<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมายจับบอสยังอยู่ สอบเงินตร.-อัยการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บอส เรดบูล&amp;rdquo; ยังลอยชายเข้าไทยไม่ได้ &amp;ldquo;วิชา&amp;rdquo; เผยหมายจับยังอยู่ เพราะ &amp;ldquo;รสนา&amp;rdquo; ไปร้องศาล และตำรวจถอนเรื่อง เตรียมเรียกพยานทุกฝ่ายเข้าให้ข้อมูล เพราะทำงานไม่มีวันหยุดเพื่อไขข้อสงสัยสังคมทุกเรื่อง แย้มอาจต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน &amp;ldquo;พีระพันธุ์&amp;rdquo; ดุซัด &amp;ldquo;ตำรวจ-อัยการ&amp;rdquo; กำลังเอาเกียรติยศ 2 องค์กรมาอุ้มชูคนแค่ 2 คน &amp;ldquo;อรรถพล&amp;rdquo; เลกเชอร์อัยการสูงสุด บอกไม่ต้องรื้อคดีใหม่เพราะของเก่ายังไม่ยุติสั่งฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีตำรวจสั่งไม่แย้งคำสั่งอัยการสูงสุด (อสส.) ที่ไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ได้ร่วมประชุมเป็นครั้งที่ 7 โดยได้เน้นไปที่การสอบสวนข้อเท็จจริงการมีคำสั่งไม่แย้งอัยการว่ามีการใช้ความเห็นในทางคดีอย่างไร และตรวจสอบข้อเท็จจริงตามการประมวลผลที่สำนักงานกฎหมายและคดีเสนอมาว่าอย่างไรบ้าง ซึ่ง พล.ต.ท.จารุวัฒน์ยังไม่มีการแถลงความคืบหน้าแต่อย่างใด
ส่วนคณะทำงานอัยการที่ได้แถลงผลสอบกรณีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธที่จะมีการเสนอความเห็นไปให้ อสส.สั่งการ 2 ประเด็น คือเรื่องการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมข้อหาเสพยาเสพติด และให้สอบสวนพยานใหม่เพื่อพิสูจน์ความเร็วรถนั้น ต้องรอให้ อสส.สั่งการมายังตำรวจอย่างชัดเจนก่อนจึงดำเนินการต่อไปได้ ส่วนการพิจารณาเรื่องผลตรวจสารโคเคนในเลือดตำรวจก็ยังอยู่ระหว่างรอคำยืนยันจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ได้มีการนัดประชุมครั้งที่ 2 โดยก่อนประชุมนายวิชาให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงผลสอบของอัยการว่า ก็ว่ากันไปในคณะกรรมการแต่ละชุด แต่เราจะดูทั้งหมดว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร ส่วนการเรียกพยานที่เคยสอบปากคำมาแล้วมาให้ข้อมูลหรือไม่นั้น เราจะพิจารณาว่าจะเรียกพยานเหล่านี้มาให้ข้อมูลเมื่อไหร่ บางทีอาจต้องสอบกันในวันหยุดด้วยเพื่อให้เสร็จเร็วขึ้น
โดยคณะกรรมการฯ มีอำนาจในการเรียกพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากความบกพร่องของอัยการ นายวิชากล่าวว่า ในส่วนนี้ยังไม่พูด เพราะเราพูดไม่ได้ เนื่องจากจะต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ระบบตรวจสอบของคณะกรรมการชุดนี้มีกี่หัวข้อและอะไรบ้าง นายวิชากล่าวว่า ในวันนี้เราจะพิจารณาในเรื่องของข้อกฎหมาย ซึ่งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบกฎหมาย จะเสนอในวันนี้ ต่อข้อถามว่า ข้อกฎหมายที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเสนอนั้น จะรวมไปถึงอำนาจในการสั่งรื้อคดีของนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายวิชากล่าวว่า
&amp;ldquo;เราจะดูในกรอบของกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ และจะหารือว่าเราจะใช้หลักอะไรที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ตลอดจนถึงข้อบกพร่อง หากมีข้อบกพร่องก็ต้องดูว่าจะแก้ไขอย่างไร สุดท้าย อย่าไปคาดเดาว่าจะเสนอหรือไม่เสนอ เมื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้วคดีไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะตั้งหาประโยชน์อะไร มันไม่มีประโยชน์ ก็ต้องทำให้เป็นมรรคเป็นผล ส่วนจะเสร็จก่อนกำหนด 30 วันหรือไม่เราก็ไม่รู้ แต่เราจะทำอย่างเร็วที่สุด&amp;rdquo; นายวิชาชี้แจงถึงกรอบการทำหน้าที่และผลสรุปของคณะกรรมการฯ
หมายจับบอสยังอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุมใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง นายวิชากล่าวถึงผลการประชุมว่า ได้ข้อมูลมากขึ้น โดยเฉพาะการประสานไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เกี่ยวกับเรื่องหมายจับที่ตำรวจบอกว่าขอถอนหมายจับนายวรยุทธ ซึ่งทราบว่าวันนั้นตำรวจไปขอถอนหมายจับจริง แต่มีกลุ่มมวลชนนำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. ไปยื่นคำร้องขอศาลอย่าเพิ่งถอนหมายจับ ศาลเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นต้องไต่สวนก่อน เมื่อมวลชนไปมากๆ จึงบอกพนักงานสอบสวนให้ถอนคำร้องไปดีกว่าหรือไม่ พนักงานสอบสวนจึงถอนคำร้องไปแล้ว จึงยืนยันว่าขณะนี้หมายจับยังอยู่
