<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>8134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัดคสช.ซื้อเวลาปฏิรูปตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วงเสวนาชำแหละปฏิรูปตำรวจยุคมีชัย &amp;nbsp;&amp;ldquo;อดีต ส.ส.ปชป.&amp;rdquo; อัดหนัก ประชาชนแสนเอือมยุค คสช.ซื้อเวลาปฏิรูปสีกากี ส่งผลกระทบตำรวจทำงานดีไม่มีเส้นไม่มีตั๋วนายโดนข้ามหัว &amp;ldquo;อุปนายกฯ ทนาย&amp;rdquo; &amp;nbsp;แนะกระจายอำนาจสอบสวนบางเรื่องให้ข้าราชการ &amp;ldquo;วิรุตม์&amp;rdquo; หนุนโมเดลให้แต่ละสถานีมีหัวหน้าพนักงานสอบสวน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดงานเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;ปฏิรูปตำรวจอย่างไร จึงจะตอบโจทย์ประชาชน&amp;rdquo; โดยมี น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์, นายทัศนัย ไชยแขวง อุปนายกฯ สมาคมทนายความ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ ร่วมเวที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดากล่าวว่า ที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพยายามปฏิรูปตำรวจถึง 4 คณะ แต่ยังคงไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด ขณะที่ปัจจุบันตำรวจชั้นสัญญาบัตรบางคนมีฝีมือดี แต่ไม่สามารถเลื่อนขั้นได้ เนื่องจากไม่มีตั๋ว ไม่มีเส้น เพราะเรื่องการเลื่อนขั้นเป็นเรื่องของศูนย์กลางอำนาจที่ สตช. ส่งผลให้มีตำรวจชั้นสัญญาบัตรบางส่วนที่ตัดสินใจลาออกไป &amp;nbsp;ขณะที่การทำงานของ สตช. มีแต่ความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ จำนวนคดีและความหลากหลายของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ทั้งระดับประเทศ ซึ่งการปฏิรูปต้องนำไปสู่สิ่งที่ประชาชนต้องการ พร้อมกับการที่ สตช.ต้องพร้อมรับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดาย้ำว่า กรณีผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศ ซึ่งการที่ผู้หญิงเหล่านี้ต้องเดินทางไปให้ปากคำที่ต้องพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ชาย ซึ่งยังคงขาดความเข้าใจวิธีการที่ปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ทำให้เขาเหล่านี้รู้สึกห่างไกลจากกระบวนการยุติธรรมมากยิ่งกว่าเดิม ซึ่งขณะนี้ในสถานีตำรวจกว่า 1,000 แห่ง แต่มีพนักงานสอบสวนเพศหญิงเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้น ซึ่งยังถือว่าขาดอยู่อีกมาก ขณะที่การดูแลเหยื่อและเด็กยังคงไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากเป็นไปได้ ควรมีหน่วยงานพิเศษที่มาดูแลผู้ได้รับผลกระทบคดีเหล่านี้โดยเฉพาะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การปฏิรูป ต้องเป็นเรื่องที่ สตช.ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ โดยต้องยกเครื่องระบบใหม่ทั้งหมด แต่ขณะนี้เรายังไม่เห็นภาพ หรือมันอาจอยู่ในเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่ง แต่จนถึงขณะนี้ประชาชนก็ยังไม่ทราบถึงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด สิ่งหลักๆ ที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือการกระจายอำนาจ เพื่อไม่ให้อำนาจกระจุกที่ ผบ.ตร.หรือคนใกล้ตัว ข้อมูลส่วนมากที่ประชาชนเสนอมาคือการกระจายอำนาจไปสู่สถานีตำรวจภูธร และสถานีตำรวจนครบาลมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเลื่อนขั้น แต่งตั้ง โยกย้าย โดยมีคณะกรรมการส่วนกลางคอยควบคุมดูแล เช่นเดียวกับงานสอบสวนที่ต้องเป็นอิสระ รวมทั้งการกระจายงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของ สตช.ไปให้หน่วยงานอื่น ขณะนี้ประชาชนต่างรู้สึกผิดหวังกับกระบวนการที่ไม่มีความก้าวหน้า จึงอยากให้มีการปฏิรูปเสียที ในเมื่อท่านผู้มีอำนาจในรัฐบาลสามารถทำได้ หากตั้งใจจะปฏิรูปอย่างแท้จริง&amp;rdquo; อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายทัศนัยกล่าวว่า การกระจายอำนาจนั้น ตำรวจเองต้องเป็นผู้รักษากฎหมายหลากหลายฉบับโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ซึ่งบางกรณี พนักงานสอบไม่ได้มีความชำนาญกฎหมายครอบคลุมทุกฉบับ เท่ากับหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงควรมีการกระจายอำนาจรักษากฎหมายไปให้หน่วยงานอื่นของรัฐ อาทิ เจ้าหน้าที่เทศกิจของ กทม. โดยคืนอำนาจการสอบสวนให้กับ กทม.