<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกสมาคมมัคคุเทศก์ ร้อง ผบ.ตร. สอบตำรวจท่องเที่ยวกระบี่จับไกด์โดยมิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.64 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายทิพากร&amp;nbsp;จันทร์แถม นายกสมาคมมัคคุเทศก์ไทย หรือ สมท.ได้ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร.) เพื่อขอให้ตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่และการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่เป็นธรรมของตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ต่อมัคคุเทศก์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทิพากร กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่&amp;nbsp;16&amp;nbsp;มีนาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นายภูมิเอก&amp;nbsp;ซับนุพงศ์&amp;nbsp;ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์อื่นได้นำนักท่องเที่ยวชาวไทย 41&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;เข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลแหลมสัก ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษตามประกาศของคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์&amp;nbsp;ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์&amp;nbsp;และในมาตรา&amp;nbsp;51&amp;nbsp;วรรค&amp;nbsp;2 กำหนดไว้ว่าในกรณีที่ในพื้นที่พิเศษมีมัคคุเทศก์ตามวรรค&amp;nbsp;1 (คือมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มาตรา&amp;nbsp;51&amp;nbsp;กำหนดไว้)&amp;nbsp;ปฏิบัติหน้าที่อยู่&amp;nbsp;ห้ามมัคคุเทศก์อื่น&amp;nbsp;(คือมัคคุเทศก์ที่นำนักท่องเที่ยวเข้าไปในชุมชน)&amp;nbsp;ปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทางบริษัทได้ทำการติดต่อกับผู้แทนชุมชนไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว เพื่อขอใช้บริการมัคคุเทศก์ในท้องถิ่น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา&amp;nbsp;51&amp;nbsp;วรรค 2&amp;nbsp;ดังกล่าว&amp;nbsp;แต่ทางชุมชนแหลมสักแจ้งว่า&amp;nbsp;จะต้องใช้บริการท่องเที่ยวเหมารวมเท่านั้นราคาท่านละ&amp;nbsp;900&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ทางบริษัทไม่เห็นด้วย&amp;nbsp;จึงไม่ตกลงตามที่ชุมชนต้องการและแจ้งว่าต้องการเพียงมัคคุเทศก์&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คนเท่านั้น&amp;nbsp;มาดูแลคณะท่องเที่ยวตามที่กฎหมายกำหนด&amp;nbsp;ทางชุมชนก็แจ้งกลับมาอีกว่าถ้าไม่ใช้บริการแบบเหมารวมหัวละ&amp;nbsp;900&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ก็จะไม่ให้มัคคุเทศก์มาบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อทางชุมชนแหลมสัก ไม่ส่งมัคคุเทศก์มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด&amp;nbsp;ก็ถือว่าในพื้นที่นั้นไม่มีมัคคุเทศก์ปฏิบัติหน้าที่อยู่&amp;nbsp;มัคคุเทศก์อื่นจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ไปได้ตามปกติ&amp;nbsp;โดยไม่สามารถนำมาตรา&amp;nbsp;51&amp;nbsp;วรรค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มาบังคับใช้ได้&amp;nbsp;แต่ตำรวจท่องเที่ยวกลับเข้าทำการจับกุม นายภูมิเอก&amp;nbsp;ซับนุพงศ์&amp;nbsp;มัคคุเทศก์ที่นำนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวยังชุมชนแห่งนั้นด้วยข้อหาฝ่าฝืนมาตรา&amp;nbsp;51&amp;nbsp;วรรค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่อยู่&amp;nbsp;โดยเปรียบเทียบเสียค่าปรับคนละ&amp;nbsp;1,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;มัคคุเทศก์จึงต้องจำยอมเสียค่าปรับไปก่อนเพราะยังมีนักท่องเที่ยวที่จะต้องดูแลรออยู่ และตำรวจท่องเที่ยวอ้างว่าจับกุมมัคคุเทศก์นั้นถูกต้องตามกฎหมายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทิพากร กล่าวอีกว่า ตนได้ทำหนังสือร้องเรียนถึง ผบ.