<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115936</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดฉุดอสังหาขาลง ครึ่งปีแรก 64 ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่หดวูบ 32%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 กันยายน 2564 นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ในปี 2564 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันประเทศไทยยังประสบกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งค่อนข้างรุนแรงมากขึ้นและยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยุติลงเมื่อไร ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยของทั้งประเทศ
ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้สำรวจภาคสนามถึงสภาวะตลาดที่อยู่อาศัย 27 จังหวัดที่สำคัญ โดยพบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของอุปทานที่อยู่อาศัยเข้าใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีจำนวนหน่วยเพียง 29,775 หน่วย ลดลงร้อยละ -32.0 และมีมูลค่า 118,667 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -37.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุปทานที่อยู่อาศัยเข้าใหม่ในกลุ่มโครงการอาคารชุดมีการชะลอตัวลงมากกว่าโครงการบ้านจัดสรร โดยโครงการอาคารชุดเข้าใหม่ในพื้นที่ 27 จังหวัด มีจำนวนประมาณ 8,769 หน่วย รวมมูลค่า 28,918 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -46.0 และ ร้อยละ -53.3 ตามลำดับ ในขณะที่โครงการบ้านจัดสรรเข้าใหม่มีจำนวนหน่วยประมาณ 21,006 หน่วย มูลค่ารวม 89,749 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -23.9 และร้อยละ -29.6 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของอุปทานที่อยู่อาศัยเข้าใหม่เช่นนี้ ส่งผลต่อภาพรวมของอุปทานที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่มีการขายในตลาดพื้นที่ 27 จังหวัด ณ ครึ่งปีแรกปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 328,657 หน่วย มูลค่ารวม 1,446,276 ล้านบาท จำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -5.7 มูลค่าลดลงร้อยละ -6.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ไม่เพิ่มเติมสินค้าใหม่เข้ามาในตลาดมากนัก แต่จะเน้นการระบายสินค้าเดิมที่มีอยู่ออกไป เพื่อสร้างสภาพคล่องในการบริหารจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในภาวะที่ยังมีการระบาดของ COVID-19 ทำให้กำลังซื้อของผู้ที่ต้องการจะซื้อที่อยู่อาศัย และความสนใจในการซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่สอง หรือเพื่อการลงทุนมีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเจนจากยอดขายที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ในภาพรวม ที่พบว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2564 มีจำนวนที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ประมาณ 45,895 หน่วย มูลค่า 195,803 ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ -14.3 และ -14.7 ตามลำดับ โดยเป็นโครงการบ้านจัดสรรขายได้ใหม่ 27,489 หน่วย มูลค่า 124,219 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -22.6 และร้อยละ -20.7 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่โครงการอาคารชุดขายได้ใหม่ 18,406 หน่วย มูลค่า 71,583 ล้านบาท โดยจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 ส่วนมูลค่าลดลงร้อยละ -1.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 สำหรับการที่อาคารชุดขายได้ใหม่มีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะในปี 2563 มีฐานที่ต่ำมาก นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราดูดซับในภาพรวมลดลงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2563 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ยอดขายใหม่จะขายได้น้อยลง แต่ผลจากการที่อุปทานเข้าใหม่ในตลาดน้อยลงนั้น ส่งผลให้จำนวนหน่วยเหลือขายลดลงตามไปด้วย โดย ณ ครึ่งแรกปี 2564 มีที่อยู่อาศัยเหลือขายจำนวน 282,762 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 1,250,473 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -4.1 และร้อยละ -4.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนับได้ว่าเป็นการลดแรงกดดันของภาวะหน่วยเหลือขายในตลาดให้ลดความรุนแรงลง และสะท้อนว่าตลาดมีการปรับสมดุลของอุปสงค์และอุปทานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ส่งสัญญาเตือนตลาดมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115936</URL_LINK>
