<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เดรก-เจเจ&#039;ร่วมแจม&#039;เด็กไทยใจซื่อสัตย์&#039;ต้านทุจริตคอร์รัปชัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดรก-สัตบุตร แลดิกี และ เจเจ-ชยกร จุฑามาศ  ร่วมแสดงรับเชิญในซิทคอมวาไรตี้บันเทิง สร้างสรรค์สังคมต้านคอร์รัปชัน รายการเด็กไทยใจซื่อสัตย์ จัดทำโดย บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนโดย กองทุน ป.ป.ช. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งหนุ่ม  เดรก&amp;nbsp; สัตบุตร ร่วมแสดงตอน&amp;nbsp; หน้าที่พลเมือง Watch and Voice นำเสนอการร่วมมือกันทำหน้าที่พลเมือง Watch and Voice สอดส่อง และแจ้งเบาะแสพฤติกรรมการฉ้อโกงทุกรูปแบบ  ติดตามชมได้ วันอังคารที่ 17 สิงหาคมนี้&amp;nbsp; ส่วน เจเจ&amp;nbsp; ชยกร ร่วมแสดงในตอน&amp;nbsp; ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ใครได้ใครเสีย&amp;nbsp;  โดยเนื้อหาตอนนี้ นำเสนอกลโกงการทุจริต เรื่องการซื้อสิทธิ์ ขายเสียงในรั้วมหาวิทยาลัย บทลงโทษของคนทุจริต จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามชมพร้อมกัน วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคมนี้ ออกอากาศทุกวันจันทร์ - อาทิตย์ เวลา 17.55 น. ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดรก&amp;nbsp; สัตบุตร  เปิดเผยว่า &amp;ldquo;รู้สึกยินดีที่ได้แสดงซิทคอมสะท้อนสังคม ปลูกฝังความคิด และสร้างจิตสำนึกต่อต้านการทุจริต ถึงแม้ว่าเนื้อหาในซิทคอมจะเป็นบทสนทนาที่โดนโกงเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็สอนให้รู้ว่า เรื่องแค่นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ถ้าปล่อยไปอาจปลูกฝังให้คนที่ทำแบบนั้น มีพฤติกรรมฉ้อโกงเรื่องใหญ่ๆ ในอนาคตได้ อยากให้เด็กๆ และเยาวชน ที่ได้รับชมได้ข้อคิดในการไม่ทนต่อพฤติกรรมการทุจริตแม้เพียงเล็กน้อย เมื่อเห็นใครกำลังทำผิด ควรเข้าไปตักเตือน ไม่ควรปล่อยปละละเลย มาร่วมสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากการทุจริต เพื่อประเทศเราจะได้เดินหน้าพัฒนาต่อไปครับ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน เจเจ&amp;nbsp; ชยกร เปิดเผยว่า &amp;ldquo;การทุจริตในสังคมไทยมีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันก็ส่งผลกระทบบานปลายได้ในอนาคต ผมคิดว่าเราต้องช่วยกันให้ความสำคัญถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ตามครับ สำหรับซิทคอมเรื่องนี้ มีโอกาสมาร่วมเป็นนักแสดงรับเชิญ โดยเนื้อหาในตอนนี้จะสอนเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งในรั้วมหาวิทยาลัย ซิทคอมเรื่องนี้จะช่วยสะท้อนปัญหาของการคอร์รัปชันในสังคมไทยได้ชัดเจนมาก พร้อมทั้งยังช่วยปลูกฝังทัศนคติให้กับเด็กๆ และเยาวชน สอนให้รู้ว่าสิ่งไหนดี และสิ่งไหนเรียกว่าการทุจริต ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่าย และสนุก อย่าลืมติดตามเด็กไทยใจซื่อสัตย์ ผมรับรองว่าต้องเป็น 5 นาทีที่คุ้มค่าสำหรับทุกคนแน่นอนครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113061</URL_LINK>
                <HASHTAG>Watch and Voice, ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ใครได้ใครเสีย, ดรก-สัตบุตร แลดิกี, ต้านคอร์รัปชัน, หน้าที่พลเมือง, เจเจ-ชยกร จุฑามาศ, เด็กไทยใจซื่อสัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210812/image_big_6114a77007cac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55427</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุปปช.แจ้งข้อหา‘ปู-ปุ้ม’จัดอีเวนต์พรบ.เงินกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ยังสอบตก! ประธาน ป.ป.ช.แจงแม้ดัชนีรับรู้การทุจริตไทยร่วงลงอยู่ลำดับ 101 ของโลกจาก 180 ประเทศ แต่คะแนนความโปร่งใส-หลักนิติธรรม-ปัจจัยต้านคอร์รัปชันเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าปี 63 ฟันให้เสร็จไม่น้อยกว่า 2,200 คดี จ่อเชือด &amp;quot;ยิ่งลักษณ์-สุรนันทน์&amp;quot; คดีทุจริตจัดอีเวนต์พีอาร์ พ.ร.บ.เงินกู้ฯ วงเงิน 240 ล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวเปิดโครงการหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 11 ตอนหนึ่งว่า การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเมื่อวันที่ 23 ม.ค.63 ที่ผ่านมา องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ประกาศค่าคะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ค.