<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61449</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำเนียบฯยกระดับคุมเข้มสกัดโควิด! &#039;บิ๊กตู่&#039;ย้ายวงถก&#039;ศบค.&#039;ตึกไทยคู่ฟ้า ห้ามสื่อดักสัมภาษณ์ทุกจุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 63 &amp;ndash; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.00 น. โดยเวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การประชุมเดิมใช้ตึกสันติไมตรี หลังนอก แต่วันเดียวกันนี้ ได้ย้ายมาประชุมที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เนื่องจากครบกำหนดต้องทำความสะอาดฆ่าเชื้อ ซึ่งการประชุมดังกล่าวทางสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกฯได้แจ้งสื่อมวลชนที่มาปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาลด้วยว่า ไม่อนุญาตให้สื่อและช่างภาพเข้าบันทึกภาพก่อนการประชุมดังกล่าวเหมือนทุกครั้ง โดยจะใช้ช่างภาพของทางสำนักโฆษกฯบันทึกภาพเท่านั้น รวมไปถึงการประชุมคณะอื่นๆ ภายในทำเนียบฯด้วย ยกเว้นการแถลงผลการประชุม ศบค. ที่อนุญาตให้เฉพาะสื่อเข้าฟัง และนั่งตามเก้าอี้ที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยไม่อนุญาตให้ช่างภาพเข้าบันทึกภาพ เนื่องจากการแถลงข่าวดังกล่าวได้มีการถ่ายทอดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ NBT ช่อง 11&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สำนักโฆษกฯ ได้ขอความร่วมมือสื่อฯ ให้งดดักรอสัมภาษณ์นายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรี และผู้เข้าร่วมประชุมในทุกคณะ ที่มีการประชุมภายในตึกต่างๆ ที่ทำเนียบฯ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 และเป็นการยกระดับมาตรการควบคุมให้เข้มข้นขึ้น ขณะเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าข้าราชการภายในทำเนียบฯ ได้เริ่มลดจำนวนการมาทำงาน โดยใช้การทำงานแบบเหลื่อมเวลา และบางส่วนทำงานที่บ้านแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61449</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตึกไทยคู่ฟ้า, นายกฯ, ศบค., โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e818096517eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 11:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2019 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส&#039; ประทานพระดำรัสยินดีไทยผ่านการเลือกตั้งกลับสู่ประชาธิปไตย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส&amp;rdquo; เสด็จทำเนียบรัฐบาล ประทานพระดำรัสแก่ &amp;ldquo;นายกฯ-ครม.-คณะทูตานุทูต&amp;rdquo;&amp;nbsp;ยินดีไทยผ่านการเลือกตั้ง อันเป็นก้าวสำคัญในการกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย&amp;nbsp;พร้อมวิงวอนประชาคมโลก แก้ปัญหาผลักดันคนออกนอกประเทศ โดยจัดตั้งกลไกเพื่อปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ย้ายถิ่น ชื่นชมรบ.แก้ความรุนแรงในเด็กและสตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย.62 - ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส ในพิธีรับเสด็จ นายกรัฐมนตรีได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จตามพรมแดงไปยังแท่นรับความเคารพ ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยผู้มีเกียรติที่มารับเสด็จ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จไปยังห้องสีงาช้างด้านนอก ของตึกไทยคู่ฟ้า สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ทรงลงนามในสมุดเยี่ยม และทอดพระเนตรของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน และนายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ณ ห้องสีงาช้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้า นายกรัฐมนตรีกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ไปยังตึกสันติไมตรีหลังนอก เพื่ออนุญาตให้คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าเฝ้ารับเสด็จ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถวายการต้อนรับว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ&amp;nbsp;350&amp;nbsp;ปี การจัดตั้งคณะมิสซังคาทอลิกแห่งสยาม และเป็นวาระครบรอบ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับนครรัฐวาติกัน ขอชื่นชมพระกรณียกิจของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ที่ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพในโลก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทุกศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินนโยบายของไทยที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งในปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;นี้ ไทยในฐานะประธานอาเซียนได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนและประเทศหุ้นส่วนทุกภูมิภาคส่งเสริมประชาคมอาเซียนให้เป็นสังคมแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ จากผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่&amp;nbsp;35&amp;nbsp;สมาชิกอาเซียนต่างเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือตามประเด็นที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาความยากจน การลดช่องว่างด้านการพัฒนา การพัฒนาทุนมนุษย์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การลดขยะทะเล การพัฒนาพลังงานทดแทน และการอพยพย้ายถิ่นฐานที่เน้นการอำนวยความสะดวก การส่งกลับโดยสมัครใจ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี จึงเชื่อมั่นว่าไทยและนครรัฐวาติกันจะร่วมมือกันได้อย่างใกล้ชิดทั้งในกรอบทวิภาคีและระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่าการเสด็จเยือนไทยครั้งนี้ ของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยังความปลื้มปิติแก่คริสต์ศาสนิกชนชาวคาทอลิกในประเทศไทยที่มีจำนวนมากกว่า&amp;nbsp;380,000&amp;nbsp;คน และเป็นโอกาสให้ได้เข้าร่วมกิจกรรมและพิธีทางศาสนาที่สมเด็จพระสันตะปาปาฯ จะทรงเป็นประธาน ทั้งนี้ รัฐบาลและชาวไทยพร้อมถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฯ และคณะผู้ตามเสด็จอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้การเสด็จเยือนประเทศไทยเป็นไปโดยราบรื่นตามที่มุ่งหมายไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ประทานพระดำรัสว่า&amp;nbsp;ข้าพเจ้าขอขอบคุณที่ท่านได้ให้โอกาสแก่ข้าพเจ้า ในการที่ได้มาอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ทั้งยังได้ดำเนินการอำนวยความสะดวกแก่ข้าพเจ้าและคณะฯ เพื่อให้ได้มาเยือนผืนแผ่นดินไทย อันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และยังเป็นประเทศที่ยังคงรักษามรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม อันได้แก่ วัฒนธรรมการให้การต้อนรับ ซึ่งข้าพเจ้าได้ประสบด้วยตัวเอง และปรารถนาที่จะเป็นพยานยันยืนถึงสิ่งนี้ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างประเทศและประชาชนทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านนายกรัฐมนตรี ข้าพเจ้าขอขอบคุณสำหรับการต้อนรับและคำปราศรัยของท่าน ช่วงบ่ายวันนี้ข้าพเจ้าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระบรมราชินี ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงเชิญให้ข้าพเจ้ามาเยือนราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอยืนยันอีกครั้งถึงความปรารถนาดีของข้าพเจ้าที่มีต่อราชอาณาจักรและต่อรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอแสดงความเคารพอย่างสูงต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้ารู้สึกยินดียิ่งที่ได้มีโอกาสพบปะท่าน ผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองบริหารประเทศ ผู้นำทางศาสนา และสังคม ผ่านทางท่านทั้งหลายนี้ ข้าพเจ้าขออำนวยพรไปยังบรรดาปวงชนชาวไทยทุกคน ขอแสดงความเคารพนับถือ ต่อบรรดาทูตานุทูตทุกท่าน และในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศได้ผ่านการเลือกตั้ง อันเป็นก้าวสำคัญในการกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง ที่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ข้าพเจ้าสามารถมาเยือนราชอาณาจักรไทยในครั้งนี้เราทั้งหลายทราบดีแล้วว่า ปัญหาของโลกในปัจจุบันเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อทุกส่วนของโลก เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวมนุษยชาติ และเรียกร้องให้มีความตั้งใจจริง ในการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมระหว่างประเทศ และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างประชาชนทุกหมู่เหล่า ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งในการที่ประเทศไทยกำลังจะหมดวาระของการเป็นประธานของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจ ในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญ และยังเป็นหนทางในการที่จะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมอันหลากหลาย เป็นประเทศพหุสังคมที่มีความหลากหลายอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นประเทศที่ยอมรับถึงความสำคัญในการสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ โดยแสดงความเคารพและยกย่องต่อวัฒนธรรม ศาสนา และความคิดเห็นที่แตกต่าง ปัจจุบันเป็นยุคของโลกาภิวัฒน์ ซึ่งบ่อยครั้งให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และการเงิน โดยมองข้ามมิติด้านจิตวิญญาณและความสวยงามในประชาชนของเรา ในทางกลับกัน ประสบการณ์ในการให้ความเคารพและยอมรับความแตกต่าง ได้ให้แรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นสำหรับทุกคน ผู้มีความปรารถนาที่จะสร้างโลกที่แตกต่าง เพื่อมอบให้กับชนรุ่นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจอย่างยิ่งต่อการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งศูนย์จริยธรรมและสังคม ซึ่งได้เชิญผู้แทนจากศาสนาต่างๆ ในประเทศเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อรับฟังความคิดเห็นของเขาเหล่านี้ ในการที่จะรักษาความทรงจำทางจิตวิญญาณอันมีชีวิตของประชาชน ในแง่มุมมองนี้ ข้าพเจ้าจะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อแสดงถึงความสำคัญและความเร่งด่วนในการสร้างมิตรภาพและการเสวนาระหว่างศาสนา อันจะนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของสังคม และการเสริมสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรม รู้จักรับฟัง และไม่มีการแบ่งแยก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ชาวคาทอลิกแม้ว่าเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ในประเทศ จะพยายามอย่างเต็มความสามารถ ในการที่จะสนับสนุนอัตลักษณ์ของความเป็นไทย ซึ่งปรากฏในเพลงชาติของท่าน:&amp;nbsp;&amp;ldquo;รักสามัคคี...รักสงบ...ไม่ขลาด...&amp;rdquo;&amp;nbsp;และพวกเขาเหล่านี้ มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่ไม่ปฏิเสธ หรือบ่ายเบี่ยงเสียงเรียกร้องของพี่น้องชายหญิง ที่ปรารถนาจะหลุดพ้นจากความเป็นทาสของความยากจน ความรุนแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp;และความอยุติธรรม ผืนแผ่นดินของท่านได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินไทย คือแผ่นดินแห่งอิสรภาพ เราทราบกันดีแล้วว่า อิสรภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถที่จะเติมเต็มความรับผิดชอบที่เรามีต่อกันและกัน เพื่อเอาชนะความไม่เท่าเทียมทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องพยายามให้ประชาชนทุกคน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา อาชีพการงาน และความช่วยเหลือด้านสุขภาพ เพื่อที่จะได้สามารถบรรลุถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์และยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวสั้นๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของผู้ย้ายถิ่น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในปัจจุบัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การอพยพย้ายถิ่นฐาน แต่อยู่ที่สถานการณ์อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านจริยธรรมที่สำคัญยิ่งในยุคสมัยของเรา เราไม่สามารถปฏิเสธวิกฤติการณ์ปัญหาผู้อพยพ วิกฤติการณ์นี้ไม่สามารถมองข้ามได้ ประเทศไทยเองเคยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงว่าเป็นประเทศที่ต้อนรับผู้อพยพ โดยเฉพาะบรรดาผู้ต้องหลบหนีอย่างน่าเศร้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ประชาคมระหว่างประเทศ ดำเนินการด้วยความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาที่ผลักดันให้ประชาชนต้องหลบหนีออกจากประเทศของตน และส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย มีการจัดการ และมีการควบคุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกประเทศจะจัดตั้งกลไกที่มีประสิทธิภาพ ในการปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของบรรดาผู้ย้ายถิ่นและผู้อพยพ ผู้ซึ่งต้องเผชิญภยันตราย ความไม่แน่นอน และการถูกเอารัดเอาเปรียบ ในการที่เขาแสวงหาเสรีภาพและชีวิตที่มีศักดิ์ศรีสำหรับครอบครัวของตน พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้อพยพ หากแต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของสังคมของเราทุกคนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงบรรดาสตรีและเด็กในยุคของเรา ที่ต้องเผชิญกับ ความรุนแรง การถูกเอารัดเอาเปรียบ และการถูกบังคับให้ทำงานเยี่ยงทาสในหลากหลายรูปแบบ ข้าพเจ้าของชื่นชมรัฐบาลไทย รวมทั้งบุคคลและองค์กรที่ได้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อแก้ไขปัญหาอันน่าเศร้าใจและเปิดหนทางแห่งการดำเนินชีวิตที่มีศักดิ์ศรีแก่บุคคลเหล่านี้ ปีนี้เป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปี ของ&amp;nbsp;&amp;ldquo;อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเราในการที่จะไตร่ตรองและดำเนินการด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ความพากเพียรพยายาม และความเร่งด่วน เพื่อปกป้องชีวิต พัฒนาการด้านสังคม สติปัญญา โอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการเติบโตทางด้านกายภาพ จิตใจ และจิตวิญญาณของบรรดาเยาวชน อนาคตของประชากรของเราขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราจะสามารถรับประกันต่อเยาวชนของเราถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีมีศักดิ์ศรีในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่าน ปัจจุบันนี้สิ่งที่สังคมของเราต้องการมากกว่ายุคสมัยใดๆ คือ ผู้ส่งเสริมให้เกิด&amp;nbsp;&amp;ldquo;ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่&amp;rdquo;&amp;nbsp;ชายและหญิงที่มีความตั้งใจจริงในการที่จะทำให้เกิดการพัฒนาแบบบูรณาการสำหรับประชากรในครอบครัวมนุษยชาติ ที่จะดำเนินชีวิตในความยุติธรรม ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความสมัครสมานสามัคคีฉันพี่น้อง ท่านทั้งหลายต่างคนต่างทำหน้าที่ของตน ในการที่จะพยายามให้ผลประโยชน์ร่วมกันไปทั่วถึงทุกหนแห่งของประเทศ นี่คือหนึ่งในภารกิจอันประเสริฐที่บุคคลๆหนึ่งสามารถทำได้ ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ทุกท่านปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายของตนให้สำเร็จ และข้าพเจ้าวอนขอพระพรอันไพบูลย์จากพระเจ้า สำหรับประเทศ บรรดาผู้นำ และประชาชนชาวไทยทั้งมวล ข้าพเจ้าภาวนาวิงวอนขอให้พระเจ้าทรงนำท่านและครอบครัวของท่าน ในหนทางแห่งปัญญา ความยุติธรรม และสันติสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50793</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะมิสซังคาทอลิกแห่งสยาม, ตึกไทยคู่ฟ้า, พระสันตะปาปาฟรันซิส, สมเด็จพระสันตะปาปา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd60e2390fdc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42457</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2019 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2019 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาลคนใหม่เผยมุ่งทำงานสร้างสรรค์เข้าถึงชาวบ้าน จ่อตั้งศูนย์รับมือข่าวลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โฆษกรัฐบาล&amp;quot;&amp;nbsp;สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ เผยไม่หนักใจอะไร ขอทำงานสร้างสรรค์ รับอาจเจอแรงปะทะ แต่จะอดทน ระบุ &amp;ldquo;นายกฯ&amp;rdquo;ฝากให้ชี้แจงภาษาง่ายๆให้ชาวบ้านเข้าใจ เผยหารือ &amp;quot;พุทธิพงษ์&amp;quot; เตรียมรับมือเฟคนิวส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.62 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางมาไหว้ศาลพระพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า และศาลตา ศาลยาย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยต้องออกจากส.ส.ว่า ความจริงส.ส.ก็ถือเป็นบทบาทหนึ่ง ซึ่งได้ทำในเวลาสั้นๆ 2 เดือนกว่า แต่เมื่อผู้ใหญ่เห็นว่าเราน่าจะมาทำบทบาทนี้ และเนื่องจากเราเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็ไม่ได้เกิดผลกระทบที่เสียหายอะไร เพราะได้เลื่อนรายชื่อท่านอื่นในบัญชีรายชื่อขึ้นมาแทน จึงไม่คิดว่าเป็นการเสียสละ หรือเสียดายอะไร แค่มาสวมอีกบทบาทหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวว่า&amp;nbsp;การมาทำงานตรงนี้ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะตั้งใจว่าจะทำงานในเชิงสร้างสรรค์ แต่ก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอแรงปะทะบ้าง ก็จะพยายามอดทนและจะตั้งใจทำงานเต็มที่ ขอกำลังใจให้คนที่ตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองหน้าใหม่คนหนึ่งด้วย ตนอยากเข้ามาช่วย และขอเป็นตัวอย่างคนหนึ่งที่กล้าเดินเข้ามาพร้อมเผชิญกับทุกอย่าง อยากจะทำการเมืองใหม่ให้กับประเทศไทยอย่างสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ตั้งใจไว้คืออยากให้ทีมโฆษกตอบคำถามอย่างสร้างสรรค์ ไม่ตอบโต้ในลักษณะทะเลาะเบาะแว้ง ซึ่งเมื่อได้รองโฆษกฯมาแล้ว ก็คงมาหารือกันว่าจะทำงานอย่างสร้างสรรค์อย่างไร เพราะสิ่งที่นายกฯอยากเห็นคืออยากให้เปิดกว้างให้ฝ่ายที่เห็นต่างได้แสดงความคิดเห็นด้วย