<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 19:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 19:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วิถีคน  วิถีโหนด’ ที่ตำบลกระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ต้นตาลหรือ &amp;lsquo;โหนด&amp;rsquo; ที่อำเภอสทิงพระ&amp;nbsp; พื้นที่ที่มีการปลูกมากที่สุดในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตาลโตนด&amp;nbsp; หรือ &amp;ldquo;โหนด&amp;rdquo; ไม่ใช่จะมีแต่ที่เพชรบุรี&amp;nbsp; ที่คาบสมุทรสทิงพระ&amp;nbsp; ซึ่งประกอบด้วย 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ระโนด&amp;nbsp; กระแสสินธุ์&amp;nbsp; สทิงพระ&amp;nbsp; และสิงหนคร&amp;nbsp; ถือเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกต้นตาลหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย  &amp;nbsp;โดยเฉพาะที่อำเภอสทิงพระ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; แม้ว่าข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลาจะไม่มีตัวเลขและไม่มีสถิติพื้นที่ปลูกตาลโตนด&amp;nbsp; เพราะอาจมองเห็นว่าเป็นเพียงพืชหัวไร่ปลายนา&amp;nbsp; ไม่เหมือนยางพารา&amp;nbsp; ปาล์มน้ำมัน&amp;nbsp; หรือข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; แต่ผลผลิตจากตาลโตนดก็สามารถเลี้ยงดูครอบครัวคนที่มีอาชีพทำตาลโตนดมาได้ช้านาน&amp;nbsp; และยังเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตพื้นบ้านอย่างแยกไม่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนจะเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;อำเภอสทิงพระ&amp;nbsp; ได้จัดงาน &amp;lsquo;วันลูกโหนด&amp;rsquo; ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยในปี 2562 จัดขึ้นเป็นปีที่ 33&amp;nbsp; การจัดงานวันลูกโหนดส่วนใหญ่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน-กรกฏาคมของทุกปี&amp;nbsp; เพราะเป็นช่วงที่น้ำตาลและลูกตาลโตนดจะมีผลผลิตมาก&amp;nbsp; ภายในงานจะมีการออกร้าน&amp;nbsp; การประกวด&amp;nbsp; และจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่รากจนถึงยอด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; รากตาล นำมาต้มใช้ขับพยาธิและแก้ไข้&amp;nbsp; ก้านใบแห้ง หรือ ทางตาล ใช้ทำรั้วบ้าน&amp;nbsp; โต๊ะ&amp;nbsp; เก้าอี้&amp;nbsp; ทำเชื้อเพลิง &amp;nbsp;เนื้อไม้ &amp;nbsp;สร้างบ้าน&amp;nbsp; ทำเครื่องเรือน&amp;nbsp; เฟอร์นิเจอร์ &amp;nbsp;เครื่องใช้ต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ตะหลิว&amp;nbsp; ทัพพี&amp;nbsp; ถ้วยกาแฟ&amp;nbsp; เส้นใย ทำเชือก&amp;nbsp; ใบตาล ทำหมวก&amp;nbsp; พัด&amp;nbsp; มุงหลังคา เครื่องจักสาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลูกตาล&amp;nbsp; กินสดและทำอาหารหลายอย่าง&amp;nbsp; หัวอ่อน นำไปแกงคั่ว&amp;nbsp; จาวตาลแก่ เอาไปเชื่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ลูกตาลอ่อนนำมาแช่เย็นกินคลายร้อนชื่นใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำ จากงวงตาลนำมาดื่มสด&amp;nbsp; ทำน้ำตาลเมา (หวาก)&amp;nbsp; ทำน้ำส้มสายชู (น้ำส้มโหนด)&amp;nbsp; เคี่ยวเป็นน้ำผึ้ง&amp;nbsp; กลั่นเป็นเหล้า&amp;nbsp; ทำน้ำตาลแว่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปลือก ใช้ทำปุ๋ย&amp;nbsp; เชื้อเพลง&amp;nbsp; ลูกตาลแก่ ที่ร่วงหล่นเอามาเผาทำถ่าน&amp;nbsp; หรือใช้ดูดซับกลิ่นและความชื้น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เรียกว่าปลูกตาลต้นเดียวนำมาใช้ประโยชน์ได้สารพัดอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง &amp;lsquo;ภูมิปัญญาการทำผลิตภัณฑ์จากตาลโตนดเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้ &amp;nbsp;วิถีโหนดในอำเภอสทิงพระ &amp;nbsp;จังหวัดสงขลา&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยพาณิภัค&amp;nbsp; คงสำราญ&amp;nbsp; และคณะ, มหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ.2562&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบุว่า เนื้อหาตอนหนึ่งว่า...&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...เมื่อปี 2525 &amp;nbsp;นายอำเภอสทิงพระได้ให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน &amp;nbsp;ในหมู่บ้าน &amp;nbsp;ตำบลต่าง ๆ ของอำเภอสทิงพระ &amp;nbsp;สำรวจนับจำนวนต้นตาลโตนด &amp;nbsp;เฉพาะอำเภอนี้แห่งเดียวมีต้นตาลโตนด ถึง 500,000 ต้น &amp;nbsp;และในปี 2550 ต้นตาลมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นประมาณ 1 ล้านต้น &amp;nbsp;และหากนับรวม ๆ ทั้งจังหวัดสงขลา &amp;nbsp;มีต้นตาลโตนดประมาณ 3 ล้านต้น... &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;วิถีโหนด&amp;rsquo; ที่ตำบลกระดังงา สร้างรายได้เดือนละกว่า 30,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทูน&amp;nbsp; แสงสีคำ&amp;nbsp; อายุ 49 ปี&amp;nbsp; ชาวบ้านตำบลกระดังงา&amp;nbsp; อ.สทิงพระ&amp;nbsp; จ.สงขลา&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ครอบครัวของตนมีที่นาเพียง 3 ไร่&amp;nbsp; แต่เดิมพ่อแม่จะทำนาเป็นอาชีพหลัก&amp;nbsp; คือปลูกข้าวเอาไว้กิน&amp;nbsp; หากเหลือจะขาย&amp;nbsp; และทำน้ำตาลโตนดหรือ &amp;lsquo;โหนด&amp;rsquo; เป็นรายได้เสริมเพื่อเอามาเลี้ยงดูครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนโหนดก็ปลูกมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะปลูกตามคันนา&amp;nbsp; หรือวัวควายจะกินลูกโหนดที่สุกร่วงลงมาจากต้นแล้วคายเมล็ดออกมา&amp;nbsp; เมล็ดโหนดก็จะงอกออกมากลายเป็นโหนดรุ่นใหม่ๆ&amp;nbsp; ไม่ต้องปลูกเอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ทูนเรียนไม่สูง&amp;nbsp; แต่ได้ทำงานสูง&amp;nbsp; มีรายได้เดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากจะให้ต้นโหนดเรียงเป็นแถวเป็นแนวก็จะนำโหนดที่เพิ่งงอกย้ายมาปลูกบนคันนา&amp;nbsp; หรือนำมาปลูกเป็นแนวแสดงอาณาเขตที่ดิน&amp;nbsp; บำรุงด้วยปุ๋ยจากขี้วัว&amp;nbsp; หรือจะไม่ใส่ปุ๋ยก็ได้&amp;nbsp; เพราะโหนดจะได้ปุ๋ยจากในนานั่นเอง&amp;nbsp; โหนดจะเริ่มให้น้ำตาลเมื่ออายุประมาณ 15 