<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2020 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2020 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยผลดีต่อประเทศไทยหลังการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐอเมริกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 พ.ย.63 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง จีน กับ สหรัฐฯ ในใจคนไทย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,125 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา
เมื่อถามถึง ผลดีต่อประเทศไทย หลังการเลือกตั้ง ผู้นำ สหรัฐอเมริกา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.5 ระบุใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ดีต่อประเทศไทย ในขณะที่ ร้อยละ 10.8 ระบุ นาย โจ ไบเดน จะดีต่อประเทศไทย และร้อยละ 2.2 ระบุ นาย โดนัลด์ ทรัมป์ จะดีต่อประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 11.8 ระบุทั้งสองไม่มีผลอะไรต่อประเทศไทย และร้อยละ 5.7 ระบุ อื่น ๆ
ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึง ประเทศจีน กับ สหรัฐอเมริกา กับ โครงการที่ควรสนับสนุนทำดีต่อประเทศไทยและประชาชนชาวไทย พบว่า โครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีของประชาชนคนไทยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.4 ระบุทั้งสองประเทศคือ สหรัฐอเมริกา และ จีน ควรสนับสนุนโครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีของประชาชนคนไทยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รองลงมาคือ ร้อยละ 15.3 ระบุ สหรัฐอเมริกาควรสนับสนุน ร้อยละ 2.5 ระบุ จีนควรสนับสนุน และร้อยละ 8.8 ระบุไม่ต้องการทั้งสองประเทศนี้
สำหรับการสนับสนุนโครงการพระราชดำริร่วมกับคนไทย พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.0 ระบุทั้งสองประเทศคือ สหรัฐอเมริกา และ จีน ควรสนับสนุนโครงการพระราชดำริร่วมกับคนไทย รองลงมาคือ ร้อยละ 11.8 ระบุ สหรัฐอเมริกา ในขณะที่ ร้อยละ 2.9 ระบุ จีน และร้อยละ 18.3 ไม่ต้องการทั้งสองประเทศนี้
นอกจากนี้ โครงการด้านเทคโนโลยี เช่น 5 G พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.6 ระบุทั้งสองประเทศคือ สหรัฐอเมริกา และ จีน ควรสนับสนุนโครงการด้านเทคโนโลยี เช่น 5 G ในประเทศไทย รองลงมาคือ ร้อยละ 8.9 ระบุเป็นสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ร้อยละ 4.3 ระบุ จีน และร้อยละ 8.2 ระบุไม่ต้องการทั้งสองประเทศนี้
ด้านการค้าระหว่างประเทศ ลดอุปสรรคลดการกีดกันการค้าระหว่างประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.1 ระบุทั้งสองประเทศคือ สหรัฐอเมริกา และ จีน ควรช่วยด้านการค้าระหว่างประเทศ ลดอุปสรรค ลดการกีดกันการค้าระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ร้อยละ 12.0 ระบุ สหรัฐอเมริกา ในขณะที่ร้อยละ 4.3 ระบุ จีน และร้อยละ 7.6 ไม่ต้องการทั้งสองประเทศนี้
ด้านการควบคุม องค์กรต่างชาติที่เข้ามาแทรกแซงการชุมนุมหรือ ม็อบ ในประเทศไทย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.1 ระบุทั้ง สหรัฐอเมริกา และ จีน ควรช่วยควบคุม องค์กรต่างชาติที่เข้ามาแทรกแซงการชุมนุมหรือ ม็อบ ในประเทศไทย รองลงมาคือ ร้อยละ 10.6 ระบุ สหรัฐอเมริกา ในขณะที่ร้อยละ 1.8 ระบุจีน และ ร้อยละ 13.9 ไม่ต้องการทั้งสองประเทศนี้
ที่น่าสนใจคือ ด้านการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.7 ระบุ ทั้งสองประเทศคือ สหรัฐอเมริกา และ จีน ควรช่วยด้านการศึกษาให้ประชาชนคนไทย รองลงมาคือ ร้อยละ 11.7 ระบุสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ร้อยละ 2.1 ระบุ จีน และร้อยละ 13.5 ไม่ต้องการทั้งสองประเทศนี้
ด้านเศรษฐกิจ การลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.5 ระบุ ทั้งสองประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา และ จีน ควรช่วยด้านเศรษฐกิจ การลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม รองลงมาคือ ร้อยละ 10.3 ระบุสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ ร้อยละ 3.0 ระบุ จีน และร้อยละ 10.2 ไม่ต้องการทั้งสองประเทศนี้
ด้านอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และความปลอดภัยมั่นคงของไทยด้านอื่น ๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.3 ระบุทั้งสองประเทศคือ สหรัฐอเมริกา และ จีน ควรช่วยด้านอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และความปลอดภัยมั่นคงของไทยด้านอื่น ๆ นอกจากนี้ ด้าน การดูแลถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาค ปกป้องทรัพยากรไทยใน ลุ่มน้ำโขง และทรัพยากรทางทะเลของไทย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.6 ระบุ ทั้งสองประเทศคือ สหรัฐอเมริกา และ จีน ควรช่วยดูแลถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาค ปกป้องทรัพยากรไทยในลุ่มน้ำโขง และทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา คนไทยยังคงมีความต้องการรักษาความเป็นมหามิตรกับทั้งสหรัฐอเมริกา และ ประเทศจีน ในทุกมิติ เช่น ต้องการให้ทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนช่วยสนับสนุนโครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีของประชาชนคนไทยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โครงการพระราชดำริ โครงการพัฒนาใช้เทคโนโลยี เช่น 5 G โครงการการค้าการลงทุนระหว่างประเทศที่ลดอุปสรรค ลดการกีดกันทางการค้ากับประเทศไทย
