<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่ง &quot;ตั๋วร่วม&quot; รื้อสัมปทาน เว้นค่าแรกเข้าแก้ปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เมื่อพูดถึงราคาค่ารถไฟฟ้าในบ้านเรายังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันร้อนแรง ยกตัวอย่างเช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศอัตราค่าโดยสารสูงสุด 104 บาท และมีแผนที่จะจัดเก็บในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ แต่ต้องชะลอออกไปหลังจากมีเสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าประเทศไทยเท่านั้น แต่ในภายภาคหน้าหากรัฐบาลไม่หาหนทางแก้ไข อนาคตอันใกล้นี้มีรถไฟฟ้ากำลังทยอยแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ ก็จะหนีไม่พ้นต้องเผชิญกับปัญหาค่ารถไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้แสดงความคิดเห็นกรณีการให้สัมปทานรถไฟฟ้าในปัจจุบันว่า โดยส่วนตัวมองว่าสัมปทานรถไฟฟ้าถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตามในการกำหนดเงื่อนไขสัญญาสัมปทานต้องมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เรื่องสัมปทานถือเป็นปกติอยู่แล้ว เช่นเดียวกับการให้สัมปทานในส่วนของโทรศัพท์มือถือ โทรคมนาคม เป็นต้น เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของรัฐ แต่ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้าของเราคือรูปแบบการให้สัมปทานเดิม
และปัญหาที่พบคือ การกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นรายเส้นทางตามสัญญาสัมปทานแยกกัน จึงทำให้ราคาในแต่ละสายสีต่างๆ แตกต่างกัน เมื่อมีการเชื่อมต่อระหว่างระบบ ทำให้ผู้โดยสารจำเป็นต้องจ่ายค่าแรกเข้าให้กับรถไฟฟ้าอีก ดังนั้นควรยกเว้นค่าแรกเข้าทุกโครงการ และคิดคำนวณค่าโดยสารสูงสุดของระบบรถไฟฟ้าทั้งระบบ โดยแยกการกำหนดอัตราค่าโดยสารออกจากสัญญาสัมปทานเดิม ระหว่าง BTS หรือ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ที่ได้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว และ&amp;nbsp;BEM หรือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ ผู้กุมสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนะถกสัญญาสัมปทานใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเมธ กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ภาครัฐ กำลังจัดทำ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง เพื่อกำกับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า เหมือนที่รถเมล์หรือรถทัวร์ถูกกำกับค่าโดยสารตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก แต่ปัญหาคือมีหลายเส้นทางที่ทำสัญญาสัมปทานไปแล้ว กฎหมายยังไม่ออกมา ดังนั้นในอนาคตก็ต้องใช้เวลาเจรจาและปรับเพื่อสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งด้านการเชื่อมต่อและการบริหารจัดการ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบรถไฟฟ้าในต่างประเทศที่มีหลายเส้นทาง แต่ในด้านการเชื่อมต่อและอัตราค่าโดยสารสามารถเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่แยกเป็นเส้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ปัจจุบันเรามีข้อจำกัดในเรื่องสัญญาสัมปทานเดิม แต่สัญญาใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ควรต้องออกแบบสัญญาให้มีการเชื่อมต่อทั้งในเรื่องการเดินทาง และค่าโดยสารที่ต้องไม่แพงเกินไป และรัฐอาจเข้ามาสนับสนุน &amp;nbsp;เพราะสัญญาเดิมนั้นปล่อยให้สัญญาสัมปทานเป็นตัวกำหนดค่าโดยสาร &amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ภาครัฐและเอกชนต้องคุยกัน และนำรายละเอียดมากางดูว่าค่าเฉลี่ยราคารถไฟฟ้าที่มีราคาแพงเกือบทุกระบบ และในอนาคตก็จะแพงมากขึ้น หากมีการเชื่อมต่อกันโดยใช้สัญญาสัมปทานแบบเดิมจะต้องดำเนินการอย่างไร&amp;quot; นายสุเมธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยที่บอกว่าแพงหรือไม่แพงนั้น ต้องดูว่าเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเปรียบเทียบกับค่าครองชีพถือว่าแพง และหากเปรียบเทียบกับฐานรถไฟฟ้าจากต่างประเทศ ก็ถือว่าแพงเช่นกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบทั้งค่าครองชีพและฐานต่างประเทศแล้ว เป็นประเทศติดอันดับค่ารถไฟฟ้าราคาแพง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางกระทรวงคมนาคมเริ่มคิดได้ ทั้งที่ควรจะคิดได้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เริ่มคิดได้ก็ยังดีกว่าไม่ได้คิดเลย เพราะฉะนั้นตอนนี้อัตราค่าโดยสารจึงเริ่มเห็นภาพว่ามีแนวโน้มที่จะกำหนดเพดานในแต่ละระบบของรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงที่มีกำหนดจะเปิดเดินรถอย่างเป็นทางการเชิงพาณิชย์ปลายเดือน พ.