                <HASHTAG>2564, ครึ่งปีแรก, ตลาดอสังหาริมทรัพย์, ติดลบ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2c7f1d4048.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนักหน่อย! กสิกรฯคาดเศรษฐกิจไทยปี 64 หดตัว  -0.5% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2564 ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด จากตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2564 ที่ขยายตัว 7.5% YoY เนื่องจากปัจจัยฐานต่ำ และการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นเป็นหลัก ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี 2564 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.0% YoY &amp;nbsp;หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 0.4% QoQ แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมของเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแรงจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 &amp;nbsp;ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.0% มาเป็น -0.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2564 ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด จากตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2564 ที่ขยายตัว 7.5% YoY ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี 2564 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.0% YoY อย่างไรก็ดี หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 0.4% QoQ แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมของเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแรงจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2564 ขยายตัว 7.5% YoY เนื่องจากปัจจัยฐานต่ำ และการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นเป็นหลัก โดยการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2/2564 ขยายตัวที่ 36.2% YoY ในรูปของดอลลาร์สหรัฐฯ สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการชดเชยอุปสงค์ที่ค้างจากช่วงก่อนหน้า (Pent-up demand)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในขณะที่ การบริโภคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2/2564 แม้ว่าจะขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้าเนื่องจากฐานที่ต่ำ แต่การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนกลับหดตัวที่ -2.5 QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 มีความรุนแรงกว่าที่เคยประเมิน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่คาด ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.0% มาเป็น -0.5% โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังเผชิญอยู่มีแนวโน้มรุนแรงและลากยาวขึ้นกว่าที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม การประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คาดว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะแตะระดับสูงสุดในเดือนกันยายน และจะค่อยๆ ลดจำนวนลง แต่กว่าสถานการณ์จะควบคุมได้หรือจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงต่ำกว่า 1,000 คนต่อวัน คาดว่าไม่เร็วไปกว่าไตรมาสที่ 4 ในปี 2564 นี้
ดังนั้น คาดว่ารัฐบาลจะยังคงมาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดไปไม่ต่ำกว่า 2 เดือน (เริ่มก.ค. 2564) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ตามมา และแม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการออกมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบกับกลุ่มผู้ประกอบการและลูกจ้างในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการล็อกดาวน์ แต่คงไม่สามารถชดเชยผลกระทบได้ทั้งหมด ทำให้คาดว่าอัตราการขยายตัวของ GDP ของไทยในไตรมาส 3/2564 จะหดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ร้อยละ -3.5 และ -4.9 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ แม้ว่ารัฐบาลอาจมีการทยอยผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ในบางธุรกิจ แต่หากจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะที่อัตราประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสยังไม่สูงมากก็จะทำให้ประเด็นความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่กลับมาปกติ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องมายังกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยอาจน้อยกว่าที่คาด เนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้าส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยในปีนี้อาจลดลงอยู่ที่ราว 1.5 แสนคน แม้ว่าจะมีการเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยโครงการ &amp;ldquo;ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; และโครงการ &amp;ldquo;สมุย พลัส โมเดล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในขณะที่ ภาคการผลิตเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากการแพร่ระบาดในโรงงาน โดยหากการแพร่ระบาดยังคงไม่สามารถควบคุมได้ อาจส่งผลให้เกิดการปิดโรงงาน และมีผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่การผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ นอกจากนี้ อาจทำให้สินค้าในประเทศเกิดภาวะขาดตลาดในบางช่วงจังหวะเวลาอีกด้วย อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ และอียู ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า น่าจะยังส่งผลให้การส่งออกไทยในปีนี้มีแนวโน้มที่จะยังคงขยายตัวได้ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดมุมมองเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่าจะหดตัวที่ -0.5% จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้ในเดือนก.