<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2019 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2019 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอโหนด้วย&#039;เกศปรียา&#039;โวยลบพานไหว้ครูล้อการเมืองจำกัดเสรีภาพละเมิดเด็กมัธยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14มิ.ย.62-น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงกรณีตำรวจขอให้นักเรียนลบรูปพานไหว้ครูล้อการเมืองที่อัพโหลดขึ้นโซเชียลมีเดีย ว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกไปโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ขอความร่วมมือลบรูปพานออกจากโซเชียลให้หมดนั้น รวมทั้งผู้อำนวยการโรงเรียนได้ให้ข่าวว่าได้เรียกเด็กนักเรียนมาอบรมแล้วว่า หนูๆ ยังเป็นเด็กอยู่ ยังไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองคืออะไร สรุปคนไทยมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 34 ที่ระบุว่า &amp;ldquo;บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเฉพาะ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อครูและนักเรียนนั้น เป็นการไปจำกัดเสรีภาพของนักเรียนและครูตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีนี้นักเรียนและครูมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมทั้งพื้นที่โรงเรียนมีเสรีภาพทางวิชาการ ตามมาตรา 34 วรรคสอง ที่ระบุว่า &amp;rdquo;เสรีภาพของผู้สอนหรือผู้เรียนในการจะถือเอาและแสดงออกซึ่งความคิดเห็น โดยปราศจากความหวาดกลัวต่อการแทรกแซงตามอำเภอใจ โดยทางราชการ&amp;rdquo; หรือไม่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เกศปรียา กล่าวต่อว่า การแสดงออกของนักเรียนโดยใช้พานไหว้ครูสื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในหลายโรงเรียนหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยเป็นเรื่องน่ายินดี ที่สังคมเยาวชนคนรุ่นใหม่ตื่นตัวสนใจการเมืองอยากสะท้อนให้สังคมคนหัวเก่าอนุรักษ์นิยมรู้ว่า การจัดการเลือกตั้งเพื่อบอกสังคมโลกและสังคมไทยว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่กติกาและกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม มีการทำลายพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ส่งเสริมพรรคสืบทอดอำนาจเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ การแสดงออกด้วยพานไหว้ครูในทุกภูมิภาค เยาวชนเพียงต้องการสะท้อนถึงกลุ่มคนหัวเก่าอนุรักษ์นิยมว่า การสร้างวาทกรรมและปฏิบัติการจิตวิทยาหลอกเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ได้อีกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญเยาวชนเหล่านี้คือผู้ที่กำลังจะเติบโตและต้องอยู่ในประเทศนี้ต่อไปอีกนาน ทำไมถึงใช้การสร้างความหวาดกลัวจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการแสดงความคิดเห็นของเยาวชน ขอฝากถึงเจ้าหน้าที่และฝ่ายอนุรักษ์อำนาจนิยมว่า ประชาธิปไตยคือการที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครมีสิทธิเหนือกว่าใครที่จะไปบังคับ ข่มขู่ให้ใครต้องคิดเห็นเช่นตนเอง รวมทั้งฝากพิจารณาด้วยว่า การละเมิดสิทธิเสรีภาพระดับมหาวิทยาลัย 5 ปี ที่ผ่านมาได้ ผลิตคนรุ่นใหม่ไม่เอาเผด็จการกว่า 6 ล้านคน เวลานี้พัฒนามาละเมิดสิทธิเสรีภาพระดับมัธยม มาทำนายกันว่าจะผลิตเยาวชนต้านเผด็จการอีกจำนวนเท่าใด&amp;rdquo;น.ส.เกศปรียา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38533</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่อต้านเผด็จการ, น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง, พานไหว้ครู, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd3937ccde01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2019 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2019 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ต้องกลัวล้มเจ้า!นักวิชาการไทยในสหรัฐชี้คนรุ่นใหม่ล้มนายพลกระจอกๆยังไม่ได้เลย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.62 - นางสาวกานดา นาคน้อย นักวิชาการที่มีจุดยืนต่อต้านการรัฐประหาร&amp;nbsp; ปัจจุบันสอนที่มหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต ในสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ข้อความผ่านทวีตเตอร์ ระบุว่า &amp;nbsp;&amp;quot;คนรุ่นใหม่ล้มนายพลกระจอกๆยังไม่ได้เลย &amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวล้มเจ้าหรอก &amp;nbsp;#Savepannika&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38358</URL_LINK>