ปี&amp;nbsp; หากเป็นโหนดตัวผู้จะไม่มีลูก&amp;nbsp; จะมีแต่น้ำตาลจากงวง&amp;nbsp; ส่วนโหนดตัวเมียจะให้ทั้งน้ำตาลและลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทูนเล่าต่อไปว่า&amp;nbsp; เขาเรียนไม่สูงเพราะจบแค่ชั้นประถม&amp;nbsp; แต่ได้ทำงานสูง&amp;nbsp; เพราะต้นโหนดยิ่งแก่ก็ยิ่งสูง&amp;nbsp; ต้นที่ปีนอยู่ทุกวันนี้มีอายุประมาณ 30 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีความสูงเกือบ 20 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทูนช่วยพ่อแม่ขึ้นต้นโหนดตั้งแต่อายุ 15 ปี&amp;nbsp; ตอนนี้อายุ 49 ปี&amp;nbsp; รวมแล้วขึ้นต้นโหนดมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี&amp;nbsp; มีต้นโหนดที่ต้องขึ้นทุกวันรวมประมาณ 30 ต้น&amp;nbsp; เมื่อก่อนนิยมใช้ไม่ไผ่มาทำเป็นพะองมัดติดกับต้นเพื่อปีนขึ้นไป&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ใช้เหล็กท่อประปาและเหล็กเส้นมาเชื่อมทำเป็นขั้นบันไดเพราะมีความทนทานกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พะองขึ้นต้นตาล&amp;nbsp; ปัจจุบันใช้ท่อเหล็กเพื่อความทนทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่โหนดจะให้น้ำตาลจากงวงออกมา&amp;nbsp; ทูนจะต้องปีนขึ้นไปนวดงวงโหนดโดยใช้ &amp;lsquo;ไม้คาบ&amp;rsquo; (มีลักษณะคล้ายไม้หนีบผ้า แต่จะผูกเชือกตรงปลาย&amp;nbsp; ยาวประมาณ 1 เมตร) นำไปบีบรัดงวงโหนดจนช้ำ&amp;nbsp; เพื่อกระตุ้นให้โหวดปล่อยน้ำตาลที่สะสมออกมา&amp;nbsp; จากนั้นจึงรวบงวงโหนดใส่กระบอก&amp;nbsp; แช่งวงในน้ำโคลนทิ้งไว้ข้ามคืน&amp;nbsp; ประมาณ 2 คืน&amp;nbsp; เพื่อให้ดอกที่อยู่ตรงปลายงวงตาย&amp;nbsp; น้ำตาลจึงจะไหลออกมาดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นจึงใช้มีดปาดปลายงวงเพื่อให้น้ำตาลไหลออกมา&amp;nbsp; ทูนจะเอาไม้เคี่ยมที่สับเป็นชิ้นขนาดนิ้วก้อยใส่ไว้ในกระ บอกรองน้ำตาล &amp;nbsp;(ปัจจุบันเริ่มใช้ทุ่นวางอวนทำจากพลาสติกทรงกระบอกมาแทนกระบอกไม้ไผ่เพราะทนทานกว่า)&amp;nbsp; ไม้เคี่ยมมีคุณสมบัติเป็นสารกันบูดตามธรรมชาติ&amp;nbsp; เมื่อน้ำจากงวงโหนดไหลลงในกระบอกจะไม่บูดเปรี้ยว&amp;nbsp; จากนั้นจึงนำน้ำตาลสดที่ได้ไปเคี่ยวในกระทะขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;กระบอกรองตาลอดีตและปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันหนึ่งผมจะขึ้นวันละ 2 รอบ&amp;nbsp; ตอนเช้าตีห้าปีนขึ้นไปรอบหนึ่งเอากระบอกรองน้ำตาลลงมา&amp;nbsp; แล้วเอากระบอกใหม่ไปเปลี่ยน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนบ่ายประมาณบ่าย 2 โมงขึ้นอีกรอบ&amp;nbsp; วันหนึ่งจะได้น้ำตาลประมาณ 9 ปี๊บ แล้วเอาน้ำตาลมาเคี่ยวในกระทะ&amp;nbsp; เคี่ยวไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงจะได้น้ำผึ้งโหนด&amp;rdquo; &amp;nbsp;ทูนเล่าถึงวิถีการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;น้ำผึ้งโหนด&amp;rsquo; ที่ทูนว่าก็คือน้ำตาลโหนด&amp;nbsp; มีลักษณะเป็นน้ำตาลเหลว&amp;nbsp; รสชาติหวานแหลม&amp;nbsp; สีคล้ายกับน้ำผึ้ง&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงเรียกชื่อตามนั้น&amp;nbsp; จากน้ำตาลสดที่ได้วันละประมาณ 9 ปี๊บ (ปี๊บหนึ่งประมาณ 20 ลิตร)&amp;nbsp; เมื่อเคี่ยวจนเป็นน้ำผึ้งโหนดแล้วจะเหลือปริมาณเพียง 1 