ตร.เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบการทำงานของตำรวจท่องเที่ยว ส่วนการอ้างตามมาตรา&amp;nbsp;51&amp;nbsp;วรรค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เมื่อมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่อยู่จึงห้ามมัคคุเทศก์อื่นปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp;แต่ถ้ามัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีในพื้นที่&amp;nbsp;ไม่มาปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp;ถ้ามัคคุเทศก์อื่นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา&amp;nbsp;51&amp;nbsp;หรือไม่ หากถือว่าผิด มัคคุเทศก์ท้องถิ่นไม่มาปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp;มัคคุเทศก์อื่นก็ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้&amp;nbsp;แล้วจะใช้มัคคุเทศก์จากที่ใดมาปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่นั้น จึงขอความกรุณาเพื่อขอให้มีการประชุมร่วม&amp;nbsp;ระหว่างผู้แทนตำรวจท่องเที่ยว&amp;nbsp;และฝ่ายมัคคุเทศก์&amp;nbsp;เพื่อหาข้อยุติที่ชัดเจนร่วมกัน&amp;nbsp;โดยมิต้องตำเรื่องขึ้นไปสู้ระดับที่สูงขึ้นไป เนื่องจากเห็นว่าปัญหานี้&amp;nbsp;จะต้องเกิดกับชุมชนในพื้นที่พิเศษทั้ง&amp;nbsp;26&amp;nbsp;แห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp;ถ้ายังไม่มีความชัดเจน&amp;nbsp;เกรงว่าจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันไม่จบสิ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117992</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจท่องเที่ยว, ตำรวจท่องเที่ยวกระบี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_6151732423095.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจท่องเที่ยวรวบแก๊งค์ &#039;3 ก.&#039; หลอกเช่ารถแล้วนำไปจำนำ   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 12 ก.ย.2564 ที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 (กก.1 บก.ทท.2 ขอนแก่น) พ.ต.อ.ชุมพล &amp;nbsp;พิศลย์กุลพันธ์ ผกก. 1 บก.ทท. 2 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ &amp;nbsp;ธนกิจไพโรจน์ รอง ผกก.1 บก.ทท. 2 และ พ.ต.ท.วโรดม &amp;nbsp;ใบเรือ สว.กก.1 บก.ทท.2 นำกำลังเจ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.2 เข้าทำการจับกุม น.ส.ภัชนิดา หรือ ก้อย อายุ 39 ปี (เจ้าตัวไม่ขอเปิดเผบชื่อและนามสกุล) น.ส.มยุรี &amp;nbsp;หรือกิ๊ก อายุ 34 ปี (เจ้าตัวไม่ขอเปิดเผยชื่้อและนามสกุล) ปละ น.ส.ปัญจรัตน์ หรือ ไก่ อายุ 49 ปี (เจ้าตัวไม่ขอเปิดเผยชื่อและนามสกุล) หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมตัวได้ขณะนี้หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่อยู่ในเขต จ.อุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พ.ต.ท.วโรดม ใบเรือ สว.กก.1 บก.ทท.2 กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในแก๊งค์ 3 ก. อยู่ในระหว่างการติดตามจับกุมของทางเจ้าหน้าที่ในหลายท้องที่ เนื่องจากทุกคนมีหมายจับเป็นจำนวนมาก โดยที่ น.ส.ก้อย มีหมายจับ ของศาล จ.กาฬสินธุ์ 4 หมายจับ จ.ขอนแก่น 3 หมายจับ,น.ส.กิ๊ก มีหมายจับ ของศาล จ.ขอนแก่น 3 หมายจับและ น.ส.ไก่ มีหมายจับของศาล จ.อุดรธานี 1 หมายจับในฐานความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ,พรบ.บัตรประชาชน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและฉ้อโกง ทั้งนี้การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รับการร้องเรียนจากผู้ให้บริการรถเช่าที่สนามบินขอนแก่นและอุดรธานี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น ว่าถูกคนร้ายทำเป็นขบวนการด้วยการขอเช่ารถและไม่สามารถติดตามรถกลับคืนมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; &amp;nbsp;ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวได้รับแจ้งจากผู้ให้บริการรถเช่ามาเมื่อเดือน ก.