ซึ่งเราก็ต้องรับฟัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ฝากหรือย้ำในการทำงานหน้าที่โฆษกฯ อย่างไรบ้าง นางนฤมล กล่าวว่า นายกฯฝากให้ตนเป็นตัวแทนนายกฯในการชี้แจงเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจนด้วยภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ และมีอะไรที่จะเป็นข้อมูลที่จะมาสนับสนุนหรือช่วยบอกกล่าวกับสื่อมวลชนหรือประชาชนให้ทราบได้ก็ให้ช่วยดูแล เช่น ผลงานรัฐบาลที่ผ่านมาที่อาจมาเชื่อมต่อกับโครงการที่กระทรวงต่างๆกำลังดำเนินการอยู่ จึงอยากให้โฆษกฯเล่าให้เห็นความเชื่อมโยงกันว่าได้ทำอะไรมาบ้างแล้ว และจากนี้ไปจะมีอะไรเกิดขึ้นที่จะเป็นประโยชน์กับสังคมและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯไม่ได้บอกหรือกำชับอะไร เพียงแต่บอกว่า ให้ระวังอย่าไปพูดวิชาการมากเกินไป ตอนนี้ไม่ได้สอนหนังสืออยู่นะ ต้องพูดแบบภาษาชาวบ้านหน่อย เพราะคนฟังคือชาวบ้าน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ารองโฆษกฯ ที่จะมาอยู่ในทีมด้วย มีการประสานมาหรือยังว่าเป็นใครบ้าง นางนฤมล กล่าวว่า ยังไม่ทราบ นายกฯยังไม่ได้บอกอะไร คิดว่าคงกำลังคัดสรรอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องข่าวลวงที่มีมากในโซเชียลขณะนี้ ต้องรับมืออย่างไร&amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ได้หารือกับทางกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์เฟคนิวส์ขึ้นมา ซึ่งจะต้องมาบูรณาการและดูแลร่วมกัน เพราะปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะสื่อหลัก แต่มีสื่อโซเชียลด้วย ซึ่งโอกาสของข่าวลวงที่จะเกิดขึ้นมีเยอะมาก จึงต้องทำงานร่วมกัน และความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ในต่างประเทศก็ทำกัน เพราะมันน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42457</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตึกไทยคู่ฟ้า, ทำเนียบรัฐบาล, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190801/image_big_5d4257d6cfaea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทวัญ&#039; ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก ยันทำหน้าที่ซื่อสัตย์สุจริตตามนายกฯกำชับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.62 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ&amp;nbsp;ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ได้เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ โดยขึ้นสักการะพระพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมถ่ายภาพร่วมกับส.ส.&amp;nbsp;และคณะทำงาน ที่ห้องโถงตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นลงมาไหว้ศาลพระภูมิและศาลตาศาลยาย ก่อนพาสื่อมวลชนชมห้องทำงานที่ชั้น 2 ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งได้นำพระพุทธรูปนิรันตราย 2515 วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาศรีมาราม มาไว้ที่ห้องทำงานเพื่อบูชา โดยเป็นพระพุทธรูปที่เคารพนับถือ ขอพรให้ปัญหาคลี่คลายไปได้ทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทวัญ กล่าวว่า ตนถือฤกษ์สะดวกมาทำงานให้กับประเทศชาติ จึงมาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพภายในทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;ถือเป็นธรรมเนียมที่ข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำทำเนียบต้องมาสักการะ ส่วนการแบ่งงานยังไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานอะไร แล้วแต่นายกฯมอบหมาย โดยตนจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดแรกเมื่อวันที่ 16 ก.ค.นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำการทำงานอย่างไรบ้าง นายเทวัญ กล่าวว่า วันนี้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลายๆพรรคก็คงต้องทำงานในรูปแบบเดียวกันตามนโยบายของรัฐบาล&amp;nbsp;ที่สำคัญนายกฯอยากให้เราทำงานให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นายกฯได้เน้นย้ำตรงนี้ไว้ เมื่อถามว่า คิดว่าการทำงานร่วมกันของครม.จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ นายเทวัญ ตอบว่า ไม่น่ามีปัญหาอะไร คงทำงานได้เต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 25 ก.ค. พรรคชาติพัฒนามีนโยบายอะไรบ้างที่อยู่ในนโยบายรัฐบาล นายเทวัญ ตอบว่า ถือว่านโยบายรัฐบาลเป็นนโยบายที่ดี เพราะได้มีนโยบายของหลายๆพรรคเข้าไปรวม&amp;nbsp;ซึ่งพรรคชาติพัฒนามีนโยบายเรื่องเศรษฐกิจรากหญ้า และอยากกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว ด้านอุตสาหกรรม ซึ่งเราได้บรรจุนโยบายพรรคเข้าไปในนโยบายรัฐบาล ด้วยความกรุณาของนายกฯ ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือว่าเป็นความท้าทายรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้น&amp;nbsp;นายเทวัญ กล่าวว่า ต้องดูการแถลงนโยบายรัฐบาลก่อน หลังจากนั้นคิดว่าจะดีขึ้นตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรในสิ่งที่อยากทำกลายเป็นเรื่องที่พรรคอื่นได้ไปกำกับ แล้วชาติพัฒนาจะผลักดันเรื่องเหล่านี้อย่างไร นายเทวัญ ตอบว่า นโยบายรัฐบาลทุกท่านคงเห็นว่ามีทั้งนโยบายเร่งด่วนและนโยบายปกติ คงไปดำเนินการตามนั้น&amp;nbsp;ทำตามนโยบายทุกอย่างได้ก็ประสบผลสำเร็จ ส่วนการลงพื้นที่ไปพบประชาชนในส่วนของพรรค ตอนนี้ตนยังไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลส่วนไหน หลังได้รับความชัดเจนเรื่องมอบหมายงาน ก็จะไปดูตรงนั้นว่าทำได้เต็มที่แค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับท่าทีของพรรคชาติพัฒนากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายเทวัญ กล่าวว่า คงต้องคุยกันในพรรคและต้องคุยกันในพรรคร่วมรัฐบาลอีกที เมื่อถามว่า หลังจากนี้ฝ่ายค้านเตรียมซักฟอกครม. เราต้องระมัดระวังการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่&amp;nbsp;นายเทวัญ ตอบว่า ไม่ต้องระมัดระวังอะไร เพราะปัจจุบันในส่วนของตนพยายามเต็มที่ และอย่างที่นายกฯกำชับคือทำหน้าที่ซื่อสัตย์สุจริต ส่วนฝ่ายค้านซักฟอกเป็นกติกาปกติ เป็นเรื่องของสภา ซึ่งตอนนี้ตนก็เตรียมพร้อมทำงานอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตึกไทยคู่ฟ้า, ทำเนียบรัฐบาล, นโยบายรัฐบาล, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา, เทวัญ ลิปตพัลลภ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d2fdfea1c479.