<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 12:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ตุลาคม’จ่อเปิดประเทศ’สมุทรสาคร’เตรียมเฮปรับโซนสี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2564 - &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 39 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 34 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 21 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 13 ราย นอกจากนี้ เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 5 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 26,540 ราย หายป่วยสะสม 25,946 ราย อยู่ระหว่างรักษา 509 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ยอดสะสมคงที่ 85 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อสะสม 118,155,658 ราย เสียชีวิตสะสม 2,622,036 ราย โดยขณะนี้มีการฉีดทั่วโลกไปทั่วแล้ว 114 ประเทศ รวม 300 ล้านโดส ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7 ล้านโดสต่อวัน จึงเป็นผลทำให้ผู้ติดเชื้อทั่วโลกลดลง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก ที่มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธาน ได้ประชุมร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สมุทรสาคร โดยมีการรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเหลือเพียงสองหลัก โดยวันนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 19 ราย ส่วนตัวเลขสะสมในพื้นที่มีผู้ติดเชื้อ 16,684 ราย รักษาหายแล้ว 16,386 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 291 ราย แต่แม้แนวโน้มจะดีขึ้น แต่การ์ดไม่ตก ยังคงมีการค้นหาเชิงรุกต่อเนื่อง และวันเดียวกันมีการค้นหาเชิงรุกในพื้นที่ 724 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีนใน จ.สมุทรสาคร ที่ตั้งเป้าจะดำเนินการฉีดล็อตแรกภายในสามสัปดาห์ แต่ตอนนี้ถือว่าทำได้ดีกว่าแผนที่วางไว้ และยังไม่พบใครที่มีอาการแพ้รุนแรง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ในวันที่ 19 มี.ค. ศบค.ชุดใหญ่จะมีการพิจารณามาตรการสำหรับเดือน เม.ย.เพื่อรองรับเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีขึ้นในช่วงกลางเดือน เม.ย. รวมถึงจะมีการพิจารณาปรับโซนสีของ จ.สมุทรสาคร ที่ตอนนี้เป็นสีแดง ต่อไปจะเสนอให้เป็นสีส้ม การนำเสนอการผ่อนปรนการออกนอกพื้นที่ และการปรับมาตรการผ่อนคลายจะกระทำทั้งประเทศด้วย ซึ่งคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด- 19) จะพิจารณาในสัปดาห์หน้าก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 19 มี.ค. นอกจากนี้ ในวันที่ 11 มี.ค. ศบค.ชุดเล็กจะมีการหารือร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อหามาตรการรองรับเทศกาลสงกรานต์ เพื่อพิจารณาว่ากิจกรรมกิจการใดจัดได้หรือไม่ได้ พื้นที่ไหนจะสาดน้ำได้หรือไม่ได้ แต่ทุกอย่างต้องเป็นมาตรการที่ปลอดภัย ไม่ให้มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เราอยากเห็นความต่อเนื่องเพื่อที่มาตรการผ่อนคลายนำไปสู่เดือน ต.ค.ที่อาจจะมีการเปิดประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวในช่วงท้าย ว่า ในวันที่ 11 มี.ค.ที่ศบค. ชุดเล็กจะหารือมาตรการผ่อนคลายในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น ตนเชื่อว่า หลายคนติดตามข่าวและตั้งตารอว่าผลการประชุมจะเป็นอย่างไร เพราะจะเป็นการหารือร่วมกันระหว่าง 2 กระทรวงหลัก ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม กับ ศบค.โดยมีกระทรวงสาธารณสุขร่วมด้วยเป็นหลัก ทุกคนรอผลประชุมว่ากิจกรรม สงกรานต์ที่จะนำเสนอจะมีอย่างไรบ้าง อยากเชิญชวนพื้นที่จังหวัดผู้ประกอบการ ผู้จัดกิจกรรมด้วยว่าต้องการเห็นสงกรานต์ในจังหวัด หรือในพื้นที่ของตัวเอง ถนนในจังหวัดเป็นอย่างไร ตอนนี้เราเห็นตรงกันว่าสงกรานต์ที่เคยสาดน้ำอย่างอิสระเหมือนเคยนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่จะออกมาในลักษณะอย่างไร มีการรถน้ำดำหัวผู้ใหญ่อย่างไร ให้ปลอดภัยด้วยการสวมหน้ากากเข้าไหว้ผู้ใหญ่ หรือจะมีการจัดเทศกาลดนตรี มีการแสดงอย่างไร ให้ปลอดภัย จะเล่นโฟมได้หรือไม่ บางทีถาม ศบค.มา ศบค.