ย.2560 หลังพบว่ามีคนร้าย ใช้บัตรประชาชนของผู้อื่นทำสัญญาเช่ารถจากผู้ประกอบการให้เช่ารถที่สนามบินขอนแก่นและสนามบินอุดรธานี &amp;nbsp;จากนั้นเริ่มจ่ายเงินไม่ตรงเวลาและไม่ยอมนำรถมาคืนตามสัญญการเช่นรถ &amp;nbsp;เมื่อทวงถามเริ่มบ่ายเบี่ยง ผลัดวันเวลา จนกระทั่งไม่นำรถมาส่งคืนและไม่สามารถที่จะติดต่อได้อีก ซึ่งเมื่อผู้เสียหายซึ่งเป็นบริษัทรถเช่า รวมทั้งเจ้าหน้าที่เมื่อไปติดตามที่อยู่ตามบัตรประชาชนที่ให้ไว้ พบว่าเจ้าของบัตรประชาชนไม่รู้เรื่องการเช่ารถยนต์ดังกล่าว และคนร้ายยังคงหยามใจก่อเหตุในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.วโรดม กล่าวต่ออีกว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวภาคอีสาน จึงได้กำหนดแนวทางการสืบสวนสอบสวนจนกระทั่งสืบทราบว่ากลุ่มขบวนการดังกล่าวนี้นั้นกำลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามจับกุมตัวอยู่ จึงแกะรอยคนร้ายและติดตามจนทราบว่ารถยนต์ของผู้เสียหาย ถูกคนร้ายนำไปจำนำหรือขายต่อ ในพื้นที่ จ.ขอนแก่นและ จ.กาฬสินธุ์ &amp;nbsp;ขณะทีผู้เสียหายได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการส่งมอบข้อมูลต่างๆตั้งแต่ขั้นตอนการเช่ารถ การติดตามจนกระทั่งครั้งล่าสุดไม่สามารถที่จะติดตามคนเช่าและรถได้ &amp;nbsp;ทำให้การสืบสวนสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรัดกุมและละเอียดในทุกขั้นตอน จนกระทั่งมีผู้เสียหาย 2 รายล่าสุด ชาว จ.อุดรธานี ที่เปิดให้บริการรถเช่าที่สนามบินอุดรธานี ถูกกลุ่มผู้ต้องหาเช่ารถยนต์ไปแล้วไม่นำรถยนต์ส่งคืนเมื่อครบสัญญาเช่าแล้ว ติดต่อไม่ได้ พยายามติดตามรถคืน จนพบว่าถูกนำไปจำนำ จึงได้นำเงินไปไถ่รถยนต์คืนมา ขณะที่อีกรายถูก น.ส.ไก่ เช่ารถแล้วเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ไม่นำรถมาคืนและมีการนำรถไปจำนำกับนายทุนที่ จ.กาฬสินธุ์ จึงทำให้การสอบสวนรัดกุมและชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงได้ขออนุมัติจากศาลขอหมายจับตัวได้ยกแก๊งค์ขณะหลบซ่อนตัวที่ จ.อุดรธานี อย่างไรก็ตามจากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้เสียหายทยอยมาชี้ตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116425</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจท่องเที่ยว, แก๊งค์ &#039;3 ก.&#039;</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613d84aa8c43a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปลิศท่องเที่ยวตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติด ยึดยาบ้า 7 หมื่นเม็ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.64 - พล.ต.ต.รณกร ฤทธิรงค์ ผบก.ทท.2 สั่งการให้พ.ต.อ.ชุมพล พิศลย์กุลพันธ์ ผกก.1บก.ทท.2 พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ ธนะกิจไพโรจน์ พ.ต.ท.เชณ ภูโอบ รอง ผกก.1บก.ทท.2 พ.ต.ท.วโรดม ใบเรือ สว.กก.1บก.ทท.2&amp;nbsp;นำกำลังจับกุมเครือข่ายยาเสพติด ประกอบไปด้วยจับนายวีระศักดิ์ อายุ 34 ปี,น.ส.สุนันท์ อายุ 25 ปี ,น.ส.นัชชา อายุ 26 ปี,นายวัชระ อายุ 32ปี นายวินัย อายุ 36 ปี นายอำนาจ อายุ 41ปี และนายนายสิติศักดิ์ อายุ26 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 71,170 เม็ด,อาวุธปืนรวม 4 กระบอกกระสุนขนาดต่างๆรวม 37 นัด รถยนต์ 5 คัน รถจยย.7 คัน สมุดบัญชีธนาคารจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางชุดสืบสวนได้ปลอมตัวเป็นพระได้จับกุม นางม้วน (สงวนนามสกุล) พร้อมยาบ้า 60 เม็ดได้เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจับกุมได้ให้การซักทอดว่าได้ติดต่อซื้อขายยาเสพติด จากกลุ่มผู้ต้องหาซึ่งเป็นเครือข่ายยาเสพติด จากภาคเหนือและเขตพื้นที่เพื่อนบ้าน ชุดสืบสวนได้ขยายผล จนได้พยานหลักฐานจึงขอศาลจังหวัดอุดรธานี เข้าค้นบ้านเครือข่ายยาเสพติด ,บุคคลตามหมายจับคดียาเสพติด และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี จำนวน 3 จุด จนสามารถจับกุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ใน ความครอบครอง เพื่อจาหน่ายโดยผิดกฎหมาย, ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ใน ความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ก่อนนำตัวส่ง สภ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110451</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดอุดรธานี, ตำรวจท่องเที่ยว, ยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f69d4a9aabe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ทท.