ย.2564 จะเริ่มเก็บค่าโดยสารอัตราเริ่มต้น 12-42 บาท ซึ่งลดลงจากเดิมที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เสนออัตรา 14-42 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อัตราค่าโดยสารดังกล่าวนั้นเป็นผลมาจากที่ได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. หารือร่วมกับกรมการขนส่งทางราง (ขร.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารตามหลักสากล ซึ่งอัตราแรกเข้าใช้ตามสูตรที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี กำหนดไว้เมื่อปี 2544 เริ่มต้น 10 บาท ปัจจุบันดัชนีผู้บริโภค (CPI) ปี 2564 พบว่าอัตราแรกเข้าปรับเป็น 11.88 บาท ซึ่งจะปัดขึ้นเป็น 12 บาท และคิดค่าโดยสารตามระยะทาง เฉลี่ย 1.01 บาท/กม.ถือว่ามีราคาค่าโดยสารที่ไม่แพงมากนัก ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ดีในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งคลอดตั๋วร่วม
ด้าน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่มีข้อร้องเรียนว่าราคาค่าบริการขนส่งในระบบราง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่ให้บริการในปัจจุบันมีราคาที่สูงเกินไป และส่งผลต่อค่าครองชีพประชาชน เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปควบคุมราคาค่าโดยสารได้ ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการคมนาคมขนส่งทุกระบบเนื่องจากยังมีปัญหาด้านกฎหมาย แต่ก็มีความตั้งใจเข้าไปคุมราคาค่า โดยสารรถไฟฟ้าที่ให้บริการในปัจจุบัน รวมถึงโครงข่ายรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้โดยสาร บนพื้นฐานราคาที่ใช้บริการจริงตามระยะทาง หรือที่ 14-45 บาทต่อคนต่อเที่ยว แนวทางที่สามารถคุมราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกระบบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการนำระบบตั๋วร่วมเข้ามาใช้กับการบริการขนส่งสาธารณะในทุกประเภท ซึ่งตามกรอบเวลาการใช้ตั๋วร่วมจะเริ่มขึ้นจริงในสิ้นปี 2564 นี้ ในระยะแรกตั๋วร่วมจะใช้กับระบบรถไฟฟ้าที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ก่อน และในอนาคตจะใช้ในระบบขนส่งโลจิสติกส์ทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีที่มีคนร้องเรียนผ่านองค์กรผู้บริโภคต่างๆ ว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในปัจจุบันมีราคาแพง ผมจะเข้าไปมีบทบาทอย่างไร ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันรถไฟฟ้าที่ให้บริการมีหลายระบบ หลายสัมปทานผู้ให้บริการ เมื่อผู้โดยสารเดินทาง และมีการต่อรถไฟฟ้าระหว่างระบบผู้โดยสารจะเสียค่าแรกเข้าระบบที่ 14-16 บาท แต่หากเมื่อนำระบบตั๋วร่วมมาใช้ ปัญหาเรื่องค่าแรกเข้าระบบรถไฟฟ้าจะหมดไปทันที การเชื่อมต่อระหว่างระบบก็จะไม่คิด ค่าโดยสารระบบรางจะถูกลงทันทีกว่า 30%&amp;rdquo; นายศักดิ์สยามกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ในอนาคตหากร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. ... ของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ออกมามีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ในสิ้นปี 2564 นี้ ขร.จะมีอำนาจโดยตรงที่จะเข้าไปกำกับดูแลการบริการคมนาคมขนส่งทางรางทั้งหมด เช่น การกำหนดและวางหลักเกณฑ์ กำหนดการคำนวณ ราคาค่าโดยสาร ความถี่เที่ยววิ่งที่ให้บริการ และจำนวนตู้ที่ให้บริการเหมาะกับจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ ทำให้ ขร.สามารถกำกับดูแลค่าโดยสารให้ประชาชนที่ใช้บริการได้ประโยชน์มากที่สุดแบบเบ็ดเสร็จ