&amp;ldquo;เหตุที่หมายจับยังอยู่ เนื่องจากคดียังไม่ยุติ ยังเป็นปัญหาอยู่ อัยการก็เพิ่งแถลงไปเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่าจะนำข้อมูลเข้าใหม่และสั่งคดีใหม่ ซึ่งอาจสั่งคดีใหม่หรือไม่ก็ไม่ทราบ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ถอนหมายจับยังไม่ได้ ขณะนี้หมายจับยังอยู่ ขอแจ้งให้ประชาชนสบายใจว่าคดีนายวรยุทธยังไม่จบ ส่วนเรื่องหมายจับขององค์การตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล เรื่องดังกล่าวยังไม่ชัดเจน และเราไม่สามารถไปแทรกแซงอินเตอร์โพลได้ เพราะมันอยู่นอกอำนาจเรา แต่ต่อไปคงขอรายละเอียดอีกที&amp;rdquo; นายวิชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชายังกล่าวถึงการเรียกพยานมาสอบว่า ในวันที่ 6 ส.ค. จะเรียกทีมอัยการ โดยนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด จะนำสำนวนที่อัยการตรวจสอบมาให้ถ้อยคำกับคณะทำงานตรวจสอบอัยการ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนสำนวนจากทุกฝ่าย ทั้งตำรวจ อัยการ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีการชี้มูลพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวว่ามีความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง เราจะทำหนังสือขอมาทั้งหมด พร้อมกันนี้จะเรียกอัยการที่รวบรวมสำนวนและมีข้อโต้แย้งต่างๆ มาให้ข้อมูลในวันที่ 9 ส.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันว่าเราทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้หยุดแม้วันอาทิตย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อะไรที่เป็นประเด็นที่ประชาชนสงสัย หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เรารับฟังทั้งหมด หลังจากนี้จะเปิดอีเมลรับข้อมูลเพื่อตรวจสอบในทุกด้าน แต่เบื้องต้นส่งมาที่อีเมลผมก่อน คือ vichalibrary@gmail.com ใครคับข้องใจสามารถส่งมาได้&amp;rdquo; นายวิชากล่าว
นายวิชากล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนคณะทำงานตรวจสอบบุคคลทั่วไปที่มีนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน จะเชิญผู้ที่ตรวจสอบเรื่องความเร็วรถคือ นายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ข้อมูล รวมถึงประเด็นสารโคเคนจะเชิญ นพ.วิชาญ เบี้ยวนิ่ม หัวหน้าสาขาวิชานิติเวชวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีมา ส่วนคณะทำงานตรวจสอบตำรวจที่มีนายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธานนั้น ยังไม่ได้แจ้งให้ทราบถึงการเรียกพยาน อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเชิญใครบ้าง แต่อย่างน้อยสัปดาห์หน้า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คงต้องมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการชุดใหญ่ ซึ่งอาจเป็นวันอังคารหรือวันศุกร์
ตรวจสอบการเงินแน่
เมื่อถามว่า นายกฯ ได้ฝากอะไรมายังคณะกรรมการบ้าง นายวิชาตอบว่า ไม่มี เพียงแต่บอกให้เราให้ทำเต็มที่ ให้ประชาชนสบายใจ ทุกเรื่องกระจ่าง ไม่มีลับลมคมใน ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้น เป็นเรื่องของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน แต่ขณะนี้ยังเริ่มตรวจสอบไม่ได้ เนื่องจากยังไม่ได้เป็นคดีที่ประพฤติมิชอบ หรือคดีที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน แต่หากต้องตรวจสอบก็ต้องลิสต์รายชื่อไป เพราะต้องมีความแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ กล่าวถึงกรณีอัยการแถลงว่า ไม่มีผลต่อคณะกรรมการ โดยข้อมูลที่แถลงมาเรานำมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เชื่อผลการสอบสวนของใคร เพราะเรามีหน้าที่ต้องสอบหาความจริง ในส่วนของเราเองจึงต้องดูทุกสำนวน หลักฐานทั้งหมด และใช้ดุลพินิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข่าวดีของคดีนี้คือ อย่างน้อยที่สุดก็มีทางออก ทั้งเรื่องพยานหลักฐานใหม่ เรื่องการพบสารเสพติด ซึ่งอาจเป็นคดีแยกออกมาต่างหาก และหากคิดในแง่ดี คณะกรรมการชุดนี้ว่าอาจช่วยอัยการในการเข้าไปดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ ช่วยให้การทำงานรอบด้านมากขึ้น เพราะข้อพิรุธที่สังคมยังคลางแคลงใจ เราต้องนำไปดูให้หมดและอธิบายให้สังคมได้รู้&amp;rdquo; นายมุนินทร์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการรัฐ วิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร โดยเชิญนายเนตร นาคสุข รอง อสส.ที่สั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ และคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำคดีนี้ของฝ่ายอัยการ นำโดยนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี, นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา และนายฤชา ไกรฤกษ์ อธิบดีอัยการ เจ้าของสำนวน พร้อมนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ตรวจวัดความเร็วรถของนายวรยุทธ 76 กม./ชม. มาชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งนายเนตรไม่ได้มาชี้แจงต่อ กมธ.แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายประยุทธกล่าวว่า การสั่งไม่ฟ้องของนายเนตรครั้งนี้มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเหตุผลที่สั่งไม่ฟ้องเป็นไปตามพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งนายวรยุทธมีการร้องขอความเป็นธรรมอยู่หลายครั้ง รวมถึงการร้องต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำให้มีพยานยืนยันสอดคล้องตรงกันว่าความเร็วรถของนายวรยุทธไม่ถึง 80 กม./ชม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสายประสิทธิ์ยืนยันว่า เป็นการคำนวณตามหลักการทางวิชาการ โดยวิเคราะห์จากภาพที่เกิดขึ้น ตรวจสอบความเร็วจากหน้าปัดนาฬิกาที่โชว์บนคลิป และใช้สูตรปกติคือ ระยะทางหารด้วยเวลา สมมติฐานที่เกิดขึ้นเป็นการทำตามหลักการ และจะใช้หรือไม่ขึ้นอยู่ดุลพินิจของ กมธ.การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช.