เจ๋งปลอมตัวเป็นพระรวบผู้ต้องหาฆ่าคนตายหนีคดีนาน10ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.64-พ.ต.อ.ชุมพล&amp;nbsp; พิศลย์กุลพันธ์ ผกก.1 บก.ทท.2 (ขอนแก่น) พร้อมด้วย พ.ต.ศักดิ์สิทธิ์&amp;nbsp; ธนกิจไพโรจน์ รอง ผกก.1 บก.ทท.2 และ พ.ต.ท.วโรดม&amp;nbsp; ใบเรือ สว.กก.1 บก.ทท.2&amp;nbsp; นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว เข้าทำการจับกุมตัวนายสนธ์&amp;nbsp; อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล จ.สว่างแดนดิน ที่ 39/2554&amp;nbsp; ลงวันที่ 21 ก.ย.2554 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตน โดยไตร่ตรองไว้ก่อน หน่วยเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดๆ โดยให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย&amp;nbsp; ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมไม่มีเลขที่ ภายในสวยยางพารา&amp;nbsp; อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี ก่อนทำการควบคุมตัวมาทำการสอบสวนที่ สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.วโรดม&amp;nbsp; กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา โดยที่ได้ร่วมกันกับพวกรวม 4 คน ก่อเหตุฆ่าคนตายและนำศพไปทิ้งไว้ที่บริเวณเขื่อนน้ำอูน&amp;nbsp; อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร&amp;nbsp; เมื่อปี 2554 หลังก่อเหตุผู้ต้องหาทั้งหมดต่างคนต่างแยกย้ายกันหลบหนี โดยที่นายสนธ์ ได้หลบหนีไปทำงานที่ภาคใต้นานกว่า 10 ปี&amp;nbsp; โดยในช่วงของการหลบหนีนั้นระมัดระวังตัวตลอดเวลาโดยไม่มีการติดต่อใครใดๆทั้งสิ้น เว้นแต่คนในครอบครัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมและลงพื้นที่หาข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ขนกระทั่งทราบว่าลูกชายของนายสนธ์ นั้นได้มาบวชเรียนที่วัดแห่งหนึ่ง ที่ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งสืบทราบแน่ชัดว่าครอบครัวของผู้ต้องหานั้นอยู่ในพื้นที่ จ.อุดรธานี จึงได้ปลอมตัวเป็นพระ เพื่อสืบสวนหาข่าวที่วัดดังกล่าว โดยได้มีการประสานงานร่วมกับพระผู้ใหญ่ในพื้นที่ได้รับทราบ จนกระทั่งสืบทราบว่าวันนี้ ภรรยาของนายสนธ์ จะเดินทางมาพบกับพระลูกชาย เพื่อขอรับอาหารไปรับประทานกับครอบครัว เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นพระจึงเฝ้าติดตามพฤติกรรมและสอบถามจนกระทั่งทราบที่อยู่ของผู้ต้องหา จึงได้ขอนำอาหารไปให้กับผู้ต้องหาเองร่วมกับครอบครัวของผู้ต้องหาด้วย โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งคอยดูอยู่ไม่ห่าง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.วโรดม กล่าวว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ปลอมตัวเป็นพระ และ พระลูกชาย รวมทั้งภรรยาของผู้ต้องหาเดินทางไปถึงที่กระท่อมดังกล่าว พบผู้ต้องหาอยู่ภายในกระท่อมหลบซ่อนตัวอยู่จึงส่งมอบอาหารให้และแสดงตัวเพื่อจับกุมทันที โดยกำลังจ้าหน้าที่ที่ซุ่มอยู่จึงได้แสดงตัวและปิดทางเข้า-ออกทุกจุดเพื่อป้องกันการหลบหนี ก่อนที่จะทำการแสดงหมายจับและควบคุมตัวมาสอบสวนที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา และให้การที่เป็นประโยชน์โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้เพราะจะกระทบกับสำนวนการสอบสวนอย่างไรก็ตามภายหลังจากการสอบปากคำแล้วเสร็จจึงทำการควบคุมตัวผู้ต้องหานำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105443</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับผู้ต้องหา, ตำรวจท่องเที่ยว, ปลอมตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bc9bdb42116.