เราก็ต้องถามกลับไป ดังนั้น ขอให้ช่วยกันเสนอกลับมาว่าถ้าอยากให้ผ่อนคลายให้สามารถทำกิจกรรมนั้นๆได้ ก็ต้องนำเสนอมาตรการมาพร้อมด้วย เพื่อช่วยกันรักษาสถานการณ์แนวโน้มที่ดีต่อไปทุกคนจะได้เฉลิมฉลองสงกรานต์อย่างมีความสุข &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95607</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตุลาคม, ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, ศบค., สมุทรสาคร, เปิดประเทศ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210211/image_big_6024d15fc643d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกฟื้นต่อเนื่อง ต.ค.ทำได้19,376.68 ล้านเหรียญสหรัฐ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ย.2563 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนต.ค.2563 มีมูลค่า 19,376.68 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.71% ทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ และยังเห็นสัญญาณดี เพราะการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าที่เป็นภาคการผลิตจริง ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 17,330.15 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.32% เกินดุลการค้า 2,046.53 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยอดรวมการส่งออก 10 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 192,372.77 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.26% การนำเข้ามีมูลค่า 169,702.56 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.61% โดยยังเกินดุลการค้ามูลค่า 22,670.21 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การส่งออกมีการฟื้นตัวดีขึ้น จากที่เคยติดลบหนักสุดในเดือนมิ.ย.ที่ลดลงสูงถึง 23.17% พอมาเดือนก.ค.ติดลบ 11.37% ส.ค.ติดลบ 7.94% ก.ย.ติดลบ 3.86%
สำหรับปัจจัยที่ทำให้การส่งออกกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น เพราะได้รับผลดีจากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น หลายประเทศผ่อนคลายการเดินทางและการขนส่ง ส่งผลให้ภาคการผลิตกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโลกปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 4 หลายประเทศมีมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากการส่งออกกลุ่มที่มีศักยภาพ คือ สินค้าอาหาร เช่น น้ำมันปาล์ม อาหารสัตว์เลี้ยง สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง สิ่งปรุงรสอาหาร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เตาอบไมโครเวฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ และโซลาร์เซลล์ และสินค้าเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น ถุงมือยาง ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาด ทำให้ความต้องการยางพาราในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลดีต่อราคายางพาราของไทยในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สินค้าหลายตัวยังส่งออกได้ลดลง โดยเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 8.8% เช่น น้ำตาลทราย ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ลด 4.7% เช่น ทองคำ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านตลาดส่งออก หลายๆ มีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป มูลค่าส่งออกปรับตัวดีขึ้นในหลายตลาด โดยตลาดหลัก เพิ่ม 4.8% เช่น สหรัฐฯ เพิ่ม 17% บวกต่อเนื่อง 4 เดือนติด สหภาพยุโรป (อียู) 15 ประเทศ ลดเหลือ 0.4% มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังต้องระวังเรื่องการล็อกดาวน์ ญี่ปุ่น ลด 5.3% ตลาดศักยภาพสูง ลด 13.5% โดยจีน ลด 6.1% อาเซียน 5 ประเทศ ลด 27.2% CLMV ลด 17% ซึ่ง CLMV ยังน่าห่วง จากโควิด-19 ระบาดในเมียนมา เอเชียใต้ เพิ่ม 15.6% โดยอินเดีย เพิ่ม 13.7% บวกเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน ตลาดศักยภาพระดับรอง ลด 2.8% โดยตะวันออกกลาง ลด 18.1% ทวีปแอฟริกา ลด 16.7% รัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS ลด 2% แต่ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 4.2% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 12.