ไม่ต้องใช้นิติวิทยาศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฤชา ในฐานะหนึ่งในอัยการที่มีความเห็นให้ฟ้องนายวรยุทธกล่าวว่า การสั่งคดีดำเนินการในฐานะพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน โดยสั่งฟ้อง 4 ข้อหา ซึ่งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พบการตรวจความเร็วจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งบริเวณที่เกิดเหตุ และความเห็นส่วนตัว นอกจากการคำนวณความเร็วจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่ในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ผู้ช่วยจะสอนน้องๆ เสมอว่า บางครั้งพยานนิติวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็น 100% ถ้าเราวินิจฉัยได้จากพยานวัตถุที่โกหกไม่ได้ หรือบิดเพี้ยนไม่ได้ กรณีนี้ดูกระจกหน้ารถยนต์ของผู้ต้องหาว่าแตกเป็นใยแมงมุมละเอียดเลย ดูความเสียหายของรถและสภาพศพของผู้ตายหลังเกิดเหตุน่าเชื่อว่าขณะเกิดเหตุนายวรยุทธขับรถด้วยความเร็วสูงมาก ซึ่งพยานนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งอาจไม่จำเป็นที่ต้องนำมาใช้ในกรณีนี้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นข้อหายาเสพติด นายฤชากล่าวว่า หลักทำงานเมื่อรับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน เราจะพิจารณาข้อกล่าวหาจากที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี ซึ่งข้อหาโคเคน ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหามา และเมื่อฟังคำชี้แจงพบว่าผลการตรวจร่างกายไม่พบสารโคเคนโดยตรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายฤชาปฏิเสธชี้แจงประเด็นที่ก้าวล่วงดุลพินิจของพนักงานอัยการคนอื่นหลังจากรับสำนวนต่อ เพราะเกรงว่าจะเป็นการทำลายชื่อเสียงองค์กร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวว่า คดีนี้ผิดปกติตั้งแต่เริ่มจนถึงวินาทีนี้ โดยเฉพาะพยานบุคคลที่ไม่เคยมีใครพูดเลยว่าพยานแต่ละคนมีที่มาอย่างไร ทุกคนพูดเพียงแต่คำบอกเล่าของพยานเท่านั้น ทั้งๆ ที่ในทางกฎหมายพยานบอกเล่าไม่สามารถรับฟังได้ ซึ่งอัยการพูดเองว่าอะไรที่เป็นความเห็นส่วนตัวย่อมฟังไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนที่วินิจฉัยทั้งฝ่ายอัยการและตำรวจกลับไม่ออกมาพูดข้อเท็จจริงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากคดีนี้เป็นคดีปกติจริง เหตุใดทั้ง 2 องค์กรจึงไม่นำคนที่วินิจฉัยเรื่องนี้มาชี้แจงต่อสังคม เพราะบุคคลดังกล่าวเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือแต่ละองค์กรกลับให้คนนั้นคนนี้มาอธิบายเหตุผลแทน ดังนั้น สิ่งอัยการกำลังชี้แจงในวันนี้เป็นการให้ความเห็นส่วนตัวใช่หรือไม่ ว่านายเนตรสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ใช้ดุลพินิจอย่างไร เช่นเดียวกับตำรวจที่มาในวันนี้ก็ไม่ใช่ความเห็นโดยตรงของ พ.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจกลับมานั่งอธิบายในสิ่งที่คนอื่นทำ ส่วนคนที่ทำไม่ต้องพูด แบบนี้มันปกติหรือไม่ ซึ่งความผิดปกติเรื่องนี้คือ คนในองค์กรทั้ง 2 องค์กรต่างพร้อมใจกันเอาเกียรติยศขององค์กรมาเสี่ยงเพราะคนเพียง 2 คน ทั้งที่เป็นองค์กรสำคัญ และเป็นหลักค้ำจุนประเทศอยู่&amp;rdquo; นายพีระพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสิระกล่าวว่า ได้ขอมติที่ประชุมให้เชิญนายเนตร, พล.ต.ท.เพิ่มพูน, นายวรยุทธ และนายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความของนายวรยุทธอีกครั้ง หากไม่มาจะใช้พระราชบัญญัติคำสั่งเรียก เพราะได้เชิญมา 2 ครั้งแล้ว พร้อมกันนี้ยังมีมติให้เชิญนายธนิต บัวเขียว ทีมผู้ช่วยนายวรยุทธมา และนายธานี อ่อนละเอียด รวมทั้ง กมธ.กฎหมาย สนช. มาให้ข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) จ.นครราชสีมา นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เดินทางมาสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ประมวลวิธีพิจารณาคดีอาญาเริ่มใช้ตั้งแต่ พ.ศ.2477 ซึ่งการทำงานตามระเบียบดังกล่าวเปรียบเสมือนตราชู ส่วนที่กล่าวกันว่าตราชูเอียง ตรงนี้ไม่ได้อยู่ที่ระบบ เพราะระบบกฎหมายดีอยู่แล้ว แต่ตราชูจะเอียงนั้นอยู่ที่คนชั่งตราชู ตรงนี้จึงต้องไปดูตรงบุคลากรว่าได้สั่งคดีตามกฎหมายและระเบียบถูกต้องโดยชอบหรือไม่
อรรถพลลั่นคดียังไม่จบ
นายอรรถพลกล่าวว่า ตนเองเป็นประธาน ก.อ. เปรียบเสมือนผู้คุมกฎ ซึ่งในสำนวนนี้ประชาชนยังเข้าใจผิดจากคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องตามที่ทราบกันนั้น เป็นคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องหรือไม่ อยากให้ไปดูข่าวที่นำเสนอถึงอัยการสูงสุด แล้วจะทราบว่าคดีนี้ยังไม่จบ เพราะเราไม่มีการแบ่งแยกคนจนคนรวย การร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้งของนายวรยุทธนั้น ร.ต.ต.พงษ์นิวัติ ยุทธภัณฑ์บริภาร อสส.ขณะนั้นได้สั่งให้ยุติการพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของนายวรยุทธแล้ว ดังนั้นต้องถือว่าคำสั่งฟ้องที่สั่งไว้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย คือคำสั่งของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ที่สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นเรื่องที่นายเนตรมากลับความเห็นได้ชี้แจงต่อนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อสส.ปัจจุบัน ว่าหากมีกรณีร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาสู่การพิจารณาของพนักงานอัยการอีก การที่พนักงานอัยการคนใดจะหยิบยกเพื่อพิจารณาให้ความเป็นธรรม โดยสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและมีคำสั่งใดๆ ใหม่ ต้องมีคำสั่งจาก อสส.ก่อนจึงดำเนินการได้ กรณีนี้จึงเป็นกรณีที่ อสส.ได้วินิจฉัยไว้แล้ว และให้ยุติกรณีร้องขอความเป็นธรรม หากพนักงานอัยการผู้ใดหยิบคำร้องขอความเป็นธรรมขึ้นพิจารณาอีก และมีคำสั่งให้ดำเนินการเพิ่มเติมโดยมิได้ขออนุญาตหรือความเห็นชอบต่ออัยการสูงสุด ซึ่งคดีนี้ทราบว่าไม่มีการขอ ขั้นตอนต่อไปหลังออกคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ทำให้คำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวไม่อาจมีผลใช้บังคับ
&amp;ldquo;คำสั่งฟ้องของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ยังมีผลอยู่ นั่นคือตอนนี้อัยการมีคำสั่งฟ้องอยู่ ที่บอกว่าต้องไปรื้อ ไม่ต้องไปรื้อ เพราะคำสั่งฟ้องเดิมยังใช้ได้อยู่ ซึ่งได้ทำหนังสือถึง อสส. ในฐานะประธาน ก.อ. อยากชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า จนหรือรวยติดคุกได้หมด คนรวยติดคุกหลายคนแล้ว บางคนตายในคุกด้วย&amp;rdquo;