&amp;ldquo;นอกจากนี้ ประชาชนยังต้องการให้ทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและจีน ช่วยควบคุมองค์กรต่างชาติที่เข้ามาแทรกแซงเคลื่อนไหวการชุมนุมและม็อบในประเทศไทย อาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ามนุษย์ ยาเสพติดฯ และโครงการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคปกป้องผลประโยชน์ชาติไทยในลุ่มน้ำโขงและทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย โดยมีความต้องการต่อประเทศสหรัฐอเมริกา โดด ๆ เป็นการเฉพาะที่มากกว่าประเทศจีนในทุกโครงการบนความเชื่อมั่นของประชาชนคนไทยต่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลังการเลือกตั้งว่าจะดีต่อประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นนายโจ ไบเดน หรือ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะ นายโจ ไบเดน จะได้รับความเชื่อมั่นจากคนไทยสูงกว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ในการศึกษาครั้งนี้&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82964</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ, ซูเปอร์โพล, ต่างชาติแทรกแซง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201106/image_big_5fa4b27b1fba0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลระบุคนไทย 81% ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญแต่อยากแก้รธน.ตามคำชี้นำของคนอื่นเชื่อมีต่างชาติแทรกแซงไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 2563 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง มหามิตรต่างชาติ กับ การแทรกแซงชาติไทย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,069 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 26 กันยายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงประสบการณ์การอ่านรัฐธรรมนูญของประชาชนปี พ.ศ.2540 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.5 ระบุไม่เคยอ่านเลย ในขณะที่ร้อยละ 2.5 เคยอ่านบางมาตรา และร้อยละ 16.0 เคยอ่านทั้งฉบับ นอกจากนี้ เมื่อถามถึง ประสบการณ์การอ่านรัฐธรรมนูญของประชาชนปี พ.ศ. 2560 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.7 ระบุไม่เคยอ่านเลย ในขณะที่ร้อยละ 2.1 เคยอ่านบางมาตรา และร้อยละ 26.2 เคยอ่านทั้งฉบับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.3 ระบุจะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฟังคนอื่นเขาว่ามาเป็นส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านด้วยตนเอง ในขณะที่ร้อยละ 14.7 ระบุอ่านด้วยตนเองอย่างละเอียด ครบถ้วน ทุกมาตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.6 ระบุ ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ แก้ได้บางมาตรา แต่ห้ามแตะต้อง ล่วงละเมิด หมวด 1 และ 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ในขณะที่เพียงร้อยละ 4.4 ระบุว่าแก้ไขได้ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.1 ระบุว่ามีต่างชาติแทรกแซงการเมืองภายในของประเทศไทย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การชุมนุมม็อบต่าง ๆ ในขณะที่ร้อยละ 24.9 ระบุไม่มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึง ประเทศที่เป็นมหามิตรต่างชาติ กับ ประเทศไทย ระหว่างจีน กับ สหรัฐอเมริกา ที่เข้าถึง เข้าใจ วัฒนธรรมไทย จิตใจของคนไทยแท้จริง พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.2 ระบุทั้งสองประเทศเป็นมหามิตรต่างชาติของไทย ในขณะที่ร้อยละ 22.5 ระบุประเทศจีน ร้อยละ 15.6 ระบุ สหรัฐอเมริกา และร้อยละ 7.7 ระบุไม่ใช่ทั้งสอง นอกจากนี้ เมื่อถามถึงประเทศที่เป็นมหามิตรต่างชาติ กับ ประเทศไทย ระหว่าง จีน กับ สหรัฐอเมริกา ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลคนไทย และ ประเทศไทย อย่างจริงใจมาโดยตลอด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.5 ระบุ ทั้งสองประเทศเป็นมหามิตรต่างชาติของไทย ในขณะที่ร้อยละ 23.2 ระบุประเทศจีน ร้อยละ 18.3 ระบุสหรัฐอเมริกา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงประเทศที่เป็นมหามิตรต่างชาติ กับ ประเทศไทย ระหว่าง จีน กับ สหรัฐอเมริกา ที่ควรเข้ามาทำโครงการสนับสนุนส่งเสริมความจงรักภักดีของคนไทยทั้งประเทศต่อ สถาบันหลักของชาติ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 52.8 ระบุ ทั้งสองประเทศควรเข้ามา ในขณะที่ร้อยละ 17.7 ระบุว่าสหรัฐอเมริกาควรเข้ามาทำโครงการสนับสนุนส่งเสริมความจงรักภักดีของคนไทยทั้งประเทศต่อ สถาบันหลักของชาติ และร้อยละ 16.3 ระบุเป็นประเทศจีน