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า การส่งออกในช่วงที่เหลืออีก 2 เดือนของปีนี้ หากส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 18,329 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้การส่งออกทั้งปีติดลบ 7% แต่ถ้าส่งออกได้เกินเดือนละ 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกก็จะติดลบน้อยกว่า 7% โดยการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2564 จากสถานการณ์การค้าโลกจะดีขึ้น หลังจากที่นายโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน มีความผันผวนน้อยลง การมีวัคซีนโควิด-19 แต่คงต้องใช้เวลาอีก และการลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ที่จะส่งผลให้การค้าในเอเชียดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัจจัยเสี่ยง เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบ 2 ทำให้คู่ค้าหลายประเทศมีการล็อกดาวน์ โดยเฉพาะในยุโรป และประเทศเพื่อนบ้าน การขาดแคลนตู้สินค้า ที่ขณะนี้พบว่าไปรออยู่ที่จีนเป็นจำนวนมาก ค่าเงินบาทแข็งค่าและมีความผันผวน และราคาน้ำมัน ที่แม้จะฟื้นตัว แต่ยังไม่กลับไปอยู่ในระดับเดิม ทำให้กระทบต่อการส่งออกสินค้ากลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84766</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตุลาคม, พาณิชย์, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f6985628d6ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2020 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2020 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินเฟ้อต.ค.63 ติดลบลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.2563 &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนต.ค.2563 เพิ่มขึ้น 0.05% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย.2563 และลดลง 0.50% เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.2562 ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันของปีนี้ นับตั้งแต่มี.ค.2563 และถือว่าติดลบน้อยลง แสดงว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวค่อนข้างชัดเจน แต่ยังไม่ฟื้นเร็ว ส่วนเงินเฟ้อ 10 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-ต.ค.) ลดลง 0.94% และเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักสินค้าอาหารสดและพลังงานออก ลดลง 0.02% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย..2563 และเพิ่มขึ้น 0.19% เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.2562 เฉลี่ย 10 เดือน เพิ่มขึ้น 0.31%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อฟื้นตัวดีขึ้น มาจากการสูงขึ้นของสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.57% โดยสินค้าสำคัญที่สูงขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่และสัตว์น้ำ เพิ่ม 3.53% ผักสด เพิ่ม 13.54% จากผลกระทบของฝนตก น้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเสียหาย ผลไม้สด เพิ่ม 0.33% เครื่องประกอบอาหาร เพิ่ม 2.54% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 0.94% อาหารบริโภคในบ้าน เพิ่ม 0.44% นอกบ้าน เพิ่ม 0.68% แต่ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ลด 1.76% ไข่และผลิตภัณฑ์นม ลด 1.20%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้สินค้ากลุ่มอาหารจะสูงขึ้น แต่เงินเฟ้อก็ถูกฉุดโดยกลุ่มสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ที่ลดลงถึง 1.70% มีสินค้าสำคัญที่เป็นตัวฉุดหลัก คือ น้ำมันเชื้อเพลิง ลด 13.82% ค่าโดยสารสาธารณะ ลด 0.01% การสื่อสาร ลด 0.03% เคหสถาน ลด 0.21% การตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล ลด 0.08% บันเทิง การอ่าน การศึกษา ลด 0.24% แต่เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า เพิ่ม 0.21% ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 0.07%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เงินเฟ้อที่เริ่มติดลบน้อยลง มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในหมวดอาหารสด ทั้งเนื้อสัตว์ ผักสด แต่ก็ถูกฉุดโดยราคาน้ำมันที่แม้ราคาจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็ยังลดลง เมื่อเทียบกับฐานของปีก่อน ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ราคาทรงตัวและลดลง จึงไม่ได้มีแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ&amp;rdquo;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า มาตรการของรัฐบาล ที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการเพิ่มวันหยุดยาว โครงการคนละครึ่ง เที่ยวด้วยกัน และช้อปดีมีคืน ไม่มีผลกระทบต่อราคาสินค้า ไม่มีผลทำให้สินค้าแพงขึ้น และกระทบต่อเงินเฟ้อ แต่เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการ จะมีการแข่งขันกันลดราคา เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคไปซื้อสินค้า โดยเฉพาะช้อปดีมีคืน ซึ่ง สนค. กำลังจะติดตามผลว่าจะช่วยหมุนการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจได้กี่รอบ รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค จะไม่เพิ่มขึ้น เพราะกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการลดราคาสินค้าล็อต 7 อีก 13,700 รายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงินเฟ้อทั้งปี คาดว่า ในช่วงที่เหลืออีก 2 เดือน จะยังติดลบอยู่ แต่ลบน้อยลง ทำให้ไตรมาส 4 ติดลบที่ 0.4% และทั้งปี จะติดลบอยู่ในเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ ลบ 1.5% ถึงลบ 0.7% ค่ากลางอยู่ที่ลบ 1.1% แต่น่าจะติดลบแค่ 0.85% โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ราคาพลังงาน ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อาจจะเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อให้ติดลบเพิ่มขึ้นได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82893</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตุลาคม, พิมพ์ชนก วอนขอพร, เงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43c9d7426a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2020 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2020 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยร้อยละ 96 ร่วมน้อมรำลึกวันสวรรคตรัชกาลที่ 9</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.63 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง รำลึก สิ่งดี ตุลาคม กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,425 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 - 9 ตุลาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา เมื่อสอบถามถึงเหตุการณ์รำลึก สิ่งดี มีความสุข ตุลาคม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.5 ระบุ ภาพคนไทยวันที่ 13 ตุลาคม ร่วมน้อมรำลึกวันสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 9 คนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน เข้าวัดทำบุญ ปฏิบัติธรรม ทำความดีถวายพระองค์ท่าน ในขณะที่ร้อยละ 96.3 ระบุภาพคนไทยวันที่ 23 ตุลาคม ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน น้อมรำลึกวันสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 5 คนไทยทำบุญ ทำความดีถวายพระองค์ท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ สิ่งดีที่คนไทยน้อมรำลึกในหลวงรัชกาลที่ 5 วันที่ 23 ตุลาคม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.3 ระบุ การเลิกทาส พระราชบิดาแห่งสิทธิเสรีภาพของคนไทย ทรง &amp;ldquo;ปลดล็อก&amp;rdquo; ประชาชนพลเมืองให้พ้นระบบไพร่ ระบบทาส รองลงมาคือ ร้อยละ 92.1 ระบุ ต้นแบบแห่งสิทธิมนุษยชน ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นพระราชบิดาแห่ง สิทธิมนุษยชน ร้อยละ 91.6 ระบุ ต้นแบบแห่งการพัฒนาประเทศ เปลี่ยนแปลงประเทศ นำความเจริญด้านระบบขนส่งมวลชน การรถไฟไทย เชื่อมโยงคนไทยทั้งประเทศ และร้อยละ 87.2 ระบุ ทรงเปิดประเทศเชื่อมโยงประเทศไทยกับโลกตะวันตก มิติแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อถามถึง สิ่งดีที่คนไทยน้อมรำลึกในหลวงรัชกาลที่ 9 วันที่ 13 ตุลาคม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.7 ระบุ โครงการพระราชดำริต่าง ๆ เช่น ฝนหลวง แก้มลิง ชั่งหัวมัน สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อินทนนท์และที่ต่าง ๆ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พัฒนาลุ่มน้ำและพื้นที่เกษตร ระบบนิเวศป่าชายเลน และชายฝั่งทะเลต่าง ๆ ในขณะที่ ร้อยละ 92.6 ระบุ หลักการใช้ชีวิต พอเพียง ความประหยัด ร้อยละ 91.8 ระบุ ให้คนไทยรู้รักสามัคคี ร้อยละ 90.7 ระบุ ความเพียรอันบริสุทธิ์ ก้าวผ่านวิกฤต (พระมหาชนก) และร้อยละ 90.3 ระบุ ความกตัญญู รู้คุณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึง สิ่งดีที่ทุกคนในชาติ ควรน้อมนำมา สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.5 ระบุ โครงการ จิตอาสา ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สานต่อเป็นพลังประชาชน พลังแผ่นดิน ผ่านวิกฤต ประชาชนอยู่ได้ดีมีสุขทุกสถานการณ์ ในขณะที่ ร้อยละ 96.4 ระบุ ทุกวิกฤติ และความกังวลของคนทั้งประเทศผ่านพ้นได้ เช่น พระบารมีในปฏิบัติการช่วย 13 ชีวิตหมูป่าที่ถ้ำหลวง และช่วงภัยพิบัติต่าง ๆ ของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อถามถึง ความตั้งใจทำ สิ่งดี ตุลาคม ของคนไทย เป็นประโยชน์สุขต่อตัวเองและผู้อื่นในสังคมส่วนรวม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.2 