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายอรรถพลได้ทำหนังสือบันทึกข้อความถึงนายวงศ์สกุล โดยอธิบายในข้อกฎหมายต่างๆ รวม 6 ข้อในเรื่องดังกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73540</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ-อัยการ, บอส เรดบูล, บอสกระทิงแดง, รยุทธ อยู่วิทยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมายจับยังอยู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2ac6c215ec2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการ-ตำรวจ&#039; แจงปม &#039;บอส อยู่วิทยา&#039; ยังไม่เคลียร์ &#039;ปรเมศร์&#039; ย้ำหลักการทำงานอิสระ ไม่มีใครสั่งได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปมซักฟอก &amp;quot;บอส อยู่วิทยา&amp;quot; ยังไม่เคลียร์ กมธ.กฎหมายฯ เสนอ เรียก ทนายบอส น้องบิ๊กป้อม มาแจง หลังสงสัยเป็นต้นเหตุให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง อดีตผู้กำกับทองหล่อ ย้ำชัดสารเสพติดอยู่ในสำนวน แต่ไม่รู้ไปถึงอัยการกลับหายไป &amp;quot;ปรเมศร์&amp;quot; ตัวแทนอัยการ ขอกลับไปศึกษาสำนวน โดยละเอียด พร้อมกลับมาแจงทุกประเด็น ย้ำหลักการทำงาน อิสระ ไม่มีใครสั่ง &amp;quot;โรม&amp;quot; มั่นใจหลักฐาน ชวเลข สนช.ยังอยู่ครบ &amp;nbsp;พร้อมนัดผู้เกี่ยวข้องนัดประชุมร่วม กมธ. 3 ชุดอีกครั้งในวันที่ 5 ส.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.63 - เมื่อเวลา 13.40 น.ที่ห้องประชุม 307 รัฐสภาฯ มีการประชุมคณะกรรมาธิการการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลังจากอัยการและตำรวจสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ผู้ต้องหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมครั้งนี้มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้เชิญ พล.ต.อ.ชนสิษฐ์ รัตนวรางกูร จเรตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จารวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ชุมพล พุ่มพวง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และอดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจทองหล่อ พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ นายปรเมศร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี&amp;nbsp;ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจากสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เข้ามาตรวจสอบสำนวนคดีนายวรยุทธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเข้ามาชี้แจงครั้งนี้ ไม่เพียงได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ที่เข้ามารายงานสดผ่านเฟซบุ๊คไลฟ์เท่านั้น ยังได้รับความสนใจจาก ผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ อาทิ พ.ต.ต.ชวลิต&amp;nbsp;เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตนักวิทยาศาสตร์(สบ.1) กลุ่มงานตรวจทางเคมีฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานคดีนี้ เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมช่วงแรก นายสิระ ได้เปิดโอกาสให้กรรมาธิการฯซักถามตำรวจถึงมูลเหตุการณ์ไม่ส่งความเห็นแย้ง หลังจากอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ&amp;nbsp;นายรังสิมันต์ โรม คณะกรรมาธิการฯ ได้ถามพุ่งเป้าไปที่ความสงสัย เนื่องจากทราบมาว่า ทางโรงพยาบาลที่ตรวจสารเสพติดรายงานมาว่ามีสารแปลกปลอมในร่างกายถึง 4 ชนิด ทางตำรวจได้สรุปส่งสำนวนตรงนี้ไปให้ทางอัยการหรือไม่ และเหตุใดอัยการถึงเลื่อนสั่งคดีไปถึง 5 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการฯ ถามว่า เหตุใดตำรวจจึงไม่แย้งคำสั่งอัยการที่สั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว และขอให้กรรมาธิการกฎหมายฯใช้อำนาจเรียกคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาให้ข้อมูลต่อกมธ.ว่า เหตุใดจึงส่งหลักฐานให้อัยการดำเนินการรับคำร้องขอความเป็นธรรมจากนายวรยุทธ ทั้งที่กรรมาธิการชุดดังกล่าวไม่มีอำนาจในการสอบหาพยานหลักฐานใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมเดช ไชยศิวามงคล กรรมาธิการฯ จากพรรคเพื่อไทย สอบถามว่า เหตุใดตำรวจจึงกลับคำเรื่องความเร็วรถนายวรยุทธ จาก177กม./ชม. แต่ 6 ปีต่อมาเปลี่ยนเป็น&amp;nbsp;80&amp;nbsp;กม./ชม. ทั้งที่รถเฟอร์รารี่ ถ้าขับด้วยความเร็ว&amp;nbsp;80กม./ชม. จะเบรกได้ทันที เหตุใดกลับมีรอยลากยาวไป&amp;nbsp;160&amp;nbsp;เมตร แสดงว่า มีการบิดเบือนเรื่องความเร็วจริงหรือไม่&amp;nbsp;และคณะกรรมาธิการกฎหมายและการยุติธรรม สนช.&amp;nbsp;มีอำนาจอะไรสั่งการให้อัยการพิจารณาประเด็นที่ทนายนายวรยุทธ ร้องขอความเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ชุมพล ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ กล่าวว่า คดีนี้อยู่ในความสนใจประชาชน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อ 3 ก.ย. 2555 เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ทองหล่อ ได้รับแจ้งเหตุรถชน เป็นเหตุให้นายตำรวจเสียชีวิต พอไปถึงรถคู่กรณีไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ได้พบร่องรอยไปตามถนน จึงได้มีการตามรอยไปถึงบ้านผู้ต้องสงสัย ที่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ขอทำการขอตรวจค้น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในขณะนั้น ได้ทำการไปขอตรวจค้นด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาคนในบ้าน ทราบชื่อในเวลาต่อมา นายสุเวช หอมอุบล พ่อบ้าน ได้ออกมาพบตำรวจ พร้อมกล่าวอ้างว่า เป็นผู้ขับรถไปชนตำรวจจริง ได้นำตัวไปให้พนักงานสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนรายงานกลับมาว่า นายสุเวช ให้การวกวน ไม่ชัดเจน ไม่น่าจะใช่คนขับ อย่างไรก็ดี หน้าบ้านผู้ต้องหา มีป้อมยาม มีสมุดบันทึกเวลาเข้าออกคนในบ้านเอาไว้ เราจึงได้พบหลักฐานว่า ผู้ต้องหาขับรถเฟอร์รารี่ออกไปในเวลาตี 5 กว่า และขับกลับเข้ามาหลังจากเกิดเหตุไม่นาน จึงสันนิษฐานว่า คนขับรถคือ นายวรยุทธ จึงได้แจ้งข้อหานายวรเวช ในข้อหาแจ้งความเท็จ ต่อพนักงานและส่งฟ้องต่อศาลแขวงพระนครใต้ ศาลได้พิพากษาว่ามีความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวลาต่อมา พนักงานสอบสวนได้ขอหมายค้นบ้านผู้ต้องหา ได้พบ รถเฟอร์รารี่ ทะเบียน 1111 มีสภาพร่องรอยลักษณะไปเฉี่ยวชน รวมทั้งคนในบ้านรับสารภาพ นายบอส เป็นคนขับรถชนจริง ได้นำตัวนายบอสไปยังโรงพัก พอไปถึงโรงพัก ได้ให้ผู้ต้องหาเปิดเสื้อให้ดู เพราะรถขณะชน ทำให้&amp;nbsp;air bag&amp;nbsp;แตก เราจึงสันนิษฐานว่า นายบอสเป็นคนขับรถจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายสุเวช ที่เป็นพ่อบ้านนั้น ตำรวจก็ได้สอบถาม เหตุใดถึงยอมรับแทนนายบอส ทำให้ทราบว่า นายสุเวช มีหน้าที่ติดตามนายบอส เวลาออกไปไหนมาไหน เพราะพ่อผู้ต้องหาเห็นว่านายบอส อยู่ต่างประเทศมานาน กลัวมีปัญหายามนายบอสออกไปไหนมาไหน รวมทั้งนายสุเวช ยอมรับว่า เป็นหนี้บุญคุณพ่อของนายบอส ทำให้ออกมารับผิดแทน โดยไม่ได้ปรึกษาใคร เมื่อดูจากช่วงเวลาหลังเกิดเหตุ ที่เราไปถึงบ้านในเวลาที่เร็วมาก ทำให้เชื่อว่า คงไม่ได้มีการเตี๊ยมกันไว้ก่อน ทำให้นายสุเวช ได้ออกมาให้การดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายรังสิมันต์ โรม ยังพยายามสอบถามอีกว่า เหตุใดข้อมูลสารแปลกปลอม ที่เป็นสารเสพติดโคเคน ถึงไม่อยู่ในสำนวนของตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ชุมพล ชี้แจงกลับมาว่า ตนมาในฐานะอดีตผู้บัญชาการสถานีตำรวจทองหล่อ ไม่ได้มาในนามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะตอบในบางประเด็นที่ตอบได้ ประเด็นที่ได้สอบถามในเรื่องสารแปลกปลอมในร่างกายผู้ต้องหานั้น ได้อยู่ในรายงานการตรวจสารแปลกปลอม ได้รายงานผลตรวจอยู่ในสำนวนการสอบสวนครบถ้วน แต่ที่ไม่มีการสั่งฟ้อง เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน ที่ตอนนั้นมีหลายคนและก็มีเหตุผลอยู่ในสำนวน สิ่งที่กรรมาธิการฯสงสัย ปรากฎอยู่ในสำนวนสอบสวนทั้งเรื่องสารแปลกปลอมในร่างกาย ร่องรอยบาดแผลผู้ต้องหา ร่องรอยรถ และความเห็นจากผู้ชำนาญการ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถึงช่วงนี้ ทำให้นายรังสิมันต์โรม ถามกลับมาทันทีว่า ท่านยืนยันใช่หรือไม่ว่า ผลการตรวจสอบที่ทางมหิดลและโรงพยาบาลรามา รายงานมา ได้อยู่ในสำนวนและส่งไปยังอัยการแล้ว ทำให้พล.ต.ต.ชุมพลตอบมาว่า ยืนยัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทัศน์ เงินหมื่น หนึ่งในกรรมาธิการฯ ถามเพิ่มเติมว่า ที่อยากรู้ทำไม อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องคดี และเหตุผลที่ กรรมาธิการกฎหมาย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แจ้งไปยังอัยการ รับฟังได้มากน้อยเพียงไร มีข้อมูลอะไรใหม่ ทำให้ตำรวจไม่โต้แย้งทางคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิระ เจนจาคะ ประธานกรรมาธิการกฎหมาย กล่าวขึ้นมาว่า อัยการเป็นองค์กรอิสระ ทำงานอย่างเป็นอิสระหรือไม่ และถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายใดหรือไม่ เลยทำให้วันนี้ดูเหมือนว่า นายบอสไม่ผิดแต่คนตายผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปรเมศร์ กล่าวว่า หลังจากได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูเรื่องนี้ เพิ่งได้อ่านสำนวน ขอสัปดาห์หน้าในการรวบรวมคำถามจากกรรมาธิการ แล้วจะนำกลับมาชี้แจงทุกประเด็น ขอยืนยันว่า ตั้งแต่เป็นอัยการทำงานมานาน ผู้บังคับบัญชาไม่เคยสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องใคร และไม่เคยรับคำสั่งนักการเมือง เราทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำ เหตุผลที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น ขอเป็นสัปดาห์หน้าจะมาตอบทุกคำถาม ที่ตนได้รับแต่งตั้งจากสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เข้ามาดูเรื่องนี้ ที่เข้ามาดู ไม่ได้ทำเพื่อจะปกป้องใคร แต่จะดูว่าเหตุใดที่ไม่สั่งฟ้องคดีนี้มีเหตุผลอะไรรองรับ ไม่ได้สอบเพื่อจะหาคนผิด แต่สอบเพื่อจะตอบคำถามสังคมที่สงสัยให้ได้ ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ชนสิษฐ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คดีนี้แม้แต่ตนและผบ.ตร.สงสัย ทำไมไม่สั่งฟ้อง วันนี้หน่วยงานต่างๆตั้งคณะกรรมการสอบสวนถึง&amp;nbsp;3 ชุด ขอเวลาในการสอบสวนข้อมูลทั้งหมด แล้วจะมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ในสัปดาห์หน้าพร้อมกับอัยการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;ในฐานะประธานกรรมาธิการ​กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ได้เสนอต่อที่ประชุมว่า อยากให้ กมธ.&amp;nbsp;3 คณะ คือ กรรมาธิการกฎหมายฯ กรรมาธิการศาล องค์กรอิสระ อัยการฯ&amp;nbsp;และกรรมาธิการตำรวจ มาร่วมกันพิจารณาพร้อมกันในวันสัปดาห์หน้า เพื่อจะได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงในคราวเดียว&amp;nbsp;โดยที่ประชุม กมธ.กฎหมาย เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนท้ายนายรังสิมันต์ โรม ยังเสนอให้กรรมาธิการทั้ง 3 คณะ พิจารณาเรื่องนี้ทั้งวันในวันที่&amp;nbsp;5 ส.ค. ตั้งแต่เวลา&amp;nbsp;9.30&amp;nbsp;น.และขอให้กรรมาธิการกฎหมายฯเรียกเอกสารบันทึกการประชุมของ กมธ.กฎหมาย สนช.&amp;nbsp;พร้อมเรียก พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ อดีตประธานกมธ.กฎหมาย สนช.&amp;nbsp;นายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความนายวรยุทธ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด นายฤชา ไกรฤกษ์ รองอธิบดีอัยการ&amp;nbsp;พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตนายตำรวจพิสูจน์หลักฐานคดีดังกล่าว นายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพะจอมเกล้าพระนครเหนือ ผู้ที่ยืนยันรถนายวรยุทธใช้ความเร็ว&amp;nbsp;80กม./ชม. ตลอดจนคณะกรรมการ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;คณะที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี อัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาชี้แจงกับ กมธ. 3 ชุดในวันที่&amp;nbsp;5 ส.ค.ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรังสิมันต์ โรม ในฐานะกรรมาธิการกฎหมาย เปิดเผยภายหลังประชุมถึงภาพรวมในการมาชี้แจงของตำรวจว่า เข้าใจว่าอดีตผู้กำกับสน.ทองหล่อ คงมีความอึดอัดพอสมควร ไม่รู้ว่ามีมือที่มองไม่เห็นมายุ่งเกี่ยวกับคดีนี้หรือไม่ เพราะท่านก็บอกเอง รายงานผลตรวจสารแปลกปลอมได้อยู่ในสำนวนแล้ว ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกต การเรียกบันทึกการประชุมจาก กรรมาธิการกฎหมาย สนช.มาดูนั้น จะยังอยู่ครบถ้วนหรือไม่นั้น ตนมองว่า เป็นการบันทึกชวเลข คำต่อคำ ไม่น่าจะมีประเด็นตามที่สงสัย เพราะไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่ที่ทำการบันทึก อาจติดคุกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72847</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน, ตำรวจ-อัยการ, บอส อยู่วิทยา, ปรเมศร์  อินทรชุมนุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f214b94d75f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54519</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการคดีอาญา-บช.