และร้อยละ 13.2 ระบุไม่ใช่ทั้งสองประเทศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญกันทั้งรัฐธรรมนูญปี 40 กับ รัฐธรรมนูญปี 60 แต่การที่คิดจะแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปตามการชี้นำของผู้อื่นที่เขาว่ามาไม่ได้อ่านด้วยตนเอง นอกจากนี้ คนไทยส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ห้ามแตะต้อง ล่วงละเมิดแก้รัฐธรรมนูญในหมวดที่ 1 และ 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ โดยยังเห็นว่ามีขบวนการต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญและการชุมนุมของกลุ่มม็อบต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คนไทยยังมองว่าทั้งประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหามิตร ที่ควรเข้ามาช่วยกันทำโครงการสนับสนุนส่งเสริมความจงรักภักดีของคนไทยต่อสถาบันหลักของชาติมากกว่าจะทำลายเสาหลักของชาติไทยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนและประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มีความสุข เมื่อทุกคนสำนึกรู้คุณแผ่นดินและสถาบันหลักของชาติ โดยการเมืองเป็นเรื่องของการเมืองอย่างแท้จริง ใคร #ไม่รักแต่อย่าทำลาย เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องมีเสาหลักของชาติ มีเกราะไว้ป้องกันชาติและประชาชน ที่อยู่เหนือการเมือง ผู้ใดจะก้าวล่วงละเมิดไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็มีความเป็นไปได้อีกภาพหนึ่งคือ บ้านเมืองวุ่นวาย เสาหลักของชาติถูกสั่นคลอน ไร้ระเบียบ ไม่มีใครคุมใครได้ เพราะปล่อยให้มีการคุกคามสถาบันหลักของชาติต่อเนื่อง จนเกิดการเลียนแบบอย่างกว้างขวาง จนบ้านเมืองมีแต่ซากปรักหักพังและการสูญเสีย จากนั้น ประเทศมหาอำนาจจะอ้างความชอบธรรมเข้ามาจัดระเบียบประเทศไทยใหม่ แต่พวกเขามักจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ชาติไทยออกไปด้วยกลายเป็นว่าพวกเรากำลังจะทำลายบ้านเมืองของเรา เมื่อบ้านเมืองของเราพังพินาศก็ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาเอาทรัพยากรของชาติเราไป ถึงเวลานั้น ใครหรือกลุ่มใดจะมีพลังมากพอที่จะปกป้องชาติเอาไว้ได้เล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้ ณ เวลานี้ ทุกคนน่าจะรักษาสถานภาพเดิมให้คงอยู่ต่อไป (The Status Quo) เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยและคนในชาติ ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นที่หนึ่งของโลกในหลายเรื่อง เช่น การแก้ปัญหาวิกฤตโควิด และวิกฤตชาติเวลานี้ก็กำลังคลี่คลายในทางที่ดี ส่วนปัญหาปากท้องของประชาชนก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยและประเทศไทยก็ยังดีกว่าหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันนี้ และพวกเราคนไทยบางคนจะพยายามเคลื่อนไหวสั่นคลอนชาติของตนเองต่อไป เพื่อผลประโยชน์ของใคร&amp;rdquo; นายนพดล กรรณิกา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78753</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่างชาติแทรกแซง, นพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL), แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200927/image_big_5f6ffbcd92613.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2020 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.นิว&#039;เปิดโปงใครอยู่เบื้องหลังปั่นกระแสหนุนม็อบแทรกแซงประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.ย.63-ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ &amp;quot;ดร.นิว&amp;quot; นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ใครอยู่เบื้องหลังปั่นกระแสหนุนม็อบแทรกแซงประเทศไทย มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
#ใครอยู่เบื้องหลังปั่นกระแสหนุนม็อบแทรกแซงประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยปี 2017 ชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดชี้ให้เห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีกองทัพไซเบอร์ที่มีความหนาแน่นที่สุดในโลก และยังมีอีกหลายประเทศในขณะนั้นที่มีกองทัพไซเบอร์ขนาดใหญ่
.
สอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นของซูเปอร์โพลในปัจจุบันเป็นอย่างดีว่ากระแสโซเชียลเกี่ยวกับม็อบที่กำลังเคลื่อนไหว มีการปั่นกระแสจากต่างประเทศร่วมด้วย ล่าสุดทั้ง #ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส และ #สู้เป็นไทถอยเป็นทาส มาจากต่างประเทศถึงเกือบ 90% อันสะท้อนให้เห็นถึงการมีอยู่จริงของขบวนการแทรกแซงที่ทันสมัยของต่างชาติ และความร่วมมือในการปั่นกระแสปลุกม็อบระหว่างคนไทยกับต่างประเทศ
.
เราคงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมเครือข่ายของนายกโซเชียลกับกลุ่มต่างๆที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NED ของสหรัฐอเมริกาถึงเติบโต และสามารถครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในโลกโซเชียลที่มีผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนได้อย่างรวดเร็ว
.
