<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2021 22:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2021 22:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตุรกีกริ้ว &#039;ไบเดน&#039;ยอมรับออตโตมันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อาร์เมเนีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่ประกาศยอมรับว่าเหตุการณ์ที่จักรวรรดิออตโตมันฆ่าชาวอาร์เมเนียจำนวนมากเมื่อปี 2458 เป็น &amp;quot;การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; รัฐบาลตุรกีกริ้วเรียกทูตสหรัฐมาประท้วง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธาาธิบดีโจ ไบเดน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้าที่จะประกาศการยอมรับดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 24 เมษายน 2564 ประธานาธิบดีไบเดนได้โทรศัพท์แจ้งให้ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ได้ทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการตัดสินใจของเขา เพื่อทุเลาความโกรธเคืองของตุรกี ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรร่วมองค์การนาโต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจดจำชีวิตของทุกคนที่เสียชีวิตในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียในยุคออตโตมัน และให้คำมั่นกับตนเองอีกครั้งที่จะป้องกันไม่ให้ความโหดร้ายเช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก&amp;quot; ไบเดนกล่าวในแถลงการณ์วันเดียวกับที่ชาวอาร์เมเนียรำลึกครบรอบการสังหารหมู่ปีที่ 106 &amp;quot;เรายืนยันประวัติศาสตร์ เราไม่ได้ทำเพื่อกล่าวโทษใคร แต่ทำเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดไปแล้วจะไม่เกิดซ้ำ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาคองเกรสของสหรัฐเคยลงมติอย่างท่วมท้นเมื่อปี 2562 ยอมรับว่าเหตุการณ์คราวนั้นเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนีย แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัดเจนว่า จุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐยังไม่เปลี่ยนแปลง คำแถลงของไบเดนทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่ประกาศยอมรับเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของผู้นำสหรัฐเป็นชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับอาร์เมเนียและผู้พลัดถิ่นจำนวนมากมาย ซึ่งเริ่มต้นด้วยอุรุกวัย ที่ยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อปี 2508 ต่อมามีอีกหลายประเทศที่มีจุดยืนแบบเดียวกัน รวมถึงฝรั่งเศส, เยอรมนี, แคนาดา และรัสเซีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประธานาธิบดีแอร์โดอัน ยังคงยืนกรานว่า การโต้เถียงเรื่องนี้ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ และไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องการเมืองโดยบุคคลที่ 3&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมฟลุต คาวูโซลู รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกี ทวีตว่า ถ้อยคำไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ ต่อมากระทรวงการต่างประเทศตุรกีเรียกเอกอัครราชทูต เดวิด แซตเทอร์ฟีลด์ ของสหรัฐเข้าพบ เพื่อแสดงความไม่พอใจ พร้อมกับชี้ว่า การตัดสินใจของไบเดนสร้างบาดแผลในความสัมพันธ์อันยากที่จะซ่อมแซม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ประเมินกันว่ามีชาวอาร์เมเนียโดนฆ่าตายราว 1.5 ล้านคน ระหว่างปี 2458-2460 ซึ่งเป็นช่วงปลายจักรวรรดิออตโตมัน เนื่องจากชนกลุ่มน้อยชาวคริสเตียนเหล่านี้ต้องสงสัยว่าสมคบคิดกับรัสเซีย ที่เป็นศัตรูของออตโตมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำกล่าวจากนักการทูตต่างชาติในช่วงเวลานั้น ระบุว่า ประชากรชาวอาร์เมเนียถูกไล่ต้อนแล้วเนรเทศไปยังทะเลทรายในซีเรียบนขบวนแห่งความตาย ที่จำนวนมากโดนยิง, วางยาพิษ หรือล้มตายเพราะโรคติดต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตุรกี ซึ่งเปลี่ยนมาเป็นระบอบสาธารณรัฐทางโลกย์หลังออตโตมันล่มสลาย ยอมรับว่ามีชาวอาร์เมเนีย 300,000 คนล้มตาย