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่เมินสุเทพตั้งพรรครปช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; เมินตอบ &amp;ldquo;กำนัน&amp;rdquo; ตั้งพรรค ส่วน &amp;ldquo;ประวิตร&amp;rdquo; ชี้เป็นเรื่องที่ดี อภิสิทธิ์ยังกั๊กจับมือ &amp;nbsp;ลั่นต้องขอดูอุดมการณ์ก่อน ส่งกฎหมายลูกว่าด้วย ส.ว.ถึงมือนายกฯ แล้ว กกต.ย้ำห่วงไพรมารี พีระศักดิ์แย้มข่าวร้ายหย่อนบัตรท้องถิ่นอาจช้ากว่าเลือกตั้งใหญ่!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ &amp;nbsp;(คสช.) ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นในกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โดยเมื่อถูกถามได้เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าด้วยสีหน้าที่บึ้งตึงในทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า แล้วแต่เขาว่าเขาจะคิดอย่างไร แต่ส่วนตัวเห็นว่านายสุเทพมาตั้งพรรคการเมืองก็ดี มาร่วมมือกันหลายส่วน &amp;nbsp;พร้อมปฏิเสธไม่เห็นภาพนายสุเทพหลั่งน้ำตา&amp;nbsp;
ส่วนกรณีนายสุเทพบอกว่า ต้องยอมตระบัดสัตย์เพราะมาทำงานเพื่อประชาชน พล.อ.ประวิตรระบุว่า เขาคิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แล้วแต่เขา เมื่อซักต่อว่าสะท้อนใจหรือไม่ที่คนระดับนายสุเทพต้องมาหลั่งน้ำตาเพื่อมาทำงานทางการเมือง รองนายกฯ กล่าวว่าไม่ตอบ ไปซับอะไรเขา ก็เขาร้องไห้ เราจะไปรู้ได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องซับน้ำตาให้นายสุเทพหรือไม่ เพราะเคยเป็นกองหนุนของรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยเป็น กปปส. ลงเรือลำเดียวกันมาตั้งแต่ปี 2557 พล.อ.ประวิตรกล่าวด้วยเสียงดังว่า &amp;quot;อะไรวะ ไม่มีไร &amp;nbsp;ตอนหลังก็ไม่ได้มาทำอะไรร่วมกันแล้ว คสช.ก็ไปทำงานของ คสช.เอง&amp;quot;&amp;nbsp;
ส่วนที่มองกันว่านายสุเทพตั้ง รปช.ขึ้นมามีเป้าหมายเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์นั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าไม่ทราบ ต้องไปถามเขา ถามตนเองไม่ได้ ส่วนจะถือเป็นเรื่องที่ดีใช่หรือไม่ คุณคิดอย่างไรก็แบบนั้นนั่นแหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ตอบเรื่องนี้ว่าไม่มอง ทำไมต้องมอง ส่วนจะดีหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพราะไม่ใช่เรื่องของตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าคนที่มีตำแหน่งในรัฐบาลสามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่าไปเป็นได้ แม้แต่ข้าราชการก็ไปเป็นสมาชิกพรรคได้ แต่ห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค เว้นแต่รัฐมนตรีที่สามารถเป็นได้เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ตำแหน่งในรัฐบาล แต่เมื่อยุบสภาเขาก็ไปเลือกตั้ง &amp;nbsp;ถ้าลาออกก็คงกลับไปเลือกตั้งไม่ทัน ส่วนที่มีกระแสข่าวคนในรัฐบาลนี้ไปร่วมพรรคดังกล่าว ไม่ทราบ หากมีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ส่วนเรื่องความเหมาะสมก็แล้วแต่ทัศนะของใครอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่าช่วงใกล้เลือกตั้งรัฐบาลจะกลายเป็นรัฐบาลรักษาการหรือไม่ นายวิษณุยืนยันว่าไม่ใช่ &amp;nbsp;รัฐบาลและ คสช.จะอยู่ต่อไปจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่ถวายสัตย์ ส่วนจะมีใครอยู่เกินหรือไม่นั้น คนที่ได้เป็นอะไรต่อเขาอาจอยู่เกินได้ภายใต้โฉมหน้ารัฐบาลใหม่
ลั่นต้องส่องอุดมการณ์ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงอุดมการณ์ของ รปช.ไม่แตกต่างจาก ปชป.ว่า จุดยืนพรรคในการปฏิรูปชัดเจน และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากหลายคนของ รปช. และ 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ทำใน 3-4 ข้อของการปฏิรูป เช่น การกระจายอำนาจ ปัญหาการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าพรรคใหม่ยืนยันหลักการเหล่านี้ ต้องดูท่าทีในการกำหนดนโยบายว่าจะเหมือนหรือแตกต่างจาก ปชป.หรือ คสช.อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ปชป.ไม่มีสาขาแน่นอน พรรคไม่มีแนวคิดเรื่องพรรคสาขาหรือนอมินี และเชื่อว่านายสุเทพไม่ประสงค์เป็นสาขาของใคร และเป็นเรื่องปกติที่ทุกพรรคการเมืองต้องแย่งฐานเสียงกันเอง โดยเฉพาะพรรคที่มีแนวความคิดคล้ายกัน ส่วนจะทำงานร่วมกันหรือไม่นั้นต้องดูว่าแนวคิด นโยบายคล้ายกันหรือไม่ ถ้าคล้ายก็ร่วมงานกันไม่ยาก ต้องรอดูและให้เวลาเขาทำงานก่อน และประเด็นสำคัญคือต้องดูว่าไปสนับสนุนบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่ ตอบชัดเจนคงยากต้องดูต่อไป เพราะยังมีเงื่อนไขอีกหลายอย่าง เช่น กระบวนการการเลือกตั้ง ท่าทีที่แสดงต่อสาธารณะ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้า ปชป.ภาคตะวันออก กล่าวถึงกรณีนายธวัชชัย อนามพงษ์ &amp;nbsp;อดีต ส.ส.จันทบุรี ปชป.ไปร่วมงานเปิดตัว รปช.และประกาศร่วมงานการเมืองกับนายสุเทพ ว่ามีผลกระทบกับพรรคบ้าง แต่คงไม่กระทบอะไรมากนัก และคิดว่าพอหาคนมาลงแทนได้ เพราะฐานเสียง จ.จันทบุรีประชาชนมีความมั่นคงและไว้ใจ ปชป.มาตลอด เราต่อสู้มาตั้งแต่มีคู่ต่อสู้เช่นนายประวัฒน์ อุตโมท อดีต ส.ส.ชาติพัฒนาที่ถือว่าเข้มแข็งที่สุดมาแล้ว แต่คนจันทบุรีก็ไว้ใจเลือกคนของพรรคมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คุณธวัชชัยก่อนมาอยู่กับเรา ท่านก็ย้ายมาหลายพรรคแล้ว แต่หากท่านตัดสินใจไปจากพรรค เพราะเหตุผลทางอุดมการณ์ที่ตรงกับ รปช. โดยไม่มีเหตุผลเรื่องผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของท่าน&amp;rdquo; นายสาธิตกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การตั้งพรรค รปช.ถือเป็นการเปิดตัวแนวร่วมใหม่ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอีกพรรค ซึ่งการตั้งพรรคลงแข่งขันกันตามกติกาประชาธิปไตยย่อมดีกว่าการชัตดาวน์ประเทศ ก่อจลาจลขัดขวางกันเลือกตั้ง ที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดเพื่อล้มรัฐบาลไปสู่การรัฐประหาร ส่วนจะเป็นพรรคที่สานต่อแนวทางของ กปปส.