ไม่รีบต่อสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีแนวคิดที่จะขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นทางอ่อนนุช-หมอชิต ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส หลังสัญญาสัมปทานเดิมสิ้นสุดลงในปี 2572 ต่อไปอีก 30 ปีเพื่อแลกกับการจัดเก็บค่าโดยสารเฉลี่ยรวมส่วนต่อขยายจากช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง-สมุทรปราการ, หมอชิต-คูคต ในราคาเฉลี่ยที่ 65 บาท นั้น นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า เส้นทางอ่อนนุช-แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ถือว่าไม่ได้เป็นสัญญาสัมปทานเดิม และไม่ได้เป็นสัญญาเดียวกัน หากจะมาบอกว่าเป็นส่วนต่อขยายจากสัญญาเดิมตามความเป็นจริงก็ไม่ใช่ เพราะเป็นคนละสัญญา กรุงเทพมหานครและกระทรวงมหาดไทยต้องดูข้อกฎหมายให้ดี จะมารวมเป็นส่วนต่อขยายจากสัมปทานเดิมไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงอ่อนนุช-หมอชิต จะหมดสัญญาสัมปทานทรัพย์สินจะต้องตกเป็นของรัฐทันที จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งต่อสัญญาสัมปทาน ในเมื่อเส้นทางช่วงดังกล่าวถือเป็นไข่แดง หากภาครัฐเปิดประกาศเชิญชวนเอกชนให้มาลงทุน ตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 มั่นใจว่าจะมีเอกชนเข้ามาลงทุนและทำรายได้ให้กับรัฐจำนวนมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญเรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นอย่างมาก ก็ได้อธิบายว่า การคำนวณหากในส่วนของกระทรวง ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการ จะคำนวณราคาที่ 1.45 บาทต่อกิโลเมตร (กม.) ขณะที่กรุงเทพมหานครคำนวณที่ 3 บาทต่อสถานี ทำให้ในส่วนของ รฟม.คำนวณต่ำกว่าก็ยังอยู่ได้ เพียงแต่ต้องทำตามกฎหมายเท่านั้น&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งแก้ค่าโดยสารแพง
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสิ่งที่คำนึงมากที่สุดคือ ความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชน และรัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไป ขอให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ปัญหา เพราะหลายเรื่องปัญหามีความซับซ้อน แต่รัฐบาลก็ต้องแก้ไข เมื่อแก้แล้วก็มีปัญหาอื่นตามมา ซึ่งต้องแก้ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อรัฐบาลในอนาคตด้วย นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคธุรกิจต่างๆ ด้วย จะทำอย่างไรให้สามารถเดินได้โดยเร็ว และบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน เพื่อให้ราคาต้นทุนที่ไม่สูงจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าทุกคนจะเอาคนละอย่างสองอย่าง มันก็เดินไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรามีความพร้อมอยู่แล้ว มีการเปิดเดินรถไปแล้วด้วย มีการให้บริการไปแล้วบางระยะ นั่นคือสิ่งที่ประชาชนได้รับประโยชน์ส่วนหนึ่งไปแล้ว ต้องหาวิธีการที่เหมาะสม แต่ถ้ามัวแต่ทะเลาะกัน ขัดแย้ง จับผิดจับถูกกันอยู่แบบนี้มันก็ไปไม่ได้สักอย่าง ขอฝากไว้ด้วย รัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในทุกเรื่อง&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99858</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), ตั๋วร่วม, รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c0e6da2945.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศักดิ์สยาม&#039;สั่งเร่งเข็นระบบตั๋วร่วมให้เกิดโดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ม.ค. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 1/2564 วันนี้ (28 ม.ค. 2564) ว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานระบบตั๋วร่วม โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย 1.ระยะสั้น ให้เร่งจัดทำระบบให้บัตรโดยสารที่ประชาชนมีอยู่ในปัจจุบัน สามารถใช้บัตรข้ามระบบได้ ซึ่งเมื่อสามารถใช้บัตรข้ามระบบระหว่างรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการใช้บริการระบบขนส่งมวลชน และส่งผลให้มีปริมาณผู้โดยสารที่เดินทางข้ามระบบสูงขึ้น ทั้งนี้ ให้ รฟม. สนับสนุนข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำให้ระบบดังกล่าวแล้วเสร็จโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ระยะยาว มีการพิจรณาความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดทำระบบตั๋วร่วมแบบ Account Based Ticketing (ABT) โดยใช้บัตร EMV Contacless (Europay Mastercard and Visa) มาใช้กับระบบตั๋วร่วม โดย รฟม. มีความพร้อมที่จะร่วมมือกับสถาบันการเงินที่มีระบบ EMV ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารกรุงไทย ที่แจ้งว่ามีความพร้อมที่จะลงทุนในระบ EMV ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ประกอบการมาใช้บริการของธนาคารกรุงไทย สำหรับสายสีม่วง และสายสีน้ำเงิน โดยใน ต.