<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65582</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘โควิด-19’ส่งชีวิตเปลี่ยนติดโซเชียล-ช็อปออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; โพลชี้ประชาชนเฮผ่อนคลายล็อกดาวน์ แต่กังวลระบาดรอบ 2 เพราะเดินทางข้ามจังหวัดจากพื้นที่เสี่ยงมาติด คาด 3-6 เดือนสิ้นสุด ขณะที่โควิดทำชีวิตเปลี่ยนเป็นซื้อของออนไลน์-ติดโซเชียลเพิ่มขึ้น หวังรัฐบาลพัฒนาประเทศไปในแนวทางใช้พลังงานสะอาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;การผ่อนคลายมาตรการ Lock Down&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 พฤษภาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,259 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า 34.39% ระบุว่าเห็นด้วยมาก เพราะ จำนวนผู้ติดเชื้อน้อยลงมาก ช่วงเวลาที่ผ่านมาประชาชนให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำเเนะนำของสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี และกลับมาประกอบอาชีพได้หลังจากบางอาชีพสั่งปิดทำการชั่วคราว, 49.56% ระบุว่าค่อนข้างเห็นด้วย เพราะผู้ติดเชื้อน้อยลง ประชาชนได้ผ่อนคลายบ้าง มีการรับมือทางการแพทย์ที่ดี ประชาชนให้ความร่วมมือค่อนข้างดี ประชาชนดำรงชีวิตสะดวกมากขึ้น และประกอบอาชีพหารายได้ได้เหมือนเดิม ขณะที่ 9.93% ระบุว่าไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่พ้นวิกฤติ หากมีการกลับมารวมตัวกันของประชาชนมากขึ้น เกรงว่าจะกลับมาเเพร่ระบาดรอบ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความเชื่อของประชาชนต่อผู้ใช้บริการและร้านค้าว่าจะสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากมีการผ่อนปรนให้เปิดกิจการร้านค้าได้ พบว่า 18.19% ระบุว่าเชื่อมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการทำตามคำเเนะนำด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี และผู้ประกอบการก็พยายามทำตามมาตรการเพื่อป้องกันการสั่งปิดทำการชั่วคราวอีก และ 48.77% ระบุว่าค่อนข้างเชื่อ เพราะผู้ประกอบการทำตามคำสั่งด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี และประชาชนส่วนใหญ่มีการดูแลและรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 2 หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า 15.33% ระบุว่ากังวลมาก เพราะการกลับมาเดินทางและการรวมตัวของประชาชนเพิ่มมากขึ้นทำให้ละเลยในการเว้นระยะห่างทางสังคม อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 47.58% ระบุว่าค่อนข้างกังวล เพราะคนที่เดินทางข้ามจังหวัดอาจจะไปในพื้นที่เสี่ยงแล้วกลับมาในพื้นที่ที่ไม่มีการแพร่ระบาด ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 2 ได้, &amp;nbsp;25.73% ระบุว่าไม่ค่อยกังวล เพราะประชาชนส่วนใหญ่ป้องกันตัวเองมากขึ้น จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงมาก และมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลเเละบุคลากรทางการเเพทย์ ไม่น่าจะเกิดการเเพร่ระบาดรอบ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณีกิจกรรม &amp;ldquo;ยอดฮิต&amp;rdquo; ยุคโควิด-19 ระบาด จำนวนทั้งสิ้น 1,242 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 5-8 พฤษภาคม 2563 สรุปผลได้ ดังนี้ 1.&amp;ldquo;15 กิจกรรม&amp;rdquo; ที่ประชาชนนิยมทำในช่วงหยุดอยู่บ้านเพราะการระบาดของโควิด-19 โดย 3 อันดับกิจกรรมยอดฮิต คือ 1.เล่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ อินสตาแกรม 84.34% 2.นอนพักผ่อน 83.11% 3.ทำงานที่บ้าน (WFH) 78.04%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง จริตใหม่ประชาชนหลังพ้นโควิด-19 กรณีศึกษาจำนวน 1,255 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 6-9 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา พบว่าประมาณ 1 ใน 3 หรือ 33.9% คาดว่าจะพ้นภัยโควิด-19 ได้ในระยะเวลา 3-6 เดือน รองลงมาคือ 32.2% คาดว่าจะพ้นภัยโควิด-19 ได้ในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน, 21% คาดว่ามากกว่า 9 เดือนขึ้นไป และ 12.9% คาดว่าอยู่ระหว่าง 6-9 เดือน ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสอบถาม ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ส่วนใหญ่หรือ 77.5% ระบุมาตรการห้ามขายเหล้า เบียร์ ไวน์ ช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ 22.5% ช่วยได้ค่อนข้างน้อยถึงไม่ช่วยเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐผ่อนปรนให้ขายเหล้า เบียร์ ไวน์ได้ มาตรการเสริมในทรรศนะของประชาชนคือ ส่วนใหญ่หรือ 83.4% ระบุห้ามดื่มในที่สาธารณะโล่งแจ้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ จริตใหม่ (New Normal) ของประชาชน หลังผ่านพ้นโควิด-19 ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่ 