<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2019 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2019 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจศาลรุ่นแรกฝีมือเยี่ยมตามจับผู้หนีหมายศาล 61 หมาย  &#039;สราวุธ&#039; เล็งเพิ่มให้ถึง 309 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 29 ธ.ค. นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจศาล (คอร์ทมาแชล Court Marshal) หรือตำรวจศาล รุ่นแรก ทั้งชาย-หญิง 35 คน ที่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 2562 ที่ผ่านมาว่า ภารกิจหลักๆ ของ ตำรวจศาลก็จะมี 2 ส่วน คือนอกจากจะดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณศาลแล้ว ก็ต้องดำเนินการตามหมายจับของศาล ซึ่งการกวดขันดูแลความเรียบร้อยและมาตรฐานความปลอดภัยบริเวณศาลนั้น จากที่ตนออกมาตรการเร่งรัด และกวดขัน กำชับการตรวจค้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยบริเวณศาล ซึ่งเดิมมีแต่ รปภ.ที่จ้างมาจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ (อผศ.) ขณะนี้คอร์ทมาแชล ก็มาร่วมดูแลความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยสิ่งแรกที่สุดตนสั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจศาล ที่มีขณะนี้ทั้งหมด 35 คน ลงพื้นที่ศาลแต่ละแห่งทำการรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน เช่น อาคาร สถานที่ โดยคอร์ทมาแชล 1 คนตอนนี้จะรวบรวมข้อมูลศาล 5 หรือ 7 หรือ 10 แห่ง ซึ่งหากเกิดเหตุในศาลใดก็จะต้องรายงานได้ทันทีว่ามีปัญหาเกิดจากอะไร และระบบรักษาความปลอดภัย-เครื่องมือมีพอหรือไม่ มีการกระทำใดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายใดละหลวมหรือไม่จากที่ตนได้ออกหนังสือเวียนแผนฉุกเฉินปี 2562 มาแล้วถึง 2 คร้้งเกี่ยวกับการปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยที่ประกาศเป็นเหมือนคู่มือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในเรื่องที่มีผู้หลบหนีหมายจับของศาล ก็มีสถิติที่คอร์ทมาแชร์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการติดตามจับกุม ผู้หลบหนีหมายของศาล โดยรายงานผลการจับกุมผู้ต้องหา/จำเลยที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยศาลแล้วหนีหรือจะหลบหนีตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.- 30 พ.ย. 2562 แจ้งดำเนินการจับกุมตัว-แจ้งอายัดตัว-เพิกถอนหมายจับ 136 หมาย โดยจับกุมตัวได้ 61 หมาย , แจ้งอายัดตัว 14 หมาย , เพิกถอนหมายจับ 61 หมาย ซึ่งจำแนกได้ดังนี้เดือน ส.ค.สามารถจับกุมตัวได้ 21 หมาย-แจ้งอายัดตัว 8 หมาย-ขอเพิกถอนหมายจับ 24 หมาย , เดือน ก.ย.จับกุมได้ 8 หมาย-แจ้งอายัดตัว 3 หมาย-ขอเพิกถอนหมายจับ 13 หมาย , เดือน ต.ค.จับกุม 23 หมาย-ขอเพิกถอนหมายจับ 20 หมาย , เดือน พ.ย.จับกุม 9 หมาย-แจ้งอายัดตัว 3 หมาย-ขอเพิกถอนหมายจับ 4 หมาย