ค. เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศที่จำนวนเคสผู้ติดเชื้อรายวันอาจยังไม่ผ่านจุดสูงสุด ทำให้มาตรการล็อกดาวน์อาจใช้ระยะเวลายาวขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงที่เป็นประเด็นติดตามยังอยู่ที่การควบคุมการแพร่ระบาดในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่นอกจากอาจจะมีผลกระทบต่อการส่งออกแล้ว ยังอาจทำให้สินค้าในประเทศขาดตลาดในบางช่วงจังหวะเวลา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113562</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, จีดีพี, ติดลบ, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_61190cb4bede9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112297</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โควิดทุบหุ้นธนาคาร-โรงแรม-ขนส่ง ปิดเช้าติดลบ 9.15 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค 64 o ตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 5 ส.ค 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,536.71 จุด ปรับตัวลดลงหรือลบ -9.15 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.59 % มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 37,933.47 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนี SET50 อยู่ที่ 918.64 จุด ลดลง -0.76 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.76% มีมูลค่าซื้อขายรวม 14,499.92 ล้านบาท
ดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,099.07 จุด ลดลง -15.50 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.73% มีมูลค่าซื้อขายรวม 20,739.19 ล้านบาท
ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 511.42 เพิ่มขึ้น +2.72 คิดเป็นร้อยละ +0.53% มีมูลค่าซื้อขายรวม 3,184.03 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่
7UP &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดที่ 1.25 บาท ลดลง -0.53 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,192.85 ล้านบาท
KCE &amp;nbsp;ปิดที่ 81.00 บาท เพิ่มขึ้น +3.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,428.60 ล้านบาท
PTTGC &amp;nbsp; ปิดที่ 57.25 บาท ลดลง -1.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,087.36 ล้านบาท
GPSC &amp;nbsp; ปิดที่ 79.50 บาท &amp;nbsp;ลดลง -2.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,004.97 ล้านบาท
PTT &amp;nbsp;ปิดที่ 34.75 บาท ลดลง -0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 943.90 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวลงหลังเกิดเทคนิคเคิลรีบาวด์มาหลายวัน และปัจจัยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศที่ยอดผู้ติดเชื้อทำนิวไฮติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้หุ้นกลุ่มธนาคาร, โรงแรมและขนส่ง กลับมาอ่อนตัวลงอีกครั้ง แม้การจัดหาวัคซีนเพิ่มได้จะทำให้ตอบรับในทางบวก ดังนั้น ช่วงนี้แนะเลือกลงทุนหุ้นกลุ่มส่งออกน่าสนใจลงทุน ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลย่อตัวลงบ้างมองเป็นโอกาสในการซื้อสะสม เพราะผู้ติดเชื้อโควิดยังสูง ทำให้ความต้องการตรวจหาเชื้อ และรักษายังมีอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ผันผวนขึ้นลง หลังเฟด คาดการณ์ว่าจะลดวงเงินซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE ภายในปีนี้ ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังคงมองเป็นปี 66 ทำให้ดาวโจนส์ปรับตัวลง แต่ก็เป็นการพักตัวบ้างหลังจากขึ้นไปมากแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112297</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดลบ, ภาคเช้า, หุ้นไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062f608afbc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2020 12:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2020 12:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยเปิดลบ 8 จุด ผวาม็อบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;14 ตุลาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า&amp;nbsp;หุ้นไทยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,273.43 จุด เคลื่อนไหวในแดนลบที่ระดับ 1,264.95 จุด ปรับลดลง 8.48 จุด หรือ 0.64% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,271.10 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,257.84 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 25,887.83 ล้านบาท

โดยบล.กรุงศรี กล่าวว่า&amp;nbsp; ตลาดหุ้นไทยวันนี้ดัชนีขาดปัจจัยใหม่หนุนโดยแม้ว่าจะได้รับความรู้สึกเชิงบวกความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐอย่างไรก็ตามสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองรวมถึงสัปดาห์นี้กลุ่มธนาคารจะทยอยประกาศงบไตรมาส3ปี63ที่คาดว่าจะชะลอตัวซึ่งจะกดดันต่อทิศทางดัชนี