แต่ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ใช่จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยอ้างว่าชาวอาร์เมเนียล้มตายในการต่อสู้และความอดอยากที่คร่าชีวิตชาวเติร์กจำนวนมากด้วยเช่นกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100717</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อาร์เมเนีย, จักรวรรดิออตโตมัน, ตุรกี, ประธานาธิบดโจ ไบเดน, ยอมรับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_60858390318b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2020 18:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2020 18:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรีซเร่งช็อปอาวุธขนานใหญ่เตรียมไว้ต่อกรตุรกี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกฯ คีเรียกอส มิตโซตากิส ของกรีซประกาศแผนซื้ออาวุธขนานใหญ่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กองทัพท่ามกลางความตึงเครียดกับตุรกีที่เพิ่มพูนขึ้นสืบเนื่องจากความขัดแย้งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีคีเรียกอส มิตโซตากิส ของกรีซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า คำประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา จะเป็นการยกเครื่องกองทัพกรีซอย่างทะเยอทะยานที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี โดยเกิดในช่วงยามที่กรีซกับตุรกีมีความมึนตึงกันมากขึ้นเกี่ยวกับทรัพยากรไฮโดรคาร์บอนและอำนาจทางทะเลในน่านน้ำนอกชายฝั่งของสองประเทศนี้ การทะเลาะกันของสมาชิกนาโต 2 ชาตินี้ยังชักจูงให้มหาอำนาจหลายชาติในยุโรปเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และยิ่งกระตุ้นความหวั่นเกรงว่าจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ มิตโซตากิสกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่กรีซต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กองทัพ ความริเริ่มเหล่านี้ถือเป็นโครงการแข็งแกร่งที่จะกลายเป็นเกราะป้องกันประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามโครงการที่นายกฯ กรีซประกาศนี้ กองทัพกรีซจะซื้อเครื่องบินรบราฟาลที่ผลิตโดยฝรั่งเศส 18 ลำ, เรือฟริเกตอเนกประสงค์ 4 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรืออีก 4 ลำ ขณะเดียวกันกองทัพจะเกณฑ์กำลังพลเพิ่มอีก 15,000 นายภายใน 5 ปี และทุ่มเททรัพยากรเข้าไปยังอุตสาหกรรมอาวุธของประเทศและการป้องกันการโจมตีไซเบอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น กองทัพกรีซยังจะได้อาวุธต่อต้านรถถังชุดใหม่, ตอร์ปิโดของกองทัพเรือ และมิสไซล์ของกองทัพอากาศ มิตโซตากิสเสริมอีกว่า กรีซยังจะยกระดับเรือฟริเกตที่มีอยู่เดิม 4 ลำซึ่งจะสร้างงานหลายพันตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งระหว่างกรีซกับตุรกีเพิ่มความรุนแรงขึ้นในเดือนที่แล้ว เมื่อตุรกีส่งเรือสำรวจและกองเรือคุ้มกันขนาดเล็กของกองทัพเรือ มาสำรวจคลื่นไหวสะเทือนในน่านน้ำที่กรีซถือว่าเป็นของตน กรีซตอบโต้ด้วยการส่งเรือรบติดตามกองเรือของตุรกี และจัดการซ้อมรบร่วมกับชาติพันธมิตรในอียูและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อแสดงแสนยานุภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77317</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีซ, กรีซซื้ออาวุธ, ตุรกี, นายกฯ คีเรียกอส มิตโซตากิส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5e05bc8abdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2020 23:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2020 23:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปทรงเจ็บปวดที่ตุรกีเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟียเป็นมัสยิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสตรัสระหว่างการประทานพรวันอาทิตย์ ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ว่าพระองค์เจ็บปวดมากกับการตัดสินใจของรัฐบาลตุรกีที่เปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟียเป็นมัสยิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้คนมาเยี่ยมชมฮาเกียโซเฟียเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ภายหลังคำตัดสินยกเลิกสถานะความเป็นพิพิธภัณฑ์ของโบราณสถานแห่งนี้ ซึ่งในอดีตเคยใช้เป็นมัสยิดมานานเกือบ 500 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โป๊ปฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ทรงเป็นผู้นำทางศาสนาคนล่าสุดที่ประณามการตัดสินใจของตุรกี &amp;quot;ข้าพเจ้าคิดถึงอิสตันบุล ข้าพเจ้าคิดถึงซานตาโซเฟีย และข้าพเจ้าเจ็บปวดมาก&amp;quot; โป๊ปทรงแสดงท่าทีครั้งแรกต่อการตัดสินใจของตุรกี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากประกาศเปลี่ยนปูชนียสถานโบราณยุคไบแซนไทน์แห่งนี้เป็นมัสยิดภายหลังศาลเพิกถอนสถานีพิพิธภัณฑ์ของฮาเกียโซเฟีย ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ประกาศว่า จะเปิดให้ทำละหมาดที่มัสยิดฮาเกียโซเปียครั้งแรกในวันที่ 24 กรกฎาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ สภาคริสตจักรโลกเรียกร้องให้แอร์โดอันเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ และสมเด็จพระสังฆราชบาร์โธโลมิว ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวคริสต์ออร์ทอดอกซ์ในนครอิสตันบุลกล่าวถึงการตัดสินใจของตุรกีว่าน่าผิดหวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอร์โดอันกล่าวว่า ฮาเกียโซเฟียซึ่งมีอายุ 1,500 ปีและเคยเป็นวิหารของชาวคริสต์ จะต้อนรับทั้งชาวมุลิม, ชาวคริสต์ และชาวต่างชาติ เขาบอกด้วยว่า ตุรกีใช้สิทธิอธิปไตยของตนในการเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นมัสยิด และจะถือว่าเสียงวิจารณ์เป็นการโจมตีเอกราชของตุรกี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลกรีซก็ประณามการตัดสินใจของตุรกีเช่นกัน และองค์การยูเนสโกกล่าวว่า คณะกรรมการมรดกโลกจะทบทวนสถานะของฮาเกียโซเฟีย และว่า การตัดสินใจของตุรกีก่อคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อคุณค่าสากลของฮาเกียโซเฟีย ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่อยู่เหนือพรมแดนและชั่วอายุคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71255</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตุรกี, ฮาเกียโซเฟีย, เปลี่ยนเป็นมัสยิด, เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน, โป๊ปฟรานซิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f0b3e26c2405.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 19:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้นำตุรกีขวางรัฐมนตรีไขก๊อก รับผิดชอบสั่งล็อกดาวน์ปุบปับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ปฏิเสธรับการลาออกของรัฐมนตรีมหาดไทย ที่แสดงความรับผิดชอบกรณีประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศโดยแจ้งประชาชนล่วงหน้าเพียง 2 ชั่วโมง ก่อความตื่นตระหนกแห่ซื้อสินค้ากักตุนโดยไม่นำพามาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สุไลมาน ซอยลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตุรกี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุไลมาน ซอยลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกแถลงการณ์เผยแพร่ทางทวิตเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2563 ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังคำประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศเมื่อเวลา 22.00 น.ของวันศุกร์นั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการจัดการโรคระบาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาจึงขอลาออกจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งเคอร์ฟิวล็อกดาวน์ 31 จังหวัดทั่วประเทศนาน 48 ชั่วโมง ซึ่งประกาศล่วงหน้าเพียง 2 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนนับหมื่นคนแห่กันออกจากบ้านไปซื้อสินค้าในตลาดและร้านขนมอบเพื่อกักตุนอาหารโดยไม่สนใจมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม การจราจรแออัดบนถนนหลายสายในนครอิสตันบูลและกรุงอังการา ด้านนอกร้านสะดวกซื้อและธนาคารมีประชาชนต่อแถวยาวเหยียด