                <HASHTAG>กานดา นาคน้อย, คอนเนตทิคัต, ต่อต้านเผด็จการ, นักวิชาการต้านรัฐประหาร, ประชาธิปไตย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190612/image_big_5d0091ca74385.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2019 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2019 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานญาติวีรชนฯจี้พรรคการเมืองทำตามสัญญาประชาคมไม่เอาสืบทอดอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานญาติวีรชนฯจี้พรรคการเมืองทำตามสัญญาประชาคมไม่เอาสืบทอดอำนาจด่านแรกต้องร่วมกันโหวตเลือกประธานสภาฯที่มาจากฝั่งประชาธิปไตยให้ได้ก่อน&amp;nbsp; อย่ากังวลการโหวตเลือกนายกฯเชื่อจะมีสว.ที่มีสำนึกต่อแผ่นดินหันมาร่วมด้วย ย้ำรัฐบาลช่วยชาติคือทางออก รัฐบาลปริ่มน้ำมีแต่ตีบตันไร้อนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค.62 - นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ ว่า บรรดาพรรคการเมืองที่เคยประกาศแนวทางการหาเสียงเลือกตั้งไว้ว่าจะต่อต้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการคสช.และไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;nbsp; เป็นนายกรัฐมนตรี ควรเดินตามที่เคยให้สัญญาประชาคมกับประชาชน นั่นคือด่านแรกในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกเพื่อเลือกประธานสภาฯ วันที่ 25 พ.ค.นี้ จะต้องร่วมกันโหวตเลือกประธานสภาฯที่มาจากส.ส.ของพรรคการเมืองที่มีแนวทางไม่เอาเผด็จการคสช.ให้ได้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หาก ส.ส.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโหวตให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้เป็นประธานสภาก็เท่ากับว่าเสียงของประชาชนต้องการให้พรรคการเมืองฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการสืบทอดอำนาจจัดตั้งรัฐบาล แต่หากทางพรรคที่สนับสนุนฝ่ายสืบทอดอำนาจจะนำเสียง ส.ว.250 เสียงที่มาจากการแต่งตั้งของพล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;จันทร์โอชา เองมาโหวตเพื่อให้ตัวเองเป็นนายกฯเชื่อว่าประชาชนคงไม่เห็นด้วยและคงจะนำไปสู่ความขัดแย้งวุ่นวาย และรัฐบาลคงจะอยู่ได้ไม่นาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์ กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญกำหนดให้คสช.เลือก ส.ว.และสามารถโหวตนายกฯได้แต่การสรรหา ส.ว. ควรจะทำให้เกิดความโปร่งใสกว่านี้ไม่ใช่มุบมิบกันทำจนคนนินทากันทั้งประเทศว่าตั้ง ส.ว.มาเพื่อโหวตให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บรรดาพรรคการเมืองที่ชูธงประชาธิปไตยไม่เอาการสืบทอดอำนาจ จะต้องเดินตามกระบวนการรัฐสภาให้จบก่อน ไม่ใช่ไปต่อรองตำแหน่งหรือเก้าอี้รัฐมนตรีกับพรรคที่หนุนเผด็จการแล้วไปเลือกประธานสภาฯที่มาจากฝั่งเผด็จการ แต่ไม่เลือกคนของฝั่งประชาธิปไตยจะถือว่าทรยศต่อประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้ในวันเลือกตั้งทั้งที่เสียงของฝั่งประชาธิปไตยมีมากกว่า 300 เสียง เพราะไม่เกี่ยวกับ 250 ส.ว.ก็สามารถโหวตชนะอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าบรรดาพรรคการเมืองเหล่านี้จะหารือและจับมือให้เกิดความเอกภาพได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้น &amp;quot;นายอดุลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์ กล่าวอีกว่า หากโหวตเลือกประธานสภาฯแล้ว หลังจากนั้นในการโหวตเลือกนายกฯ ที่ต้องใช้เสียงถึง376เสียงก็อย่าไปกังวลว่าในแผ่นดินนี้ ส.ว.&amp;nbsp;250 คนจะไม่มีใครสำนึกต่อแผ่นดินเลยหรือเพราะเป็นการเลือกแบบเปิดเผย ประชาชนก็ได้รับรู้และจะได้พิสูจน์ว่า ส.ว.ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนจะเลือกนายกฯเพื่อคนๆเดียวหรือเพื่อประเทศชาติเพราะแม้ฝั่งสืบทอดอำนาจจะเลือกนายกฯได้ก็เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ไร้เสถียรภาพ ขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุน ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการเมืองก็จะขยายตัว ประชาชนก็จะออกมาบนท้องถนนอีก หนทางนี้มีแต่ตีบตันไร้อนาคต ทางออกเดียวคือต้องมีรัฐบาลช่วยชาติโดยพรรคการเมืองขั้วที่&amp;nbsp;3 นำการจัดตั้งรัฐบาลดึงทุกพรรคการเมืองเข้ามาร่วมแล้วเลือกนายกฯที่ทุกฝ่ายยอมรับ เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เอาด้วยแน่นอน เพราะเป็นทางออกเดียวที่จะนำพาประเทศชาติให้เกิดสันติสุขได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36610</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจัดตั้งรัฐบาล, คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35, ต่อต้านเผด็จการ, อดุลย์ เขียวบริบูรณ์, ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181124/image_big_5bf95ef93cbf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2018 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2018 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยะ!&#039;ไก่เอื้ออาทร&#039;อบรม&#039;เฒ่าส้มหวาน&#039;ลั่น&#039;เจ๊หน่อย&#039;ต้านเผด็จการจึงต้องเลือกเพื่อไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.61- นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจ Watana Muangsook ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ตั้งคำถามถึงพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับมรดกทางกฎหมายของ คสช. และท่าทีของผู้นำคือคุณหญิงสุดารัตน์ ผมขอตอบย้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันจุดยืนทางการเมืองของพวกเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์อาจจะหลงลืมไปว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแรกที่มีมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ผมถูก คสช. นำตัวไปควบคุมด้วยข้ออ้างปรับทัศนคติหลายครั้งและถูกดำเนินคดีอาญาเพราะการแสดงจุดยืนดังกล่าว พรรคเพื่อไทยจึงได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญและคำสั่งหัวหน้า คสช. มากที่สุด แกนนำของพรรคหลายคนถูกดำเนินคดีจากการแถลงผลงานของ คสช. พรรคเพื่อไทยจึงไม่มีทางที่จะเอาด้วยกับเผด็จการโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคได้ตั้งคณะทำงานขึ้นศึกษาเพื่อหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายและคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ที่นอกจากจะเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนรวมทั้งละเมิดต่อหลักนิติธรรมแล้วยังเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขเศรษฐกิจ โดยจะเร่งดำเนินการทันทีที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนตามวิถีทางของรัฐสภา เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ตามครรลองของประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณหญิงสุดารัตน์ทำนองว่าอาจจะประนีประนอมกับเผด็จการ นั้น ขอเรียนว่าสิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์ได้รับการยอมรับมิได้มีเพียงประสบการณ์ทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงจุดยืนที่เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจนอีกด้วย ประเด็นสำคัญคือมติของพรรคที่จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการในทุกรูปแบบ ดังนั้น การประนีประนอมกับเผด็จการจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ รวมถึงการจัดการกับ &amp;ldquo;ขยะ&amp;rdquo; ที่เผด็จการได้สะสมไว้ พรรคไม่เคยให้คำสัญญาที่เลื่อนลอย ทุกนโยบายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ หากผมเป็นอาจารย์จะเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะมีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศและพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยมีประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือที่จะเปิดทางให้เราคว้าโอกาสจากโลกมาใส่มือประชาชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23261</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ต่อต้านเผด็จการ, ท่าที่พรรคเพื่อไทย, นายวัฒนา เมืองสุข, นิธิ เอียวศรีวงศ์, พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bffab3ac7d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2018 18:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2018 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุโค่ย!อุดมการณ์9ข้อเพื่อไทยซื่อสัตย์ปรองดองต้านเผด็จการทุกรูปแบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.61- &amp;nbsp;ร่างข้อบังคับพรรคเพื่อไทย ที่มีการเชิญชวนให้สมาชิกพรรคร่วมเสนอแนะเพิ่มเติมก่อนการประชุมใหญ่ของพรรคนั้น &amp;nbsp;ส่วนหนึ่งมีประกาศอุมการณ์ทางการเมือง 9 ข้อ ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) ยึดมั่น ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตัริย์ทรงเป็นประมุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) ยึดถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มุ่งมั่นในการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๓) ยึดมั่นในการพัฒนาที่ยั่งยืนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีเป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ขจัดการผูกขาด สร้างความรุ่งเรือง และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพิ่มพูนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๔) ขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาค และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจการเมือง สังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๕) มุ่งพัฒนาพรรคให้เป็นสถาบันการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๖) มุ่งมั่น สร้างระบบการเมืองของประเทศให้เป็นการเมืองของประชาชน เป็นรัฐประชาชน มิใช่รัฐราชการ สร้างเสริมให้ประชาชนชาวไทยมีความรู้ความเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน บนอุดมการณ์และวัฒนธรรมประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๗) ยึดมั่น ในการดำเนินการทางการเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีธรรมาภิบาล ป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๘) มุ่งสร้างความสามัคคีปรองดอง เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิเสรีภาพ ความเสมอ