ตั้งใจจะช่วยเหลือ ทำบุญ ทำทาน ไม่เบียนเบียนผู้อื่น ไม่คุกคามผู้อื่น ทั้งความคิด วาจา และ กายะกัมมัง (ลงมือทำ) รองลงมาคือ ร้อยละ 91.0 ระบุ ร่วมกันดูแลบ้านเมือง ชุมชนให้ปลอดภัย สู้ผ่านวิกฤต ร้อยละ 90.6 ระบุ ร่วมรณรงค์ให้คนไทย จงรักภักดี ปกป้องเสาหลักของชาติ ร้อยละ 89.8 ระบุ ร่วมทำบ้านเมืองให้สงบสุข รู้รักสามัคคี ไม่วุ่นวาย ไม่ซ้ำเติมวิกฤตคนไทยด้วยกันเอง และร้อยละ 88.4 ระบุตั้งใจจะบำเพ็ญประโยชน์ ด้วย จิตอาสา และช่วยเหลือเกื้อกูล มีน้ำใจต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลเรื่อง รำลึก สิ่งดี ตุลาคม นี้ชี้ให้เห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ใกล้ชิดวิถีชีวิตของประชาชนพลเมืองคนไทยทั้งประเทศและพัฒนาประเทศสู่ความสุขความเจริญทุกวันนี้ที่คนไทยผู้ถูกศึกษาต่างน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นเสมือนพระราชบิดาต้นแบบของสิทธิเสรีภาพ ทรงประกาศเลิกทาส เลิกระบบไพร่ ทั้ง ๆ ที่บางประเทศในโลกทุกวันนี้ ยังมีระบบทาส ระบบชั้นวรรณะ และการเหยียดสีผิว เหยียดชนชั้นที่รุนแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่สำหรับประเทศไทย จะเห็นได้ว่า ผลลัพธ์หนึ่งในหลายตัวคือ คนที่เพิ่งรู้จักกันที่แตกต่างกันในฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ก็เรียกกันเป็น พี่เป็นน้อง เป็นลุงป้าน้าอา คุณตาคุณยาย ที่เหล่านี้ไม่น่าจะมีประเทศใดในโลกที่คนในชาติมี สิ่งดีแบบนี้เหมือนประเทศไทย เหล่านี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของผลลัพธ์ของการเปิดโลกเปิดชีวิตแห่งสิทธิมนุษยชน สิทธิแห่งเสรีภาพ ของในหลวงรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ แตกต่างไปจากการปั่นกระแสของคนไทยบางกลุ่มที่อาจจะไม่สนใจประวัติศาสตร์ของชาติตนเองไปร่วมมือกับโซเชียลมีเดียของต่างชาติจ้องทำลายเสาหลักของประเทศไทยด้วยแค่คารม ข้อความการเมือง ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกว่า ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ถ้าคนไทยวันนี้ตระหนักว่า ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ น้อมนำ คำสอนของพ่อ เรื่อง รู้รักสามัคคี มารณรงค์และรำลึกถึงประโยชน์สุขของคนไทยที่ได้รับจากโครงการพระราชดำริต่าง ๆ เช่น ฝนหลวง แก้มลิง ชั่งหัวมัน และอื่น ๆ ของประชาชนทั้งบนพื้นที่สูง พื้นที่ราบ และชายฝั่งทะเลของประเทศก็น่าจะทำให้คนไทยเกิดความกตัญญู สำนึกรู้คุณแผ่นดินและความเหนื่อยยากของพระองค์ท่านเพื่อให้พ่อแห่งแผ่นดินของพวกเราทุกคนมีความสุข ในวันที่พวกเราไม่มีพ่อ ออกมาปกป้องรักษาเสาหลักของชาติ ผลประโยชน์ชาติและประโยชน์สุขของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อด้วยว่า คนไทยทุกคนจะผ่านพ้นเดือนตุลาคมนี้ไปได้อย่างมีความสุขความเจริญ ถ้านำคำตอบของประชาชนคนไทยที่อยู่ในโพลไปน้อมนำรำลึกและปฏิบัติจริงในทุกกิจกรรมที่ทำประจำวันทันที แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ มีคนไทยบางคนบางกลุ่ม สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติบางประเทศ ทำลายล้างประเทศตนเอง ที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตที่ บรรพบุรุษของเรา เสียกรุง เสียเลือดเนื้อและชีวิตไปเพราะคนในชาติบางคนเช่นกัน ผลประโยชน์ชาติของบรรพบุรุษจึงสูญเสียไปให้กับต่างชาติได้กอบโกยไป ดังนั้น วันนี้คนไทยทุกคนจึงน่าจะต้องกลับมาคิดด้วยสติและใช้เทคโนโลยีในมือของทุกคนหันมาปกป้องรักษาเสาหลักของชาติ ผลประโยชน์ชาติและประโยชน์สุขของตนเองให้รอดพ้นจากความวิบัติ พ้นจากความรุนแรงบานปลาย อยู่กันต่อด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ (พระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหาชนก)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80054</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ตุลาคม, นพดล กรรณิกา, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201010/image_big_5f814c5675a59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79530</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ้วน&#039; รำลึกเดือนตุลาคม บอก &#039;ประยุทธ์&#039; ออกไป สังคมไทยจะกลับมาดีกว่าเดิมแน่นอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.63 - นายภูมิธรรม เวชยชัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รำลึก เดือนตุลาคม&amp;hellip;เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง : เดือนแห่งความทรงจำทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในเดือนตุลาคม สำหรับสังคมไทย เริ่มต้นที่ &amp;ldquo;การเคลื่อนไหว 14 ตุลา 2516&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการต่อสู้ เพื่อเอาชนะอำนาจเผด็จการ ด้วยจิตใจกล้าแกร่ง กล้าต่อสู้ กล้าเอาชนะ ของประชาชนและ เยาวชนคนหนุ่มสาวที่ใฝ่ฝันถึง สิทธิ เสรีภาพ ความเป็นประชาธิปไตย และ ชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย เกิดขึ้นและยุติลงอย่างรวดเร็ว&amp;hellip; ด้วย &amp;ldquo;ปฎิบัติการ 6 ตุลาคม 2519&amp;rdquo; ซึ่งกลายเป็น &amp;ldquo;ประวัติศาสตร์ที่ลืมไม่ได้ จำไม่ลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรำลึกถึงประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม จึงเป็นการรำลึกถึงความทรงจำทางการเมือง ที่รำลึกถึงจิตวิญญาณ ของความเป็นนักประชาธิปไตย ที่ต่อสู้กับเผด็จการ และความไฝ่ฝัน ที่อยากเห็น สังคมไทยดีขึ้นกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งประเทศ ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สร้างผู้นำประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ และคณะรัฐบาลที่ไม่มีศักยภาพในการบริหารประเทศ จากรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งเกิดการชุมนุมเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกระจายไปทั่วทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ เดือนตุลาคม ปี 2563 ได้กลับมาเป็นหมุดหมายของเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างที่ทุกคนรอคอยอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จะดูเหมือนว่าความต้องการ เห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหวังให้ เกิด &amp;ldquo;ความเชื่อมั่น&amp;rdquo; ให้ประเทศเดินต่อไปได้นั้น ยังแสนยากลำบาก &amp;hellip;&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากรัฐบาลและกลุ่มผู้มีอำนาจ ในปัจจุบัน ยังคงต้องการกอดอำนาจไว้กับตัวและพวกพ้อง โดยไม่ได้ยินดียินร้ายกับเสียงของประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้สังคมไทยแทบทุกภาคส่วนประจักษ์ดีแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นปัญหาต่อการพัฒนาประเทศ เป็นปัญหาต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นปัญหาต่อความเชื่อมั่นของประเทศ และเป็นปัญหาต่อการแก้ไขวิกฤติของประเทศที่กำลังเผชิญในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การบริหารประเทศแบบระบอบประยุทธ์&amp;rdquo; ไม่ใช่คำตอบของสังคมไทยในวันนี้ และ วันข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์ออกไป&amp;hellip;สังคมไทยจะกลับมาดีกว่าเดิมแน่นอน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79530</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คนเดือนตุลา, ตุลาคม, ภูมิธรรม, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee0d20e5e315.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 14:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 14:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟางเส้นสุดท้าย! &#039;ภูมิธรรม&#039; ผวาคำทำนาย &#039;ตุลาเดือด&#039; จะเกิดขึ้นจริงๆ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.63 &amp;nbsp;- นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อรัฐบาลผู้มีอำนาจ
ไม่ฟังเสียงประชาชน...
ประเทศไร้ความหวัง
อนาคตน่าเป็นห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 &amp;hellip;มีมติตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาก่อนพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า กระบวนการความคิดของกลุ่มผู้มีอำนาจทั้งหลาย มิได้มองอะไรไปไกลกว่าการรักษาอำนาจ และผลประโยชน์ของพรรคพวกและกลุ่มตนเอง&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มติดังกล่าวไม่ใช่แค่ฟืนที่สุมเข้าไปในกองไฟ แต่เป็น &amp;quot;น้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง&amp;rdquo; ซึ่งผู้มีอำนาจตัดสินใจด้วยความผิดพลาด ละทิ้งโอกาสในการนำพาประเทศให้ก้าวหลุดพ้นจากวิกฤติ โดยมิได้คำนึงถึงเสียงเรียกร้องของประชาชน มิได้คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติที่จะเกิดตามมา โดยเฉพาะโอกาสในการดึงความเชื่อมั่นให้กลับคืน เพื่อเริ่มต้นแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทับถมสังคมไทยจนวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มติจากการประชุมรัฐสภาดังกล่าว