ศ.2019 ปรากฏว่ามี 2 ใน 3 จาก 180 ประเทศ ได้คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน ทั่วโลกคะแนนเฉลี่ย 43 คะแนน โดยประเทศสูงสุดคือ เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ ได้ 87 คะแนนเท่ากัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเทศไทยได้ 36 คะแนน อยู่ลำดับที่ 101 จาก 180 ประเทศ ในการให้ค่าคะแนน CPI นั้น พิจารณาจาก 9 แหล่งข้อมูล โดยของไทยเพิ่มขึ้น 3 แหล่ง เท่าเดิม 4 แหล่ง และลดลง 2 แหล่ง สังเกตได้ว่า คะแนนที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใส หลักนิติธรรม และปัจจัยเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชันมีคะแนนเพิ่มขึ้น ดังนั้นในการดำเนินการเพื่อเพิ่มค่า CPI จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ทุกภาคส่วนในสังคมต้องรวมพลังกันสร้างสังคม ไม่ทนต่อการทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รัฐบาลต้องมีเจตจำนงแก้ไขปัญหาการทุจริตให้ชัดเจน ต่อเนื่อง ภาครัฐต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ภาคเอกชนต้องไม่ให้ความร่วมมือในการให้สินบนทุกรูปแบบ ควบคุมภายในให้มีประสิทธิภาพ ภาคประชาสังคมต้องมีความตื่นตัว ไม่ยอม ไม่ทน ไม่เฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบ สร้างค่านิยมสุจริต ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ ไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วัชรพลให้สัมภาษณ์ถึงกรณีค่าคะแนน CPI ที่ได้เท่าเดิม แต่ลำดับลดลงว่า ตรงนี้ต้องให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไปวิเคราะห์รายละเอียด อย่างไรก็ดี ขณะนี้กำลังติดตามสถานการณ์ และมีการประชุมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ที่สำคัญคือการสร้างความมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่า CPI ลดลงมาจากปัจจัยทางการเมืองหรือไม่ ประธาน ป.ป.ช.ตอบว่า เป็นส่วนหนึ่งในหลายปัจจัย เพราะตามข้อเท็จจริงต้องดูในภาพรวม ตอนนี้ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้น โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลในโซเชียลมีเดียดีมาก ช่วยกันกดดันตีแผ่พวกทุจริตประพฤติมิชอบ สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม ส่วนการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเพื่อให้คะแนน CPI เพิ่มขึ้นนั้น เบื้องต้นกำลังให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด โดยจะดูจากหลายปัจจัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพราะในไทยยังไม่มีตัวแทนจาก TI อย่างเป็นทางการ ทำให้การประสานข้อมูลกันค่อนข้างลำบาก แต่หลังจากนี้อาจเสนอให้ ม.หอการค้าไทย เป็นตัวแทน TI ประจำประเทศไทย เพื่อคอยประสานข้อมูลกัน หลังจากนี้จะมีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐบาลที่ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะขับเคลื่อนนโยบายป้องกันการทุจริตให้เกิดขึ้นได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงเป้าหมายของสำนักงาน ป.ป.ช.ในปี 2563 พล.ต.อ.วัชรพลตอบว่า แน่นอนว่ามีการตั้งเป้าหมายใหม่ให้สำเร็จในปี 2563 เช่น เรื่องคดี จากเดิมเป้าหมายทำให้เสร็จไม่น้อยกว่า 500 คดี/ปี แต่ในปี 2563 ตั้งเป้าจะทำให้เสร็จไม่น้อยกว่า 2,200 คดี/ปี หากทำได้เช่นนี้เชื่อว่าคดีค้างเก่าจะหมดไปในปี 2564 เหลือแต่คดีใหม่ๆ ที่รับเข้ามา แสวงหาข้อเท็จจริง หรือหากมีมูลจะดำเนินการไต่สวนเป็นต้น ยืนยันว่าช่วงนี้ทำงานกันหนักมาก แต่มีเป้าหมายชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า แหล่งข้อมูลของ TI ในการให้คะแนน CPI นั้น แบ่งเป็น 9 แหล่ง โดยมี 3 แหล่งที่ปี 2562 ไทยได้เยอะกว่าปี 2561 ได้แก่ 1.แหล่งข้อมูล IMD World Competitiveness Yearbook (IMD) ปี 2562 ได้ 45 คะแนน ปี 2561 ได้ 41 คะแนน (เพิ่มขึ้น 4 คะแนน) โดยเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย 4 ด้าน คือ ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยสอบถามความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทยว่า &amp;ldquo;มีการติดสินบนและคอร์รัปชันหรือไม่&amp;rdquo; ด้วยคะแนน 45 และเพิ่มขึ้นถึง 4 คะแนน น่าจะเกิดจากการรับรู้ถึงความจริงจังของภาครัฐในการป้องกันและปราบปรามปัญหาการทุจริตที่มีมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.แหล่งข้อมูล The Political and Economic Risk Consultancy (PERC) ปี 2562 ได้ 38 คะแนน &amp;nbsp;ปี 2561 ได้ 37 คะแนน (เพิ่มขึ้น 1 คะแนน) โดยการสำรวจจากนักธุรกิจในท้องถิ่นและนักธุรกิจชาวต่างชาติที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศ โดยให้ประเมินระดับปัญหาการทุจริต ในประเทศหรือในธุรกิจ คะแนนการรับรู้ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนยังคงเห็นว่าปัญหาการทุจริตในประเทศไทยยังเป็นความเสี่ยงสูงต่อการประกอบธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.