<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 16:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนร.เห็นชอบตั้ง2บริษัทลูกของ&#039;กฟน.&#039;และ&#039;กฟผ.&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2564 นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564 โดยมีพลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่ง คนร. ได้พิจารณาในเรื่องต่างๆ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ เพื่อพิจารณากลั่นกรองและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจให้แก่ คนร. โดยมีนายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คนร. เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งในชั้นนี้ คนร. จะกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (บมจ. เอ็นที) และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (บมจ. อสมท) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจได้รับการผลักดัน อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เห็นชอบในหลักการของการจัดตั้งบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 บริษัทในเครือของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) (บริษัท MEA Smart Energy Solutions จำกัด)&amp;nbsp;เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการให้บริการให้คำปรึกษาการออกแบบ ติดตั้ง บำรุงรักษา และลงทุนด้านการบริหารจัดการระบบพลังงานทดแทน (Renewable Energy) และระบบพลังงานแบบอัจฉริยะ (Smart Energy) แบบครบวงจรเพื่อรองรับการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดย กฟน. จะถือหุ้น 100% ของบริษัทในเครือดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 บริษัทในเครือของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของ กฟผ. และกลุ่ม กฟผ. สู่เชิงพาณิชย์ และลงทุนในธุรกิจพลังงานเพื่ออนาคต (Future Energy) โดย กฟผ. จะถือหุ้น 40% ของบริษัทในเครือดังกล่าว และมีบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) (EGCO) และบริษัท &amp;nbsp;ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ กฟผ. ร่วมถือหุ้นด้วยแห่งละ 30% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เห็นชอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โดยกำหนดให้มีการประเมินผล การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการดำเนินงานตามนโยบายและภารกิจตามยุทธศาสตร์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ด้านผลการดำเนินงาน (การเงินและไม่ใช่การเงิน) และ 3) ด้านการบริหารจัดการองค์กรตาม Core Business Enablers ทั้ง 8 หัวข้อ และให้เริ่มใช้หลักเกณฑ์การประเมินผลดังกล่าวตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป เพื่อกำกับติดตาม และเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งยกระดับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้เชื่อมโยงระหว่างความคาดหวังตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดกับความรับผิดชอบระดับองค์กรและระดับรายบุคคลของรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คนร. ได้รับทราบความคืบหน้าในการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นแผนที่จะกำหนดเป้าหมาย นโยบาย และทิศทางในการพัฒนารัฐวิสาหกิจในระยะ 5 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนต่างๆ ในภาพรวมของประเทศ โดยแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจจะมีระยะเวลาสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 &amp;ndash; 2570) และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ในช่วงต้นปี 2565 เพื่อให้รัฐวิสาหกิจนำไปประกอบการจัดทำแผนวิสาหกิจ 5 ปี และแผนปฏิบัติการประจำปีให้สอดคล้องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95627</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งบริษัทลูก, ปานทิพย์ ศรีพิมล, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60488bc5315cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2020 19:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2020 19:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.ศึกษาตั้ง 3 บริษัทลูกเร่งสร้างรายได้เพิ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ย. 2563 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมระดมความคิดเห็นโครงการศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมการจัดตั้งบริษัทเดินรถ บริษัทซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐาน (ทางและอาณัติสัญญาณโทรคมนาคม) และบริษัทซ่อมบำรุงรางและล้อเลื่อน รฟท. ในหัวข้อ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจการรถไฟ เพื่อรวบรวมข้อมูลความเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ รวมทั้งแนวทางที่เกี่ยวข้อง นำมาใช้ประกอบการศึกษาจัดตั้งบริษัทลูกของการรถไฟฯ ในการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของการรถไฟฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางขึ้น พร้อมกับให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดติดตามการดำเนินการจัดตั้งบริษัทลูกภายใต้การรถไฟฯ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของกรมการขนส่งทางราง และเหมาะสมกับโครงสร้างของธุรกิจการขนส่งทางราง โดยมอบหมายให้การรถไฟฯ ศึกษาแนวทางในการจัดตั้งบริษัทลูก 3 บริษัท คือ บริษัทบริหารทรัพย์สิน บริษัทเดินรถ และบริษัทซ่อมบำรุงรางและล้อเลื่อน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รฟท.