เบื้องหลังของม็อบที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในขณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแทรกแซงประเทศไทย โดยมีประเทศมหาอำนาจอยู่เบื้องหลัง ที่ได้สนับสนุนทั้งเงินทุน ทรัพยากรทางเทคโนโลยี และโนว์ฮาวหรือวิทยาการความรู้ในการปลุกระดมโดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของท่านนายกโซเชียลหรือลุงสุรชัยก็ตาม สุดท้ายแล้วมวลชนของทั้งสองกลุ่มก็มาบรรจบกันที่ม็อบเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่ดี เพราะมีต่างชาติกลุ่มเดียวกันอยู่เบื้องหลัง
.
ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประชาชนชาวไทยทุกคนควรหันมาตระหนัก และใส่ใจถึงพิษภัยของขบวนการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ หรือ Weaponization of Social Media ในการปั่นกระแสปลุกระดม ยัดเยียดข้อมูลบิดเบือน หลอกใช้มวลชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง
.
แม้ว่าทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยจะออกมาปฏิเสธการสนับสนุนม็อบ แต่ก็ไม่อาจที่ปฏิเสธได้ว่ามีองค์กรอย่าง NED เป็นต้น ที่รับเงินจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแล้วให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มอิงการเมืองต่างๆ ที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับม็อบ
.
อีกทั้ง นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน ได้ย้ายมาจากฮ่องกงในช่วงปลายเดือน ก.ค. 62 หลังจากที่ประเทศจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในฮ่องกง ก็ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญรึเปล่า? หลังจากที่เขาอาศัยอยู่ในฮ่องกง เป็นเวลานานกว่า 20 ปี และมีบทบาทสำคัญในฐานะนายหน้าคนสำคัญของสหรัฐอเมริกาที่มีอิทธิพลในภูมิภาคนี้
.
ก็ไม่รู้ว่าการเข้ามาพำนักในประเทศไทยของ นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี จะทำให้เกิดความขัดแย้ง และความรุนแรง ตลอดจนสงครามกลางเมืองอย่างที่เกิดขึ้นในฮ่องกงหรือไม่?
.
แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามีสถานการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ขอแนะนำให้รัฐบาลไทยลองพิจารณาการแก้ไขปัญหาของประเทศจีนเป็นแนวทาง เผื่อมีใครบางคนร้อนตัวแล้วรีบแจ้นออกไปบ้างก็เป็นได้
.
ดร.ศุภณัฐ
11 กันยายน พ.ศ. 2563
#ประชาธิปไตยTheseries by ดร.ศุภณัฐ
https://www.state.gov/desombre-michael-george-kingdom-of-thailand-july-2019/
https://th.usembassy.gov/th/our-relationship-th/our-ambassador-th/
https://altthainews.blogspot.com/2020/09/us-embassy-lies-about-funding-thai.html
https://mgronline.com/politics/detail/9630000091310&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77141</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นิว-ศุภณัฐ อภิญญาณ, ต่างชาติแทรกแซง, มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190927/image_big_5d8d924d12ed5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 20:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 20:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธน.บราซิลสวนกระแสรักษ์โลก ตอกต่างชาติจุ้นจ้านแอมะซอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชาอีร์ โบลโซนาโร ประธานาธิบดีบราซิล ยังคงไม่สำเหนียกเสียงวิจารณ์จากทั่วโลกกรณีไฟป่าที่กำลังเผาผลาญแอมะซอนมากขึ้นในปีนี้ ย้อนประเทศอื่นอย่าแทรกแซงอธิปไตยของบราซิล แม้เขาจะยอมรับแล้วว่าเกษตรกรอาจเป็นตัวการจุดไฟเผาป่า ขณะจี 7 เตรียมหารือ &amp;quot;วิกฤติระหว่างประเทศ&amp;quot; ครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากหน่วยดับเพลิงรัฐมาตูโกรสซู ถ่ายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 เจ้าหน้าที่ให้น้ำตัวนิ่มที่พบระหว่างการตรวจพื้นที่ที่โดนไฟป่าใกล้เมืองโนวามูตุม / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำกล่าวอย่างถือดีของผู้นำนิยมขวาของบราซิลรายนี้มีออกมาในช่วงยามที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปัญหาไฟป่าแอมะซอน โซเชียลมีเดียซึ่งรวมถึงบรรดาผู้นำและคนมีชื่อเสียงพากันแชร์ภาพไฟป่า แม้ว่าบางภาพจะไม่ใช่ภาพในปัจจุบันหรือภาพไฟป่าแอมะซอนก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ก็ร่วมแสดงความกังวลผ่านการโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ด้วย โดยมาครงกล่าวว่า ไฟป่าแอมะซอนเป็น &amp;quot;วิกฤติระหว่างประเทศ&amp;quot; ที่ควรเป็นวาระหารือกันในที่ประชุมสุดยอดผู้นำจี 7 ซึ่งจะเปิดฉากวันเสาร์นี้ที่ฝรั่งเศส ส่วนกูเตอร์เรสกล่าวว่า เขากังวลอย่างยิ่ง และว่า &amp;quot;เราไม่อาจปล่อยให้เกิดความเสียหายต่อแหล่งออกซิเจนและความหลากหลายทางชีวภาพแหล่งใหญ่ของโลกไปมากกว่านี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลของทางการบราซิลเผยว่า ไฟป่าในป่าแอมะซอน