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจท่องเที่ยวโร่มอบตัวรับเป็นคนในคลิป ปัดเอี่ยวรีดไถเงินร้านรับซื้อของเก่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เม.ย.63 - จากกรณีนายสุรินทร์ กาลสังข์ อายุ 39 ปี เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าชื่อ &amp;quot;ฉอ ค่าของเก่า&amp;quot;&amp;nbsp;เลขที่ 109/1 หมู่ 1 ตำบลบางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร นำคลิปวิดีโอกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร หลังมีกลุ่มบุคคลทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวนอกเครื่องแบบอ้างชื่อ &amp;ldquo;ผู้กองตุ้ม&amp;rdquo; พร้อมเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์และนักข่าวรวม 9 คน บุกเข้าไปตรวจค้นซากอะไหล่รถยนต์กล่าวหาว่ารับซื้อของโจรในช่วงเวลาช่วงค่ำของคืนที่ผ่าน โดยไม่มีหมายค้น แล้วข่มขู่กรรโชกเรียกเงิน 150,000 บาท แต่เจ้าของอู่และภรรยาต่อรองจนเหลือ 8 หมื่นบาท เพราะเกิดความกลัวต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเนื่องจากเป็นเวลาดึกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้าล่าสุด&amp;nbsp;ร.ต.อ.หญิงนันทิยา รักดี รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร ได้เดินทางมาตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่ร้านรับซื้อของเก่าเพื่อเก็บภาพตามจุดต่างๆที่กลุ่มบุคคลทั้ง 9 คน ได้บุกรุกเข้าไปตรวจซากอะไหล่รถยนต์ในช่วงกลางคืน และจุดที่ยืนเจรจาต่อรองเกี่ยวกับการข่มขู่เรียกรับเงิน และจุดที่กลุ่มคนดังกล่าวถอดเมมโมรี่จากตัวกล้องวงจรปิดที่ร้านไป 1 ตัว และที่ยังเหลือติดตั้งซ่อนไว้ตามจุดต่างๆอีก 3 ตัว ที่กลุ่มดังกล่าวมองไม่เห็น และทางเจ้าของร้านได้มอบหลักฐานบันทึกการจับกุมที่กลุ่มคนอ้างเป็นตำรวจทำบันทึกไว้ให้ผู้เสียหายเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งผู้เสียหายได้แอบใช้โทรศัพท์มือถือแอบถ่ายไว้ระหว่างการเจรจา เพื่อใช้เป็นหลักฐานในรูปคดีเนื่องจากมีการพิมพ์รายชื่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายสุรินทร์ผู้เสียหายได้เดินทางไปที่ สภ.เมืองชุมพร เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมพร้อมกับพยานคนที่ไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มที่ปั๊มน้ำมันมอบเงินสดจำนวน 8 หมื่นบาทให้กับคนร้าย โดยในเบื้องต้นทั้งผู้เสียหายและพยานได้ชี้รูปภาพยืนยันชื่อและนามสกุลจริงของตัวบุคคลได้ชัดเจน ซึ่งเป็นนายตำรวจสังกัดตำรวจท่องเที่ยวชุมพร 1 นาย และนักข่าวคนที่ไปรับเงินภายในปั๊มน้ำมัน 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.เมืองชุมพร กล่าวว่าผู้เสียหายและพยานได้ชี้ภาพตัวยืนยันบุคคลจากกล้องวงจรปิดชัดเจนแล้ว 2 ราย ขณะนี้ได้มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 1 ราย อยู่ระหว่างการสอบปากคำคือ ร.ต.อ.ธณ เนตรบุญใจบุญ รอง สว.ส.ทท.2 กก.2บก. หรือ &amp;ldquo;ผู้กองตุ้ม&amp;rdquo; โดยเบื้องต้นให้การยอมรับว่าบุคคลในภาพคลิปวิดีโอเป็นตนเองจริงได้เข้าไปในสถานที่ดังกล่าวแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินแต่อย่างใด ส่วนเหตุผลอื่นๆพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาบุกรุกและร่วมกันกรรโชกทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ภ.จ.ชุมพร กล่าวว่าตนได้สั่งกำชับพนักงานสอบสวนให้เร่งรัดดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา รวบรวมพยานหลักฐานทั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่กดเงินจากตู้เอทีเอ็มและจ่ายเงินกันภายในปั๊มน้ำมัน ซึ่งตำรวจชั่วเราไม่เอาไว้และให้สืบสวนทุกคนที่เกี่ยวข้องตามที่ปรากกฏในภาพทั้งหมด เบื้องต้นผู้ต้องหาได้มามอบตัวแล้ว 1 ราย เป็นตำรวจท่องเที่ยวประจำอยู่ จ.