แหล่งข้อมูล World Economic Forum (WEF) ปี 2562 ได้ 43 คะแนน ปี 2561 ได้ 42 คะแนน (เพิ่มขึ้น 1 คะแนน) โดยเป็นในมุมมองของนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสูงสุด ในการทำธุรกิจ 5 ด้าน คือ การคอร์รัปชัน ความไม่มั่นคงของรัฐบาล/ปฏิวัติ ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค โดยถามเกี่ยวกับการจ่ายสินบน เช่น การนำสินค้าเข้าหรือส่งออก การทำสัญญาและออกใบอนุญาต และการจ่ายโอนเงินงบประมาณของรัฐไปสู่นิติบุคคล กลุ่มบุคคลหรือบุคคลคะแนนการรับรู้ดังกล่าว สะท้อนถึงอุปสรรคการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยลดน้อยลง ซึ่งอาจจะสืบเนื่องจากการประกาศให้พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ และกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวิทย์กล่าวอีกว่า ส่วนแหล่งข้อมูลที่ไทยได้คะแนนลดลงมี 2 แหล่ง ได้แก่ 1.แหล่งข้อมูล World Justice Project (WJP) ปี 2562 ได้ 38 คะแนน, ปี 2561 ได้ 40 คะแนน(ลดลง 2 คะแนน) โดยเป็นคะแนนประเมินค่าความโปร่งใสใช้ 8 หลักเกณฑ์ เน้นเรื่องหลักนิติธรรม แต่ปีที่ผ่านมา องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) นำเกณฑ์ด้านการปราศจากคอร์รัปชันและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจากการใช้ทรัพย์สินของราชการของข้าราชการสายบริหาร ตุลาการ ตำรวจ ทหาร และสภานิติบัญญัติคะแนน 38 ที่ลดลง เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มตัวอย่างภาคประชาชนมองว่า กลุ่มข้าราชการยังคงใช้ทรัพย์สินของทางราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และมีแนวโน้มว่าจะใช้ทรัพย์สินของทางราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.แหล่งข้อมูล Varieties of Democracy Institute (V-DEM) ปี 2562 ได้ 20 คะแนน, ปี 2561 ได้ 21 คะแนน โดยเกี่ยวกับความหลากหลายของประชาธิปไตย การถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตลอดจนการทุจริตของเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ด้วยคำถามที่ว่า การทุจริต ทางการเมืองเป็นที่แพร่หลายมากน้อยเพียงใด (How pervasive is political corruption) &amp;nbsp;ใน 4 กลุ่ม คือ ภาครัฐ ผู้บริหารระดับสูง ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ คะแนน 20 คะแนน และลดลงไปอีกจากปี 2561 เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญมองว่าแม้เพิ่งผ่านการเลือกตั้งใหม่แล้ว แต่สภาพพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ในการเรียกรับผลประโยชน์หรือสินบน หรือการเบียดบังเงินงบประมาณ ทรัพยากรภาครัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องยังคงมีอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแหล่งข้อมูลที่ไทยได้คะแนนเท่ากับปี 2561 มี 4 แหล่งข้อมูล ได้แก่ Bertelsmann Foundation Transformation Index (BF-TI) ได้ 37 คะแนน, Economist Intelligence Unit Country Risk Ratings (EIU) ได้ 37 คะแนน, Global Insight Country Risk Ratings (GI) ได้ 35 คะแนน และ PRS International Country Risk Guide (PRS) ได้ 32 คะแนน PRS คะแนนเท่าเดิม ซึ่งทั้ง 4 แหล่งข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การแก้ไขปัญหาในเรื่องของการให้สินบน การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ และความโปร่งใสที่เป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ยังมีสถานการณ์ไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าว ป.ป.ช.เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีกรณีรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดงานอีเวนต์ประชาสัมพันธ์โครงการสร้างอนาคตใหม่ประเทศไทย Roadshow Thailand 2020 วงเงิน 240 ล้านบาทว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาแล้ว เช่น น.ส.ยิ่งลักษณ์, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กับพวก รวมถึงกลุ่มเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานดังกล่าวด้วย โดยผู้ถูกกล่าวหาเกือบทั้งหมด ได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเกือบทั้งหมดแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการจัดงานอีเวนต์ประชาสัมพันธ์งาน Roadshow Thailand 2020 วงเงิน 240 ล้านบาท พบบริษัทสื่อมวลชนอย่างน้อย 2 แห่งปรากฏชื่อเป็นผู้รับว่าจ้าง โดยรายแรกได้รับงาน 140 ล้านบาท รายที่ที่สองได้รับงาน 100 ล้านบาท ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนการดำเนินโครงการดังกล่าว เนื่องจากขณะนั้น ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ.&amp;hellip;. หรือร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ฯ 2 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นวัตถุประสงค์ในการจัดงานดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ สตง.