ป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งครอบคลุมหลายประเทศในลาตินอเมริกา ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เกิดมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 83%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่กรุงเบอร์ลินเมื่อวันศุกร์ โฆษกของนายกฯ อังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนีกล่าวว่า ผู้นำหญิงของเยอรมนีเห็นด้วยว่าไฟป่าแอมะซอนเป็น &amp;quot;สถานการณ์ฉุกเฉินเฉียบพลัน&amp;quot; ที่สมควรเป็นวาระของที่ประชุมจี 7 สุดสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักเคลื่อนไหวต่อต้านภาวะโลกร้อนชุมนุมที่ด้านหน้าสถานทูตบราซิลในกรุงปารีสเมื่อวันศุกร์ เรียกร้องประธานาธิบดีบราซิลทำงานให้หนักขึ้นเพื่อปกป้องผืนป่าแอมะซอน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านโบลโซนาโร ทวีตตอบโต้ของเสนอของมาครง ที่จะนำประเด็นไฟป่าเข้าที่ประชุมจี 7 ซึ่งบราซิลและประเทศในผืนป่าแอมะซอนไม่ได้เป็นสมาชิก ว่าข้อเสนอของมาครงที่จะหารือเรื่องแอมะซอนโดยที่ไม่มีประเทศในภูมิภาคนี้เข้าร่วม เป็นการกระตุ้นความคิดแบบนักล่าอาณานิคมที่ล้าสมัยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เขายังกล่าวระหว่างการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กถึงกรณีที่หลายประเทศยกเลิกเงินช่วยเหลือในการรักษาผืนป่าแอมะซอนด้วย โดยบอกว่า ประเทศเหล่านั้นส่งเงินมาที่นี่ แต่ไม่ใช่เพื่อการกุศล พวกเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของบราซิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ โบลโซนาโรกล่าวโทษองค์กรเอกชนว่าจุดไฟป่าเพื่อเรียกร้องความสนใจในการต่อต้านตัวเขาและรัฐบาลของเขา แต่เขาไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ ต่อมาในวันพฤหัสบดี โบลโซนาโรยอมรับอย่างอ้อมแอ้มว่าเกษตรกรอาจจุดไฟเผาป่าเพื่อเปิดพื้นที่การเกษตรและทุ่งเลี้ยงสัตว์ แต่ก็ออกตัวว่าป่าแอมะซอนใหญ่กว่าทวีปยุโรป รัฐบาลคงต่อสู้กับการจุดไฟเผาป่าไม่ได้ทั้งหมด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44139</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาอีร์ โบลโซนาโร, ต่างชาติแทรกแซง, ที่ประชุมจี 7, บราซิล, ประธานาธิบดีบราซิล, ไฟป่าแอมะซอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5fee7668e6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2019 07:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2019 07:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.สมเกียรติ&#039; ชม &#039;บัวแก้ว&#039; ห้ามทูตฝรั่งแทรกแซงได้คือความสำเร็จป้องกันสงครามกลางเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.62 - ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า&amp;nbsp;ความสำเร็จของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ห้ามสถานทูตต่างประเทศเข้ามาจุ้น สร้างเกมส์ แทรกแซงกิจการภายใน ทำได้เยี่ยมมาก สำเร็จได้เพราะคนไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต่างชาติเข้ามาแทรกตั้งแต่ปี2050 เพิ่งมาหยุดลงในรัฐบาลนี้ นีคือความสำเร็จในการป้องกันสงครามกลางเมืองที่จะเกิดจากรัฐบาลต่างประเทศเข้ามายุแหย่ ดังเช่นในประเทศอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คิดถึงภาพของซีเรีย สองในสามของสงครามกลางเมืองสามร้อยกว่าสงครามทั่วโลก เกิดจากการแทรกแซงจากภายนอก นี่คือความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ มีหลักการ รอบรู้ในการป้องกันประเทศชาติ และความผาสุขของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะเคียงข้างกระทรวงต่างประเทศ เพื่อประเทศไทย ลูกหลานไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Stronger Thailand, Love YouThailand&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33878</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, ดร.สมเกียรติ โอสถสภา, ต่างชาติแทรกแซง, ทูตต่างประเทศ, แทรกแซงกิจการภายใน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb7c7a711db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2019 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2019 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรมว.ยุติธรรมลั่นหมดเวลาเกรงใจ พวกไร้มารยาททางการทูต ถ้าไปมุงดู&#039;ปิยบูด&#039;อีก &#039;มีเถยจิตเป็นโจร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย.62-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค &amp;nbsp;อดีตรมว.ยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถึงเวลาร่วมใจผนึกกำลังสู้เพื่อชาติของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนถึงกรณีที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในด้านกระบวนการยุติธรรมของเราอีก และในช่วงสงกรานต์ผมลงพื้นที่พบประชาชนจำนวนมาก ปรากฎว่ามีคนสนใจสอบถามผมเยอะมาก เกี่ยวกับการตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนากับพวกเมาแล้วขับ ว่าทำได้หรือไม่เพียงใด เพราะอยากให้ทำได้จริงๆ ผมจึงคิดว่าจะเขียนอธิบายเรื่องเมาแล้วครับเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง แต่หลังจากที่ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงซึ่งเป็นต้นสังกัดของคนต่างชาติพวกนี้ หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศเรียกไปเข้าพบแล้ว ต้องบอกว่าทนไม่ได้ครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยคิดว่าเมื่อคนพวกนี้รับรู้ถึงกระแสความไม่พอใจของสังคมไทย และได้รับการ ตอบโต้จากกระทรวงการต่างประเทศ พวกเขาคงจะหาทางบรรเทาสถานการณ์ลงบ้าง เช่น ขอโทษ หรือแจ้งว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ตรงกันข้าม นอกจากจะไม่สำนึก ยังกลับเหิมเกริมยิ่งขึ้นโดยการออกแถลงการณ์อย่างไม่แยแสสังคมไทยและเกียรติยศศักดิ์ศรีของประเทศไทย ยืนยันว่าสิ่งที่พวกตนทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นแนวปฏิบัติปกติทางการทูต เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศโต้โผใหญ่ของคนพวกนี้แถลงว่าการส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมฟังการพิจารณาคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงทั่วโลก เป็นการกระทำเพื่อรับประกันว่าการดำเนินคดีจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีการเคารพหลักกฎหมาย ในคดีที่เป็นปัญหาอยู่นี้ก็เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆคดี ที่เขาเข้าไปสังเกตุการณ์ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ได้ข้อมูลปฐมภูมิในการดำเนินคดี พร้อมกันนั้นผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยก็ออกแถลงการณ์ว่าการกระทำของพวกตนเป็นการดำเนินการตามหลักปฏิบัติปกติทางการทูตที่ทำกันทั่วโลก ไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมืองและไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นแถลงการณ์ภายหลังจากที่เข้าพบกับกระทรวงการต่างประเทศและรับ &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; ไปแล้วด้วยนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จากสิ่งที่เราเห็น ปรากฎชัดว่า สิ่งที่คนพวกนี้ทำไปนั้นมันสวนทางกับแถลงการณ์ของต้นสังกัดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง และน่าสังเกตุเพิ่มเติมว่าผู้ที่ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้กระทรวงการต่างประเทศนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูง จึงเป็นที่น่าคิดว่าการกระทำของคนพวกนี้อยู่ในการรับรู้ของต้นสังกัดมาแต่เริ่ม ซึ่งก็หมายถึงการรับรู้ของรัฐบาลของประเทศต้นสังกัดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนพวกนี้มีความฮึกเหิม ไม่สนใจและไม่ยี่หระต่อความไม่พอใจและคำเตือนของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เคารพวิธีปฏิบัติและพันธกรณีการปฏิบัติทางการทูตกับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตยมาช้านาน รวมทั้งไม่หวั่นเกรงต่อผลกระทบทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนพูดว่าเราต้องนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ผมสงสัยและแปลกใจว่าทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเรื่องนี้แต่ฝ่ายเดียว ในขณะที่อีกฝ่ายไม่นึกไม่คิดถึงบ้าง หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ ในเมื่อคนพวกนี้ไม่มีมรรยาททางการทูต ไม่เคารพเอกราชและอธิปไตยไทย กล้าที่จะเหยียบย้ำศักดิ์ศรีของชาติถึงในบ้านของเรา เราก็ไม่ต้องเกรงใจพวกนี้อีกต่อไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีข่าวเพิ่มเติมว่า‪ในวันที่ 17 เมษายน‬ ที่นายปิยบุตรจะไปพบพนักงานสอบสวนนั้น บรรดาคนต่างชาติพวกนี้ก็คงจะอาศัยอ้างความเป็นเจ้าหน้าที่ทูตไปจุ้นจ้านที่สถานีตำรวจอีก หากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับเป็นการไม่ไว้หน้าทั้งกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่เคารพหลักปฎิบัติ กฎข้อบังคับ และประเพณีทางการทูตอย่างร้ายแรงมากยิ่งขึ้น อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ทำหน้าที่ทูตจะพึงปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้น่าสงสัยในความบริสุทธิ์ของเจตนาที่แท้จริงของคนพวกนี้เป็นยิ่งนัก ว่ามีลักษณะตามที่คำในภาษากฎหมายที่ว่า &amp;ldquo;มีเถยจิตเป็นโจร&amp;rdquo; หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่อย่างน้อยก็มีการตอบโต้คนพวกนี้ไป แม้การตอบโต้จะเป็นเพียงการเรียกต้นสังกัดของคนกลุ่มนี้มารับทราบ &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; แต่ก็นับว่าเป็นบันทึกช่วยจำที่มีเนื้อหาชัดเจนและรุนแรงมากสำหรับการตอบโต้กับประเทศระดับยักษ์ใหญ่เช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในเมื่อคนพวกนี้ไม่หลาบจำและกลับมีความฮึกเหิมมากขึ้น ผมจึงขอพูดดังๆ เสนอไปยังกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการไปยังผู้กำกับสถานีตำรวจและพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อให้ทันเวลาว่าห้ามมิให้คนพวกนี้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสอบสวนจนกว่าจะได้รับแจ้งการประสานงานจากกระทรวงการต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ให้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงยุติธรรมก็สุดแล้วแต่ เป็นเจ้าของเรื่อง เสนอเรื่องต่อ ครม. เป็นเรื่องด่วน ในการประชุม ครม. ครั้งหน้านี้ ให้ ครม. มีมติห้ามมิให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐอนุญาตหรือยินยอมให้พวกต่างชาติ เข้ามาดำเนินการใดๆในส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับความเห็นชอบของกระทรวงต่างประเทศก่อน เว้นแต่ในคดีที่คนของประเทศเหล่านั้นเป็นผู้ถูกกล่าวหา และให้สำนักนายกรัฐมนตรีไปยกร่างออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนี้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติและเป็นเกราะกำบังให้เจ้าหน้าที่ของรัฐถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่แม้การสอบสวนตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนกับผู้ถูกกล่าวหาและทนายความ ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจที่จะไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้ามายุ่งวุ่นวายในคดีได้อยู่แล้วก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความอุ่นใจและเป็นเกราะกำบังให้พนักงานสอบสวนและผู้เกี่ยวข้อง จึงควรต้องดำเนินการดังที่ผมเสนอมาข้างบนนี้ด้วย และยังจะทำให้มีกฎระเบียบภายในประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะที่คนพวกนี้ต้องปฏิบัติตาม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961 ข้อ 41 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเรื่องนี้แล้ว ผมขอจับโกหกจากการแถลงการณ์ตอบโต้กระทรวงการต่างประเทศของขบวนการต่างชาติกลุ่มนี้ ดังนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) คนพวกนี้บอกในแถลงการณ์ว่าพวกเขามีสิทธิกระทำการเช่นนี้ได้ ไม่เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเรา ซึ่งพวกเขาจะกระทำการแบบนี้เป็นปกติในทุกคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงทั่วโลก ไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมือง และไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ เป็นหลักปฏิบัติปกติทางการทูตที่ทำกันทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาง่ายๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงไม่เห็นเคยมีเจ้าหน้าที่ทูตจากประเทศอื่นๆ ในประเทศไทย ปฏิบัติตนเช่นเดียวกันกับกลุ่มคนพวกนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุใดในคดีอื่นๆที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับคดีของนายธนาธรและนายปิยบุตรนี้ คนพวกนี้จึงไม่เคยปรากฎตัวเข้าไปเกี่ยวข้องหรือมาขอสังเกคุการณ์บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) หากเป็นการปฏิบัติตามปกติประเพณีทางการทูตจริงแล้ว ในระหว่างคดีของนายธนาธรกับนายปิยะบุตรนี้กับคดีการจับกุมและควบคุมตัวบุตรสาวของประธานบริษัทหัวเหว่ยนั้น คดีใดเป็นคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในสังคมทั่วโลกมากกว่ากัน เหตุใดจึงไม่ปรากฎมีนักการทูตหรือเจ้าหน้าที่ทูตของประเทศของคนพวกนี้โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปไปสังเกตุการณ์การจับกุม การควบคุมตัว และการสอบสวนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) นายธนาธรสามารถแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สามารถมีผู้ให้การสนับสนุนมาให้กำลังใจ สามารถมีคณะเจ้าหน้าที่ทางการทูตมา &amp;ldquo;ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติประเพณีทางการทูต&amp;rdquo; และนายธนาธรสามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันทีหลังพบพนักงานสอบสวน เปรียบเทียบกับคดีระดับโลกกรณีของบุตรสาวประธานบริษัทหัวเหว่ยนั้น เธอไม่สามารถกลับบ้านได้และยังคงถูกกักขังและควบคุมตัวอยู่จนปัจจุบัน เธอต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองในการถูกควบคุมตัวและการถูกปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เช่นนี้แล้ว คดีใดมีลักษณะเป็นการละเมิดเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนมากกว่ากัน เหตุใดคนพวกนี้จึงวางเฉย ไม่เคยตรวจสอบ ไม่เคยไปสังเกตุการณ์ ไม่สนใจ และปล่อยให้เธอต้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อสิทธิมนุษยชน และเพื่อการปฎิบัติที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นแต่เพียงลำพัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) คนพวกนี้บอกว่า การกระทำของพวกเขาไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมือง แต่ในวันที่คนพวกนี้ไป &amp;ldquo;สังเกตุการณ์&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 6 เมษายน นั้น ปรากฎมีประชาชนและสมาชิกพรรคการเมืองนั้นไปให้สนับสนุนแห่แหนและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก เหตุใด คนพวกนี้จึงไม่มีความรู้สึกนึกคิดพื้นฐานตามปกติวิสัยของ &amp;ldquo;นักการทูต&amp;rdquo; ทีดีทีพึงกระทำเลยสักนิดหรือว่าการพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนทางการเมืองเช่นนั้น เป็นการล่อแหลมต่อการที่จะถูกมองว่ามาร่วมให้การสนับสนุนทางการเมืองหรือไม่มีความเป็นกลางได้ หากคนพวกนี้มีจิตใจและเจตนาที่บริสุทธิ์เพียงแค่ต้องการมาสังเกตุการณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินคดีจริงๆแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเร่งรีบดำเนินการต่อไปในสถานการณ์ที่ล่อแหลมเช่นนั้น คนพวกนี้สามารถติดต่อขอข้อมูลรายละเอียดที่ต้องการได้ในหลายช่องทาง ยกเว้นจงใจแสดงการเลือกข้างให้ปรากฏ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) คนพวกนี้บอกว่า การกระทำของพวกเขาไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่กลับไม่เคยเห็นคนพวกนี้ยืนยิ้มเรียงแถวหน้ากระดานล้อมรอบถ่ายรูปร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีอื่นๆ ท่าทีดูแล้วเหมือนเป็นผู้มาให้กำลังใจมากกว่ามาเป็นผู้สังเกตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปได้ว่าสิ่งที่คนพวกนี้กระทำไปนั้นมันสวนทางกับสิ่งที่พวกเขาแถลงอย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น และหากคนพวกนี้ยังคงเหิมเกริม มาจุ้นจ้านในกรณีของนายปิยบุตรอีก ก็ย่อมเป็นการย้ำสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศระบุไว้ใน &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;......การปรากฎตัวของตัวแทนทูตอย่างชัดเจนต่อสาธารณะที่สถานีตำรวจแบบนั้น ส่งผลทางการเมืองอย่างชัดเจนต่อสาธารณชนคนไทยในวงกว้างว่า เป็นการสนับสนุน &amp;ldquo;นายธนาธร&amp;rdquo; ในเชิงจริยธรรม กล่าวอีกอย่างได้ว่า มันเป็นพฤติกรรมและการบ่งบอกทางการเมืองของทูตเหล่านั้น มันส่งผลอย่างชัดเจนว่า ทูตเหล่านี้ เลือกที่จะลงมาเล่นการเมืองในประเทศไทย อย่างน้อยที่สุดก็ได้ &amp;ldquo;เลือกข้าง&amp;rdquo; ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของการเมืองในประเทศแล้ว รัฐบาลไทยเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าว เป็นการละเมิดข้อตกลงแห่งเวียนนาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการทูต (VCDR) มาตรา 41 และละเมิดหลักการสากล ว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติที่มีอธิปไตย จากประสบการณ์ เราไม่เคยเห็นพฤติกรรมของกลุ่มนักการทูตเยี่ยงนี้ในที่ใดมาก่อน....&amp;rdquo; (คัดลอกคำแปลต้นฉบับภาษาอังกฤษจากบทความ &amp;ldquo;ตี๋กร่าง&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; โดย เปลว สีเงิน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 15 เมษายน 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชัดเจนจากข้อความใน &amp;ldquo;บันทึกช่วยจำ&amp;rdquo; ของกระทรวงต่างประเทศครับว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทูตเหล่านี้ เลือกที่จะลงมาเล่นการเมืองในประเทศไทย อย่างน้อยที่สุดก็ได้ &amp;ldquo;เลือกข้าง&amp;rdquo; ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของการเมืองในประเทศแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกับราชอาณาจักรไทยของเรา ทำไปเพื่ออะไร และทำไปเพื่อใคร???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มากระจ่างชัดมากขึ้นเมื่อได้อ่านข้อเขียนของคุณเปลว สีเงิน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอังคารที่ 16 เมษายน นี้ ในหัวข้อ &amp;ldquo;สื่อฝรั่ง &amp;ldquo;ถลกลาย&amp;rdquo; ฝรั่งเสือก&amp;rdquo; ที่นาย Tony Cartalucci ที่เป็นชาวต่างชาติเช่นกันแต่ได้เขียนบทความตีแผ่พฤติกรรมฝรั่งพวกนี้ในนิตยสาร &amp;ldquo;New Eastern Outlook&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 นี้ ว่าคนพวกนี้มีเจตนาแอบแฝงอย่างไร มี &amp;ldquo;เถยจิตเป็นโจร&amp;rdquo; หรือไม่ ใครอยากทราบรายละเอียดไปหาอ่านดูนะครับเพราะเท่าที่ผมเขียนมานี้ก็ยาวพอแล้วครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ขนาดฝรั่งกันเองยังมองออก เรา..คนไทย..จะต้องมองให้ออกเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องคิดและเตรียมการรับมือให้ดี!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33767</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่างชาติแทรกแซง, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, หมดเวลาเกรงใจ, อดีตรมว.ยุติธรรม, เหิมเกริม, ไม่แยแสสังคมไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190416/image_big_5cb5a77dd8ea4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