ถือเป็นการดับความหวังในการฟื้นคืนประเทศ อย่างน่าเสียดาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล ดูแคลนพลังของพี่น้องประชาชน และมองข้ามความรู้สึกของประชาชนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยการพร้อมใจกันแสดงจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องความต้องการของตน ไม่ยอมให้มีการเปิดช่องทางในการขับเคลื่อนแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา นับเป็นปัญหาที่ซ้ำเติมประเทศ ทำให้ฝ่ายต่างๆ เชื่อว่า จากนี้ไป รัฐบาลคงเดินหน้าบริหารบ้านเมืองไปโดยไม่ใส่ใจเสียงท้วงติงใดๆ ของประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ซึ่งรังแต่จะสร้างและเพิ่มปริมาณปัญหาให้มากยิ่งขึ้น&amp;hellip;ซึ่งวิกฤติของประเทศต่อจากนี้ คงยากจะคลี่คลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางออกของประเทศวันนี้&amp;hellip;รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาจะต้องตระหนักถึงวิกฤติการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ และต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการถอดสลักชนวน เพื่อคลี่คลายปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ล้วนเปราะบาง ง่ายต่อการแตกหักและพังทลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สังคมไทยจับจ้องการบริหารประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ล้มเหลว โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่แทบไม่มีความหวังว่ารัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาจะแก้ปัญหาใดๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์จากนี้ เป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ที่รัฐบาลจะต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์ ให้ประเทศ ออกจากวิกฤติให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าปล่อยให้คำทำนายเรื่อง &amp;ldquo;ตุลาเดือด&amp;rdquo; เกิดขึ้นจริงๆ เลยครับ เพราะหากเป็นเช่นนั้น พวกท่านทั้งหลายมิอาจรับผิดชอบกับความเสียหายทั้งมวลที่จะเกิดขึ้นได้เลย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78604</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ตุลาคม, ภูมิธรรม เวชยชัย, แก้รัฐธรรมนูญ, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecbc9a0750dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2018 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ชี้ MPI ยังโตจากศก.ฟื้นจับตา2เดือนสุดท้ายมีแผ่ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.เผยดัชนีเอ็มพีไอยังโต งวดต.ค. ขยายตัว 4.08% ส่งผล 10 เดือนของปี 61 ขยายตัว 3.04% ชี้ตลาดฟื้นส่งรถยนต์ บุหรี่ น้ำมันขายดี จับตาช่วงที่เหลืออาจขยายตัวช้าไม่ถึงเป้า แต่หวังปีหน้าเติบโตสูงจากความชัดเจนของการเลือกตั้ง-อีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดิทัต วะสีนนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ประจำเดือนต.ค. 2561 อยู่ที่ระดับ 112.79 &amp;nbsp;ขยายตัวที่ 4.08% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่ที่ระดับ 111.70 และอัตราการใช้กำลังการผลิต เดือนต.ค. อยู่ที่ 67.75% โดยอุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลบวกในเดือนตุลาคม 2561 ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ บุหรี่ น้ำตาลทราย น้ำมันปิโตรเลียม และเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน ส่งผลให้ 10 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ต.ค.) เอ็มพีไอขยายตัว 3.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้คาดการณ์เอ็มพีไอทั้งปีจะอยู่ที่ 2.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คาดการณ์จีดีพีอุตสาหกรรมทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 2.5% จากเดิมคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 3-4% เนื่องจากยังต้องจับตาช่วง 2 เดือนสุดท้ายที่การผลิตอาจจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะปีก่อนกำลังการผลิตสูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้มาก สำหรับประมาณการเอ็มพีไอและจีดีพีปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวเท่ากันที่ 2-3% คิดเป็นค่าเฉลี่ย 2.5% โดยปัจจัยสนับสนุนในปี 2562 คือ ความชัดเจนของการเลือกตั้ง ภายหลังจากที่รัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว คาดว่าความเชื่อมั่นการลงทุนจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ประกอบกับการลงทุนของภาครัฐที่จะเห็นชัดเจนขึ้นจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการหลักในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะได้ผู้รับเหมาครบทุกโครงการในเดือน ก.