ยังเห็นว่ากระบวนการว่าจ้างบริษัทเอกชนทั้ง 2 ราย อาจมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานในงานวันครบรอบการสถาปนา 12 ปี สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่าไทยได้คะแนน 36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 99 ถ้านับจาก 50 คะแนนก็ถือว่าสอบตก แต่ถ้านับเป็นอันดับก็เป็นอันดับที่ 99 ล่าสุดก็ประกาศผลออกมาว่าค่า CPI ของไทยประเมินจากได้ 36 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 101 รักษาอันดับไม่ได้เพราะถูกเวียดนามเบียดแซงไป แต่เรายังมีเวลาที่จะกระเตื้องขึ้นได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55427</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตจัดอีเวนต์พีอาร์, คอร์รัปชัน, ดัชนีรับรู้การทุจริตไทย, ต้านคอร์รัปชัน, นยปส., นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสู, ป.ป.ช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2b08f49f62e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภูมิใจจบชีวิตในคุก ‘ทอน’ยืนหยัดต่อสู้ไม่สนอายุขัยแต่ไม่เลียบูตทหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กู่ไม่กลับ เดิมพันด้วยชีวิต! &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ลั่นไม่สนใจอายุขัย ไม่สนใจว่าจะจบสวยหรือไม่ จะยืนหยัดต่อสู้แม้จะต้องจบชีวิตในคุกก็ภูมิใจที่ชีวิตอาจจะจบไม่สวย แต่ไม่เลียบูตทหารแน่ๆ ถึงบางอ้อ ชื่นชมทุกคนที่ออกมาต่อต้านคอร์รัปชัน แต่ถ้าไม่เตะทหารถือว่าเฟกหมด &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; จ่อร้อง &amp;quot;ทอน&amp;quot; หมิ่นศาล รธน. &amp;nbsp;มวยถูกคู่ &amp;quot;มาดามเดียร์&amp;quot; ฟ้อง &amp;quot;ช่อ&amp;quot; แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้เข้ารับศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 10 จัดการเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;ผู้นำการเมืองกับอนาคตประเทศไทย&amp;quot; นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวตอนหนึ่งว่า ยอมรับว่าเป็นคนที่รวย และภูมิใจในความรวยมาก ภูมิใจเพราะไม่เคยรวยจากภาษีของประชาชน เนื่องจากบริษัทของตนไม่เคยเป็นคู่สัญญากับรัฐ แต่รวยจากการสร้างนวัตกรรม สร้างเทคโนโลยีที่ทำให้มีการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้คนบางกลุ่มมีอำนาจทางการเมืองโดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โครงสร้างที่ค้ำยันกลุ่มอภิสิทธิ์ชนคือทหาร ทุนผูกขาด ระบบราชการที่ใหญ่โต และกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยมีทรัพยากรเพียงพอที่จะสร้างรัฐสวัสดิการที่ดีกว่านี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรยังกล่าวว่า อำนาจของรัฐถูกแบ่งเป็น 3 ขา ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ เพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุล โดยรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือเผด็จการ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ &amp;nbsp;ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้มาจากประชาชน อยู่เหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ชี้เป็นชี้ตายให้รัฐบาลที่มาจากประชาชนได้ นี่คือดุลอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ฝ่ายนิติบัญญัติ ส.ว.250 คน ไม่มาจากประชาชน เขากลัวประชาชนจะออกกฎหมายลดอภิสิทธิ์ทางการปกครอง การดำรงอยู่ของ ส.ว.เพื่อนำคนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็นนายกฯ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่อำนาจตุลาการและองค์กรอิสระก็ได้รับการแต่งตั้งหรือยืดอายุโดย คสช. อำนาจ 3 ฝ่ายถูกควบคุมไว้ทั้งหมด ตนเชื่อมั่นแรงกล้าว่า ประชาธิปไตยจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ดีกว่าเผด็จการ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วจะย้อนกลับมายอมรับอำนาจเผด็จการไม่ได้ เรามาไกลเกินกว่าที่จะย้อนประเทศไทยกลับไปดั้งเดิม ประชาชนทุกคนเป็นประธานของประโยค ไม่ได้เป็นกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมชื่นชมทุกคนที่ออกมาต่อต้านคอร์รัปชัน แต่ถ้าคนเหล่านั้นไม่พูดถึงกองทัพ สัมปทานช่อง 7 กี่ปี และช่อง 5 ให้เช่าสัญญาณมันหายไปไหน ไม่มีอยู่ในงบประมาณ หรือแม้แต่เงินภาษีที่ใช้จ้างพลทหาร แต่ถูกเอาไปดูแลบ้านนายพล เป็นการคอร์รัปชันหรือไม่ &amp;nbsp;เราพูดถึงแต่นักการเมือง ไม่แตะคนที่ตรวจสอบไม่ได้ การแสดงทรัพย์สิน นายพลใน สนช.รวยเป็นพันล้านบาทเป็นไปได้อย่างไร &amp;nbsp;คนที่ไม่กล้าตรวจสอบคนเหล่านี้ ผมถือว่าเฟกทั้งหมด&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรยังกล่าวอีกว่า วันนี้ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่มีอภิสิทธิ์ แต่ถ้าจะเดินหน้าประเทศต่อไป ก็ขอเสนอแนวทางไทยแลนด์ 3D &amp;nbsp;ทำให้ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตย ลดบทบาทกองทัพ และยุติอำนาจรวมศูนย์ในกรุงเทพฯ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น