ค. 2564 จะใช้ได้ประมาณ 50% และจะใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบภายใน ม.ค. 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ที่ประชุม คนต. ยังมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติม 2 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการด้านการกำหนดมาตรฐนทางเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมองค์กร โดยจะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีกทรออกตั๋วร่วม มาตรฐานเทคโนโลยีระบบงาน มาตรฐานโครงสร้างข้อมูล มาตรฐานความปลอดภัยทางเทคโนโลยี และมาตรฐานการดำเนินงานของระบบงาน และ 2.คณะอนุกรรมการด้านการกำหนดมาตรฐานอัตราค่าโดยสารและจัดสรรรายได้ โดยจะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐนการจัดเก็บค่าธรรมเนียม มาตรฐานการจัดสรรรายได้ มาตรฐานอัตราค่าโดยสารในกรณีใช้อัตราค่าโดยสารร่วม และกรอบมาตรฐานค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และการเจรจาต่อรองกับผู้ให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมบูรณาการความร่วมมือและความต้องการของประชาชน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมให้เกิดผลป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดและการพัฒนาระบบการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงข้อกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความถูกต้อง ตามหลักธรรมาภิบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พิจารณาถึงความซ้ำซ้อนของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับระบบตัวร่วมทั้งหมดที่กำลังพัฒนาอยู่ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยให้พิจารณาถึงการเปิดโกาสให้สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์เข้ามาร่วมพัฒนาระบบตั๋วร่วมได้ รวมถึงการพัฒนาระบบเก็บค่ผ่านทางอัตโนมัติในรูปแบบ M-Flow ตลอดจนดำเนินการกำหนดองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการทั้ง 2 คณะ ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการในการประชุมครั้งต่อไป ภายในเดือน ก.พ. 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91358</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั๋วร่วม, บัตรแมงมุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_601377605d0b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2018 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามคาดตั๋วร่วมอดใช้ขึ้น &#039;รถเมล์-แอร์พอร์ตลิงค์&#039;ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั๋วร่วมยังไม่จบ บัตรแมงมุม-บัตรคนจนส่ออดใช้ขึ้นรถเมล์-แอร์พอร์ตลิงค์ต.ค.นี้ หลังระบบ2.0ไม่ได้ถูกพัฒนาเป็น 2.5คาดสามารถใช้ได้ช่วงธ.ค.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมว่า ที่ประชุมยืนยันเดินหน้านำเทคโนโลยีระบบอีเอ็มวี (Euro/ Master Card และ Visa) หรือบัตรเครดิตมาใช้ชำระค่าโดยสารในระบบตั๋วร่วมได้กับบริการขนส่งสาธารณะ &amp;nbsp;4 ประเภท ได้แก่ รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีม่วง รถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ โดยจะสามารถใช้ได้ช่วงเดือนธ.ค.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าส่วนการใช้บัตรแมงมุมที่ได้รับการพัฒนาจาก2.0 เป็น 2.5 แล้วนั้น ขณะนี้สามารถใช้ขึ้นรถรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีม่วงได้แล้ว เช่นเดียวกับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อัพเกรดเป็น 2.5 สามารถใช้ขึ้นรถไฟฟ้าได้ทั้ง 2 สายแล้วเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้ง 2 บัตรยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะนำไปใช้ขึ้นรถเมล์และแอร์พอร์ตลิงค์ในเดือนต.ค.ได้หรือไม่ เนื่องจากระบบการอ่านบัตรของรถเมล์และแอร์พอร์ตลิ้งค์ยังเป็นระบบ2.0ไม่ได้ถูกพัฒนาเป็น 2.5 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ประชุมจึงมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพ(รฟม.) ไปประชุมร่วมกับรถเมล์ และแอร์พอร์ตลิงค์ ในวันที่ 3 ส.ค.นี้ เพื่อชี้แจงสเปคที่ต้องพัฒนาเพิ่มให้สามารถรองรับบัตรดังกล่าวได้ โดยทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องให้ที่ปรึกษาไปพัฒนาระบบอ่านบัตรให้สามารถอ่านบัตรแมงมุมและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ โดยต้องพยายามเร่งรัดให้ใช้ได้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้ขึ้นรถไฟฟ้า 2 สายได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.