น.-กองปราบฯจัดประชุมใหญ่แก้ปัญหาคดีอาญาล่าช้า จ่อทำ MOU ร่วมกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.63- &amp;nbsp;ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก มีการประชุมบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินคดีอาญาระหว่าง สำนักงานคดีอาญา สำนักงานอัยการสูงสุด, กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบังคับการปราบปราม โดยมีนายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ขึ้นกล่าวเปิดการประชุม ทั้งนี้ มี พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป., พล.ต.ต.พัฒนา เพศยนาวิน ผบก.น.2, พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.4, พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผบก.น.6 และตำรวจพนักงานสอบสวน-พนักงานอัยการเข้าร่วมมากกว่า 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิงห์ชัย เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์การประชุมว่า การดำเนินคดีอาญาสำคัญกับทั้ง 3 หน่วยงาน ทุกภาคส่วนคาดหวังได้ความยุติธรรมจากพนักงานสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ทันยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวหน้า ที่ผ่านมาการทำงานของพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนมีอุปสรรคล่าช้า บางครั้งไม่เป็นไปตามข้อตกลง เกิดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น จึงจัดการประชุมหารือแก้ไขปัญหาความล่าช้าเหล่านี้ที่เกิดขึ้น เพื่อบูรณาการหาทางออกร่วมกัน สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน ให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความรวดเร็วคล่องตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การประชุมหารือวันนี้เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งเป็นการหารือระหว่างบุคลากรของอัยการและตำรวจนครบาลเขตพื้นที่ดำเนินคดีศาลอาญา ซึ่งเป็นเหมือนโครงการนำร่อง เพื่อบูรณาการหาทางออกร่วมกันที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางด้านการสอบสวน การสั่งสำนวน และการดำเนินคดีในชั้นศาลที่จะให้เกิดความรวดเร็วและคล่องตัวขึ้น&amp;rdquo; นายสิงห์ชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาให้ทำเป็นข้อตกลงหรือ MOU ร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงาน นายสิงห์ชัย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ที่เชิญทางตำรวจนครบาลมาวันนี้ เพื่อหารือแก้ไขข้อขัดข้องเกี่ยวกับเรื่องการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งเป็นภารกิจหลักของสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นของประชาชน ในการอำนวยความยุติธรรมให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยมีปัญหาบางประการที่ทำให้เกิดความล่าช้า เราจึงเชิญทางตำรวจนครบาลและกองปราบปราม มาร่วมหารือใน 3 หัวข้อ คือการส่งสำนวน การพิจารณาสั่งสำนวนในชั้นอัยการให้มีความสมบูรณ์ สอบสวนเพิ่มเติมให้น้อยที่สุด และกระบวนการติดตามพยานมาเบิกความในชั้นศาล ซึ่งเราจะหารือกับทางพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ และฝ่ายอัยการ เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหา หลังจากหารือในวันนี้เสร็จแล้วก็จะได้ข้อสรุปซึ่งอาจทำบันทึกข้อตกลงกัน เบื้องต้นระหว่างอัยการสำนักงานคดีอาญา ตำรวจนครบาลและตำรวจกองปราบปราม ซึ่งอาจจะเสนอให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อทำบันทึกข้อตกลงหรือ MOU ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าในการแก้ปัญหาเรื่องการสั่งสำนวน จะมีแนวทางการให้พนักงานอัยการลงพื้นที่ร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนทุกคดี นอกเหนือจากคดีใหญ่ที่ปฏิบัติอยู่หรือไม่ นายสิงห์ชัย กล่าวว่า ปัจจุบันก็มีกฎหมายกำหนดให้ความผิดบางประเภทอัยการเข้าร่วมสอบสวนได้ เช่น ความผิดเกี่ยวกับเด็ก และความผิดนอกราชอาณาจักร ยังไม่ถึงกับร่วมสอบสวนทุกคดี ดังนั้น ในการแก้ปัญหาพนักงานอัยการก็จะประสานกับพนักงานสอบสวน ว่าทำอย่างไรจะให้พยานหลักฐานสมบูรณ์ชัดเจนขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ท.ภัคพงศ์ ระบุว่า ในส่วนของสถานีตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล 1, 2, 4, 6 ที่มีจะมีคดีอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานอัยการคดีอาญา รวมทั้งสิ้น 26 สถานี ซึ่งเป็นสถานีขนาดใหญ่ มีสำนวนคดีจำนวนมาก จึงมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับการจัดทำสำนวนการสอบสวน รวมทั้งการประสานงานการปฏิบัติกับฝ่ายอัยการไปบ้าง ในครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่ทางสำนักงานอัยการสูงสุดจัดการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ ปัญหาสำนวนการสอบสวนที่พนักงานอัยการไม่รับสำนวน การส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมล่าช้า การติดตามพยานบุคคลที่ศาลนัดพิจารณาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงปัญหาการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยตามหมายจับของศาล &amp;nbsp;เช่นการจับกุมตัว พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ จำเลยชั้นศาลฎีกาคดีล้มการประชุมอาเซียน เรื่องนี้ได้มีการหารือกับอัยการ เพื่อแก้อุปสรรคความล่าช้าด้วยหรือไม่ นายสิงห์ชัย กล่าวว่า การติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ คงจะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวว่า ก็เป็นแนวทางปกติอยู่แล้ว สำหรับบุคคลที่มีหมายจับ เราก็ประกาศสืบจับทั่วประเทศ และติดตามจับกุมอยู่แล้ว เมื่อพบตัวก็จะดำเนินคดีตามหมายจับ และหากสื่อมวลชนมีข่าวคราวจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบก็ยินดี อย่างไรก็ดี ในส่วนของตำรวจเราก็เคยทำหนังสือถึงประธานสภาฯ ขออนุญาตที่จะติดตามควบคุมตัว พ.ต.ท.