มาตรการนี้สิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเกิดสภาพความวุ่นวายเมื่อวันศุกร์ ซอยลูอ้างว่า มาตรการล็อกดาวน์เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีแอร์โดอัน แต่ในคำแถลงลาออกเมื่อวันอาทิตย์ รัฐมนตรีวัย 50 ปีรายนี้บอกว่า เขาขอรับผิดชอบเองทั้งหมดกับการบังคับใช้มาตรการนี้ ซึ่งเขาบอกว่าทำไปโดยสุจริตใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีแอร์โดอันปฏิเสธรับการลาออกของเขา โดยยืนยันว่าซอยลูจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซอยลูเข้ารับตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลนี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 หนึ่งเดือนภายหลังเกิดความพยายามก่อรัฐประหารนองเลือดเพื่อโค่นล้มแอร์โดอัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันอาทิตย์ ตุรกีมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้วเกือบ 57,000 ราย เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน ก่อนหน้าคำสั่งล็อกดาวน์ช่วงสุดสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตุรกีใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดแล้วหลายด้าน รวมถึงการขอให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีและมากกว่า 65 ปีอยู่บ้าน, สั่งระงับเที่ยวบินทั้งหมด, จำกัดการเดินทางภายในประเทศ, ปิดโรงเรียน บาร์ และร้านอาหาร และระงับการทำละหมาดรวม แต่ประชาชนยังสามารถออกไปทำงานได้เพื่อให้เศรษฐกิจดำเนินไปตามปกติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63045</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตุรกี, ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน, รัฐมนตรีมหาดไทย, ลาออกรับผิดชอบล็อกดาวน์, สุไลมาน ซอยลู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200413/image_big_5e945a7b32c60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 07:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 07:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ป่วยโควิด-19ทั่วโลกทะลุ8.5แสนรายแล้ววันเดียว7.2หมื่นทุกชาติพุ่งยกเว้นจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 เม.ย.2563 - &amp;nbsp;สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ยังคงมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีแนวโน้มหยุดยั้ง โดยล่าสุดเมื่อเวลา 07.15 น. พบว่ามีผู้ติดเชื้อใน 202 ประเทศและดินแดน โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 856,917 ราย เพิ่มขึ้นถึง 72,179 ราย ผู้เสียชีวิต 42,107 ราย เพิ่มขึ้น 4,334 ราย โดยสามารถรักษาหาย 177,141 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 10 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ประกอบด้วย 1.สหรัฐอเมริกาติดเชื้อ 187,347 ราย เพิ่มขึ้น 23,559 ราย เสียชีวิต 3,860 ราย เพิ่มขึ้น 719 ราย 2.อิตาลี 105,792 ราย เพิ่มขึ้น 4,053 ราย เสียชีวิต 12,428 ราย เพิ่มขึ้น 837 ราย 3.สเปน 95,923 ราย เพิ่มขึ้น 7,967 ราย เสียชีวิต 8,464 ราย เพิ่มขึ้น 748 ราย 4.จีน 81,518 ราย เสียชีวิต 3,305 ราย 5.เยอรมนี 71,808 ราย เพิ่มขึ้น 4,923 ราย เสียชีวิต 775 ราย เพิ่มขึ้น 130 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ฝรั่งเศส 52,128 ราย เพิ่มขึ้น 7,578 ราย เสียชีวิต 3,523 ราย เพิ่มขึ้น 499 ราย 7.อิหร่าน 44,605 ราย เพิ่มขึ้น 3,110 ราย เสียชีวิต 2,898 ราย เพิ่มขึ้น 141 ราย 8.สหราชอาณาจักร 25,150 ราย เพิ่มขึ้น 3,009 ราย เสียชีวิต 1,789 ราย เพิ่มขึ้น 381 ราย 9.สวิสเซอร์แลนด์ 16,605 ราย เพิ่มขึ้น 683 ราย เสียชีวิต 433 ราย เพิ่มขึ้น 74&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;และ 10.