ในบางส่วน เป็นการลดขนาดกรอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ ขณะที่โครงสร้างการสอบสวนที่ยังเป็นข้อสงสัยของสังคมว่า สรุปแล้วมันมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งตนมองว่าระบบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงระบบการสอบสวนได้ แต่ต้องมีการมองอย่างรอบด้าน เนื่องจากประเทศไทยใช้ระบบการสอบสวนแบบนี้มาอย่างยาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีกระแสบอกว่าพนักงานสอบสวนใช้อำนาจมากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งการให้อำนาจมากไปอาจกระทบสิทธิของผู้ต้องหา แต่หากลดทอนอำนาจมากไป อาจเป็นการเพิ่มสิทธิให้ผู้เสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องมีการมองอย่างรอบด้าน เช่นเดียวกับการป้องกัน กรณีเจ้าหน้าที่อำนาจลุแก่อำนาจ โดยเฉพาะการให้สิทธิที่ผู้ต้องหาต้องเข้าถึงทนายความอย่างรวดเร็ว การอนุญาตให้ครอบครัวของเขาสามารถเข้าถึงตัวได้ ซึ่งบางกรณีผู้ต้องหาเองไม่ได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวว่า การจะปฏิรูปตำรวจสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าจะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ แม้ที่ผ่านมาจะมีการพยายาม เดินหน้าปรับระบบการสอบสวนให้เป็นอิสระ และพนักงานอัยการมีอำนาจควบคุมการสอบสวนได้ ซึ่งตนมองว่าหากทำสองกรณีนี้สำเร็จ การปฏิรูปตำรวจถือว่าสำเร็จไปแล้ว กว่าร้อยละ 80% อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ก็ยังคงไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด ขณะที่งานสอบสวนปัจจุบันขาดการตรวจสอบจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง ทำให้ระบบการสอบสวนมีปัญหาเชิงระบบ ขณะที่ ป.วิอาญา เขียนโดยให้อำนาจแก่ตำรวจ โดยอัยการดูรูปคดีผ่านเอกสารเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จึงเสนอว่า พนักงานควรมีอำนาจควบคุมและตรวจสอบการสอบสวนได้ โดยไม่ต้องมีส่วนร่วมในการสอบสวนแต่อย่างใด ซึ่งตามหลักการแล้วคือการตรวจสอบเฉพาะคดีสำคัญที่โทษเกิน 5 ปีขึ้นไป หรือ คดีที่มีการร้องเรียน โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นผู้ลงพื้นที่ดูที่เกิดเหตุจริง อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือ มีคนในคณะกรรมการปฏิรูปฯ บางรายที่พยายามบิดหลักการที่ควรจะเกิดขึ้นให้ผิดเพี้ยนจากเดิม ส่งผลให้สังคมเกิดความสับสน แล้วให้เหตุผลว่า หากมีการปฏิรูปบางส่วนเกิดขึ้นจริง อาจมีผลเสียมากกว่าผลดี&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุมต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตรอง ผบก.จเรตำรวจกล่าวอีกว่า คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้แล้ว ข้าราชการ อาทิ กรมศุลกากร กรมสรรพากร หรือเจ้าหน้าที่เทศกิจ ที่มีอำนาจจับกุม แต่ไม่มีอำนาจสอบสวน ซึ่งควรมีการโอนอำนาจการสอบสวนไปให้หน่วยงานเหล่านี้ด้วย โดยไม่ได้เป็นการตัดอำนาจการสอบสวนของตำรวจลง เพียงแต่ตำรวจอาจเลือกสอบสวนเฉพาะคดีใหญ่ โดยเดินหน้าคู่ขนานไปกับหน่วยงานเหล่านี้ได้ เนื่องจากพวกเขามีความเข้าใจกฎหมายของหน่วยงานตนเองมากกว่าตำรวจ ส่งผลให้การบริหารของกระทรวงทบวงกรมเหล่านี้ล้มเหลว เนื่องจากสุดท้ายการสอบสวนต้องขึ้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่นเดียวกับคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจล่าสุดที่ตั้งขึ้นมา แต่เมื่อผมเห็นรายชื่อกรรมการทั้งหมด ก็เชื่อแล้วว่าคงทำไม่สำเร็จ แต่เมื่อฟังคำแถลงจากนายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ กรณีการกำหนดให้แต่ละสถานีมีหัวหน้าพนักงานสอบสวน และการให้อัยการเข้ามามีส่วนควบคุมการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ก็ทำให้พอมีความหวังขึ้นมาบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตรอง ผบก.จเรตำรวจกล่าวอีกว่า งานสอบสวนปัจจุบันขาดการตรวจสอบจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง ทำให้ระบบการสอบสวนมีปัญหาเชิงระบบ ขณะที่ &amp;nbsp;ป.วิอาญาเขียนโดยให้อำนาจแก่ตำรวจ โดยอัยการดูรูปคดีผ่านเอกสารเท่านั้น เราจึงเสนอว่า พนักงานควรมีอำนาจควบคุมและตรวจสอบการสอบสวนได้ โดยไม่ต้องมีส่วนร่วมในการสอบสวนแต่อย่างใด ซึ่งตามหลักการแล้วคือการตรวจสอบเฉพาะคดีสำคัญที่โทษเกิน 5 ปีขึ้นไป หรือคดีที่มีการร้องเรียน โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นผู้ลงพื้นที่ดูที่เกิดเหตุจริง อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือ มีคนในคณะกรรมการปฏิรูปฯ บางรายที่พยายามบิดหลักการที่ควรจะเกิดขึ้นให้ผิดเพี้ยนจากเดิม ส่งผลให้สังคมเกิดความสับสน แล้วให้เหตุผลว่า หากมีการปฏิรูปบางส่วนเกิดขึ้นจริง อาจมีผลเสียมากกว่าผลดี แต่มองว่าคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้แล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8134</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., งานสอบสวนที่ต้องเป็นอิสระ, ตำรวจชั้นสัญญาบัตร, น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, ปฏิรูปตำรวจยุคมีชัย, วิธีการที่ปฏิบัติต่อผู้เสียหาย, สตช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5d1e892c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