ไวพจน์ ตามหมายจับแล้วหากเดินทางมายังสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าที่ผ่านมาคดีใหญ่ที่เกิดขึ้นมีการตั้งขณะทำงานร่วมกัน เพื่อติดตามประสานงานให้สำนวนสมบูรณ์ยิ่งขึ้นหรือไม่ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวว่า ปกติตำรวจและอัยการก็ประสานงานหารือร่วมกันอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาอาจจะมีความล่าช้าเรื่องธุรการอยู่บ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และถามว่า ทางตำรวจมีประเด็นอะไรจะเสนอทางสำนักงานอัยการ ที่ควรจะปรับจูนการทำงานร่วมกันบ้าง พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ตำรวจก็ได้รับความร่วมมือและคำแนะนำจากพนักงานอัยการอยู่แล้ว แต่เราจะทำให้รวดเร็วขึ้น แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าการทำงานของ 2 หน่วยงานมีปัญหาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าต่อไปแนวทางการสอบสวนและการสั่งคดีร่วมกันของอัยการและตำรวจจะเป็นไปแนวทางเดียวกันหรือไม่พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวว่า ภายหลังที่ได้มีการหารือกันเสร็จสิ้นวันนี้แล้ว เชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54519</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีล่าช้า, ความร่วมมือคดีอาญา, ตำรวจ-อัยการ, พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา, สิงห์ชัย ทนินซ้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1d534540f18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2019 13:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2019 13:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีวราห์&#039;โบ้ยอัยการเงียบก่อนขอตำรวจจับ&#039;แรมโบ้&#039;ตอนเหลืออายุความไม่กี่วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย.62-พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามหณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่ อัยการให้สัมภาษณ์ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน อดีต ผู้สมัคร สส.พรรคพลังประชารัฐ ผู้ต้องหาล้มการประชุมอาเซียนเมื่อปี 2552 ที่พัทยา จ.ชลบุรี หลุดคดีเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถนำตัวนายสุภรณ์ ส่งฟ้องได้ทันจนทำให้คดีขาดอายุความว่า สำนวนรับเลขคดีปี 58 ถึงแม้เหตุจะเกิดเมื่อปี 52 &amp;nbsp;ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งสำนวนไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 กระทั่งเดือนตุลาคม 2560 พนักงานอัยการได้ส่งกลับมาให้สอบเพิ่มเติม จากนั้นพนักงานสอบสวนได้สอบเพิ่มเติมจนเสร็จแล้วส่งให้พนักงานอัยการเมื่อเดือนมกราคม 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเดือนมกราคม 2561 เป็นต้นมาไม่ได้รับคำสั่งจากอัยการอะไรเลย กระทั่งวันที่ &amp;nbsp;3 เมษายน 2562 พนักงานอัยการได้ประสานตำรวจติดตามจับกุมตัวนายสุภรณ์เพื่อส่งฟ้องและได้มีการออกหมายจับในวันที่ 4 เม.ย. และคดีดังกล่าวได้ขาดอายุความในวันที่ 11 เม.ย.62 ส่วนในระยะเวลาที่ล่วงเลยมาหลายปีอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีการฟ้องซ้ำหรือไม่เพราะบางส่วนถูกดำเนินคดีที่กรงุเทพไปแล้วในคดีของการชุมนุม เมื่อรอจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่ซ้ำจึงได้มีการร้องทุกข์เมื่อปี 58 ส่วนที่มองว่าทั้ง 2 หน่วยงานทั้งอัยการและตำรวจไม่มีการประสานกันนั้น ตำรวจยึดตามกฎหมายระเบียบตำรวจ จากการตรวจสอบพบว่ามีการประกาศสืบจับในวันที่ออกหมายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง &amp;nbsp;ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าเจ้าพนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปส่งพนักงานอัยการแล้วพร้อมสำนวนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 เมื่อท่านสั่งให้สอบเพิ่มเราก็ดำเนินการสอบแล้วส่งกลับไปแล้วกระทั่งต้นเดือน เม.ย.62 มีการประสานให้ตำรวจควบคุมตัวนายสุภรณ์ ส่วนระยะที่ออกหมายจับก่อนหมดอายุความเพียง 7 วันนั้นผมพูดไม่ได้ ส่วนคำถามที่ถามว่าในระยะ 7 วันพบว่านายสุภรณ์ยังเดินสายหาเสียงอยู่นั้น ถ้ามีหลักฐานว่าตำรวจคนไหนพบแล้วไม่ดำเนินการจับกุมให้เอาหลักฐานมาให้ผม ยืนยันว่าขั้นตอนของพนักงานสอบสวนทำครบถ้วนตามเหตุตามผลที่ควรจะเป็น ทั้ง 2 หน่วยงานไม่มีความขัดแย้ง ผมไม่กล้าไปขัดแย้งพนักงานสอบสวนไม่กล้าไปขัดแย้งกับอัยการหรอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาอัยการรับไปแล้ว เราทำได้เพียงแต่รอคำสั่งของอัยการเท่านั้น และในคดีนี้อัยการสั่งให้สอบเพิ่มเมื่อเดือน ต.ค.60 และสั่งให้นำตัวผู้ต้องหาไปฟ้องเมื่อเดือน เม.ย.ปี 62 อำนาจตำรวจหมดตั้งแต่ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39599</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีล้มประชุมอาเซียน, ตำรวจ-อัยการ, พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล, แรมโบ้อีสาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190627/image_big_5d1462ea136d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7913</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2018 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2018 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่มีอะไรพิสดาร!&#039;ศรีวราห์&#039;ยันหลักฐานแน่น&#039;เปรมชัย&#039;รอดยาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.61-พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีที่ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบรัทอิตาเลียนไทย เดวิล้อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ตอบคำถามหว่างประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทอิตาเลียนไทย &amp;nbsp;ถึงคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียน หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคดีร่วมกันล่าเสือดำ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวน ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกและยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดว่า ในสำนวนนายเปรมชัย ได้ปฏิเสธไปตั้งแต่ต้นแล้ว ทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่ ใน ป.วิอาญา คำให้การผู้ต้องหาเขาไม่ให้รับฟังอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;จะรับสารภาพหรือปฏิเสธกฎหมายไม่รับฟัง เราฟ้องไปตามหลักฐานมีความเห็นไปตามหลักฐานที่มีอยู่ โดยในสำนวนระบุว่าร่วมกันล่าสัตว์ อย่าลืมว่าในที่เกิดเหตุไม่มีกลุ่มอื่นมีแต่กลุ่มนายเปรมชัย จะหาพยานที่ไหนนอกจากพยานวัตถุและพยานเอกสารที่มี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่สังคมกำลังสงสัยว่านายเปรมชัยจะหลุดคดี ผมว่าอย่าไปคิดแทนศาลหรืออัยการเลย ตำรวจยังมั่นใจ 100 % เพราะแม้แต่พนักงานอัยการภาค 7 ก็มีความเห็นฟ้อง ร่วมกันล่าสัตว์ ร่วมกันครอบครองมีอาวุธปืน พกพาอาวุธปืน ไม่เห็นมีอะไรพิสดาร โทษเกิน 5 ปี ต้องมีพยานมานำสืบจนกว่าจะสิ้นสงสัย ในคดีนี้มีพยานหลักฐานชัดเจนตั้งแต่อาวุธที่ใช้ ดีเอ็นเอ ร่องรอยการยิง อาวุธมีด เนื้อที่ปรุง &amp;nbsp;ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่คำรับหรือคำปฏิเสธ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง ผบ.