้านบาท หรือคิดเป็น&amp;nbsp;55.42%&amp;nbsp;ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน&amp;nbsp;60%


ทั้งนี้เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ&amp;nbsp;100,000&amp;nbsp;ล้านบาท โดยยอดหนี้สาธารณะเดือน เม.ย. 2564&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;8,593,834&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;54.91%&amp;nbsp;ของจีดีพี


สำหรับหนี้สาธารณะเดือน พ.ค. 2564&amp;nbsp;ที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการกู้เพื่อการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ที่มีกรอบการกู้เงินอยู่ที่&amp;nbsp;608,962&amp;nbsp;ล้านบาท และการกู้จากพระราชกำหนด&amp;nbsp;(พ.ร.ก.)&amp;nbsp;กู้เงินฉุกเฉินเพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;วงเงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ที่มีการกู้ไปแล้ว&amp;nbsp;737,726&amp;nbsp;ล้านบาท และต้องกู้ภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้เสี่ยงเพดานหนี้สาธารณะจะเกินกรอบที่กำหนดไว้&amp;nbsp;60%


อย่างไรก็ดี ในเดือน ก.ค.&amp;nbsp;นี้ คณะกรรมการวินัยการเงินการคลังภาครัฐ ที่มี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เป็นประธาน จะหารือวาระสำคัญเกี่ยวกับการขยายกรอบเพดานหนี้ให้มากกว่า&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ของจีดีพี เพื่อรองการกู้เงินจาก พ.ร.ก.โควิด-19&amp;nbsp;วงเงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ในส่วนที่เหลือทั้งหมด รวมถึงการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินโควิด-19&amp;nbsp;เพิ่มเติมอีกจำนวน&amp;nbsp;500,000ล้านบาท ที่คาดว่าภายในปีงบประมาณ&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;จะมีการกู้ประมาณ&amp;nbsp;100,000ล้านบาท และยังมีการกู้กรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้&amp;nbsp;120,000ล้านบาท เพื่อมาปิดหีบงบประมาณปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ให้ได้ โดยการกู้เงินตามแผนทั้งหมดคาดว่าจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเกินกรอบเพดานหนี้ที่&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ของจีดีพี จึงต้องมีการพิจารณาขยายกรอบเพื่อไม่ให้ขัดกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังภาครัฐ


ก่อนหน้านี้&amp;nbsp;นางสาวกุลยา&amp;nbsp;ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;กล่าวยืนยันว่า นโยบายการคลังยังมีช่องว่างให้สามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อยู่ โดยเม็ดเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก.&amp;nbsp;กู้เงินฉุกเฉิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ได้ทยอยเบิกจ่ายใกล้ครบแล้ว และยังมีเม็ดเงินใหม่จาก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;500,000&amp;nbsp;ล้านบาทที่เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ในระยะถัดไปอีก


ส่วนความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมหรือไม่นั้น คงต้องดูตามความเหมาะสมและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจด้วย โดยกรณีเลวร้ายหากกระทรวงการคลังต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติมในสถานการณ์วิกฤติ ก็สามารถขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มจาก60%&amp;nbsp;ของจีดีพีได้ และในระยะถัดไปก็ต้องกลับมาดูเรื่องการสร้างวินัยทางการคลัง โดยการดำเนินการทั้งหมดต้องควบคู่ไปกับการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะการถมเงินไปเรื่อย ๆ ต้องไปคู่กันทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสาธารณสุข


สำหรับเป้าหมายนโยบายการคลังในระยะปานกลางนั้น จะต้องเน้นการเพิ่มศักยภาพด้านการคลัง ผ่านการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ ส่งเสริมรายได้รัฐให้ยั่งยืน การควบคุมการจัดสรรงบประมาณ การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการใช้จ่ายในระดับพื้นที่ ตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ควบคู่กับการบริหารหนี้สาธารณะ ที่จะต้องทำให้มีภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด บริหารความเสี่ยงภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;ระยะนี้ยังไงประเทศไทยก็ต้องใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว ยังเห็นการขาดดุลงบประมาณอยู่ แต่ในระยะยาวถ้าเศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ รัฐบาลสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการคลัง รายได้ รายจ่าย ก็มีเป้าหมายในระยะยาวที่รัฐบาลจะทยอยปรับลดขนาดการขาดดุล และมุ่งสู่การจัดทำงบสมดุลในที่สุด แต่คงเป็นแผนในระยะยาวพอสมควร&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110254</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวเลขหนี้สาธารณะ, ปรับแก้เพดานหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a89f3595f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 07:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 07:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> หนี้ท่วมหัว เอาตัวให้รอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ในโลกพร้อมใจกันใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล โดยเร่งระดมการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบของโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างฉับพลันและรุนแรง ทำให้ภาครัฐต้องกู้ยืมเป็นจำนวนเงินมโหฬาร เป็นผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายรวมกันมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับประมาณ 140% ของ GDP แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลไทยก็ใช้นโยบาย &amp;quot;เจ้าบุญทุ่ม&amp;quot; เพื่อบรรเทาปัญหาโควิด-19 เช่นเดียวกันกับหลายประเทศ โดยต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นที่วิตกกันว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นในระดับที่เกิน 60% ของ GDP ซึ่งในปัจจุบันถือเป็น &amp;quot;เพดานหนี้&amp;quot; ที่รัฐบาลกำหนดไว้เป็นเกณฑ์สำหรับการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเชื่อว่า &amp;quot;เพดานหนี้&amp;quot; เป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลควรใช้เป็นเกณฑ์ในการรักษาวินัยการคลัง มูลค่าหนี้สาธารณะที่สะสมรวมกันต้องไม่เกินเพดานหนี้ เพราะหากกู้มาจนทะลุเพดานหนี้ ก็จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้หนี้คืนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คือจะมีลักษณะ &amp;quot;หนี้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าเพดานหนี้นี้ควรเป็นเท่าใด (ส่วนใหญ่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP) การคำนวณเพดานหนี้คือการนำเอาส่วนที่เป็นภาระหนี้มาเทียบกับส่วนที่เป็นรายได้ภาษีที่รัฐแบ่งมาใช้ชำระหนี้ โดยมีคำอธิบายดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของหนี้ เรากำหนดให้ D คือมูลค่าหนี้สาธารณะทั้งหมดของภาครัฐ และ a คืออัตราดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะ ดังนั้น ถ้า S เป็นภาระดอกเบี้ยที่ภาครัฐต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ในแต่ละปี S ก็จะเท่ากับ a คูณกับ D หรือ S = aD กำหนดให้ f เป็นสัดส่วนของหนี้ที่จะต้องชำระคืนในส่วนที่เป็นเงินต้น และให้ P เป็นภาระเงินต้นที่ภาครัฐต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ในแต่ละปี ดังนั้น P ก็จะเท่ากับ f คูณกับ D หรือ P = fD ภาระหนี้ที่จะต้องชำระคืน (ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นรวมกัน) คือ S + P = aD + fD = (a + f) D&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของรายได้ของรัฐที่เก็บจากภาษีนั้น รายได้ภาษีที่ภาครัฐสามารถเก็บได้ในแต่ละปีน่าจะเป็นสัดส่วนกับ GDP ของประเทศ คือเก็บภาษีได้สูงเมื่อประเทศมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี และเก็บภาษีได้น้อยในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ถ้าเรากำหนดให้ C เป็นรายได้ภาษี และ Y เป็น GDP เราก็จะเขียนสมการได้ว่า C = bY โดย b คือสัดส่วนของ GDP ที่ภาครัฐสามารถเก็บมาเป็นรายได้ภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายได้ภาษีทั้งหมด ภาครัฐอาจกันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการชำระคืนหนี้ในแต่ละปี สมมุติให้สัดส่วนที่กันไว้เป็น h ดังนั้นรายได้ภาษีที่กันไว้ชำระหนี้ (เรียกว่า R) ก็จะเท่ากับ h คูณด้วย C หรือ R = hC หรือ (เมื่อแทนค่า C ด้วย bY)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;R = hbY เงื่อนไขที่ทำให้ภาครัฐสามารถชำระหนี้ได้อย่างครบถ้วนตามกำหนดในแต่ละปีก็คือ รายได้ภาษีที่กันไว้ชำระหนี้ (R) จะต้องมากกว่าหรือเท่ากับภาระหนี้ที่จะต้องชำระคืน (S + P) หรือเขียนเงื่อนไขนี้เป็นสมการทางคณิตศาสตร์ได้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;R &amp;gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;(S + P)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือhbY &amp;gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;(a + f) D หรือhb หารด้วย (a + f)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;D หารด้วย Y หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;hb / (a + f)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;gt; D / Y&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นเงื่อนไขที่ทำให้ภาครัฐสามารถชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืนคือ การที่ก้อนหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนของ GDP (คือ D / Y) จะต้องไม่เกิน hb / (a + f)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อคำนวณค่าของ hb / (a + f) ออกมา ผลก็คือ &amp;quot;เพดานหนี้&amp;quot; คิดเป็นสัดส่วนของ GDP นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อใช้เงื่อนไขตามสูตรสมการข้างบนแล้ว เพดานหนี้ที่กำหนดตามกฎหมายไว้ 60% ของ GDP มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ ตารางข้างล่างแสดงผลการคำนวณตามสูตรสมการดังกล่าวโดยใช้ตัวเลขที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับกรณีของไทย คอลัมน์ที่เรียกว่า Realistic แสดงตัวเลขที่น่าจะเป็นจริงมากที่สุดสำหรับไทย เช่น รายได้ภาษีในปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 25% ของ GDP และภาครัฐมักจะกันเงินไว้เพื่อชำระคืนหนี้ในแต่ละปีประมาณ 12% ของรายได้ภาษีทั้งหมด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐในปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 2.5% ต่อปี และอายุเฉลี่ยของหนี้ภาครัฐน่าจะอยู่ประมาณ 25 ปี ซึ่งหมายความว่ามีกำหนดชำระคืนปีละประมาณ 4% ของเงินต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อคำนวณตามสูตรสมการข้างบนแล้ว ปรากฏว่าเพดานหนี้ของไทยที่ควรจะเป็นตามสภาพปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 46% ของ GDP ซึ่งก็ต่ำกว่าหนี้สาธารณะทั้งหมดของไทยในปัจจุบัน (สิ้นเดือนกันยายนปีที่แล้ว หนี้สาธารณะอยู่ที่ 49.3% ของ GDP) แสดงว่าตามสภาพความเป็นจริงแล้ว ภาครัฐมีหนี้โดยรวมมากเกินไป คือเกินกว่าเงื่อนไขที่จะทำให้สามารถชำระหนี้คืนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอนาคต รัฐบาลไทยยังมีแผนที่จะใช้งบประมาณขาดดุลมากขึ้น ทำให้ต้องกู้ยืมมากขึ้น และจำนวนหนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นด้วย โดยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หนี้โดยรวมจะสูงขึ้นเป็นเกือบเท่ากับ 60% ของ GDP ซึ่งก็ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สูตรสมการข้างบนชี้ให้เห็นว่า หากจะให้เพดานหนี้ของไทยเท่ากับ 60% ของ GDP ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขบางอย่าง เช่น ความสามารถในการเก็บภาษีของรัฐจะต้องดีขึ้น หรือเศรษฐกิจจะเติบโตได้เร็วขึ้น และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐอยู่ในระดับที่ต่ำลงไปอีก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ Optimistic ในตารางแสดงให้เห็นว่า หากรัฐสามารถเก็บภาษีให้ได้เป็นสัดส่วนถึง 30% ของ GDP และเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีที่กันไว้เพื่อชำระคืนหนี้เป็น 13% ก็จะทำให้เพดานหนี้เท่ากับ 60% ของ GDP พอดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงๆ แล้ว หากมีเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากขึ้น เช่น อัตราดอกเบี้ยน้อยลง และระยะเวลาการชำระหนี้สูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เพดานหนี้ที่คำนวณได้มีสัดส่วนที่สูงขึ้นดังแสดงในคอลัมน์ High ของตาราง แต่ตัวเลขเพดานหนี้ที่มากกว่า 80% ของ GDP ดูจะยังสูงเกินไปสำหรับไทยในภาวการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงเป็นที่ยอมรับว่า ในปัจจุบันรัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มการใช้จ่ายอย่างมหาศาลเพื่อชดเชยความเสียหายและฟื้นฟูเศรษฐกิจอันเป็นผลจากโรคระบาดโควิด-19 และต้องใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล ทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คำอธิบายข้างบนเกี่ยวกับเพดานหนี้ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้โดยนิตินัย รัฐบาลไทยจะสามารถรักษาวินัยการกู้ยืมให้อยู่ในกรอบตามกฎหมายได้ แต่โดยพฤตินัยและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ภาวะหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าสู่ขีดอันตราย โดยเฉพาะเมื่อหนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้แค่ไหนอย่างไร อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะยังอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระดับต่ำเช่นในปัจจุบันไปอีกนานเท่าใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งรัฐบาลควรทำคือ การลดภาระการเงินการคลังในด้านอื่นๆ ลงให้มากที่สุด โดยการลด/เลื่อน/เลิกโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐที่ดูจะยังไม่มีความจำเป็นอยู่ในขณะนี้หรือในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการขยายสนามบิน การขยายท่าเรือ รถไฟฟ้าความเร็วสูง โรงไฟฟ้า เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ หรือแม้กระทั่ง.......การส่งคนไปเหยียบผิวดวงจันทร์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์ นโยบายสาธารณะ:&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91823</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบความยั่งยืนการคลัง, ก่อหนี้ท่วมหัว, ตัวเลขหนี้สาธารณะ, พรายพล คุ้มทรัพย์, เพดานหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec24ae8c35f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จ่อคลอดรมว.คลัง หนี้50%ของจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ถวาย พ.ร.บ.งบปี 64 แล้ว&amp;nbsp; ส่วนชื่อ รมว.คลังคนใหม่ &amp;quot;เดี๋ยวก็ออกมา&amp;quot; ด้าน &amp;ldquo;ปลัดคลัง&amp;rdquo; เรียกผู้บริหารประชุมทำแผนดูแลเศรษฐกิจระยะ 6-12 เดือน ปูพรมดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น-กลาง-ยาว เตรียมพร้อมเสนอขุนคลังคนใหม่ &amp;ldquo;สบน.&amp;rdquo; เปิดตัวเลขหนี้สาธารณะสิ้น ส.ค.63 พุ่ง 1 แสนล้านบาท แตะระดับ 47.90% ของจีดีพี ลุ้นสิ้นปีงบประมาณ 63 หนี้ประเทศพรวดทะลุ 50% ของจีดีพี สวนทางมูลค่าจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี วันที่ 2 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2564 ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแล้วหรือยังว่า &amp;quot;น่าจะทูลเกล้าฯ ถวายแล้วนะ ผมเซ็นไปหลายอย่าง อะไรเร็วสุดก็ลง เอาน่า เดี๋ยวก็ออกมา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ได้มีการนำชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์หันมาตอบว่า เดี๋ยวก็ออกๆ วันนี้พวกเราต้องช่วยกันเดินไปข้างหน้า อย่ามาดึงกันไปเรื่อยทุกเรื่องบ้านเมืองก็ไปไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 ต.ค.2563 จะเรียกประชุมผู้บริหารและอธิบดีกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการคลังมาหารือ เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินงาน หรือข้อจำกัดในการทำงานของแต่ละหน่วยงานในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ก่อนนำข้อมูลที่ได้ไปจัดทำแผนดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้น 6 เดือน ถึง 1 ปีได้อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมไว้รอเสนอให้กับ รมว.การคลังคนใหม่พิจารณาต่อไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จะดูทั้งระยะสั้นว่าควรจะมีมาตรการอะไรออกมาหรือไม่ แต่ละหน่วยงานทำงานเป็นอย่างไร มีข้อจำกัดอะไร ที่ทำได้ไม่ได้บ้าง เพื่อเตรียมทำแผนระยะสั้น และจะดูต่อไปว่าในระยะกลางจะทำอะไรต่อได้บ้าง คิดทุกอย่างเอาไว้ให้ชัดเจน เผื่อถ้ามี รมว.การคลังคนใหม่เข้า ก็จะได้นำแผนเหล่านี้ไปเสนอ&amp;rdquo; นายกฤษฎากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังจะสั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปหาข้อมูลผลกระทบจากโควิด-19 ของแต่ละรายภาคธุรกิจว่าได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจยานยนต์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเป็นรายธุรกิจ ให้ตรงจุด และถูกฝาถูกตัวมากขึ้น ซึ่งจะรวมไปถึงการพิจารณาตามแนวทางที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบศ. ที่อยากให้มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้มีรายได้สูง ผ่านมาตรการภาษีด้วยว่าสามารถทำได้หรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สศค.