หรือไม่ &amp;nbsp;ดูจากสมาชิกที่รวมตัวกัน กปปส.ก็มากันเพียบ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การตั้งพรรคควรเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ประชาชนก็แปลกใจที่นายสุเทพร้องไห้อีกแล้ว เหมือนเป็นทางถนัดของนายสุเทพที่ให้น้ำตานำทาง ทำให้อดนึกถึงนักการเมืองบางคนที่ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จในสภาไม่ได้หรือไม่&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าวและว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาพรรคใดแพ้ก็ต้องยอมรับและทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ควรใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายล้มโต๊ะชัตดาวน์ประเทศให้เสียหายอีก
กม.ลูกถึงมือประยุทธ์แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้น นายวิษณุกล่าวถึงความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า ร่างดังกล่าวยังมาไม่ถึงรัฐบาล เพราะศาลยังไม่ส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดังนั้นต้องใช้เวลา แต่สำหรับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. เชื่อว่าจะส่งให้นายกฯ ลงนามเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายได้ในวันที่ 4 มิ.ย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อย่าไปขีดเส้นตายแบบนั้นเลย เดี๋ยวพวกคุณก็เอาไปพาดหัวว่า เอาละโว้ย ลงนามแล้วโว้ย เจ้าหน้าที่เขาแจ้งผมมาว่าได้ตรวจสอบเสร็จเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา และเสนอนายกฯ วันนี้ (4 มิ.ย.) และนายกฯ ก็คงไม่ได้ตรวจอะไรอีก 7 วันหรอก ไม่ต้องกลัว&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิษณุยังกล่าวถึงการกำหนดเขตเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าไม่ต้องใช้กฎหมายพิเศษ ทำได้ตามปกติ แต่ตอนนี้ที่ลังเลคือจะเป็น กกต.ชุดเก่าหรือใหม่ที่จะมาทำหน้าที่ ส่วนจะคืบหน้าอย่างไรแล้วไม่ทราบ และไม่มีหน้าที่ต้องมารายงาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.กล่าวถึงการวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ &amp;nbsp;53/2560 ว่า หากศาลมีคำวินิจฉัยแล้วคงมีผลกระทบโดยเฉพาะพรรคการเมือง แต่ก็ยังไม่รู่ว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมา กกต.และ สนช.ได้ส่งความเห็นถึงศาลแล้ว และก่อนหน้านี้ กกต.ยังเคยทำหนังสือถึง คสช.หลายฉบับเพื่อให้ผ่อนปรนเรื่องที่อาจเป็นปัญหา อาทิ เรื่องทุนประเดิม เรื่องการเก็บค่าบำรุงพรรค แต่ไม่ได้บอกว่าคำสั่งดังกล่าวผิดหรือไม่ผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวว่า หากคำวินิจฉัยของศาลไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 กระบวนการจัดการเลือกตั้งก็เดินหน้าต่อไป แต่ยังมีความกังวลโดยเฉพาะเรื่องการทำไพรมารีโหวต โดยเข้าใจว่าสามารถทำได้ แต่อยากให้เลื่อนการแบ่งเขตเลือกตั้งให้เร็วขึ้นเพื่อให้พรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ซึ่งมีหลายฝ่ายเสนอความเห็นว่าในการประชุมร่วมกันระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ กกต.นั้น ควรให้ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งก่อน ภายหลังจากที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ เพราะจะเป็นผลดีต่อพรรคการเมืองที่จะมีเวลามากขึ้นในการปรับตัว เนื่องจากไม่รู้ว่าพรรคการเมืองต้องใช้เวลาเท่าไหร่ทำไพรมารีโหวต แต่ละพรรคมีความพร้อมแตกต่างกัน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หลังจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ประกาศใช้แล้วจะมีการประชุมร่วมกันระหว่าง ครม.กับ กกต. ตามข้อ 8 คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ซึ่งตอนนั้นอาจมีการปลดล็อกเกิดขึ้น&amp;rdquo;
เลือกตั้งท้องถิ่นยังยาว
นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กรธ.ว่าเป็นต้นคิดให้นำระบบไพรมารีโหวตมาใช้จนเป็นภาระของพรรคการเมืองว่า กรธ.ไม่ได้เป็นคนต้นคิดเรื่องนี้ แต่เป็นการเพิ่มเติมในชั้นของ สนช.ที่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน เพื่อหวังให้ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
&amp;ldquo;ยืนยันว่า กรธ.ไม่ได้อยากเห็นการปฏิรูปที่เป็นการสร้างภาระให้พรรคการเมือง แต่เมื่อมีการกำหนดไว้ในกฎหมายลูกแล้วก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หากไม่ดำเนินการก็จะเกิดปัญหาฟ้องร้องกันได้&amp;rdquo; นายอุดมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 กล่าวถึงความคืบหน้าในการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า &amp;nbsp;กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นอยู่ในขั้นตอนของการปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายต่างๆ &amp;nbsp;ที่เกี่ยวข้องรวมถึงรัฐธรรมนูญด้วย ขณะนี้อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนจึงจะเสร็จ ส่วนจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่นั้นยังกำหนดไม่ได้ ขึ้นอยู่ที่ว่ากฎหมายจะเสร็จก่อนหรือหลัง ถ้าเสร็จเร็วก็เลือกเร็ว อาจเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนก็ได้ แต่ถ้าหากกฎหมายเสร็จช้า จะเลือกตั้ง ส.ส.ก่อนก็ไม่น่ามีปัญหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในวันที่ 7 มิ.ย.ว่า การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนของทุกครั้งที่มีการชุมนุม โดยเน้นการทำความเข้าใจพูดคุย ซึ่งกองทัพต่อจากนี้ไปก็ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องการบรรเทาภัยพิบัติ และดูแลความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก ในส่วนเรื่องความมั่นคงนั้นยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดบางกรณี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10683</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ตึกไทยคู่ฟ้า, ธวัชชัย อนามพงษ์, พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พีระศักดิ์ พอจิต, มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย, ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย, วิษณุ เครืองาม, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สาธิต ปิตุเตชะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, อุดม รัฐอมฤต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b154827bb077.