ตร.เปิดเผยต่อว่า ความเห็นแย้งที่ส่งไปยังอัยการสูงสุด ยังไม่ได้รับรายงานกลับมา เบื้องต้นทราบว่าคณะกรรมการความเห็นแย้งกำลังพิจารณายังไม่เสร็จสิ้น และยังไม่มีคำสั่งให้กลับมาสอบเพิ่มเติมแต่อย่างใด ถ้าอัยการไม่เห็นด้วยกับคำสั่งเห็นแย้งก็ถือเป็นที่สุด สิ้นสุดกระบวนการเห็นแย้งขึ้นอยู่กับท่านอัยการสูงสุดจะพิจารณา ส่วนสำนวคดีติดสินบนขณะนี้อยู่ที่อัยการทุจริต ยังไม่มีคำสั่งใดๆให้สอบเพิ่มเติม .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7913</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเสือดำ, ตำรวจ-อัยการ, พล.ต.อ.ศรีราห์ รังสิพรามหณกุล, รองผบ.ตร., ศรีวราห์, หลักฐานวิทยาศาสตร์, เปรมชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e365979dc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจฟังไว้!อัยการภาค7แถลงไม่สบายใจมีคนให้สัมภาษณ์รายละเอียดสำนวนคดีเสือดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.61- &amp;nbsp;ที่สภ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย นายประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.) , นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ รองเลขานุการ อสส. และรองโฆษกสำนักงาน อสส. , นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 , นายสมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 7 และนายทนง ตะภา อัยการจังหวัดทองผาภูมิ ร่วมตรวจสำนวนเร่งรัดการดำเนินคดีกับนายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก พร้อมส่งสำนวนให้พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารแถลงข่าว ระบุว่า ตามที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จับกุม นายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก พร้อมด้วยของกลางที่ยึดได้ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ ดำเนินคดี ในความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เหตุเกิดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2561 เวลากลางวันและกลางคืน ต่อเนื่องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ตามคดีอาญา เลขที่ 26/2561 ยึดทรัพย์ของกลางไว้เลขที่ 12/2561 ลงวันที่ 6 ก.พ.2561 และได้มีการรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 แถลงข่าาวว่า เนื่องจากคดีนี้สื่อให้ความสนใจ และเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง ได้เรียนอัยการสูงสุด ไปว่าได้ตั้งคณะทำงาน จะทำคดีให้ดีที่สุด &amp;nbsp;ให้ประชาชนเชื่อมั่น &amp;nbsp;เชื่อถือในองค์กรอัยการ &amp;nbsp;คดีนี้บางท่านไม่รู้อะไรไปออกทีวีว่าอัยการจะดองสำนวน &amp;nbsp;ขอเรียกว่า นโยบายของสำนักงานอับการสูงสุดทุดสมัย ให้เร่งรัดคดี &amp;nbsp;และรัฐธรรมนูญเองก็ระบุว่าการอำนวยความยุติธรรมต้องไม่ล่าช้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เร็วหรือช้าอยู่ที่เนื้อหาในสำนวนการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนรวมรวมมา ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าต้องสั่งสอบส่วนเพิ่มเติมหรือไม่ &amp;nbsp;หรือสั่งฟ้องได้เลย ถ้าสั่งสอบสวนเพิ่มเติมจะล่าช้าหรือไม่อยู่ที่พนักงานสอบสวน &amp;nbsp;แต่เราจะเร่งรัดทุกๆ 7 วัน เพราะพนักงานอัยการไม่สามารถลงไปสอบสวนคดีเองได้ เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวน &amp;nbsp;จึงอยู่ที่ตำรวจว่ารเขาทำให้เราได้รวดเร็วแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องนี้ได้รับความสนใจ องค์ภาคเอกชนที่เกี่ยวกับสัตว์ป่าเขาให้ความสนใจ มีข่าวไปถึงต่างประเทศแล้ว พนักงานสอบสวนคงให้ความร่วมมือกับพนักงานอัยการ ในการเร่งรัดคดี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสมศรียังกล่าวว่า บางครั้งพนักงานอัยการไม่สบายใจ การให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสำนวนการสอบสวน คือพนักงานอัยการเองเป็นผู้พิจารณา สิ่งที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา &amp;nbsp;สำนวนการสอบสวนรายละเอียดต่างๆไม่ควรเปิดเผย เพราะจะเป็นประเด็นให้อีกฝ่ายนำไปเป็นข้อต่อสู้ &amp;nbsp;หลักๆแล้วรายละเอียดในสำนวนเขาจะไม่พูดกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่ได้หมายความปล่อยให้อึมครึม แต่ทางทีมโฆษกจะแถลงเป็นระยะๆ &amp;nbsp;ถ้าสำนวนการสอบสวนสมบูรณ์ &amp;nbsp;ไม่ช้าแน่นอน ขอให้สบายใจได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกังวลเรื่องคดีจะล่าช้านั้น &amp;nbsp; อธิบดีอัยการภาค 7 บอกกับสื่อมวลชนว่า &amp;nbsp;ไม่ต้องกลัวพวกพี่อ่านเร็ว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำคดีชูวิทย์ มากกว่านี้อีก สำนวนผู้ต้องหา 200 กว่าคน พยาน 200 กว่าคน &amp;nbsp; แต่คดีนี้สำนวนน้อยกว่ามาก ยังตกใจเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายตระกูล วินิจนัยภาค &amp;nbsp;อดีตอัยการสูงสุด &amp;nbsp;โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้ฟังท่านอธิบดีอัยการภาค ๗ (นางสมศรี วัฒนไพศาล) และคณะทำงานฯ..แถลงข่าวแล้ว..สบายใจขึ้นครับ เรียบง่าย ตรงไปตรงมาสมกับเป็น &amp;quot;อัยการแผ่นดิน&amp;quot; ...ที่จะทำ &amp;quot;ความจริง&amp;quot; ให้ปรากฏ!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล. (๑) ....โดยเฉพาะท่านอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา ๒ ภาค ๗ (นายสมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์...หัวหน้าคณะทำงานฯ) โดยส่วนตัวแล้ว..ผมมีความเชื่อมั่นในตัวท่านมาก...ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล. (๒) ...ยิ่งเห็นท่านผู้ช่วยเลขานุการอัยการสูงสุด (ท่านทรัมพ์ ชาลีจันทร์) นั่งร่วมอยู่ด้วยฯ ยิ่ง Happy...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4871</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเปรมชัย, ตำรวจ-อัยการ, พล.ต.อ.ศรีราห์ รังสิพรามหณกุล, สภ.ทองผาภูมิ, สมศรี วัฒนไพศาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa776b50ba62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