ไม่สนว่าจะจบไม่สวย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีคนบางคนบอกว่าถ้าคุณทำดีจะมีอายุอยู่ถึง 90 หรือ 100 ปี แต่ผมไม่สนใจอายุขัย ไม่สนใจว่าจะจบสวยหรือไม่ ถ้าผมพูดความจริง ยืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องจบชีวิตในคุกในตะรางก็ภูมิใจ ที่ได้สร้างสังคมที่เท่าเทียมส่งต่อให้ลูกหลาน และภูมิใจที่ชีวิตอาจจะจบไม่สวย แต่ไม่เลียบูตทหารแน่ๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายธนาธรให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ใครเป็นผู้ฟ้อง เราก็พร้อมจะสู้อย่างเต็มที่ และที่เดินทางมา กกต.ในวันนี้ก็ไม่ได้มีการคุยนอกรอบเกี่ยวกับการที่ กกต.จะดำเนินคดีอาญาหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องสมาชิกภาพแต่อย่างใด ส่วนคดีที่ตนให้พรรคอนาคตใหม่กู้เงินนั้นก็ไม่ได้กังวล เพราะถ้าไปถามนักบัญชีหรือนักกฎหมายที่ไหน ก็จะได้คำตอบว่า เงินกู้เป็นหนี้สินอยู่ในงบดุลไม่ใช่รายได้ ไม่อยู่ในงบกำไรขาดทุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร และมองไม่ออกว่าจะขัดกฎหมายหรือขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร และเราอยากทำงานการเมืองที่โปร่งใส อยากให้สาธารณชนรับทราบ จึงไม่แน่ใจว่าการที่เราทำอย่างนี้จะผิดกฎหมายได้อย่างไร โดยขณะนี้ได้รับเอกสารแจ้งจาก กกต.ให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมแล้ว แต่ก็ได้ตอบกลับทาง กกต.ด้วยวาจาไปก่อนว่า ขณะนี้ทางพรรคงานเยอะมาก ทำให้ไม่ทัน จึงจะขอขยายระยะเวลาในการส่งเอกสารออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่ของเราต่อไป เชื่อว่าถ้าเราจัดโครงสร้างอำนาจเสียใหม่ ให้เกิดดุลอำนาจที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงและมีค่าในประเทศนี้บ้าง เพื่อจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาชีวิตความอัตคัดขัดสนของประชาชนให้ไม่ต้องต่อสู้อย่างเดียวดายตามยถากรรม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากมี ส.ส.เขตลาออกเพื่อเปิดทางให้ จะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ นายธนาธรตอบว่า ไม่ เราตั้งพรรคการเมืองนี้มาไม่ใช่เพื่อให้พวกเราเป็นรัฐมนตรีหรือ ส.ส.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่เคยคิดว่าตำแหน่ง ส.ส. รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี คือเป้าหมายสุดท้าย สิ่งที่เราตั้งพรรคการเมืองนี้ขึ้นมาคือการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ดังนั้นการเป็น ส.ส.หรือไม่เป็น ส.ส.ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ซึ่งผมพร้อมทำงานต่อ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าในการอภิปรายที่บอกว่าไม่เลียท็อปบูตทหารนั้น ถือเป็นความอึดอัดส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากคดีหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ไม่ใช่ แต่ถามว่าใครไม่อึดอัดบ้างในรอบ 10 ปีที่ผ่านมากับสิ่งที่เกิดขึ้น คิดว่าประชาชนก็คงเห็นกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ตนยืนยันว่าพรรคอนาคตใหม่พร้อมยืนหยัดต่อสู้ เพื่อทวงคืนความเป็นธรรม ความถูกต้อง เรายังคงยืนยันเรื่องการต้องลดอำนาจของกองทัพลง ต้องปฏิรูปกองทัพให้อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน เป็นทางเดียวที่จะทำให้สังคมเดินต่อไปข้างหน้าได้ ไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ปรากฏว่านายธนาธรได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนต่างๆ บริเวณโถงอาคาร A ศูนย์ราชการฯ ซึ่งเป็นที่ทำการของศาลรัฐธรรมนูญ ในลักษณะตำหนิศาลว่า &amp;ldquo;...ผู้พิพากษาศาลทุกท่าน ไม่เคยเป็นธุรกิจ-นักลงทุน จะใช้คำว่าโครงการไหนน่าลงทุนหรือไม่ คงไม่ถูกต้องนัก...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; และคำว่า &amp;ldquo;&amp;hellip;.เหตุผลที่ศาลยกขึ้นมาวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของผมสิ้นสุดลง ล้วนเป็นข้อสันนิษฐานไม่มีข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์มาหักล้างเอกสารหลักฐานที่เรานำเสนอ... ศาลให้น้ำหนักกับข้อสันนิษฐานมากกว่าข้อเท็จจริง ทั้งที่มีข้อเท็จจริงปรากฏเป็นเอกสารหลายข้อ แต่ศาลกลับให้น้ำหนักกับข้อสันนิษฐานมากกว่า...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งถ้อยคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว อาจถือได้ว่าเป็นการก้าวล่วงการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อันอาจขัดต่อ ม.38 ม.39 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ประกอบ ข้อ 10 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายตามคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาล หรือวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลโดยไม่สุจริตหรือใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี ปลุกปั่น ยุยง หรืออาฆาตมาดร้าย หากฝ่าฝืนถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง (3)