พ.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรายังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงในปีหน้าคือ ความไม่แน่นอนในมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีการดำเนินการกีดกันการค้ากับจีนเพิ่มเติม การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและความเสี่ยงต่อปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล โดยปีหน้าคาดการณ์ว่าจีดีพีของจีนอาจชะลอตัวลงจากปีนี้ โดยปีนี้คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 6.6% ส่วนปีหน้าคาดว่าจะลดลงเหลือ 6.3%&amp;quot;นายอดิทัต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การเติบโตของอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีเอ็มพีไอประจำเดือนต.ค. ได้แก่&amp;nbsp;
รถยนต์และเครี่องยนต์ ขยายตัว 16.73% เกือบทุกรายการสินค้า โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล รถบรรทุกปิคอัพ และรถยนต์นั่งขนาดกลาง ตามการขยายตัวของตลาดในประเทศ เป็นหลักจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ , บุหรี่ &amp;nbsp;ขยายตัว 434.61% จากฐานต่ำในปีก่อน , น้ำตาลทราย &amp;nbsp;ขยายตัว 145.09% จากผลผลิตอ้อยที่มีมากกว่าปกติทำให้โรงงานปิดหีบช้ากว่าปีก่อน จึงยังมีการแปรสภาพน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลทรายขาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำมันปิโตรเลียม &amp;nbsp;ขยายตัว 9.84% จากน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินออกเทน 91 เป็นหลักตามความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการคมนาคมและการขนส่งในประเทศที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง และเครื่องปรับอากาศ และชิ้นส่วน &amp;nbsp;ขยายตัว 18.54% ตามการขยายตัวของตลาดในประเทศ จากการทำกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจและเพิ่มยอดขายของผู้ผลิต และการส่งออกยังคงเป็นคำสั่งซื้อจากตลาดญี่ปุ่น เป็นหลัก รวมถึงคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากลูกค้าแอฟริกา และอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมสำคัญในปี 2562 คาดว่าจะมรการผลิตเพิ่มขึ้นในหลาย ๆ อุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;คาดว่าจะมีการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% เนื่องจากความต้องการส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมรถยนต์ คาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์ประมาณ 2,200,000 คัน เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศจะขยายตัว จากการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนที่จะขยายตัวดีขึ้น เพราะเกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากเสถียรภาพทางการเมือง ประกอบกับการลงทุนของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และการส่งออก แต่ก็ยังต้องติดตามผลของสงครามการค้า สหรัฐ-จีน ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมอาหาร &amp;nbsp;คาดว่าขยายตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% จากปัจจัยบวก อย่างเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวระดับใกล้เคียงปีก่อน ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าด้วยทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐอเมริกา ปี 2562 &amp;nbsp;ประกอบกับแนวโน้มราคาส่งออกสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว น้ำตาลทราย แป้งมันสำปะหลัง และสับปะรดกระป๋อง รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของสินค้าสำคัญ เช่น ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ไก่แปรรูป และทูน่ากระป๋อง นอกจากนี้ คาดว่าสินค้าสำคัญอีกรายการที่จะกลับมาขยายตัว คือ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22967</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม, ตุลาคม, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.), อดิทัต วะสีนนท์, เอ็มพีไอ)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181128/image_mid_5bfe03c2bf9e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
