<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41809</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2019 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2019 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บจธ. เร่งตั้งธนาคารที่ดิน แก้ปัญหาพื้นที่ทำกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ก.ค. 2562 นายขจรศักดิ์ เจียรธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งธนาคารที่ดิน และการจัดทำโครงการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่ง บจธ. ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยว่า ได้มีการดำเนินงานใน 4 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการนำร่องธนาคารที่ดินในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ใน 2 จังหวัดคือ เชียงใหม่และลำพูน 2.โครงการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร 3.โครงการแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน และ 4.โครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ครม. มีมติต่ออายุให้ บจธ. ออกไปอีก 3 ปี โดยจะมีการประเมินผลงานปีต่อปีใน 2 เรื่องคือ ความสัมฤทธิ์ผลของงาน และไม่เป็นภาระงบประมาณ ซึ่งหากไม่ผ่านในปีแรกก็ยุติเลย แต่หากทำงานได้ตามแผนที่วางไว้ &amp;nbsp;ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าก็ต่อไปอีกคราวละ 1 ปี แต่ภายใน 3 ปีนี้ เราจะต้องตั้งธนาคารที่ดินให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้ ต้องเห็นรูปแบบของธนาคารที่ดินอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็จะต้องหาโมเดลหรือรูปแบบการกระจายการถือครองที่ดินควบคู่กันไปด้วย เพราะหลังจากที่มีการจัดตั้งเป็นธนาคารที่ดินสำเร็จแล้ว จะมีการนำรูปแบบหรือโมเดลนี้ไปใช้ดำเนินการกับธนาคารที่ดินด้วย และเมื่อจัดตั้งธนาคารที่ดินได้สำเร็จ บจธ. ก็จะยุติบทบาทลงทันที และโอนถ่ายภาระหน้าที่ไปให้ธนาคารที่ดินดำเนินการแทน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.บจธ. ยังชี้แจงต่อว่า ที่ผ่านมาในโครงการแรกนั้น บจธ. สามารถช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบปัญหาที่ดินได้จำนวน 488 ครัวเรือน (จากจำนวนทั้งสิ้น 499 ครัวเรือน) โดยดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วใน 4 ชุมชน เหลืออีก 1 ชุมชนใน อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ที่ยังมีความล่าช้าในกระบวนการดำเนินการ เนื่องจากติดปัญหาราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น และบางส่วนเป็นที่ดินที่มีเลขโฉนดซ้ำกับกรมป่าไม้ หรือเป็นที่ดินบริจาคให้แก่สถาบันศึกษา ส่วนโครงการที่สองเป็นโครงการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรที่เกษตรกรมีการรวมกลุ่มในรูปแบบของสถาบันเกษตรกร โดย บจธ. ได้เข้าไปช่วยเหลือดูแลในทุกขั้นตอน เพื่อให้มีการกระจายการถือครองที่ดินให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการส่งเสริมอาชีพโดยร่วมกับ 15 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้ดำเนินโครงการไปแล้วจำนวน &amp;nbsp;4 แห่ง ได้แก่ ชุมชนใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ชุมชนน้ำแดงพัฒนา อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ชุมชนใน ต.แม่กก อ.เมือง จ.เชียงราย และชุมชนใน จ.นครศรีธรรมราช มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 150 ครัวเรือน วงเงินประมาณ 120 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เป้าหมายของเราก็คือ ต้องการให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรถือครองที่ดินทำกินไว้ให้นานที่สุด ไม่กลับไปสู่มือนายทุน อันนี้คือปรัชญาในการทำงานขององค์กรของเรา ตอนนี้ทุกโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินงานอย่างพิมายก็อยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อที่ดินประมาณ 200 ไร่ ที่เราทำไปจะมี 2 รูปแบบ คือกระจายการถือครองที่ดินแบบโฉนดรวม และจัดสรรให้รายปัจเจกเมื่อชำระค่าเช่าซื้อเสร็จสิ้น ส่วนจะได้คนละกี่ไร่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกลุ่มเกษตรและความสามารถในการผ่อนส่งของเกษตรกร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในขณะที่ผลการดำเนินโครงการที่สาม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจนนั้น เป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559-2560 ซึ่งปัญหาที่พบมากที่สุดคือ เกิดจากเกษตรกรกู้ยืมเงินจาก บจธ. ไปไถ่ถอนที่ดินเพื่อทำกินแล้ว ก็มักจะไปเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของคนอื่นด้วย เมื่อลูกหนี้ที่ตัวเองไปค้ำประกันชำระหนี้ไม่ได้ เจ้าหนี้ก็จะมาบังคับคดีกับที่ดินที่จำนองไว้กับ บจธ. ทำให้ บจธ. ต้องเปลี่ยนวิธีใหม่ โดยจะไปซื้อที่ดินดังกล่าวมา แล้วนำมาให้เจ้าของเดิมเช่าซื้อในระยะเวลา 30 ปี ซึ่งวิธีการนี้มั่นใจได้ว่าเกษตรกรจะยังมีที่ทำกิน แม้เกษตรกรจะมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนโครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐนั้น &amp;nbsp;บจธ.จะเข้าไปดูแลแก้ปัญหาด้วยการจัดหาที่ดินแห่งใหม่ให้ ปัจจุบันมีการทำโครงการอยู่ที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ EEC เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีความต้องการพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยรายละประมาณครึ่งไร่ ซึ่ง บจธ. ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่ให้แก่คนกลุ่มนี้
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;สำหรับเกษตรกรและผู้ยากจนที่ต้องการรับการช่วยเหลือเงินสินเชื่อดังกล่าว สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.labai.or.th หรือส่งอีเมลล์ที่ labai@labai.or.th หรือโทรติดต่อได้ที่ โทร 0 2278-1244, 02278-1648 ต่อ 601,602,610 &amp;nbsp;มือถือ 09 2659 1689&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41809</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายที่ดิน, ขจรศักดิ์ เจียรธนากุล, ตั้งธนาคารที่ดิน, บจธ., สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d37e47b14cd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24921</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส. จ่อชง ครม. ขอพันล้านตั้งธนาคารที่ดินเฟสแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ธ.ค. 2561 - นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบการจัดตั้งและบริหารจัดการโครงการธนาคารที่ดินขึ้นใน ธ.ก.ส.โดยทบทวนกรอบวัตถุประสงค์มิให้ซ้ำซ้อนกับบทบาทหน้าที่ของแต่ละองค์กรในปัจจุบัน และขอรับการจัดสรรทุนดำเนินงานจากงบประมาณแผ่นดิน เบื้องต้นจะเสนอขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณากรอบงบประมาณเฟสแรกเพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนวงเงิน 1,000 ล้านบาท รวมระยะเวลา 5 ปี มีวงเงิน 5,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินในช่วงแรกจะให้พนักงานของ ธ.ก.ส. เพื่อลดต้นทุนดำเนินงาน และมีสินเชื่อเพื่อไถ่ถอนที่ดินหรือจัดหาที่ดิน ซึ่งจะใช้เงินจากงบประมาณ รวมทั้งยังมีสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งจะใช้เงินของธ.ก.ส. เพื่อช่วยให้ผู้กู้มีรายได้พอมาไถ่ถอนที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจาก ธ.ก.ส. ระบุว่า ในการจัดทำข้อบังคับว่าด้วยโครงการธนาคารที่ดิน และแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ เพื่อกำหนดกลยุทธ์และวิธีดำเนินงาน พร้อมทั้งแยกการบริหารจัดการด้านการเงิน ด้านสินเชื่อ และด้านการบันทึกบัญชีออกจาก ธ.ก.ส.เป็นการเฉพาะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จะดำเนินการเมื่อ ครม. มีมติให้ความเห็นชอบ และได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล โดยการเสนอของบประมาณในการจัดตั้งธนาคารที่ดิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังจะสูญเสียที่ดินทำกิน หรืออยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องที่จะยึดทรัพย์ โดยจะให้เงินกู้เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด นำเงินไปไถ่ถอนที่ดินที่ติดจำนองกับนายทุน โดยจะปล่อยเงินกู้สูงไม่เกิน 2.5 ล้านบาท/ราย ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน แต่มีเงื่อนไขว่าเกษตรที่จะขอสินเชื่อดังกล่าวจะต้องเข้าโครงการอบรมฟื้นฟูอาชีพควบคู่กันไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุที่ต้องให้ ธ.ก.ส.ทำหน้าที่เป็นธนาคารที่ดินไปก่อน เพราะการเสนอร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน ที่ดำเนินการโดยสถาบันบริการจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ล่าช้า เนื่องจากมีหลายกลุ่มต่อต้านไม่อยากให้กฎหมายนี้มีผลบังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การทำหน้าที่เป็นธนาคารที่ดินของ บจธ.ก็ทำได้น้อยเนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีความพร้อมเรื่องแหล่งเงินที่จะมาใช้ ทำให้รัฐบาลตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ ธ.ก.ส.นำร่องเป็นธนาคารที่ดินไปก่อน เพราะมีศักยภาพที่จะดำเนินการได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ พ.ร.บ.ธนาคารดินที่จะจดตั้งขึ้น มีวัตถุประสงค์ดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ดำเนินการเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนและมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในการถือครองที่ดินดำเนินการเพื่อเป็นแหล่งทุนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินของเกษตรกร และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนให้มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่มีความมั่นคงและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สถิติเรื่องปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรมีทั้งหมด 149 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ 28% เป็นที่ดินทำกินของตัวเอง อีก 20% เป็นที่ดินติดจำนอง และขายฝาก ที่เหลืออีกราว 52% เป็นที่ดินเช่าทำกิน
นอกจากนี้ ยังพบว่าที่ดินเกษตรกร 2.2 ล้านครัวเรือน ที่มีปัญหาไม่มีที่ดินทำกินคิดเป็น 40% มีที่ดินแต่ไม่พอทำกินอีก 28% รุกล้ำที่ดิน 36.6% ซึ่งการเร่งแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินของตัวเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24921</URL_LINK>
                <HASHTAG>ของบประมาณ 1 พันล้าน, ช่วยเหลือที่ดินทำกิน, ตั้งธนาคารที่ดิน, ธ.ก.ส., ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, อภิรมย์ สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180930/image_big_5bb054651af15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