ภาคของบุคคล ยึดมั่นในสันติวิธี หลักสิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๙) สร้างประเทศไทยให้มีบทบาทโดดเด่นและสร้างสรรค์ในเวทีโลก เคารพกฎหมายและพันธะกรณีระหว่างประเทศ สร้างสันติภาพ ความเข้าใจความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18180</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความซื่อสัตย์สุจริต, ต่อต้านเผด็จการ, ร่างข้อบังคับพรรคเพื่อไทย, อุดมการณ์9ข้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba62d744ef90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โบว์อยากเลือกตั้ง&#039;บ่นยูเอ็นทำน้อยไป ปลุกคนไทยต่อต้านเผด็จการด้วยตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.61 -น.ส.ณัฏฐา หรือโบว์ &amp;nbsp;มหัทธนา &amp;nbsp; แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Bow Nuttaa Mahattana ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#UNtoThailand โบว์เพิ่งได้อ่านเอกสารข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่เผยแพร่สู่สาธารณะเป็นครั้งแรกเมื่อ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนสรุปเนื้อหาให้ได้อ่านกัน ขอแสดงความเห็นในหลักการ และตั้งข้อสังเกตดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่องค์กรทางการทูตและองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนระดับโลกหลายองค์กรได้ร่วมแสดงจุดยืนเพื่อปกป้องหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนร่วมกับเรา แต่องค์กรทั้งหมดนั้นก็ทำได้เพียงยืนยันหลักการที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนในฐานะเพื่อนร่วมประชาคมโลก และจะทำเมื่อมีหลักฐานการละเมิดขั้นรุนแรงอย่างชัดเจนเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยต้องไม่ลืมว่า หากปราศจากการแสดงออกว่าไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการ หากปราศจากการลุกขึ้นสู้ด้วยตนเอง ก็จะไม่มีใครมายืนเคียงข้างเรา เพราะคงเป็นที่เคอะเขิน หากคนนอกจะมีปฏิกิริยามากกว่าผู้ถูกกระทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยส่วนตัวเราเชื่อมั่นในการยืนขึ้นด้วยตนเองให้มั่นคงและนานพอ แล้วบอกกล่าวสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นข้อเท็จจริง ไม่เคยร้องขอให้ใครมายืนเป็นวอลเปเปอร์ ไม่มีบารมีใดจะยิ่งใหญ่กว่าความถูกต้องเที่ยงธรรม หากใครจะลุกขึ้นยืนยันหลักการเพื่อเรา เขาจะต้องยืนขึ้นด้วยแรงขับดันจากจิตสำนึก เป็นการยืนเคียงข้างกันที่มีพลังและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเรียกร้องที่จะสรุปต่อไปนี้ ได้ออกเป็นหนังสือถึงรัฐบาลไทยตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ แต่เพิ่งจะเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกระบวนการของ UN Human Rights Council ที่จะปิดเป็นความลับเพื่อให้สิทธิรัฐบาลได้ตอบก่อน แม้รัฐบาลไทยจะมีเวลากว่าสามเดือนครึ่งที่จะสนองหรือตอบโต้ข้อเรียกร้องเพื่อรักษาหน้าตัวเองก็ยังไม่ทำ ตามธรรมชาติของเผด็จการที่จะไม่ต้องเกรงใจใครหรือรักษาหลักการใดๆ ยิ่งเป็นการยืนยันว่าเมื่อเราไม่ต่อสู้ด้วยตนเอง ก็ไม่มีกลไกใดๆจะปกป้องสิทธิของเราได้ เป็นที่ทราบกันดีว่ามีการละเมิดสิทธิขั้นรุนแรงอีกหลายกรณี นับจากวันที่ข้อเรียกร้องนี้มาถึงรัฐบาลไทย ถึงวันที่เอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่ อันน่าจะเห็นกันได้ชัดเจนว่าอำนาจที่จะหยุดการละเมิดจะอยู่ในมือใครได้ถ้าไม่ใช่เรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อไปนี้คือใจความสำคัญของหนังสือดังกล่าวค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้รายงานพิเศษด้านสถานการณ์ของผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้รายงานพิเศษด้านการสนับสนุนและปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกประจำสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติมีหนังสือถึงรัฐบาลไทยเพื่อให้รัฐบาลให้ความสนใจกับกรณีการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือเพื่อคุกคามนักกิจกรรมและผู้ชุมนุมโดยสันติที่ได้เข้าร่วมในการชุมนุมประท้วงอย่างสันติหลายครั้ง โดยบุคคลเหล่านั้นถูกตั้งข้อหาภายใต้บริบทของการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานหลายประการ รวมถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการแสดงออก และสิทธิในการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตลอดช่วงเวลาหลังรัฐประหารได้มีการสื่อสารถึงรัฐบาลไทยโดยกลไกพิเศษของสหประชาชาติถึง 13 ครั้ง(ยังไม่รวมครั้งนี้) โดยเป็นกรณีเกี่ยวกับการไม่รับรองสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และการจับกุมคุมขังนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ทางสหประชาชาติยังคงเฝ้ารอคำตอบที่ยังไม่ได้รับอยู่สามกรณี และแม้จะทราบดีจากคำยืนยันของรัฐบาลว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็ยังเห็นว่ามีการออกกฎหมายต่างๆและใช้เพื่อตั้งข้อหากับนักกิจกรรม และเป็นการละเมิดสิทธิในการแสดงออกและสิทธิในการชุมนุมอย่างสันติ ซึ่งตลอดสี่ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การรัฐประหาร การชุมนุมทางการเมืองโดยสันติได้ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย มีการใช้กฎหมายที่เขียนด้วยถ้อยคำที่ไม่รัดกุมมาเอาผิดกับผู้เข้าร่วมการชุมนุม โดยเฉพาะคำสั่งที่ 3/2558 ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึงหกเดือนและปรับสูงสุดหนึ่งหมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหนังสือข้อเรียกร้องนี้ได้มีการระบุถึงการตั้งข้อหากับผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรม We Walk เดินเพื่อมิตรภาพ และกิจกรรมของ #กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่สกายวอล์ค แยกปทุมวัน โดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการจับกุม การคุกคาม และการตั้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ในการละเมิดสิทธิเสรีภาพและจำกัดการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งหากเป็นจริง การตั้งข้อหาดังกล่าวก็จะขัดกับข้อตกลงตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่ไทยได้ลงนามรับรองไว้ โดยเฉพาะข้อ 14, 19 และ 21 ซึ่งรับรองสิทธิในการสู้คดีอย่างยุติธรรม เสรีภาพทางความคิด และเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติปราศจากอาวุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงถึงกติกาข้อ 12/16 และ 24/5 ของสภาสิทธิมนุษยชน ซึ่งเรียกร้องให้รัฐให้ความสำคัญกับสิทธิในการชุมนุม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกว่าเป็นหนึ่งในรากฐานที่สำคัญของสังคมประชาธิปไตย โดยกฎหมายต่างๆที่จะมีใช้บังคับจะต้องคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ และการจำกัดสิทธิใดๆจะต้องเป็นไปด้วยความจำเป็นและได้ส่วนอย่างเคร่งครัด รวมถึงเคารพกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการอ้างถึงกติกาที่ว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่าการจำกัดสิทธิที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวด้วยความจำเป็นอย่างเคร่งครัดเท่านั้น รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับประกาศสิทธิหน้าที่และหลักปฏิบัติต่อผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกหลายข้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอำนาจที่ได้รับมอบหมายมา ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติได้ตั้งคำถามและขอให้รัฐบาลได้มีคำตอบในประเด็นการละเมิดสิทธิต่างๆ โดยขอให้รัฐบาลให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งข้อหาดำเนินคดี และอธิบายว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นสอดคล้องกับมาตรฐานการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุมโดยสันติอย่างไร นอกจากนี้ยังขอให้ระบุว่ารัฐบาลมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อจะให้มั่นใจได้ว่าสิทธิเสรีภาพของผู้ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนจะได้รับความคุ้มครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายคือคำถามว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 นั้น สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลอย่างไร โดยเฉพาะข้อ 4, 19 และ 21 ของ ICCPR&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิ้งท้ายหนังสือด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยได้ใช้มาตรการที่จำเป็นทุกอย่างในการหยุดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก และหากจำเป็นต้องใช้อำนาจใดๆที่เป็นการละเมิดสิทธิก็ให้มีผู้รับผิดชอบด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11042</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฎฐา มหัทธนา, ต่อต้านเผด็จการ, ยูเอ็น, สิทธิมนุษยชน, โบว์อยากเลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1c951204707.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