ก็จะต้องกลับไปดูว่า หากจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือรายธุรกิจใด จะต้องช่วยเหลือในลักษณะไหน และจะกระทบต่อฐานะการคลังมากน้อยเพียงใด หรือเมื่อหากต้องสูญเสียรายได้จากภาษีไป จะคุ้มค่ากับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหรือไม่ด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีนั้น ปลัดกระทรวงการคลังระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คงไม่รื้อแผนการพิจารณาของ สศค.ที่ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่จะนำมาดูเพื่อพิจารณาว่าภาษีตัวใดจะนำมาใช้ในช่วงเวลาใดถึงจะเหมาะสมมากกว่า เพราะเป็นเรื่องที่จะมีผลกับหลายภาคส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รายงานตัวเลขหนี้สาธารณะล่าสุด ณ เดือน ส.ค.2563 อยู่ที่ 7.66 ล้านล้านบาท หรือ 47.90% ของจีดีพี โดยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 1% ของจีดีพี เนื่องจากจำนวนหนี้เพิ่ม และมูลค่าของจีดีพีลดลงมาอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2563 หรือเดือน ต.ค. 2562 ถึงเดือน ส.ค.2563 (8 เดือน) หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 8 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ของจีดีพี แต่มูลค่าของจีดีพีกลับลดลงถึง 8 แสนล้านบาท จากผลกระทบของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสิ้นปีงบประมาณ 2563 (เดือน ก.ย.63) หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 50% ของจีดีพี สวนทางกับมูลค่าของจีดีพีที่คาดว่าจะหลุดต่ำกว่า 16 ล้านล้านบาท&amp;nbsp; โดยการก่อหนี้เพิ่มขึ้น มาจากการกู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มเติม 2.14 ล้านล้านบาท และการกู้จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่ ณ เดือน ส.ค. มีการกู้ไปแล้ว 3.38 แสนล้านบาท ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นชอบ เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากโควิด-19.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79256</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวเลขหนี้สาธารณะ, พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2564, รมว.คลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แผนดูแลเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201001/image_big_5f75da1e5be18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2020 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2020 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระอักปี63หนี้ประเทศทะลุ50%ของจีดีพี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 2563 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รายงานตัวเลขหนี้สาธารณะ ล่าสุด ณ เดือน ส.ค. 2563 อยู่ที่ 7.66 ล้านล้านบาท หรือ 47.90% ของจีดีพี โดยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 1% ของจีดีพี เนื่องจากจำนวนหนี้เพิ่ม และมูลค่าของจีดีพีลดลงมาอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2563 หรือ เดือน ต.ค. 2562 ถึงเดือน ส.ค. 2563 (8 เดือน) หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 8 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ของจีดีพี แต่มูลค่าของจีดีพีกลับลดลงถึง 8 แสนล้านบาท จากผลกระทบของโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ้นปีงบประมาณ 2563 (เดือน ก.ย. 63) หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านล้านบาท หรือ มากกว่า 50% ของจีดีพี สวนทางกับมูลค่าของจีดีพีที่คาดว่าจะหลุดต่ำกว่า 16 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;โดยการก่อหนี้เพิ่มขึ้น มาจากการกู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มเติม 2.14 ล้านล้านบาท และการกู้จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่ ณ เดือน ส.ค. มีการกู้ไปแล้ว 3.38 แสนล้านบาท ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นชอบ เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79214</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวเลขหนี้สาธารณะ, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba1bb9360326.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