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ปรับครม.ก็อยู่ได้ รอศาลชี้ขาด&#039;ดอน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยัวะ! ถูกถามปรับ ครม.หรือไม่ ลั่นไม่ปรับก็อยู่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้ &amp;quot;ดอน&amp;quot; ก็ลาออก &amp;nbsp;&amp;quot;วิษณุ&amp;quot; ย้ำรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขณะที่ กกต.อยู่ระหว่างการทำคำวินิจฉัย คาดส่งให้ศาล รธน.ได้ในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้ว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากคู่สมรสถือครองหุ้นในธุรกิจเกินกว่าร้อยละ 5 โดยไม่แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ &amp;nbsp;(ป.ป.ช.) ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ เพียงแต่หันมาโค้งให้สื่อมวลชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันอย่างฉุนเฉียวว่า &amp;quot;ไม่มี&amp;quot; เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจากกรณีดังกล่าวต้องปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่ายืนยันไม่มีการปรับ ครม.ใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า &amp;quot;ปรับไปทำไม คุณก็ปรับเองแล้วกัน ผมไม่ปรับ อยู่ได้ก็อยู่ ถ้าอยู่ไม่ได้ท่านก็ต้องออก อยู่ในขั้นตอนกฎหมาย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกครั้งว่าสรุปว่าไม่มีการปรับ ครม.ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์หันไปตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า &amp;quot;พูดไปไม่เข้าใจเหรอ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่านอกจากนายดอนแล้วจะมีการปรับ ครม.ในส่วนอื่นหรือไม่ในช่วงเวลา 6 เดือนที่เหลือของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่าไม่มีแผน ไม่ได้คิดว่าจะต้องปรับใคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่าตอบไม่ได้เพราะยังไม่มีการพูดคุยกันเลย ตนเพิ่งเดินทางกลับจากการประชุม IISS Shangri-La Dialogue ครั้งที่ &amp;nbsp;17 ที่ประเทศสิงคโปร์ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องดูกฎเกณฑ์ หากกฎเกณฑ์ว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าหากนายดอนแสดงสปิริตลาออกเพื่อเอื้อต่อการตรวจสอบจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า &amp;quot;ต้องถามท่าน มาถามผม ผมจะรู้ได้อย่างไร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีกระแสข่าวจะมีการปรับ ครม.หากนายดอนลาออก รองนายกฯ ย้อนถามว่า กระแสข่าวที่ไหน รายงานข่าวของใคร ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่าเป็นการคาดการณ์ของสังคมว่ารัฐบาล คสช.จะมีการปรับ ครม.ก่อนลงจากหลังเสือเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งในปี 2562 พล.อ.ประวิตรจึงกล่าวว่า &amp;quot;อะไร &amp;nbsp;ลงหลังเสืออะไร คสช.เป็นหลังเสือหรือ ปัดโธ่&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า คสช.เป็นเสืออยู่แล้วใช่หรือไม่ รองนายกฯ เลี่ยงตอบว่าถามไม่รู้เรื่องเลย ก่อนจะเดินเข้าห้องประชุมไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทยอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรค 2 ว่า กกต.ลงมติการถือหุ้นของภริยานายดอน ศาลสามารถสั่งให้นายดอนหยุดการปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ก็ต้องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้ส่งเรื่องให้ศาล จึงยังไม่มีอะไรให้ทำ เหมือนที่เคยพูดไปก่อนหน้านี้ว่าจะยังไม่มีอะไรจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดถึงคำสั่งของศาลออกมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่าคำสั่งดังกล่าวอาจออกมาก่อนจะมีคำตัดสินได้ เพราะในรัฐธรรมนูญระบุว่าหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่จะเป็นปัญหาก็ให้สั่งอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา แต่ถึงอย่างไรต้องรอให้กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญก่อน แต่ทางข้อกฎหมาย กกต.สามารถพิจารณาเรื่องที่ไม่อยู่ในคำร้องได้ &amp;nbsp;นายดอนยังไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายวิษณุกล่าวว่า เมื่อรายงานไปนายกฯ ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น ท่านฟัง พยักหน้า สั่นหัว และยกนิ้วโป้งให้สื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการ กกต.กล่าวว่า อยู่ระหว่างการทำคำวินิจฉัย คาดว่า กกต.ทุกคนจะลงนามครบในสัปดาห์นี้ และคาดว่าจะส่งศาลรัฐธรรมนูญภายในสัปดาห์หน้า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องก็มีอำนาจที่จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขาดคุณสมบัติก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง และจะทำให้ผู้ที่ขาดคุณสมบัติไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีก เว้นแต่จะพ้นตำแหน่งไปแล้วสองปีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (8)&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายสนธยา คุณปลื้ม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้นำดอกไม้มาสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตาศาลยาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเดินทางมาทำงานในทำเนียบฯ เป็นวันแรก หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกฯ แต่งตั้งวันที่ 17 เม.