<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 17:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดฉุดจีดีพีมาเลเซียหดมากสุดในรอบ2ทศวรรษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการมาเลเซียเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจปี 2563 จีดีพีหดตัวมากที่สุดนับแต่ปี 2541 รายได้จากการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมการผลิตดิ่งเพราะผลพวงจากการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 กล่าวว่า ข้อมูลจากกรมสถิติของมาเลเซียเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศตลอดทั้งปีที่แล้วของมาเลเซียหดตัวลง 5.6% ซึ่งเป็นสถิติที่แย่ที่สุดนับแต่วิกฤติการเงินเอเชียปี 2541 ที่จีดีพีมาเลเซียหดตัว 7.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีดีพีของไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ลดลง 3.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2562 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการกลับมาระบาดรอบที่ 2 ของไวรัสโคโรนาทำให้รัฐบาลมาเลเซียต้องกลับมาบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคระบาดอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลระบุด้วยว่า ตัวเลขการส่งออกสุทธิปี 2563 ลดลงถึง 12.3% ทั้งนี้ เศรษฐกิจของมาเลเซียอาศัยแรงหนุนจากการส่งออกโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมันและก๊าซ และน้ำมันปาล์ม ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนภาคอุตสาหกรรมการผลิตลดลง 2.6%, ภาคการเกษตรลดลง 2.2% และภาคการก่อสร้างลดลงถึง 20%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92742</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีหดตัว, ตัวเลขเศรษฐกิจ, ผลพวงโควิด-19, มาเลเซีย, เศรษฐกิจหดตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f36a0f544f17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2020 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2020 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ รับทราบตัวเลขเศรษฐกิจไทยกระเตื้องขึ้น กำชับหน่วยงานเร่งตีเหล็กตอนร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22​ พ.ย.63 - นายอนุชา บูรพชัยศรี&amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ที่นำเสนอโดยสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2563 ปรับตัวลดลงร้อยละ 6.4 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการปรับตัวลดลงร้อยละ 12.1 และหากรวม 9 เดือนแรกของปี 2563 เศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลดร้อยละ 6.7 ทั้งนี้การปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยเนื่องมาจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองและการผ่อนคลายการจำกัดการเดินทางภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยของทั้งปี 2563 นั้น สศช. คาดว่าจะมีแนวโน้มที่จะลดลงร้อยละ 6.0 และคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.5 - 4.5 โดยมีแรงสนับสนุนจากความต้องการของผู้บริโภคที่มีการปรับตัวสูงขึ้นภายในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก และแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐจากการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณและมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2564 ได้แก่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายประเทศซึ่งอาจมีความยืดหยุ่นและรุนแรงมากขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปริมาณการค้าโลก ภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับเงื่อนไขด้านการจ้างงาน และฐานะการเงินภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ รวมทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้งและความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า ถึงแม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะบ่งบอกว่าไทยมีแนวโน้มด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ท่านนายกฯ ได้กำชับให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น กระตุ้นการใช้จ่าย ส่งเสริมการจ้างงาน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยเหลือลูกหนี้บุคคล และลูกหนี้ธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหนี้ SME และเร่งดำเนินการมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยเร็ว&lt;/p&gt;


	ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม &amp;#39;อานนท์&amp;#39; คาดการเปลี่ยนแปลงอาจมาเร็วกว่าที่คิด
	&amp;#39;โบว์&amp;#39; โชว์ยอดเงินบริจาคทะลุ 1.5 แสนช่วย &amp;#39;พระลี้ภัย&amp;#39;&amp;nbsp;
	&amp;#39;ดี้ นิติพงษ์&amp;#39; เคลื่อนไหวแล้วหลังถูกชาวทวิตเตอร์รุมแบนผลงาน ปมแจ้งความ ม.112
	อดีตรองอธิการฯมธ.ชำแหละ&amp;#39;ก้าวหน้า-ก้าวไกล-เพื่อไทย&amp;#39;
	ทนายฯ ยอมรับแกนนำคณะราษฎร บางคนอาจติดคุก

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84639</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวเลขเศรษฐกิจ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภาวะเศรษฐกิจ, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58ef0aeb65d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.จ่อปรับจีดีพี ห่วงระบาดรอบ2ปีหน้าเผาจริงแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ธปท.&amp;quot; จ่อปรับตัวเลขเศรษฐกิจใหม่เดือน ก.ย. หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติหาย 1.3 ล้านคน ฉุดจีดีพีดิ่ง 0.5% ห่วงปีหน้าเผาจริง ชี้ฟื้นตัวได้ต้องเปิดประเทศ แนะทำระมัดระวัง หวั่นโควิดระบาดรอบ 2 ไทยฟุบหนักแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความเป็นไปได้ 2&amp;nbsp; ทาง โดยหากดูจากการฟื้นตัวในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.63 ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ แต่มองไปข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะตัวเลขของนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเดิม ธปท.คาดว่าในปีนี้จะอยู่ที่ 8 ล้านคน แต่ตัวเลขทางการคาดการณ์จะอยู่ที่ 6.7 ล้านคน หรือหายไปประมาณ 1.3 ล้านคน กระทบจีดีพีประมาณ 0.5% รวมทั้งความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19 รอบ 2 ซึ่ง ธปท.ได้นำมารวมในคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2563 ในรอบนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวติดลบ 10% นั้น จากข้อมูลพบว่า เศรษฐกิจครึ่งปีแรกติดลบ 7% หากจะให้เศรษฐกิจทั้งปีติดลบ 10% เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะต้องติดลบ&amp;nbsp; 13% ซึ่งติดลบสูงกว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2563 จึงเหลือปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยลงลึกถึงจุดนั้น คือการระบาดของโควิด-19 รอบ 2 จนทำให้มีการปิดเมือง ล็อกดาวน์ ซึ่งจากปัจจัยในขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าเศรษฐกิจจะลงลึกได้ขนาดนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดือนกันยายนนี้&amp;nbsp; ธปท.จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่ ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงแน่นอน แต่ก็ต้องใส่ปัจจัยเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ปรับตัวดีขึ้นด้วย จึงยังบอกไม่ได้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือแย่ลง โดยปัจจัยสำคัญที่สุดคือการระบาดรอบ 2 จะเกิดขึ้นหรือไม่&amp;quot; นายดอนระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอนกล่าวว่า ที่ต้องให้ความสำคัญคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปี 2564 เพราะปีหน้าความเสี่ยงสำคัญจะสูงกว่าปีนี้ โดยเฉพาะหากนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาไม่ได้ ปีหน้าจะได้เห็นสถานการณ์เศรษฐกิจของต่างประเทศฟื้น แต่ไทยไม่ฟื้น จึงมีประเด็นสำคัญที่อยากฝากไว้คือ รัฐบาลและประชาชนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเลขการระบาดของโควิด-19 ที่ไม่ใช่ตัวเลข 0 ราย ที่ผ่านมาหลายประเทศยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมากต่อวัน และอยู่กับสิ่งนั้นได้ กิจกรรมเศรษฐกิจเป็นไปตามปกติ&amp;nbsp; ขณะที่ไทยหากระบาดอีกครั้ง และยอมให้กิจกรรมหายไปเลยเหมือนก่อนหน้านี้จะกระทบหนัก ดังนั้นต้องหาวิธีเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ภาครัฐต้องมีวิธีให้ความมั่นใจเพราะไม่รู้สถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อไหร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์การว่างงานในขณะนี้ ถ้าดูจากตัวเลขที่เห็นจะมีทิศทางที่ดีขึ้นบ้าง แต่ว่าตอนนี้ตัวเลขที่สนใจไม่ใช่ตัวเลขของผู้ว่างงานอย่างเดียว แต่วิกฤติโควิด-19 ยังส่งผลกระทบกับตำแหน่งงาน และรายได้ โดยจำนวนผู้หยุดงานชั่วคราวตามมาตรา 75 ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งแท้จริงแรงงานที่รายได้ต่ำกว่าปกติ ทำงานน้อยกว่าปกติมีเยอะในระบบเศรษฐกิจ เป็นอีกกลุ่มที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กลุ่มที่ตกงานไปแล้ว เพราะแรงงานดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ได้ด้วยโอที แต่ตอนนี้โอทีน้อยลงจะส่งผลให้อยู่ลำบาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอนกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.63 ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ตามการใช้จ่ายภาครัฐและการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ โดยเครื่องชี้เรื่องการบริโภคภาคเอกชนหดตัวน้อยลงต่อจากเดือนก่อน ตามการใช้จ่ายที่ปรับดีขึ้นในเกือบทุกหมวด ผลจากมาตรการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง และปัจจัยชั่วคราวที่ในเดือนนี้มีวันหยุดยาวมากกว่าระยะเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับสถานการณ์การจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับดีขึ้นบ้าง