ปี๊บครึ่ง&amp;nbsp; ราคาขายปี๊บละ 1,200 บาท&amp;nbsp; มีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่เพื่อนำไปขายต่อ&amp;nbsp; บางรายน้ำไปทำน้ำตาลแว่น&amp;nbsp; น้ำตาลผง&amp;nbsp; ไซรัปใส่ในกาแฟ&amp;nbsp; เครื่องดื่มต่างๆ&amp;nbsp; หรือนำน้ำตาลโหนดใส่ในอาหาร&amp;nbsp; ทำขนม&amp;nbsp; หรือจะราดข้าวกินก็ได้&amp;nbsp; เป็นน้ำตาลจากธรรมชาติไม่ใส่สารเคมีแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;เตาเคี่ยวโหนดให้เป็นน้ำผึ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โหนดทั้งตัวผู้และตัวเมียจะให้น้ำตาลและออกลูกมากในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์-กรกฎาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากนั้นน้ำตาลจะเริ่มลดลง&amp;nbsp; ส่วนลูกจะมีตลอดทั้งปี&amp;nbsp; แต่หลังเดือนกรกฏาคมลูกจะน้อยลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็ขายได้ราคาดี&amp;nbsp; ต้นหนึ่งจะมีประมาณ 10-15&amp;nbsp; ทะลาย&amp;nbsp; ทะลายหนึ่งจะมีประมาณ 12-15 ลูก&amp;nbsp; แต่ละลูกเมื่อผ่าออกมาจะมีเนื้อใน 3 ลอน&amp;nbsp; ขายผลสดถุงหนึ่ง 12-15 ลอนประมาณ 20 บาท&amp;nbsp; เมื่อสะสมอาหารเต็มที่ในช่วงฤดูฝนแล้ว&amp;nbsp; โหนดก็พร้อมที่จะให้น้ำตาลและออกลูกมาให้เก็บกินอีก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เฉลี่ยเดือนหนึ่งผมจะมีรายได้ประมาณ 30,000 กว่าบาท&amp;nbsp; พอเลี้ยงดูครอบครัวได้ไม่เดือดร้อน&amp;nbsp; เมื่อก่อนครอบครัวผมทำนาเป็นอาชีพหลัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ทำโหนดเป็นหลัก&amp;nbsp; ทำนาเป็นอาชีพเสริมเพื่อให้มีข้าวกินไม่ต้องซื้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้คนในตำบลก็ยังทำโหนดกันแทบทุกบ้าน&amp;nbsp; บางคนอายุ 70 กว่าปีก็ยังปีนโหนดเพราะเป็นอาชีพที่ทำมาแต่ดั้งเดิม&amp;nbsp; ลูกหลานบอกให้เลิกก็ไม่ยอม&amp;nbsp; ส่วนผมก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ แหละ เพราะโหนดจะให้น้ำตาลได้อีกหลายสิบปี&amp;nbsp; แต่ต้องปลูกเสริมด้วยเพื่อให้มีโหนดโตขึ้นมาแทนต้นเก่า&amp;rdquo;&amp;nbsp; ทูนบอกถึงวิถีคนทำโหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;กว่าจะเป็นน้ำผึ้งต้องใช้เวลาเคี่ยวไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลกระดังงา หนุนวิถีนา-โหนด&amp;nbsp; แปรรูปสร้างมูลค่า&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิโรจน์&amp;nbsp; เอี่ยมสุวรรณ&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลกระดังงา&amp;nbsp; อ.สทิงพระ&amp;nbsp; จ.สงขลา&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำ บลกระดังจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2553&amp;nbsp; แต่ตนเข้ามาเป็นประธานสภาฯ เมื่อปี 2558&amp;nbsp; (มีกลุ่มต่างๆ&amp;nbsp; เป็นสมาชิกสภาฯ 15 กลุ่ม&amp;nbsp; ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นสมาชิกสภาฯ กลุ่มละ 2 คน&amp;nbsp; รวมมีสมาชิกสภาฯ&amp;nbsp; 30&amp;nbsp; คน) เมื่อเป็นประธานสภาฯ แล้วตนจึงอยากให้สภาฯ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำนาปลูกข้าวและทำตาลโตนดควบคู่กัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปี 2558 จึงเปิดศูนย์เรียนรู้สัมมาชีพชุมชน&amp;nbsp; ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จำนวน 100,000 บาท&amp;nbsp; นำมาขับเคลื่อนโครงการเศรษฐกิจและทุนชุมชน&amp;nbsp; โดยเปิดเป็นโรงเรียนชาวนาเพื่อส่งเสริมการทำนาข้าวอินทรีย์&amp;nbsp; ใช้พันธุ์ข้าวจากจังหวัดนราธิวาส&amp;nbsp; มีลักษณะเด่นคือ&amp;nbsp; ในช่วงข้าวออกรวงจะมีกลิ่นหอมเหมือนดอกกระดังงา&amp;nbsp; และยังตรงกับชื่อของตำบล&amp;nbsp; จึงเรียกชื่อว่า &amp;lsquo;หอมกระดังงา&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อได้ผลผลิตแล้วจะเอาสีเป็นข้าวซ้อมมือ&amp;nbsp; เมื่อหุงจะมีกลิ่นหอม&amp;nbsp; มีสีขาวปนแดง&amp;nbsp; กินอร่อย&amp;nbsp; เมล็ดข้าวนุ่ม&amp;nbsp; บรรจุถุงขายใช้ชื่อ &amp;lsquo;กลุ่มนาอินทรีย์&amp;rsquo;&amp;nbsp; ถุงละ 1 กิโลกรัม&amp;nbsp; ราคา 70 บาท&amp;nbsp; ขายทางสื่อออนไลน์&amp;nbsp; และตามงานออกร้านต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;วิโรจน์&amp;nbsp; เอี่ยมสุวรรณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้มีชาวนาในตำบลกระดังปลูกข้าวหอมกระดังงาประมาณ 5 ราย&amp;nbsp; ยังไม่มาก&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่ยังนิยมปลูกข้าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;หอมปทุม&amp;rsquo; มากกว่า&amp;nbsp; เพราะใช้เวลาปลูกสั้นกว่า&amp;nbsp; คือประมาณ 4 เดือน&amp;nbsp; แต่หอมกระดังงาใช้เวลาประมาณ 5 เดือน&amp;nbsp; แต่เราก็จะขยายพื้นที่และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกให้มากขึ้น&amp;nbsp; เพราะเป็นข้าวอินทรีย์ซ้อมมือ&amp;nbsp; มีประโยชน์มากกว่า&amp;rdquo; &amp;nbsp;วิโรจน์บอกถึงแผนงานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการส่งเสริมอาชีพทำตาลโตนดนั้น&amp;nbsp; วิโรจน์บอกว่า &amp;nbsp;ชาวบ้านในตำบลกระดังงา&amp;nbsp; รวมทั้งในอำเภอสทิงพระ&amp;nbsp; ต่างก็มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับตาลโตนดหรือ &amp;lsquo;โหนด&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพราะพ่อแม่ทุกคนทำอาชีพนี้&amp;nbsp; มีรายได้มากกว่าปลูกข้าวเสียอีก&amp;nbsp; บางคนส่งเสียให้ลูกได้เรียนสูงๆ จบมหาวิทยาลัย&amp;nbsp; เป็นทนาย&amp;nbsp; เป็นข้าราชการ&amp;nbsp; เป็นเจ้าคนนายคน&amp;nbsp; เพราะไม่อยากให้ลูกหลานลำบากต้องปีนต้นโหนดเหมือนกับพ่อแม่&amp;nbsp; ดังนั้นวิถีโหนดในอนาคตอาจจะหมดไป&amp;nbsp; ตนจึงพยายามนำโหนดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า&amp;nbsp; เพราะหากโหนดยังมีราคา&amp;nbsp; ตนก็เชื่อว่าโหนดจะยังคงมีอยู่&amp;nbsp; คนขึ้นโหนดก็ยังมี&amp;nbsp; หากมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่ผมคิดว่าเราจะไม่ทำเพียงน้ำตาลโตนดหรือทำน้ำผึ้งเพียงอย่างเดียว&amp;nbsp; แต่เราจะเอามาแปรรูปเป็นสินค้าต่างๆ&amp;nbsp; เพราะตอนนี้ในอำเภอสทิงพระก็มีคนแปรรูปโหนดแล้วหลายอย่าง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ลูกตาลลอยแก้ว&amp;nbsp; ทำขนม&amp;nbsp; ทำพายไส้ลูกตาล&amp;nbsp; รวมทั้งเอามาทำสบู่&amp;nbsp; แชมพู&amp;nbsp; เครื่องสำอาง&amp;nbsp; เราจึงคิดทำน้ำลูกตาลสด&amp;nbsp; และวุ้นลูกตาลออกมาขาย&amp;rdquo;&amp;nbsp; วิโรจน์บอกถึงการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มจากลูกโหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เขาบอกว่า&amp;nbsp; การแปรรูปลูกโหนดเริ่มเมื่อปี 