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80456</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดลบ, ม็อบ 14 ต.ค., หุ้นไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6afc4365273.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2019 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกไทยฟื้นยาก 8 เดือน(ม.ค.-ส.ค.) ยังติดลบ 2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2562 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนส.ค.2562 มีมูลค่า 21,914.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4% เป็นการกลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากที่เดือนก่อนหน้าเพิ่งขยายตัวเป็นบวก และแม้การส่งออกจะลดลง แต่มูลค่าถือว่าเป็นการส่งออกที่สูงที่สุดในรอบปี ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 19,862.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.62% เกินดุลการค้ามูลค่า 2,052.6 ล้านเหรียญสหรัฐ &amp;nbsp;สำหรับการส่งออกในช่วง 8 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่า 166,090.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.19% การนำเข้ามีมูลค่า 159,984.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.61% เกินดุลการค้า 6,106.1 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้การส่งออกลดลง มาจากผลกระทบจากสงครามการค้าที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ปัญหาในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น บางประเทศในยุโรปมีความต้องการซื้อสินค้าลดลง ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะนี้ราคาอยู่ที่ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันลดลง และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันก็หดตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และเงินบาทแข็งค่า ทำให้กดดันต่อการส่งออกสินค้าเกษตร และยังมีส่วนเกินของสินค้าเกษตรในตลาดโลก ทำให้ความต้องการลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากดูเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ลดลง 4.4% โดยสินค้าที่ลดลง เช่น ข้าว ลด 44.7% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ลด25.3% ยางพารา ลด 7.2% กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป ลด 10.8% เครื่องดื่ม ลด 8.9% แต่ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 26.8% น้ำตาลทราย เพิ่ม 15.3% ไก่สด แช่แข็งและแปรรูป เพิ่ม 5.6% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ลด 1.9% สินค้าที่ลดลง เช่น สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทั้งน้ำมัน เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ลด 27.7% รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลด 12.6% คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลด 10.5% เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ลด 9.5% แต่อัญมณีและเครื่องประดับ เพิ่ม 51.1% ทองคำ เพิ่ม 377.5% รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เพิ่ม 9.2% เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ลด 0.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตลาดส่งออก ตลาดหลัก ลดลง 0.1% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 5.8% ญี่ปุ่น ลด 1.2% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) ลด 6.2% ตลาดศักยภาพสูง ลด 16% เนื่องจากส่งออกไปอาเซียน 5 ประเทศ ลด 24.6% เอเชียใต้ ลด 20% ส่วนจีนลดไม่มากแค่ 2.7% แต่การส่งออกไปตลาดศักยภาพระดับรอง เพิ่ม 0.2% เช่น ทวีปออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง เพิ่ม 18.4% และ 5.3% ส่วนแอฟริกา กลุ่มประเทศ CIS และลาตินอเมริกา ลด 22.8% , 10.5% และ 8.2%
น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ (ก.ย.-ธ.ค.) หากจะให้ทำได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 3% การส่งออกแต่ละเดือนต้องทำได้เดือนละ 2.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ถ้าการส่งออกยังทำได้ในระดับเดือนละ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งปีจะขยายตัวเป็นบวกที่ 0% ขึ้นไป และหากในช่วงที่เหลือของปีนี้ สามารถผลักดันให้สินค้าบางตัวขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้การส่งออกบวกได้เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กำลังเร่งขยายตลาดข้าวในอิรัก และขยายตลาดจอร์แดน กาตาร์ บาห์เรน คูเวต ผลักดันเพิ่มการส่งออกในอาเซียนและ CLMV ขยายตลาดจีน ที่จะมีเน้นมณฑลและเมืองรองที่ยังเข้าไม่ถึง ตลาดอินเดีย จะนำคณะไปเยือนเพื่อผลักดันการขายสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จะต้องระวังปัจจัยเสี่ยง จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง เพราะเดิมได้เน้นทำแผนรับมือกับสงครามการค้า แต่ตอนนี้ ผลกระทบได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทำให้การส่งออกไปประเทศคู่ค้าอื่นๆ เริ่มลดลงชัดเจน ปัญหาในยุโรป และการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ ระดับราคาน้ำมัน ที่ลดลง ยังกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ตลาดจีน ที่หดตัว หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ก็จะกระทบต่อเนื่อง และค่าเงินบาที่แข็งค่า เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46273</URL_LINK>
                <HASHTAG>8 เดือน, ตัวเลขส่งออกไทย, ติดลบ, พิมพ์ชนก วอนขอพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