ขณะที่ในการติดตามจับกุมผู้หนีหมาย ตนก็ให้นโยบายกับคอร์ทมาแชลว่าจากเดิมที่ไม่เคยมีเจ้าภาพจากศาลในการจับกุมตัวซึ่งจะเป็นความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบันที่มีกฎหมายรองรับให้คอร์ทมาแชลดำเนินการได้ ดังนั้นคอร์ทมาแชลที่แบ่งเป็น 5-6 ทีมแต่ละทีมก็ต้องประชุมปรึกษาหารือกัน และมีคณะกรรมการกำกับการบริหารเจ้าพนักงานตำรวจศาล (ที่ประกอบด้วย ผู้พิพากษาในสำนักงานศาลยุติธรรม , ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานศาลฯ , นายเหรียญทอง เพ็งพา ผอ.ศูนย์รักษาความปลอดภัย ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจศาล สำนักงานศาลยุติธรรม) ร่วมกำกับดูแลนำหมายจับทั้งหมดของศาลมาวิเคราะห์ว่าส่วนไหนมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สามารถจับกุมตัวแล้วทำให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่ผ่านมาก็ได้รับรายงานทุกวันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้ ขณะที่เรามีตัวชี้วัดการติดตามจับกุมตามหมายศาลของทีมคอร์ทมาแชล 5-6 ทีมซึ่งแต่ละทีมก็ต้องไปบูรณาการการทำหน้าที่ในส่วนนี้ด้วย ขณะเดียวกันเรามีคณะกรรมการกำกับการบริหารเจ้าพนักงานตำรวจศาล และคณะอนุกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (อ.ก.ศ.) เกี่ยวกับการติดตามประเมินระบบของเจ้าพนักงานตำรวจศาล ที่มี พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา อดีตรอง ผบ.ตร. ซึ่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ศ. เป็นประธานกรรมการนั้นพิจารณาประเมินคอร์ทมาแชลด้วยว่าจะพัฒนาระบบทำงานอย่างไร โดยเหตุที่เรานำบุคคลภายนอกเข้ามาเพื่อให้มีมุมมองที่แตกต่างและประเมินประสิทธิภาพดูว่ามีสิ่งใดต้องปรับปรุงแก้ไข ตรงไหนบ้างเพื่อให้ระบบเจ้าพนักงานตำรวจศาลของเรามีมาตรฐานที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงอัตรากำลังคอร์ทมาแชลที่จะต้องปรับเพิ่มว่า ภายในเดือน เม.ย. 2563 ก็จะจัดให้มีอัตรากำลังคอร์ทมาแชล เพิ่มจาก 35 คนให้เป็น 309 คน (แผนเดิมตั้งเป้าดำเนินให้ได้ภายใน 5 ปี) หลังจากที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) และประธานศาลฎีกาแล้ว ซึ่งจะได้นำมาจัดสรรไปประจำศาลในพื้นที่ กทม. , ศาลจังหวัด , ศาลแขวง , ศาลเยาวชนและครอบครัว , ศาลแรงงานภาค , ศาลอาญาคดีทุจริตภาค ทั่วประเทศ 280 แห่งๆ ละ 1-2 คน ด้วยหลังจากที่มีการฝึกอบรมคอร์ทมาแชลแล้วก็คาดว่าภายใน 3 เดือนหลังจากนั้นก็จะกระจายส่งไปยังศาลต่างๆ ได้ ซึ่งจะเป็นเหมือนกันมีตัวแทนส่วนกลางไปดูระบบมาตรฐานความปลอดภัย กำกับ ติดตาม จับกุมตัวผู้หลบหนีหมายศาลจากเดิมที่ไม่เคยมีคอร์ทมาแชลดูแลเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังตอบคำถามถึงการประเมินผลวางมาตรการความปลอดภัยเข้มงวดมากขึ้นหลังจากเกิดเหตุทำร้ายยิงกันในศาล ที่มาตรการบางข้ออาจกระทบเรื่องสิทธิการเยี่ยมผู้ต้องหา/จำเลย ขณะควบคุมตัวในห้องขังศาล มีผู้เสนอแนะข้อที่อยากให้ปรับทบทวนมาตรการใดบ้างหรือไม่ อย่างไรว่า ที่ผ่านมาก็มีข้อเสนอแนะจากภายนอกเข้ามาแต่ก็มีจำนวนไม่มาก โดยสิ่งที่เราดำเนินการปรับปรุงและให้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาก็เกิดจากที่เราตั้งคำถามว่าเราจะทำอย่างไรที่ให้ระบบดีขึ้น ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นในศาลจังหวัดยะลา (ผู้พิพากษายิงตัวเองในห้องพิจารณา) ศาลจังหวัดจันทบุรี (จำเลยยิงทนายความในห้องพิจารณาคดี) ศาลจังหวัดพัทยา (จำเลยที่ถูกคุมขังใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในศาลเพื่อหลบหนีจากห้องคุมขัง) ก็ดีเป็นโจทย์ว่าเราจะมีวิธีการป้องกันแก้ไขความรุนแรงอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต เราก็ช่วยกันคิดโดยตนพยายามกระตุ้นให้มีระบบบริหารจัดการที่ดีขึ้นโดยเฉพาะระบบข้อมูลในแต่ละศาล