ชุมพร สายงานขึ้นกับส่วนกลางมีสำนักงานอยู่ จ.ระนอง มีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ จ.ชุมพรด้วย เรื่องทั้งหมดได้สั่งการให้รายงานพฤติกรรมไปถึงผู้บังคับบัญชาที่ตนสังกัดแล้ว และให้ตรวจสอบด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวหรือไม่หากมีก็จะมีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61854</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรโชกทรัพย์, จังหวัดชุมพร, ตำรวจท่องเที่ยว, สภ.เมืองชุมพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200402/image_big_5e85d2e9a35ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ท่องเที่ยวเสริมกำลังพื้นที่ช่วยผู้สูญหายเหตุศาลาถล่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค.62-พล.ต.ท.ธีรพล คุปตานนท์ ผบช.ทท. และพล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผบก.ทท.3 สั่งการให้พ.ต.ต.วโรดม ใบเรือ สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวสว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.3 &amp;nbsp;นำกำลังออกตรวจตราอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและผู้สูญหายกรณีศาลาริมน้ำแม่กลอง ใกล้วัดเพชรสมุทรวรวิหาร อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม พังถล่มลงไปในแม่น้ำ ซึ่งศาลาหลังดังกล่าวมีร้านขายของ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 20 คน &amp;nbsp;สูญหาย 2 ราย คือ นางสุรีย์ อุระชื่น อายุ 37 ปี เป็นแม่ค้าขายกาแฟ และ น.ส.พรพิไล เสือเล็ก พนักงานบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ต.วโรดม กล่าวว่า &amp;nbsp;ทางกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เป็นหน่วยงานหนึ่งในการทำหน้าที่ในการสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือผู้สูญหายและผู้บาดเจ็บ ซึ่งหลังเกิดเหตุทางพล.ต.ท.ธีรพล คุปตานนท์ ผบช.ทท. ,และ พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผบก.ทท.3 ได้สั่งการให้ตำรวจท่องเที่ยวส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.3 จัดเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและสนับสนุน ประจำจุดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจนกว่าภารกิจจะแล้วเสร็จ โดยกั้นพื้นที่เกิดเหตุโดยรอบเพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน และเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ &amp;nbsp;จัดการจราจรโดยประสานงานกับสภ.เมืองสมุทรสงคราม เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บนำส่ง รพ.ได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในส่วนของผู้สูญหายทั้งสองราย หลังเกิดเหตุทางมูลนิธิสว่างเบญจธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำชุดกู้ชีพประดาน้ำดำค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง โดยทางนักประดาน้ำยืนยันพบร่างผู้สูญหายทั้ง 2 คนแล้ว ซึ่งเสียชีวิตติดอยู่ใต้หลังคาศาลาที่ถล่ม โดยกลางดึกที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พยายามนำร่างนางสุรีย์ อุราชื่น แม่ค้าขายอาหาร ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ศาลาริมน้ำถล่ม ขึ้นมาได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งค้นหาร่างของ น.ส.พรพิไล เสือเล็ก ลูกค้าที่มาทานอาหาร ผู้สูญหายอีก 1 ราย&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จังหวัดสมุทรสงครามได้ประกาศพื้นที่เสี่ยงภัย โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ให้พื้นที่บริเวณท่าเรือข้ามฟากแสงวนิช อาคารศาลาริมน้ำตลอดแนวจนถึงบริเวณกำแพงวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ซอยวัดเพชรสมุทร 2 เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยและห้ามบุคคลหรือหน่วยงาน ผู้ประกอบการร้านค้า เข้าหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวโดยเด็ดขาด จนกว่าจะมีหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบและรับรองความปลอดภัย หากฝ่าฝืนหรือขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41222</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้ชีพ, จ.