86.2% ระบุสั่งสินค้าเดลิเวอรีมากขึ้น รองลงมาคือ &amp;nbsp;83.7% พูดคุย ติดโลกโซเชียลมากขึ้น, &amp;nbsp;81.5% ใช้เทคโนโลยีสื่อสาร โซเชียลมีเดีย มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ความต้องการของประชาชนให้พัฒนาประเทศไปทางไหน หลังพ้นภัยโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 93.6% ระบุให้ส่งเสริมพลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ ลดมลภาวะ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 รองลงมาคือ 90% ระบุเพิ่มความปลอดภัย ปราบปรามอาชญากรรมด้านเทคโนโลยี ระบบออนไลน์ และ 86.5% ระบุฟรีสร้างอาชีพ ฟรีอินเทอร์เน็ตไฮสปีด ฟรีพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งภาคเกษตรและอื่นๆ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65582</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ช็อปออนไลน์, ติดโซเชียล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200510/image_big_5eb800b052438.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39297</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 11:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ลั่นไม่ติดโซเชียลเมินคอมเม้นท์ด่าบอก&#039;ไร้สาระ&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.62-ที่ห้องรอยัลมณียา บอลรูม ชั้น M โรงแรมเรเนซองส์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน CLMVT Forum 2019:CLMVT as the New Value Chain Hub of Asia&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอดเวลาที่ทำงานมา 5 ปี พอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และทำตัวอย่างไร แม้หลายคนจะบอกว่านายกฯเป็นคนตลกก็ตาม แต่ที่ผ่านมาได้ทำงานอย่างเต็มที่ การทำงานทุกอย่างต้องคำนึงถึงกฎหมายและกติการะเบียบที่กำหนดไว้ด้วย อย่าคิดแต่เพียงว่าเราคิดและพูดได้ทั้งหมด เพราะกลายเป็นการพูดที่ไร้ความรับผิดชอบ กฎหมายทุกฉบับไม่ใช่จะออกมาง่ายๆ จะต้องผ่านการกลั่นกรอง มีคณะกรรมาธิการก่อนเข้าสู่การพิจารณา ตนอยู่มา 5 ปี รู้ดี การเรียกร้องอะไรเพียงอย่างเดียวนั้นไม่มีทางสำเร็จ จะต้องหาเวทีร่วมกัน วันนี้มีการพัฒนาการเรียนการสอนนอกจากวิชาการแล้ว จะต้องสอนให้เยาวชนเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิต และการประกอบอาชีพ เคารพในระเบียบและกติกา รู้จักการแบ่งหน้าที่ ก็จะไม่เกิดการทะเลาะกัน เพราะทุกคนจะรู้จักหน้าที่ของแต่ละคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือ ต้องดูว่าใช้ได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ ใช้ในทางที่หาความรู้ให้กับตัวเองหรือเปล่า มีคน 2-3 คน บอกว่าผมติดโซเชียล ยืนยันผมไม่ได้ติดโซเชียล ผมเปิดโทรศัพท์ดูอะไรที่ผมไม่ฉลาด อะไรที่โง่ๆ เพื่อให้รู้ ผมก็เปิดมาดู นั่นแหละคือโซเชียลของผม ไม่ใช่ไปด่าให้มันเสียอารมณ์ ใครว่าผม ใครด่า ผมจะไปอ่านทำไม มันไร้สาระ ผมพูดแบบนี้เดี๋ยวสื่อก็พาดหัวข่าวกันอีก&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เวทีผู้นำอาเซียนพูดมา 3 วัน เหนื่อยก็เหนื่อย งานเยอะ ทุกคนเหนื่อยแสนเข็ญ ก็จ้องแต่จะจับผิด นี่แหละโลกของโซเชียล แต่อะไรที่มันทำลายประเทศ ถ้ามันเกิดขึ้น ก็ต้องรับไปด้วยกันทุกคน เพราะไม่ได้ทำอะไรให้มันดีขึ้น คนทำดีเขาก็ไม่อยากทำ ทำแทบตาย ซึ่งมันไม่ได้ง่ายนัก ถ้าเราไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งทางกฏหมาย หรือกับเจ้าหน้าที่ ทุกคนปฏิบัติตามกฏหมายก็จบ แต่ถ้าออกมาต่อต้านกันทุกเรื่องมันไปไม่ได้ ถือเป็นอันตรายของประเทศเราจะมาให้ร้ายกันไม่ได้ เพื่อนก็คือเพื่อน หลายประเทศตามประวัติศาสตร์อยู่กับเรามา 200 - 400 ปี แล้ววันนี้จะทะเลาะกันไปได้อย่างไร เราต้องมีนโยบายที่สมดุล รัฐบาลก็ต้องมีนโยบายทางการเมือง ที่ต้องดูแลทั้งในและต่างประเทศ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใคร แต่ทั้งหมดคือห่วงโซ่เดียวกัน พูดหรือทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ถ้าอยากได้ความขัดแย้งก็พูดไป เดี๋ยวก็ขัดแย้งกันเอง เพราะคนเราพร้อมถูกชักจูงอยู่แล้ว ซึ่งเรียกว่าอารมณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้ผมจึงอยากให้ทุกคนใช้คำว่าขันติ โสรัจจะ ซึ่งคำว่าขันติคือความอดทน อดกลั้น เวลาพูดหรือฟังใครพูด ตนเองก็พยายามทำอยู่ ส่วนโสรัจจะคือ ถ้าเรามีขันติก็จะเกิดความสงบเสงี่ยม เจียมตัว จะรู้ตัวเองว่าต้องทำตัวอย่างไร ซึ่งผมเป็นคนแบบนี้ เป็นคนน่ารักจะตาย&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39297</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดโซเชียล, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เฟซบุ๊กนายกฯ, โซเชียลมีเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d104e9215df8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