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายสนธยาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ที่จะถูกดึงมานั่งในตำแหน่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาว่า ได้ข่าวเรื่องดังกล่าวมาเหมือนกัน และมีคนสอบถามมาบ้าง แต่คงไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ ถ้าในสถานะปัจจุบันถือว่ายังไม่ถึงที่สุด เพราะมีขั้นตอนในการดำเนินการต่อ หากถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นในส่วนของนายกฯ จะพิจารณาดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับนายกฯ ในกรณีนี้หรือไม่ นายสนธยาเผยว่าส่วนใหญ่คุยกันในเรื่องแนวทางการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องอีอีซีและโครงการต่างๆ ของรัฐบาล อย่างไรก็ตามเรื่องการทำงานได้ประสานกับนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวฯ ตลอด พร้อมประสานข้อมูลกับนายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชา รมว.การท่องเที่ยวฯ สำหรับข้อมูลที่ครอบคลุมในการกำหนดนโยบายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าหากให้กลับมานั่งในตำแหน่ง รมว.การท่องเที่ยวฯ จะมาหรือไม่ เขาตอบว่าการทำงานไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ต้องทำอย่างเต็มความสามารถ ครั้งนี้นายกฯ แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกฯ ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่เราสามารถใช้ประสบการณ์ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลจะพูดคุยกับพรรคการเมืองและ กกต.ในเดือน มิ.ยนี้ นายสนธยากล่าวว่าพร้อมที่จะเข้ามาร่วมพูดคุยอยู่แล้ว เพราะอาจจะมีหลายประเด็นที่ต้องมีการพูดคุยกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10682</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการการเลือกตั้ง, การกระทรวงการต่างประเทศ, ดอน ปรมัตถ์วินัย, ตึกไทยคู่ฟ้า, บุญส่ง น้อยโสภณ, ประเทศสิงคโปร์, ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิษณุ เครืองาม, สนธยา คุณปลื้ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b1548141a9b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 19:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;หารือ&#039;นายกฯภูฏาน&#039;ขยายการลงทุน-เชื่อมโยงการท่องเที่ยวสองประเทศ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค.61&amp;nbsp; ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมงานวันวิสาขบูชาโลกครั้งที่ 15 ภายหลังการหารือ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและยินดีที่นายกรัฐมนตรีภูฏานเดินทางเพื่อมาเข้าร่วมงานวันวิสาขบูชาโลกครั้งที่ 15 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมาพบปะกันในวันนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณที่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จฯ เยือนไทย เพื่อทรงเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยินดีในความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและภูฏาน ซึ่งใกล้ชิดทั้งในระดับราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน โดยเฉพาะความเชื่อมโยงทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรม และเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศจะพัฒนาไปอย่างมั่นคงต่อไป โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีภูฏานแสดงความเชื่อมั่นในพัฒนาการของประเทศไทย และขอบคุณที่ไทยให้การสนับสนุนโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาด้วยดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสาธารณสุข เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีภูฏานได้หารือถึงความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการใช้กลไกการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย - ภูฏาน (JTC) เพื่อหารือแนวทางในการขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีชื่นชมในพัฒนาการด้านต่างๆของภูฏาน และกล่าวว่า ภูฏานมีศักยภาพในสาขาการท่องเที่ยวและการก่อสร้าง และยินดีที่ปัจจุบันมีการลงทุนด้านการโรงแรมของไทยในเมืองสำคัญๆของภูฏาน นอกจากนี้ภาคเอกชนไทยโดยเฉพาะบริษัทก่อสร้างของไทยมีความสนใจในการลงทุนในภูฏาน โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสาขาดังกล่าว ในการนี้จึงขอให้ฝ่ายภูฏานช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจไทยด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า เป็นสาขาที่สามารถเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันได้ นายกรัฐมนตรียินดีที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอ และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ ในลักษณะ &amp;ldquo;a few countries in one destination&amp;rdquo; ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงทางด้านการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน โดยเห็นว่าการท่องเที่ยวจะช่วยกระชับความสัมพันธ์และสามารถสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน กล่าวด้วยว่า ไทยและภูฏานเห็นพ้องให้ทั้งสองประเทศแสดงบทบาทที่แข็งขันด้านความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้กับอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือต่างๆ ที่ทั้งสองเป็นสมาชิก อาทิ BIMSTEC และ ACD ตลอดจนแนวคิดสถาปัตยกรรมอินโด-แปซิฟิก เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเติบโตอย่างเข้มแข็งไปด้วยกัน ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีภูฏานได้กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนภูฏาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันต่อไป ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีรับไปพิจารณา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9999</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาโช เชริง โตบเกย์, ตึกไทยคู่ฟ้า, ทำเนียบฯ, ราชอาณาจักรภูฏาน เ, ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b0803393bff1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