นั้นปรากฎว่ามีผู้ถือบัตรสวัสดิการฯไปลงทะเบียนเพื่อใช้บัตรขึ้นรถไฟฟ้า 2 สายแค่ 1 หมื่นเศษเท่านั้นถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ถือบัตรทั้งหมดจำนวน 1.3 ล้านคน แต่เชื่อว่าหากบัตรสวัสดิการฯสามารถใช้ขึ้นรถเมล์ได้จะมียอดการชำระผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14625</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั๋วร่วม, บัตรคนจน, บัตรแมงมุม, รถเมล์, แอร์พอร์ตลิงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b28fa6b9ca5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11899</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้วคมนาคมแจกบัตรแมงมุม2แสนใบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เป็นประธานในงานเปิดตัวบัตรโดยสารร่วม หรือ &amp;ldquo;บัตรแมงมุม&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;แมงมุม เชื่อมโยงความสุขทุกการเดินทาง ด้วยบัตรใบเดียว&amp;rdquo; ณ สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร

นายอาคม เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบตั๋วร่วม หรือ Common Ticketing System ถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงคมนาคมที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อพัฒนาและส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพการให้บริการระบบคมนาคมขนส่ง ตามนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่ประชาชน ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนผู้ประกอบการระบบขนส่งมวลชน ได้แก่ สนข. รฟม. ขสมก. รฟฟท. และ BEM ประสานความร่วมมือในการดำเนินงานเพื่อเชื่อมต่อระบบและให้บริการระบบตั๋วร่วมหรือ &amp;ldquo;บัตรแมงมุม&amp;rdquo; ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนสามารถใช้บัตรโดยสารเพียงใบเดียวเดินทางเชื่อมต่อได้ทุกระบบ โดยมี รฟม. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing Company : CTC)

&amp;quot;รฟม.เป็นหน่วยงานที่ดำเนินโครงการระบบขนส่งทางรางครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งที่จะเกิดขึ้นในเมืองภูมิภาค เช่น จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นต้น จึงมีความเหมาะสมและความพร้อมในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม โดยกำหนดให้เริ่มต้นใช้งานระบบตั๋วร่วมกับรถไฟฟ้าในเส้นทางที่เปิดให้บริการแล้ว จากนั้นจึงจะขยายการใช้งานระบบตั๋วร่วมกับรถโดยสารประจำทาง ขสมก. และ รถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ในลำดับต่อไป&amp;quot;นายอาคมกล่าว

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า รฟม. ได้เร่งรัดการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ&amp;nbsp; (BEM) เร่งติดตั้งเครื่องอ่านบัตร ติดตั้งซอฟต์แวร์และทดสอบระบบตั๋วร่วม เพื่อให้มีความพร้อมในการรับชำระค่าโดยสารผ่าน &amp;ldquo;บัตรแมงมุม&amp;rdquo; ได้ในระบบรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายของ รฟม. คือ รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT สายสีน้ำเงิน) และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) จนแล้วเสร็จตามแผนงานที่กำหนด

ทั้งนี้ในวันที่ 23 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป รฟม. จะแจกบัตรแมงมุมให้แก่ประชาชน ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ บัตรบุคคลทั่วไป (สีน้ำเงิน) บัตรผู้สูงอายุ (สีทอง) และบัตรนักเรียน/นักศึกษา (สีเงิน) ซึ่งสามารถติดต่อขอรับได้ที่รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงทุกสถานี โดยบัตรบุคคลทั่วไป รับได้ตั้งแต่วันที่ 23&amp;ndash; 29 มิถุนายน 2561 และ 2 &amp;ndash; 5 กรกฎาคม 2561 จำนวน 16,000 ใบ/วัน สถานีละ 1,000 ใบ/วัน สำหรับบัตรนักเรียน/นักศึกษาและบัตรผู้สูงอายุ รับได้ในวันที่ 30 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม 2561 ประเภทละ 5,000 ใบ/วัน สถานีละ 312 ใบ/ประเภท/วัน

โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวนักเรียน/นักศึกษา เพื่อขอรับบัตรที่ห้องออกบัตรโดยสาร และเมื่อจะนำไปใช้ในระบบรถไฟฟ้า MRT จะต้องเติมเงินขั้นต่ำ 150 บาท แบ่งเป็นค่ามัดจำบัตร 50 บาท และมูลค่าการเดินทางสำหรับโดยสารรถไฟฟ้าขั้นต่ำ 100 บาท ได้เฉพาะที่สายสีม่วงทุกสถานี ทั้งนี้ บัตรมีจำนวนจำกัด จึงจำกัดสิทธิ์ 1 คนต่อใบเท่านั้น

นอกจากนี้&amp;nbsp; รฟม. ยังเตรียมพร้อมที่จะพัฒนาบัตรแมงมุมเวอร์ชั่น 2 ด้วยเทคโนโลยี EMV Contactless Smart Card ที่ใช้กันในบัตรเครดิต เพื่อให้เป็นบัตรใบเดียวที่เชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมทั้งชำระสินค้าและบริการได้ โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเติมเงินล่วงหน้าในบัตร ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์ใช้บริการรูปแบบใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบรรยากาศวันแรกที่สถานีเตาปูน มีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามารับแจกบัตรแมงมุมอย่างคึกคัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11899</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั๋วร่วม, บัตรแมงมุม, รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน, สายสีม่วง, แจกบัตรแมงมุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2c8d7d73464.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถเมล์ตกขบวนอีกแล้ว ส่อแววใช้ตั๋วแมงมุมไม่ได้ ชี้ระบบE-Ticket ของตัวเองไม่รองรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั๋วร่วมรถเมล์ส่อแววอืด ไม่ทันใช้ ต.ค.นี้หลังระบบ E-Ticket ไม่รองรับตั๋วร่วม คาดต้องสั่งรื้อทั้งหมด 2,600 คัน เล็งนัดถกหาทางออกภายในเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)เปิดเผยว่าความคืบหน้าการเชื่อมต่อระบบการขนส่งด้วยบัตรใบเดียวหรือตั๋วร่วมในงานบริการรถเมล์สาธารณะตามเป้าหมายของกระทรวงคมนาคมในวันที่ 1 ต.ค.นั้นปัจจุบันยังติดปัญหาหลายด้านจึงไม่แน่ใจว่าจะทันตามเป้าหมายของกระทรวงคมนาคมหรือไม่โดยเฉพาะ โครงการเครื่องอ่านบัตรค่าโดยสารรถประจำทางสาธารณะ (E-Ticket)และเครื่องหยอดเหรียญเก็บค่าโดยสาร (Cash box) ติดตั้งบนรถโดยสาร2,600 คัน วงเงิน 1,665 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันเอกชนคู่สัญญาอย่าง บริษัท ช.ทวี จำกัด(มหาชน) หรือ CHO ยังไม่สามารถส่งมอบ E-Ticket ได้ตามแผนปัจจุบันส่งมอบได้เพียง 100 คัน โดยจะส่งมอบล็อตที่ 2 จำนวน 700 คัน ในวันที่ 27 มิ.ย. จากนั้นจะส่งมอบล็อตสุดท้ายอีก 1,800 คัน แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถรับมอบได้อย่างเป็นทางการเพื่อนำ E-Ticket มาใช้สแกนบัตรแมงมุมหรือตั๋วร่วมได้ เนื่องจากต้องรอหนังสือตอบกลับจากกรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการยกเลิกสัญญาบางส่วน หลังจากที่ Cash-box ใช้การไม่ได้ โดยที่ผ่านมาได้รอหนังสือตอบกลับมาตั้งแต่ต้นปี 2561 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกล่าวต่อว่านอกจากปัญหาเรื่องของการส่งมอบแล้วยังติดปัญหาด้านเทคนิค โดยเฉพาะเรื่องของระบบซอฟแวร์ E-Ticket ที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบตั๋วร่วมของรัฐบาลได้เนื่องจากเป็น ซอฟแวร์รุ่น 2.0 ขณะที่ตั๋วร่วมเป็นซอฟแวร์รุ่น 2.5 ดังนั้นหากจะใช้ร่วมกับตั๋วร่วมต้องให้คู่สัญญาเปลี่ยนหัวอ่านใหม่ทั้งหมด 2,600 คัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาว่าใครจะเป็นรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและบริษัทเอกชนจะยอมลงทุนเพิ่มหรือไม่เนื่องจากข้อผิดพลาดดังกล่าวเป็นเรื่องระดับนโยบายที่กำหนดซอฟแวร์ตั๋วร่วมเป็น 2.5 ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาแก้ไขนานแค่ไหนหรือจะแล้วเสร็จได้ในปีนี้หรือไม่&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามภายในเดือนนี้ ขสมก.จะจัดประชุมร่วมกับกระทรวงคมนาคม สนข.และฝ่ายเอกชนอย่างช.ทวี เพื่อหาทางออกปัญหาดังกล่าวร่วมกันต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11890</URL_LINK>
                <HASHTAG>E-Ticket, ขสมก., ตั๋วร่วม, บัตรแมงมุม, รถเมล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5acdb96a20b3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 21:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 19:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์ใช้ตั๋วร่วม 23 มิ.ย.นี้ รฟม.ใจดีแจกฟรี2แสนใบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