และประสิทธิภาพในการมีระเบียบวินัย รวมทั้งเรื่องบุคลากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องความปลอดภัย ต้องมีความเข้มงวดสม่ำเสมอ เพราะถ้าหย่อนยานเมื่อใดความเสียหายก็จะเกิดขึ้น เราต้องทำเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก เกิดที่เราก็จะตรวจตราด้วยการสุ่มตรวจ เราจะไม่บอกล่วงหน้าว่าจะเข้าไปตรวจเมื่อใดศาลไหน เพื่อจะดูว่าศาลนั้นๆ มีมาตรฐานหรือปล่อยปละละเลย ไม่กวดขันหรือไม่ เพราะจะกลายเป็นความเสี่ยงขององค์กรที่เกิดเหตุร้ายขึ้นมาได้&amp;quot; เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวและว่า ในเรื่องของความเสี่ยงที่เกิดจากการบริหารงานนั้นก็มีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของศาลที่มีตนเป็นประธานดูทั้งหมดทั่วประเทศเพื่อป้องกันการกระทบภาพลักษณ์องค์กรได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องของการให้ญาติ นำอาหารหรือของเยี่ยมผู้ต้องหาหรือจำเลยผ่านทางเรือนจำเท่านั้นไม่ให้ผ่านทางศาล จริงๆ แล้วโดยหลักการเรื่องความปลอดภัยของสถานที่เยี่ยมเขาก็ไม่ให้เยี่ยมในศาล ซึ่งระบบการเยี่ยมผู้ต้องหา/จำเลย หรือผู้ต้องขังต้องไปเยี่ยมที่เรือนจำเพราะจะมีมาตรการกำกับดูแล เช่น การห้ามนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าไป ดังนั้นในเรื่องความปลอดภัยของสังคมกับเรื่องสิทธิต้องสร้างสมดุลให้พอดี ซึ่งเราไม่ได้ตัดสิทธิในการเยี่ยม แต่ช่องทางในการเยี่ยมต้องมีการดูแลในระบบที่ปลอดภัยด้วย โดยเวลาผู้ต้องหา/จำเลยมาศาล หากไม่เข้มงวดก็อาจจะมีผลตามมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53476</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจศาลรุ่นแรก, สราวุธ เบญจกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191109/image_big_5dc608a85ac60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาแล้ว!ตำรวจศาลรุ่น 1 เริ่มงาน 6 ส.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.62 - &amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการจัดตั้งเจ้าพนักงานตำรวจศาล หรือ Court Marshal (คอร์ทมาแชล) รุ่นที่ 1 ที่จะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณศาล และติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนีหมายจับด้วย ว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายของการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าพนักงานตำรวจศาล รุ่นที่ 1 หรือ Court Marshal รวม 35 คน โดยดำเนินการฝึกอบรมแบบเข้มข้น ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นเวลาทั้งสิ้น 14 วัน ที่ศูนย์ฝึกอบรมตลิ่งชัน ซึ่งในการอบรมก็มีทั้งด้านวิชาการ และปฏิบัติ เช่น การใช้อาวุธปืน, การต่อต้านการก่อการร้าย, วิเคราะห์ข่าวกรอง, เทคนิคการสืบสวน, การวางแผนตรวจค้น, ยุทธวิธีการเข้าจับกุม, การอารักขาบุคคลสำคัญ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่อว่า โดยเจ้าพนักงานตำรวจศาล รุ่นที่ 1 จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่วันอังคารที่ 6 ส.ค. 