ตุรกี 13,531 ราย เพิ่มขึ้น 2,704 ราย เสียชีวิต 214 ราย เพิ่มขึ้น 46 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61645</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ตุรกี, สถานการณ์การระบาด, สหรัฐ, เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83de657bb23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2020 23:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2020 23:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สงบชั่วคราว ตุรกี-รัสเซียตกลงหยุดยิงที่&#039;อิดลิบ&#039;ของซีเรีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี บรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่จังหวัดอิดลิบทางภาคเหนือของซีเรีย โดยเริ่มมีผลตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (ซ้าย) จับมือประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ปูตินและแอร์โดอัน ซึ่งเป็นผู้นำต่างชาติที่มีบทบาทสำคัญในสงครามยาวนาน 9 ปีของซีเรีย บรรลุข้อตกลงกันได้ภายหลังเจรจากันนานกว่า 6 ชั่วโมงที่กรุงมอสโกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม ข้อตกลงนี้จะสร้างระเบียงความมั่นคงตลอดทางหลวงสาย เอ็ม4 ในภาคเหนือของซีเรีย โดยทหารตุรกีและรัสเซียจะเปิดการลาดตระเวนร่วมกันในพื้นที่นั้นต่อไปภายในเดือนมีนาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปูตินกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการยุติการสู้รบในจังหวัดอิดลิบของซีเรีย และสำหรับการยุติความทุกข์ที่พลเรือนซีเรียประสบอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองกำลังของฝ่ายประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด เปิดปฏิบัติการรุกโจมตีที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายกบฏในซีเรียมาตั้งแต่เดือนธันวาคม มีพลเรือนสังเวยชีวิตนับพันคน ไร้ที่อยู่อีกเกือบ 1 ล้านคน องค์การสหประชาชาติเคยกล่าวถึงวิกฤติผู้อพยพในซีเรียติดชายแดนตุรกี ว่าเป็นภาวะฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมเลวร้ายที่สุดนับแต่สงครามนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2554&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ในพื้นที่ตึงเครียดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จากความขัดแย้งระหว่างซีเรียกับตุรกี ซึ่งส่งทหารรุกรานภาคเหนือของซีเรียตั้งแต่ปี 2559 และหนุนหลังกบฏต่อต้านอัสซาด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ซีเรียโจมตีทางอากาศสังหารทหารตุรกี 34 นาย ทำให้ตุรกีตอบโต้อย่างหนักหน่วง และยังขู่เปิดพรมแดนให้ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ายุโรปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรียและนักข่าวเอเอฟพีในจังหวัดอิดลิบกล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่เมื่อวันศุกร์ค่อนข้างสงบ ท้องฟ้าปราศจากเครื่องบินรบทั้งของซีเรียและรัสเซียเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แม้รามี อับเดล เราะห์มาน ผู้อำนวยการองค์กรฯ จะรายงานว่า ก่อนรุ่งสางวันศุกร์ยังคงมีการยิงตอบโต้กัน แต่ไม่ได้ทำให้มีใครบาดเจ็บล้มตาย และดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะเคารพข้อตกลงหยุดยิงกันหลังจากนั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59062</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดอิดลิบ, ซีเรีย, ตกลงหยุดยิง, ตุรกี, รัสเซีย, วลาดิมีร์ ปูติน, เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200306/image_big_5e627b1882627.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2020 21:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2020 21:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตุรกีหวัง&#039;ปูติน&#039;บีบซีเรียหยุดยิง เตือนยุโรปรอรับผู้ลี้ภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ตีรวนชาติยุโรปที่ไม่ช่วยหนุนหลังกรณีมีความขัดแย้งกับซีเรีย ประกาศเปิดพรมแดนให้ผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ายุโรปเพื่อแบ่งเบาภาระของตุรกี ขณะเดียวกันหวังการเจรจากับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จะบีบให้ซีเรียยอมทำข้อตกลงหยุดยิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำกล่าวของผู้นำตุรกีเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม เกิดขึ้นไล่หลังกองทัพตุรกีเปิดปฏิบัติการทางทหารเต็มสูบ เพื่อตอบโต้ที่ซีเรียโจมตีทางอากาศสังหารทหารตุรกี 34 นายในจังหวัดอิดลิบของซีเรียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยตุรกียิงเครื่องบินรบของซีเรียตก 2 ลำเมื่อวันอาทิตย์ และยังส่งโดรนโจมตีขบวนรถของทหารซีเรียในเขตจาบัลอัลซาวียะและโจมตีฐานที่มั่นใกล้เมืองมาเร็ตอัลนูมานของจังหวัดอิดลิบ ฆ่าทหารซีเรียอย่า