คมนาคม พร้อมเปิดใช้บัตรแมงมุม 23 มิ.ย.นี้ แจกฟรี 2 แสนใบ ที่สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง 22 มิ.ย.นี้ เล็งพัฒนาเป็นบัตรเครดิตชำระทุกสิ่งด้วยบัตรใบเดียว ด้านรฟม.เร่งแผนเชื่อมตั๋วร่วมเรือ-ทางด่วน-มอเตอร์เวย์หวังเสร็จทุกระบบขนสาธารณะภายในปีนี้ เชื่อบีทีเอสยอมเชื่อมตั๋วร่วมด้วยหวั่นเสียลูกค้า
&amp;nbsp;
19 มิ.ย. 61 - นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 มิ.ย. 2561 นี้ จะเป็นวันแรกของการเปิดใให้บริการบัตรแมงมุม หรือ ตั๋วร่วม เพื่อส่งเสริมการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะด้วยบัตรใบเดียว โดยในวันที่ 22 มิ.ย. นี้ ทาง การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเริ่มแจกบัตรฟรีจำนวน 900 ใบตามสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นจะทยอยแจกอีก 200,000 &amp;nbsp;ใบจนกว่าบัตรจะหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับบัตรแมงมุมี่จะแจกประชาชนนั้น จะเป็นบัตรเปล่าไม่มีเงินอยู่ข้างใน โดยผู้รับสามารถนำบัตรไปเติมเงินได้ที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วจำนวน150 บาท แบ่งเป็น ค่ามัดจำบัตร 50 บาทและค่าเดินทาง 100 บาท ซึ่งในช่วงแรกจะเริ่มเชื่อมตั๋วร่วมกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินก่อนในช่วงปลายเดือนนี้ก่อนขยายไปเชื่อมระบบกับรถเมล์จำนวน 2,600 คันและรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ในวันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับคือการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า 2 สายโดยไม่เสียค่าแรกเข้าซึ่งจะทำให้ค่าโดยสารภาพรวมถูกลงด้วย เช่น การขึ้นรถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้วไปต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจะเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว จากเดิมต้องเสียค่าแรกเข้าครั้งละ 14-15 บาท นอกจากนี้วงเงินในบัตรแมงมุมยังสามารถนำไปชำระเป็นค่าจอดรถในอาคารจอดรถของรถไฟฟ้าทั้งสองสายตลอดจนนำไปใช้แลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์กับร้านค้าปลีกภายในสถานีรถไฟฟ้าได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคมกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างพัฒนาบัตรแมงมุมโฉมใหม่ในรูปแบบระบบเทคโนโลยีบัตร EMV (Euro/ MasterCard และ Visa) หรือระบบบัตรเครดิตดิจิทัลที่เป็นสากลมีใช้กันทั่วโลกมาใช้ร่วมในระบบตั๋วร่วม คาดว่าจะสามารถเปิดตัวพร้อมเริ่มใช้งานได้ภายในกลางปีหน้า หรือใช้เวลาพัฒนาราว 12 เดือนนับจากนี้ สำหรับระบบ EMV จะมาในรูปแบบของเครดิตการ์ดที่สามารถใช้โดยสารหรือชำระสินค้าได้เลยโดยไม่ต้องเติมเงินก่อนแต่จะต้องรอชำระเป็นงวดไปตามเงื่อนไขที่กำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมประสงค์ สัตยมัลลี ผู้อำนวยการสำนักธุรกิจบัตรโดยสาร (รฟม.)กล่าวว่า &amp;nbsp;รฟม.ตั้งเป้าจะเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบให้เข้ามาอยู่ในระบบตั๋วร่วมได้ภายในปี 2561 &amp;nbsp;เริ่มจากการเชื่อมต่อระยะแรกคือรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีน้ำเงิน ระยะที่สองรถเมล์และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ และระยะที่สามภายในปีนี้คือการเชื่อมต่อตั๋วร่วมเข้ากับการขนส่งทางน้ำอย่างเรือด่วนและเรือข้ามฟากที่ผ่านมาเอกชนผู้ให้บริการเห็นด้วยแล้วอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีบางส่วนได้ดำเนินการติดตั้งระบบอ่านบัตรไปบ้าง โดยจะใช้ประตูกั้นใหม่คล้ายกับรถไฟฟ้า เช่นเดียวกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)คาดว่าจะเริ่มติดตั้งระบบตั๋วร่วมบนทางด่วนทุกสายได้ในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน โดยจะเป็นการติดตั้งระบบเครื่องอ่านบัตร (Reader) ในช่องเก็บเงินธรรมดา (Cash) ขณะที่มอเตอร์เวย์สาย 7 ช่วงกรุงเทพ-พัทยาและมอเตอร์เวย์สาย 9 บางปะอิน-บางนานั้นจะติดตั้งระบบตั๋วร่วมและเครื่องอ่านบัตรแล้วเสร็จพร้อมใช้ได้ภายในปีนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเชิญชวนผู้บริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียวอย่างบีทีเอสให้มาเข้าร่วมกับระบบตั๋วร่วมนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเจรจากันต่อไป เนื่องจากบีทีเอสมีระบบบัตร Rabbit