ได้ว่าจ้างบริษัท ไพร์มสตรีท แอดไวอรี่ จำกัด (ประเทศไทย) ศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมในการจัดตั้งบริษัทลูก โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่การรถไฟฯ จะได้รับ และเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การขาดแคลนบุคลากร ภาระหนี้สิน และการเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจในการหารายได้ด้านต่างๆ ซึ่งแนวทางการศึกษาจำเป็นต้องมีการปฏิรูปและพัฒนาองค์กรให้มีความคล่องตัว ทันสมัย มีความสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อมุ่งสู่ความเปลี่ยนแปลงขององค์กรของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งได้มีการจัดประชุม Workshop ระดมความเห็นรับฟังมุมมอง ข้อดีและข้อเสียในการจัดตั้งบริษัทลูกของการรถไฟฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ รฟท.และบริษัทที่ปรึกษาโครงการฯ จะดำเนินการจัดกิจกรรมประชุมระดมความคิดของการศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมการจัดตั้งบริษัทเดินรถ และบริษัทซ่อมบำรุงรางและล้อเลื่อนการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยกำหนดประชุม Workshop ในส่วนภูมิภาคอีก 1 ครั้ง คือ ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 27 พ.ย. 2563 ซึ่งเป็นการรับฟังความเห็นจากพนักงานรถไฟครอบคลุมทุกฝ่าย และทุกพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84905</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), จิรุตม์ วิศาลจิตร, ตั้งบริษัทลูก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabd019a7b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช.ทวีเดินหน้าผุดบริษัทลูกลุยกิจการรถเมล์เต็มสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช.ทวี เดินหน้าคลอดบริษัทลูกลุยกิจการรถเมล์เมืองหลวง จ่อลงทุนล็อตแรก 3 พันล้านซื้อรถเมล์ใหม่ 2 พันคัน ควบรวมกิจการรถเมล์จัดทัพรอประมูลเส้นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO เปิดเผยว่าได้ก่อตั้งบริษัทแห่งใหม่ขึ้นภายใต้ชื่อบริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด โดยมีช.ทวีถือหุ้น 100% เน้นกิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะในกรุงเทพมหานครเพื่อรองรับการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ใหม่ 269 เส้นทาง โดยเน้นไปที่การซื้อสัมปทานเส้นทางเดินรถและตัวรถเมล์เข้ามารวมกันเพื่อบริหารเองทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้มีแผนจ้างเดินรถเมล์ในแต่ละสายอีกด้วย สำรับแนวทางดังกล่าวเป็นการควบรวมกลุ่มผู้ประกอบการให้เข้มแข็งมากขึ้น ตลอดจนแก้ปัญหาขาดทุนสะสมของผู้ประกอบการเดิมส่งผลให้ไม่สามารถลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนในระยะแรกนั้นอยู่ระหว่างเตรียมจัดหาแหล่งเงินทุนควบคู่ไปกับการเปิดระดมทุนเพื่อจัดซื้อรถเมล์ใหม่จำนวน 1,700-2,000 คัน ดังนั้นรถเมล์ใหม่ที่จะนำมาให้บริการระบบเทคโนโลยีบนรถเมล์(Smart Bus) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ ทั้งระบบเครื่องอ่านบัตรโดยสารอัตโนมัติ(E-Ticket) รองรับตั๋วร่วมและบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเพิ่มช่องทางการชำระเงินแบบดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเดชกล่าวต่อว่าหลังจากที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)เตรียมเสนอแผนจัดซื้อรถเมล์ใหม่ 3,000 คันเข้าสู่แผนฟื้นฟูนั้น ช.ทวี มีความสนใจที่จะยื่นประมูลโครงการดังกล่าว โดยจะยังคงจับมือกับบริษัท สแกน อินเตอร์ จํากัด (มหาชน) หรือ SCN เริ่มจากในปี 2562 ซึ่งขสมก.มีแผนจะเปิดประมูลโครงการรถเมล์ไฟฟ้า(EV) 35 คันพร้อมสถานีอัดประจุไฟฟ้า วงเงิน 466 ล้านบาท นอกจากนี้ยังสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการจัดหารถเมล์ไฮบริด จำนวน 1,453 คัน วงเงิน 1.16 หมื่นล้านบาท อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนกรณีที่ ขสมก. เตรียมบอกเลิกสัญญาบอกเลิกสัญญาโครงการเช่าระบบกล่องเก็บค่าโดยสาร (Cash box) บนรถโดยสารประจำทาง 2,600 คันนั้นเบื้องต้นช.ทวีไม่ได้ติดขัดอะไรกับการบอกเลิกสัญญาดังกล่าว เนื่องจากการส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามสเปคที่คู่สัญญากำหนด ดังนั้นจึงต้องยอมรับในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามการที่ขสมก.จะเข้ามาเจรจาขอยกเลิกสัญญาพร้อมปรับวงเงินสัญญาเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ (E-Ticket) เป็นตัวเลขใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูตัวเลขใหม่แต่เบื้องต้นคงไม่มีปัญหาอะไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22082</URL_LINK>
                <HASHTAG>CHO, กิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะ, ช.ทวี, ตั้งบริษัทลูก, บริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด, สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5acdb96a20b3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