2560 โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลกระดังงาสนับสนุน&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสมาชิกมาช่วยกันทำอย่างต่ำครั้งละ 4-5 คน&amp;nbsp; ส่วนผลกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายจะแบ่งให้คนที่มาช่วยงานเท่าๆ กัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีกำไร 1,000 บาท&amp;nbsp; มีคนมาช่วย 5 คน&amp;nbsp; จะได้ส่วนแบ่งคนละ 200 บาทต่อครั้ง&amp;nbsp; ส่วนหนึ่งจะผลิตตามออร์เดอร์&amp;nbsp; อีกส่วนหนึ่งจะนำไปฝากขายตามร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มต่างๆ&amp;nbsp; ไม่ต่ำกว่าครั้งละ 200 ขวด&amp;nbsp; รวมทั้งออกบูธตามงานต่างๆ ในจังหวัดสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผลผลิตที่สภาองค์กรชุมชนตำบลกระดังงาสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันกลุ่มผลิตน้ำตาลสดและวุ้นลูกตาลสด&amp;nbsp; ใส่ขวดและถ้วยพลาสติกขนาด&amp;nbsp; 150 ซีซี&amp;nbsp; มีจุดเด่นคือ&amp;nbsp; น้ำลูกตาลสดจะใช้เนื้อลูกตาลสดและน้ำจากเนื้อลูกตาล&amp;nbsp; นำมาปั่นหยาบๆ&amp;nbsp; ผสมน้ำเปล่าแล้วนำมาต้มให้เดือด&amp;nbsp; ใส่น้ำตาลทรายเล็กน้อย&amp;nbsp; เมื่อน้ำลูกตาลหายร้อนจึงนำมาบรรจุขวด&amp;nbsp;&amp;nbsp; แช่ให้เย็น&amp;nbsp; นำมาดื่มจะรู้สึกสดชื่น&amp;nbsp; มีกลิ่นหอมจากน้ำและเนื้อลูกตาล&amp;nbsp; มีรสหวานเล็กน้อย&amp;nbsp; รวมทั้งเนื้อลูกตาลปั่นจะให้ความรู้สึกเหมือนดื่มรังนก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเคยคำนวณตัวเลขรายได้จากโหนดแต่ละต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฉพาะขายลูกโหนดอย่างเดียว&amp;nbsp; 1 ปีจะมีรายได้ต้นละประมาณ 4,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; อำเภอสทิงพระมีต้นโหนดประมาณ 1 ล้านต้น&amp;nbsp; จะมีรายได้ประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท&amp;nbsp; ไม่รวมน้ำผึ้งโหนด&amp;nbsp; ส่วนคนที่ทำอาชีพนี้จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000-40,000 บาท&amp;nbsp; เป็นพืชเศรษฐกิจที่สภาองค์กรชุมชนตำบลกระดังงาจะสนับสนุนให้ชาวบ้านนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; วิโรจน์บอกในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97567</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สงขลา, ตาลโตนด, ต้นตาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_60607205ac50c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 20:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 20:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดเจ๋ง!