สมุทรสงคราม, ตำรวจท่องเที่ยว, เหตุศาลาถล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2ede2e6b177.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2019 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2019 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัดป่วยอัลไซเมอร์&#039;เด่น ดอกประดู่&#039;บอกน้อยใจเมียหนีมาขอนแก่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.62- ร.ต.อ.โกศล &amp;nbsp;รัตนสุโกศล รอง สว.สทท.1 กก.1 บก.ทท.2 (ตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจได้เข้าพบนายบรรพต &amp;nbsp;วีระรัฐ หรือเด่น &amp;nbsp;ดอกประดู่ นักแสดงตลกรุ่นเก๋าชื่อดัง ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 3 จ.ขอนแก่น เพื่อรับตัวมาดูแลชั่วคราวที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น โดยเจ้าตัวยินดีที่จะมาพักชั่วคราวที่สถานีตำรวจท่องเทีย่วขอนแก่น โดยทันทีที่เดินทางมาถึง ได้นั่งรับประทานอาหารร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเป็นกันเองก่อนที่จะขอตัวไปพักผ่อนที่ห้องรับรองของสถานีตำรวจท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.ต.อ.โกศล กล่าวว่า หลังทราบข่าวจากสื่อมวลชนและโซเขียนมีเดีย &amp;nbsp; จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบและ พูดคุยกับนายบรรพต &amp;nbsp;ก่อนที่จะเชิญตัวพามาพักที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวก่อนในเบื้องต้น &amp;nbsp;สำหรับในส่วนของญาติที่จะมารับกลับนั้น ยังไม่มีใครประสานมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวนายบรรพต &amp;nbsp; ว่าต้องการจะกลับหรือจะอยู่ที่ขอนแก่น หากจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวช่วยเหลือหรือประสานงานในด้านใดก็สามารถแจ้งได้ เพราะตำรวจท่องเที่ยวพร้อให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;
&amp;quot;เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงได้เข้าพบและนั่งพูดคุยกันก่อนที่นายเด่น จะตัดสินใจมาพักอและอยู่ในความดูแลของตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น ซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ ริมถนนมิตรภาพ ตัดกับศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 4 ทั้งน้จากการสอบถามทราบว่า นายเด่น &amp;nbsp;ทะเลาะกับภรรยา มีปากเสียงกัน และยืนยันว่าไม่ได้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ แต่เป็นเพราะชีวิตคู่ที่ไม่เข้าใจกัน โดยภรรยาให้เงินมา 30,000 บาท &amp;nbsp; พร้อมทั้งไล่ออกจากบ้าน ด้วยความน้อยใจจึงหนีออกมาโดยนั่งรถทัวร์มาลงที่ขอนแก่น เผื่อจะมีงานให้ทำ แต่ทั้งนี้จากการพูดคุย ถ้าภรรยามาง้อ ก็จะกลับบ้านทันที&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงระหว่างการพักผ่อนของนายเด่น ที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่นนั้นได้มี นายอรรถกร เกสรแก้ว เจ้าของร้านชาบู คิน เดอะ บูตะ สาขาตลาดต้นตาล ขอนแก่น ได้ประสานการให้ความช่วยเหลือ มาที่ตำรวจท่องเที่ยว เพื่อที่จะรับตัวนายเด่น มาทำงานที่ร้าน เพราะโดยส่วนตัวชื่นชอบการแสดงตลกของนายเด่นมาตั้งแต่เด็ก พอเห็นข่าวจึงอยากจะช่วยเหลือ โดยจะเดินทางมาพบกับนายเด่น เพื่อพูดคุยกันเรื่องานด้านการแสดงในช่วงเย็นของวันนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37447</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ขอนแก่น, ตำรวจท่องเที่ยว, เด่น ดอกประดู่, โรคอัลไซเมอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190602/image_big_5cf39d62c4610.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