&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot;ไม่เชื่อส้มลงถนน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ไต่สวน ตรวจสอบและวินิจฉัยการกระทำหรือการให้สัมภาษณ์ของนายธนาธรดังกล่าวว่าเข้าข่ายการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ในวันศุกร์ที่ 22 พ.ย.2562 เวลา 11.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของนายธนาธรว่า ก็ทำไป ปล่อยเขา ไม่ผิดกฎหมายก็ทำไป ถ้าเขาทำไม่ผิดกฎหมาย อยากทำก็ทำ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์เรื่องการเกณฑ์ทหารก็ว่ากันไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ประเมินดูแล้วคงไม่มีการปลุกม็อบลงถนนใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า &amp;ldquo;ไม่ได้มั้ง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายธนาธรพูดหลังคำวินิจฉัย สุ่มเสี่ยงละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ว่า ไม่ตอบ ไม่ควรไปวิจารณ์ คนอื่นวิจารณ์ได้ แต่รัฐบาลวิจารณ์ไม่ได้ เพราะถ้ามีอะไรขึ้นมาจะหาว่ารัฐบาลชี้นำ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครก็คิดและตีความได้ว่าเป็นอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากใครเห็นว่าเข้าข่ายสามารถร้องต่อศาลได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า &amp;ldquo;ก็ต้องร้อง ร้องแบบเอาเรื่องเลย หากร้องไปแล้วไม่จริง อาจถูกหาว่าร้องเท็จ ใส่ร้ายปรักปรำ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามย้ำว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครให้สัมภาษณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยศาลทันทีเหมือนนายธนาธรหรือไม่ รองนายกฯ พยักหน้าเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวว่า รับทราบ ก็เห็นอยู่พร้อมๆ กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่า กกต.สามารถขยายผลเพื่อเอาผิดทางอาญานายธนาธรได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เห็นว่าเขาดำเนินการแน่ แต่ว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนไม่ทราบ และตนได้ฟังวิทยุคดีที่เกี่ยวข้องกับพรรคอนาคตใหม่ มีถึง 25 คดี เพิ่งเสร็จสิ้นไปเพียง 1 คดี เห็นเลขาฯ กกต.ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังดูอยู่ คงต้องรอคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนบุคคลมาดู จะได้เห็นว่ามีอะไรหรือไม่ เพราะตามมาตรา 151 ของกฎหมายเลือกตั้ง ใครเปิดอ่านดูก็จะเห็นว่า หากรู้ว่าขาดคุณสมบัติและจงใจจะมีความผิด จึงอยู่ที่ว่ารู้หรือไม่ จงใจหรือไม่ ไม่ใช่ว่าศาลตัดสินแล้วย้อนไปเอาเรื่องได้ทุกเรื่อง ต้องย้อนไปดูตอนสมัคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เข้าใจความรู้สึกของนายธนาธร แต่อยากให้นายธนาธรเคารพคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ อย่าพยายามวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลเหมือนที่กระทำอยู่ ระวังจะละเมิดอำนาจศาล ทั้งนี้ จากการฟังคำวินิจฉัยของศาลนั้น มีความชัดเจนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตนเชื่อว่าพี่น้องคนไทยทั่วประเทศที่ดูการถ่ายทอดอยู่ก็เข้าใจเหมือนที่ตนเข้าใจ จึงไม่อยากให้นายธนาธรและนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วิพากษ์วิจารณ์แล้วยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีใครไปกลั่นแกล้งได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยนั้น ตนรู้สึกแปลกใจมากที่นายธนาธรมีการเชิญชวนมวลชนไปที่สยามเพื่อรณรงค์ยกเลิกการเกณฑ์ทหารทันที เหมือนต้องการทำอะไรบางอย่าง ซึ่งตนพูดมาตลอดว่า หากมีอะไรขอให้นำเข้าสู่กลไกรัฐสภาจะดีกว่า ไม่อยากให้ใครปลุกระดมมวลชนลงถนนอีก
ปชป.พบช่องรอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คุณธนาธรจะโทษใครคงไม่ได้ เพราะทุกอย่างมาจากการกระทำของคุณธนาธรเอง อย่าโทษรัฐบาลหรือโทษใคร เพราะกรรมของใครก็ต้องรับไป ขอให้คุณธนาธรมีสติ ยังมีงานอีกมากมายที่นายธนาธรสามารถทำให้กับประเทศชาติและประชาชนได้ อย่ายึดติด&amp;quot; โฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกฎหมาย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกร้องให้พ้นสถานภาพความเป็น ส.ส.จากการถือหุ้นบริษัทสื่อ กล่าวว่า เมื่อดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้วเรามีความหวังขึ้น อย่างน้อยที่สุดความหวังเรื่องเจตนาที่บริสุทธิ์ใจในการตั้งต้นบริษัท และถ้าเห็นที่ศาลอธิบายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) ก็ค่อนข้างชัดว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส.ก้าวก่ายแทรกแซงหรือครอบงำ ฉะนั้นการก้าวก่ายแทรกแซงหรือครอบงำ ศาลก็ต้องกลับไปตั้งต้นว่าบริษัทนั้นเป็นสื่อจริงหรือไม่ ถ้าเริ่มต้นไม่มีการประกอบกิจการสื่อ ไม่ได้มีการจดแจ้งการพิมพ์ ก็จะนำไปสู่การครอบงำไม่ได้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทศพล เพ็งส้ม ทีมกฎหมายของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ก็ระบุเช่นเดียวกันว่า คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการจดแจ้งการพิมพ์เป็นสิ่งสำคัญที่จะยืนยันได้ว่า ส.ส.รัฐบาลไม่มีใครถือหุ้นสื่อ เนื่องจากทุกบริษัทไม่ได้มีการจดแจ้งการพิมพ์แต่อย่างใด จึงมีความมั่นใจในการทำคดีมากขึ้น โดยจะไปขอคัดลอกสำเนาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของนายธนาธร มาประกอบการพิจารณาว่าจะต้องจัดส่งเอกสารหรือทำคำชี้แจงใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสู้คดีเพิ่มเติมอีกหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ ส.ส.รัฐบาลที่ถูกร้องว่าถือหุ้นสื่อมีทั้งหมด 32 คน ประกอบด้วย ส.ส.พลังประชารัฐ 21 คน, ประชาธิปัตย์ 8 คน, &amp;nbsp;รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน, ชาติพัฒนา 1 คน และประชาภิวัฒน์ 1 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ &amp;nbsp;สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Warat Karuchit ว่า &amp;quot;บริษัทสื่อ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ควรมีลักษณะเช่นใด&amp;quot; ในความเห็นของนักวิชาการสื่อ สิ่งหนึ่งจากคดีถือหุ้นสื่อที่ผมเห็นว่าสมควรแก้ไข ก็คือการตีความว่า &amp;quot;บริษัทสื่อ&amp;quot; คืออะไร ควรต้องนิยามให้ชัดเจนถึงองค์ประกอบว่าต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง เช่นเดียวกับที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของ ส.ส./รมต.
&amp;quot;วีลัค-มีเดีย&amp;quot;คือสื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความคิดเห็นของผม บริษัทสื่อ ตามเจตนารมณ์ของ รธน. ที่ป้องกันไม่ให้มีการครอบงำทางความคิดอย่างไม่เป็นธรรม คือ 1. มีรายได้/ธุรกรรมในการสื่อสารต่อสาธารณะ หรือมีการจดทะเบียนเพื่อจุดประสงค์ในการทำสื่อเป็นหลัก (ถ้าจดแล้วก็เป็นแล้ว แม้ยังไม่เกิดธุรกรรม) 2.มีส่วนในการสร้างเนื้อหาที่สื่อสารต่อสาธารณะ (ไม่ว่าจะทำเองหรือจ้างผู้ผลิตอีกต่อหนึ่ง)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีของวีลัค มีทั้งทำนิตยสารของตัวเอง ทั้งการสร้างเนื้อหาให้กับบริษัทผู้ว่าจ้าง และยังไม่ได้แจ้งปิดกิจการ จึงถือว่าเป็นบริษัทสื่ออย่างแน่นอน แต่ในกรณีของ ส.ส.รายอื่นที่รอการพิจารณา บางบริษัทนั้นหากพิจารณาด้วยเกณฑ์นี้ ไม่ควรจะนับว่าเป็นบริษัทสื่อ โดยไม่ต้องยึดกับการจดทะเบียนกับกรมธุรกิจการค้าด้วยแบบฟอร์มสำเร็จรูปที่มีคำว่าทำสื่ออยู่ด้วย เนื่องจากไม่ได้ตั้งใจจะทำสื่อ และไม่เคยมีธุรกรรมทางการสื่อสาร และไม่มีการสร้างเนื้อหาด้วยตนเองเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวว่า ได้มอบอำนาจให้ทนายไปดำเนินการยื่นฟ้อง น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรรอนาคตใหม่ &amp;nbsp;ต่อศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก ในคดีหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เพื่อปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีจากการที่ น.ส.พรรณิการ์บิดเบือนข้อเท็จจริงของตนเองและคู่สมรส ในประเด็นการถือหุ้นและคลอบงำสื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมยืนยันไม่เคยดำรงตำแหน่งใดๆ และไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ดังนั้น การที่ น.ส.