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ในช่วงแรกเนื่องจากอัตรากำลังยังมีไม่มาก จึงเน้นที่การเข้าไปวางระบบการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณอาคารที่ทำการของศาลยุติธรรม ให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจศาล จะเสริมสร้างประสิทธิภาพและมาตรการในการรักษาคุ้มครองความปลอดภัยภายในบริเวณอาคารที่ทำการของศาลยุติธรรม, บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงผู้มาติดต่อราชการ และการติดตามจับกุมผู้ต้องหา/จำเลย ตามหมายศาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุต่อว่า หากศาลยุติธรรมใด มีคดีความที่เป็นที่สนใจของประชาชน หรือมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องใช้การดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นการเฉพาะ สำนักงานศาลยุติธรรมก็จะจัดส่งกำลังพลเจ้าพนักงานตำรวจศาลออกไปช่วยดำเนินการทันที ในส่วนของการทำงานตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดส่วนอื่นก็จะวางระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสมตามเจตนารมย์ของกฎหมายโดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณศาลที่ผ่านมา สำนักงานศาลยุติธรรมได้กำชับให้ใช้มาตรการเข้มอยู่แล้ว เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจึงมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มขึ้นอีก ซึ่งอาจกระทบต่อความสะดวกของบุคลากรและผู้ที่มาติดต่อราชการศาล จึงขอความร่วมมือและขออภัยในความไม่สะดวกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;nbsp;สำหรับเจ้าพนักงานตำรวจศาล รุ่นที่ 1 จำนวน 35 คนนั้น เป็นชายทั้งสิ้น 28 คน และหญิง 7 คน ซึ่งการให้มี Court Marshal เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในศาลยุติธรรม เกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ.เจ้าพนักงานตำรวจศาล พ.ศ.2562 ที่ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2562 และมีผลยังคับใช้เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) ก็ได้เปิดรับโอนข้าราชการ มาดำรงตำแหน่ง Court Narshal ชุดแรก ใน 2 ประเภท คือ 1.ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ &amp;nbsp;อายุไม่เกิน 45-50 ปี ต้องมียศไม่ต่ำกว่าพันเอก, นาวาเอก, นาวาอากาศเอก , พันตำรวจเอก หรือเทียบเท่า ระดับชำนาญการและระดับปฏิบัติงาน อายุไม่เกิน 35-40 ปี ต้องมียศไม่ต่ำกว่าร้อยโท, เรือโท, เรืออากาศโท, ร้อยตำรวจโท ทั้ง 2 ส่วน ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านกฎหมาย เคยผ่านงานรักษาความปลอดภัย, ปราบปราม, สืบสวน, สอบสวน, การข่าว มาไม่น้อยกว่า 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ประเภททั่วไป (ผู้ปฏิบัติงานระดับต้น) อายุไม่เกิน 35 ปี สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า ปวส. หรือเทียบเท่า ไม่จำกัดสาขา หรือจบโรงเรียนนายสิบตำรวจ, โรงเรียนนายสิบทหารบก, โรงเรียนจ่าอากาศ, โรงเรียนชุมพลทหารเรือ หรือเทียบเท่า เคยผ่านงานรักษาความปลอดภัย, ปราบปราม, สืบสวน, สอบสวน, การข่าว มาไม่น้อยกว่า 5 ปี &amp;nbsp;โดยครั้งแรกตั้งเป้ารับโอนกำลังพลใน 40 อัตรา แบ่งเป็นระดับชำนาญการพิเศษ 6 อัตรา, ระดับชำนาญการ 24 อัตรา และเจ้าหน้าที่ทั่วไป 10 อัตรา ตามที่ได้รับงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42736</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม, ตำรวจศาล, ตำรวจศาลรุ่นแรก, นายสราวุธ เบญจกุล, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d47a3ae117ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