ซึ่งมีวงเงินรวมกันนับหมื่นล้านบาท &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต้องหารือกับเอกชนอย่างใกล้ชิดว่า จะมีแนวทางอย่างไรและดำเนินการได้พร้อมกันในปีนี้หรือไม่ &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตามการรัฐบาลได้กำหนดให้โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ทุกสายที่กำลังจะเปิดใช้ต้องเข้าร่วมบัตรแมงมุม อาทิ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง รถไฟฟ้าสายสีชมพูและรถไฟฟ้าสายสีส้มเป็นต้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าหากประชาชนผู้ใช้ตั๋วร่วมมีมากขึ้น จะเป็นแรงกดดันให้เอกชนต้องมาเข้าร่วมระบบตั๋วร่วมไปตามการช่วงชิงโอกาสตลาด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11683</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, ตั๋วร่วม, บัตรแมงมุม, รถไฟฟ้า, สายสีน้ำเงิน, สายสีม่วง, อาคม  เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b28f8ac65eda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 23:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 23:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัฒนาไปเรื่อยๆ คมนาคมเคาะปรับระบบตั๋วร่วมเป็นบัตรเครดิตการ์ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไฟเขียว พัฒนาระบบตั๋วร่วมเป็นบัตร EMV ยืนยัน1 ต.ค.61 พร้อมให้บริการ 3 ระบบรถสาธารณะ คาดเปิดใช้สมบูรณ์ทุกโครงการใน ธ.ค.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการระบบตั๋ว ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) &amp;nbsp;พัฒนาเทคโนโลยีระบบใหม่ระบบสากล (EMV (Master Card และ Visa Card) มาใช้กับระบบตั๋วร่วม ซึ่งจะมีความทันสมัยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระบบ EMV เป็นการยกระดับเทคโนโลยีระบบตั๋วร่วมจากแมงมุม 2.0 เดิม ที่ต้องซื้อจากตู้และมาเติมเงิน มาเป็นแมงมุม 4.0 ที่ใช้บัตรที่ธนาคารออก (Master Card และ Visa Card) ซึ่งมอบหมายให้ รฟม.จะต้องไปดำเนินการตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยจะรวบรวมรายละเอียดในการใช้ระบบ EMV และนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติในการนำเทคโนโลยี EMV สำหรับระบบตั๋วร่วมตั้งแต่เริ่มต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อใช้เทคโนโลยีใหม่จะมีการออกแบบซอฟต์แวร์ และปรับปรุงเครื่องอ่านบัตร ซึ่งตามระบบแมงมุม 2.0 เดิม สนข.ได้ออกแบบไว้แล้ว เมื่อเป็น 4.0 จะมุ่งไปที่เทคโนโลยีนี้ จากการประเมินพบว่าค่าลงทุน ค่าบริหาร ค่าดูแลระบบ ตลอดระยะเวลา 20 ปี ของเทคโนโลยี EMV จะลดลงเหลือ 2,000 ล้านบาท จากระบบแมงมุม 2.0 เดิม ที่มีค่าลงทุนและบริหารจัดการที่ 4,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เทคโนโลยี EMV นอกจากจะทันสมัย สะดวกรวดเร็ว และไม่มีต้นทุนในการผลิตบัตรแมงมุมเหมือนเดิม เพราะระบบ EMV สามารถรองรับบัตรต่างๆ ที่มีใช้งานทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันระบบ EMV มีใช้แล้วที่ลอนดอน และสิงคโปร์ และพบว่าอีก 127 เมือง กำลังพัฒนาตั๋วร่วมของตัวเองเป็น ระบบ &amp;nbsp;EMV&amp;quot; นายชัยวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้กำหนดกรอบเวลาในการให้บริการ ช่วงแรก วันที่ 1 ต.ค.61 โดยจะให้บริการในส่วนของบัตรแมงมุมเดิมที่มีการผลิตไว้แล้ว 2 แสนใบ กับระบบรถเมล์ 2,600 คัน, รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน MRT, รถไฟฟ้าสายสีม่วง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ โดยจะใช้รูปแบบคล้ายกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่ง รฟม.จะไปพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการบัตรแมงมุม 2 แสนใบ และในเดือนธ.ค.62 จะเปิดใช้ระบบ EMV ได้สมบูรณ์ในทุกโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าว กล่าวว่า ระบบดังกล่าวคาดว่าจะเสนอ ครม.พิจารณาได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เมื่อระบบเสร็จสำบูรณ์ประชาชนจะได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6419</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, การเดินทาง, คมนาคม, ค่าโดยสาร, ตั๋วร่วม, บัตรเครดิต, บัตรแมงมุม, รถไฟฟ้า, รฟม., สนข., สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7f7d09c960.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