พรรณิการ์ได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่พรรคอนาคตใหม่ จึงเป็นความเท็จ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงตนเองและคู่สมรส ไม่ได้เป็นเจ้าของและเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อใดๆ ตั้งแต่ก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นไม่ว่าจะตีความคู่สมรสทั้งทางนิตินัยหรือพฤตินัย ตนเองก็ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วทันยากล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา สื่อมวลชนย่อมรู้ดีเสมอว่าผู้บริหารนั้นไม่สามารถแทรกแซงกองบรรณาธิการได้ สื่อมวลชนทุกคนล้วนมีเสรีภาพทางความคิดและอิสระในการทำงาน ซึ่งส่วนตัวตระหนักและเคารพการทำงานของกองบรรณาธิการสื่อทุกสำนักมาโดยตลอด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรับคำฟ้องไว้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและนัดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50844</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้านคอร์รัปชัน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ภูมิใจจบชีวิตในคุก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมิ่นศาล, ไม่เลียบูตทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd69a67ea0cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2019 20:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2019 20:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิรักประท้วงท้าทายเคอร์ฟิว ดับแล้วอย่างน้อย 19 ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชาวอิรักยังคงประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันและปัญหาว่างงานโดยท้าทายคำสั่งเคอร์ฟิว ยอดสังเวยการปะทะ 3 วัน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 19 ศพ ในวันพฤหัสบดี ขณะการชุมนุมลุกลามไปยังหลายเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประท้วงใช้ธงชาติอิรักปิดหน้าระหว่างปะทะกับตำรวจปราบจลาจลที่จัตุรัสตอห์รีร์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประท้วงในอิรัก ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันอังคารที่ 1 ตุลาคม เป็นผลพวงจากความคับข้องใจที่สะสมมานานหลายเดือนกับปัญหาสาธารณูปโภคเรื้อรังทั้งไฟฟ้าดับ น้ำขาดแคลน และการคอร์รัปชัน แต่ปัญหาที่จุดชนวนให้คนหนุ่มชาวอิรักออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐอย่างรุนแรงครั้งนี้คือการว่างงานของคนวัยหนุ่ม ซึ่งตัวเลขปัจจุบันของธนาคารโลกระบุว่ามีประมาณ 25% หรือ 2 เท่าของอัตราว่างงานโดยเฉลี่ยของอิรัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ประท้วงพากันท้าทายกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่และคำสั่งเคอร์ฟิวของทางการ และออกมาชุมนุมกันอีกเป็นวันที่ 3 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ นายกฯ อเดล อับเดล มาห์ดี ซึ่งจะบริหารประเทศครบ 1 ปีในอีกไม่กี่สัปดาห์ มีคำสั่งห้ามการเคลื่อนไหวทั้งหมดในกรุงแบกแดด ตั้งแต่เวลา 05.00 น. แต่เอเอฟพีรายงานว่า ผู้ประท้วงหลายสิบคนฝ่าฝืนคำสั่งนี้และมารวมตัวกันที่จัตุรัสตอห์รี รายหนึ่งบอกว่ามานอนค้างที่นี่เพื่อไม่ให้ตำรวจยึดพื้นที่ แต่หลังจากนั้นตำรวจปราบจลาจลก็ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อขับไล่คนเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การชุมนุมประท้วง ซึ่งไม่มีผู้นำเป็นตัวเป็นตน ได้ลุกลามไปทั่วดินแดนภาคใต้ของอิรักที่เป็นถิ่นของชาวชีอะห์ หน่วยแพทย์และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงบอกกับเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีว่า มีผู้ประท้วงเสียชีวิตเพิ่มอีกที่เมืองอามาราห์, ดีการ์ และนาซาริยาห์ ข้อมูลยืนยันจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอิรักระบุว่า ยอดตายล่าสุดทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากการประท้วง 3 วัน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 19 คนแล้ว ในจำนวนนี้รวมถึงตำรวจ 1 นาย นอกจากนี้ยังมีผู้ประท้วงและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบาดเจ็บรวมกันเกือบ 800 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่กระทบต่อประชาชน 75% ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดหนักขึ้น รวมถึงยังมีคำสั่งปิดที่ทำการของรัฐบาลในกรุงแบกแดด ขณะที่มุกตาดา อัลซัดร์ ครูสอนศาสนานิกายชีอะห์ เรียกร้องให้หยุดงานประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขตกรีนโซนในกรุงแบกแดด ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงและสถานทูตต่างๆ โดนระเบิดโจมตี 2 ครั้งเมื่อเช้ามืด ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทางการสั่งปิดกั้นเขตนี้อย่างไม่มีกำหนด ด้วยกลัวว่าผู้ประท้วงจะบุกเข้าไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47261</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้านคอร์รัปชัน, ประท้วง, ปัญหาว่างงาน, อิรัก, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191003/image_big_5d95f6637d93d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