ต้นตาลทำรายได้ปัง ทำงานอยู่บ้านไม่ต้องห่างครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.62 - &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวจังหวัดสุรินทร์ รายงานว่า ได้พบกับ นายนครินทร์ &amp;nbsp;กลิ่นสุคนธ์ บ้านเลขที่ 99บ้านหนองตราด หมู่ 7 ตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นจัดทำผลิตภัณฑ์ไม้จากต้นตาลอันสวยงามไม่ว่า จะเป็นแก้วรูปทรงไวน์ ถ้วยกาแฟ แก้วน้ำดื่ม จึงเป็นที่สนใจแก่ผู้พบเห็นได้ซื้อติดไม้ติดมือไปเป็นจำนวนมากและหลายท่านก็ได้ซื้อเป็นของฝาก ของขวัญแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ มีรายได้ดำรงชีพในสังคมชนบทอย่างพอเพียง ไม่ต้องเดินทางห่างครอบครัว ไปทำงานไกลๆ แถมรายได้ปังอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนครินทร์ เล่าว่า ตนเองได้เคยไปทำงานเกี่ยวกับการทำผลิตภัณฑ์จากต้นตาลอยู่หลายปีที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้ความรู้ความชำนาญ ในการทำผลิตภัณฑ์จากต้นตาลเป็นอย่างดีจึงคิดว่าเราน่าจะไปประกอบอาชีพที่บ้านเกิดของเรา จะได้ไม่ต้องจากครอบครัวไปทำงานที่ไกลๆอีก ผลิตภัณฑ์จากตาลจึงได้เกิดขึ้นและได้กลายเป็นของดีของตำบลหนองแวง ของดีของเมืองสุรินทร์และได้ผลิตบุคคลากรในพื้นที่ในการประกอบอาชีพนี้อย่างมากมาย และมีการแจกจ่ายแบ่งปันความรู้ให้แก่ บุคคลทั่วไปที่สนใจอาจมาเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้และท่านใดที่ทำได้แล้วก็สามารถประกอบอาชีพ ส่วนตัวหรือมาร่วมงานกับนายนครินทร์ กลิ่นสุคนธ์ได้ ซึ่งยังขาดบุคลากรที่มีฝีมืออีกมากรายได้ก็ไม่ต่ำกว่า 500 บาทต่อวันแล้วแต่ความสามารถของแต่ละบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทาง นายนครินทร์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า มีการส่งสินค้าไปยังตลาดจตุจักร กทม. ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์ของนายนครินทร์เป็นอย่างมากรับออเดอร์แทบไม่ทัน เพราะผลิตภัณฑ์จากตาลที่นายนครินทร์ทำอยู่นี้สวยงามเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ที่มาพบเห็นเป็นอย่างมากเพราะตนเองเอาใจใส่รายละเอียดกับสินค้าทุกขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากต้นตาลนี้ ทางภูมิภาคอิสานนั้นนับว่าน่าทำเป็นอาชีพอย่างยิ่งเพราะตามหัวไร่ปลายนาที่มีต้นตาลอยู่และเป็นต้นที่ให้ผลน้อยหรือไม่ ให้ผลแล้ว ก็จะไม่มีประโยชน์ อาจตัดมาก็เป็นเพียงแผ่นกระดานเท่านั้น แต่ถ้านำมาเป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดรองรับจะเป็นการส่งเสริม อาชีพในท้องถิ่น อาจเป็นอาชีพเสริมหลังจากทำนาทำไร่ หรือบางท่านทำเป็นอาชีพหลักก็ย่อมได้นี่คือ อาชีพที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ ประชาชนไม่ต้องไปแออัดอยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง ครอบครัวก็อบอุ่นเพราะทำงานในพื้นที่ไม่ห่างไกล เป็นอาชีพที่สุจริตและสร้างสรรค์สังคมอีกอาชีพหนึ่ง ขอสนับสนุนให้อาชีพนี้อยู่คู่พื้นที่ ต.หนองแวงต.ใกล้เคียงและอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26559</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้นตาล, นครินทร์  กลิ่นสุคนธ์, สุรินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3c90ee1c84b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