น้อย 19 นาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอร์โดอันกล่าวว่า เขาและปูตินมีกำหนดประชุมสุดยอดกันที่กรุงมอสโกวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความรุนแรงที่ขยายขอบเขตมากขึ้น และเขาหวังว่าปูตินจะใช้มาตรการที่จำเป็นกับซีเรีย เช่นการหยุดยิง แล้วทั้งสองฝ่ายจะได้หาทางออกเรื่องนี้กันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพตุรกีเปิดปฏิบัติการทางทหารในจังหวัดอิดลิบของซีเรีย หลังจากกองทัพของซีเรียเปิดปฏิบัติการรุกโจมตีจังหวัดภาคตะวันตกเฉียงเหนือติดชายแดนตุรกีแห่งนี้ โดยมีรัสเซียสนับสนุนทางอากาศ เพื่อยึดอิดลิบคืนจากการควบคุมของฝ่ายกบฏที่ตุรกีหนุนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านโฆษกของรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า ความร่วมมือกับตุรกีเป็นเรื่องที่รัสเซียให้ความสำคัญสูงสุด กองทัพของรัสเซียและตุรกีติดต่อสื่อสารกันตลอด ตอนนี้รัสเซียกำลังมุ่งความสนใจไปที่การเจรจาระหว่างปูตินกับแอร์โดอัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลตุรกีหนุนหลังกบฏอิสลามิสต์กลุ่มหนึ่งในพื้นที่นั้น และได้จัดตั้งที่มั่นตรวจการณ์หลายแห่งไว้ในพื้นที่นั่นตามข้อตกลงปี 2561 ที่ลงนามไว้กับรัฐบาลรัสเซีย เพื่อป้องกันการรุกโจมตีเต็มรูปแบบของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพซีเรียเริ่มรุกโจมตีเพื่อยึดคืนอิดลิบตั้งแต่เดือนธันวาคม และเมื่อวันจันทร์ ก็สามารถยึดเมืองซารากิบไว้ได้ องค์กรสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรียเผยว่า กองทัพซีเรียด้วยการสนับสนุทางอากาศของรัสเซีย สามารถยึดเมืองซารากิบซึ่งอยู่บนเส้นทางหลวงระหว่างกรุงดามัสกัสกับเมืองอาเลปโปไว้ในความควบคุมอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสู้รบที่ยาวนาน 9 ปีในซีเรียผลักดันให้มีผู้อพยพทิ้งถิ่นฐานหนีภัยแล้วเกือบ 1 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างการแถลงทางโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ แอร์โดอันกล่าวเตือนชาติยุโรปด้วยว่าจะต้องรับภาระส่วนของตนกรณีวิกฤติผู้อพยพหนีความรุนแรงในภูมิภาคนี้ &amp;quot;หลังจากเราเปิดประตู ก็มีเสียงเรียกร้องมากมายว่าให้ &amp;#39;ปิดประตู&amp;#39; ผมบอกพวกเขาไปว่า เรื่องนี้จบลงแล้ว ตอนนี้ประตูเปิดแล้ว พวกคุณจะต้องรับผิดชอบภาระในส่วนของตน&amp;quot; ผู้นำตุรกีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังซีเรียถล่มทางอากาศฆ่าทหารตุรกี แอร์โดอันสั่งเปิดพรมแดนให้ผู้ลี้ภัยเดินทางต่อไปยุโรปได้เมื่อวันศุกร์ ทำให้ผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ซึ่งรวมถึงชาวอัฟกัน, อิรัก และซีเรีย มารวมตัวกันที่ชายแดนตุรกี-กรีซราว 13,000 คนช่วงสุดสัปดาห์ และเกิดการปะทะกับตำรวจกรีก ที่ยิงแก๊สน้ำตาขับไล่ผู้ลี้ภัยที่ตอบโต้ด้วยการขว้างปาก้อนอิฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันตุรกีรองรับผู้ลี้ภัยไว้ราว 4 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวซีเรีย แต่เมื่อปี 2559 ตุรกีทำความตกลงกับสหภาพยุโรป (อียู) ว่าจะป้องกันไม่ให้ผู้ลี้ภัยเดินทางเข้ายุโรป แลกกับความช่วยเหลือหลายพันล้านยูโร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มอียูมีกำหนดประชุมกันสัปดาห์นี้ตามคำร้องขอของกรีซ เพื่อหารือสถานการณ์ไม่ให้บานปลายเป็นเหมือนการหลั่งไหลของผู้อพยพเข้ายุโรปเมื่อปี 2558.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58691</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีเรีย, ตุรกี, ผู้ลี้ภัยเข้ายุโรป, วลาดิมีร์ ปูติน, หยุดยิง, อิดลิบ, เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5d1962151e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