ส่งผลให้ประชาชนออกมาเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าหดตัวที่ 11.9% จากระยะเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการหดตัวน้อยลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าตามการส่งออกที่ปรับดีขึ้นในหลายหมวดสินค้า อาทิ หมวดยานยนต์และชิ้นส่วน หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ และหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาวะการลงทุนยังเปราะบาง สะท้อนจากเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวยังหดตัวสูงต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศหดตัวสูงต่อเนื่องที่ 100% จากระยะเดียวกันของปีก่อน จากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอีกครั้ง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้า แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากเกิดการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยรอบ 2 อาจทำให้ประเทศกลับมาลำบากอีกครั้ง โดยปี 2564 ธปท. คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 16 ล้านคน ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคาดไว้ที่ 12&amp;nbsp; ล้านคนซึ่งถือว่าต่ำมาก สะท้อนว่าปีหน้าความเสี่ยงสำคัญจะสูงกว่าปีนี้ หากนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาไม่ได้&amp;quot; นายดอนระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76108</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จีดีพี, ตัวเลขเศรษฐกิจ, ธปท., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจ, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4d0ac4b8aaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 21:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 21:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนส่งออก ก.ค. เกินคาด สหรัฐจ่อรีดภาษีเพิ่ม 23 ส.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จีนประกาศตัวเลขส่งออกเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ ทั้งที่สินค้าจีนเผชิญมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ ส่วนยอดเกินดุลการค้าสหรัฐยังสูงใกล้แตะสถิติ ขณะรัฐบาลสหรัฐจัดทำรายการโขกภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 16,000 ล้านดอลลาร์เสร็จแล้ว ดีเดย์วันที่ 23 ส.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถบรรทุกขนย้ายตู้สินค้าที่ท่าเรือจางเจียกัง มณฑลเจียงซู / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจของทางการจีนเมื่อวันพุธที่ 8 สิงหาคม 2561 มีออกมาในช่วงเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลจีนยังขู่ตอบโต้กันอย่างไม่ลดราวาศอก และปลุกความหวาดกลัวว่ามหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกจะทำสงครามการค้ากันเต็มรูปแบบซึ่งอาจกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าทีล่าสุดของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการกดดันให้จีนยอมอ่อนโอนตามความต้องการของสหรัฐในการเจรจาต่อรองทางการค้า คือการประกาศว่าสหรัฐจะเริ่มเก็บภาษีศุลกากร 25% กับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม เพิ่มเติมจากการเก็บภาษี 25% กับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้จีนตอบโต้แบบเดียวกันมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขการส่งออกและการเกินดุลการค้าของจีนล่าสุดเป็นภาพสะท้อนโดยรวมต่อผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลทรัมป์ ที่ชุดแรกเริ่มมีผลเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม คำแถลงเมื่อวันพุธระบุว่า จีนเกินดุลการค้าสหรัฐในเดือนกรกฎาคม 28.09 พันล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจากเดือนมิถุนายนที่ทำสถิติไว้สูงถึง 28.97 พันล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังสูงกว่าของเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วถึง 11%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยอดเกินดุลการค้าของจีนในภาพรวมทั่วโลกก็ลดลงเช่นกัน จาก 41.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน เป็น 28 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม ตัวเลขส่งออกโดยรวมของจีนเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 12.2% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ และเพิ่ม 11.2% จากเดือนมิถุนายน ส่วนตัวเลขการนำเข้าสินค้าของเดือนกรกฎาคมนั้นเพิ่มขึ้น 27.3% มากกว่าตัวเลขประเมินเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15010</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ตัวเลขเศรษฐกิจ, ทรัมป์, ภาษีศุลกากร, สหรัฐ, ส่งออก, เกินดุลการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180808/image_big_5b6af94037d66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
