<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.นำร่องผุดเสาหลักนำทางยางพาราทั่วประเทศ 7 แสนต้น คาดแล้วเสร็จปี 65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.63-นายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.)เปิดเผยว่า ทช.ได้ นำยางพารามาเป็นส่วนผสมในอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เปลี่ยนเสาหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post) หรือ RGP ทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุจากการหลุดออกนอกทาง ชนกับหลักนำทางและเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศ ตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

อย่างไรก็ตามจากรายละเอียดพบว่า จากสถิติอุบัติเหตุบนทางหลวงชนบทระหว่างปี 2560 ถึง 2562 หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุที่พบคือการเสียหลักหลุดออกนอกทางชนกับสิ่งอันตราย และจากการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุเชิงลึก พบว่าสิ่งอันตรายข้างทางที่ผู้ขับขี่เสียหลักหลุดออกนอกทางไปชนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
1. สิ่งอันตรายที่เป็นสิ่งแวดล้อมข้างทาง ได้แก่ ต้นไม้ รั้วบ้าน คันคลอง เป็นต้น
2. สิ่งอันตรายที่เป็นอุปกรณ์จราจร ได้แก่ หลักนำโค้ง เสาป้ายจราจร เสาไฟฟ้าแสงสว่าง เป็นต้น

ทั้งนี้ จากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) (2560) ได้คำนวณมูลค่าความสูญเสียจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุจราจร พบว่า การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีมูลค่าเท่ากับประมาณ 10 ล้านบาทต่อราย และการบาดเจ็บสาหัสมีมูลค่าเท่ากับประมาณ 3 ล้านบาทต่อราย ในขณะที่หลักนำทางที่ผลิตจากยางพารามีต้นทุนการผลิตพร้อมติดตั้งอยู่ที่ 2,500 บาทต่อหลัก โดยเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยของทางโค้งบนทางหลวงชนบทที่ติดตั้งหลักนำโค้งโดยส่วนใหญ่จะใช้หลักนำโค้งอยู่ประมาณ 14 หลักต่อโค้ง คิดเป็นมูลค่าเงินที่ใช้เปลี่ยนหลักนำโค้งเป็นยางพาราอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทต่อโค้งเท่านั้น

นายปฐม กล่าวว่าหากมีอุบัติเหตุหลุดโค้งชนกับเสาหลักนำทางคอนกรีตจนทำให้มีผู้ขับขี่เสียชีวิต 1 คนเกิดขึ้น จะคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียของชีวิตเท่ากับ 10 ล้านบาท แต่หากโค้งที่เกิดอุบัติเหตุนี้ได้เปลี่ยนไปใช้เสาหลักนำโค้งที่ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่างยางพาราแทน ผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุหลุดโค้งชนกับเสาหลักนำทางยางพารา อาจไม่เป็นอันตรายจนถึงกับเสียชีวิต และเมื่อพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางคอนกรีตไปใช้เสาหลักนำทางยางพารา

อย่างไรก็ตามทช.จึงได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางที่ผลิตจากคอนกรีตเสริมเหล็กไปใช้เสาหลักนำทางที่ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่างเสาหลักนำทางยางพาราแทน เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุจากการหลุดออกนอกทางชนกับหลักนำทาง โดยจะดำเนินการปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางทุกหลักทั่วประเทศ จำนวน 705,112 ต้น เป็นเสาหลักนำทางยางพารา ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2565 โดยใช้งบประมาณรวม 1,402.172 ล้านบาท

ทั้งนี้แบ่งเป็น ปี 2563 จำนวน 200,000 ต้น ปี 2564 จำนวน 200,000 ต้น และในปี 2565 อีกจำนวน 305,112 ต้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ลดความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้สัญจรบนทางหลวงชนบทลงได้แล้ว ยังเป็นการผลักดันการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น สามารถช่วยเพิ่มเม็ดเงินให้ชาวสวนยางให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมในด้านการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66432</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรวยยางพาราอัจฉริยะ, ถนนยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200520/image_big_5ec4cdce55994.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2019 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2019 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวนโยบายแปรรูปยางพาราใช้ในโปรเจ็กต์คมนาคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค.62-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้านเศรษฐกิจ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร หรือยางพารามาใช้กับการดำเนินการในโครงการต่างๆ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะต้องจัดทำรายละเอียดว่าจะนำไปใช้กับโครงการใด และที่ไหนบ้าง ซึ่งแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องสรุปข้อมูล ก่อนที่จะเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้กระทรวงคมนาคม ไปพิจารณาโครงการก่อสร้างต่างๆ ตั้งแต่การออกแบบโครงการฯ ที่จะต้องมีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 30% โดยหลังจากนี้ โครงการก่อสร้างที่จะดำเนินการในอนาคตนั้น จะมีการกำหนดรายละเอียดในเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) อย่างชัดเจน ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้วต้องการให้มีการใช้มากกว่าที่กำหนดไว้ด้วย

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมยังได้เสนอเรื่องการพัฒนาพืชพลังงานทดแทนในประเทศ ให้มีความชัดเจน และยั่งยืน รวมถึงเพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือเกษตรกร และประหยัดการนำเข้าพลังงานจากฟอสซิลด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรมไปบูรณาการร่วมกัน

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า กระทรวงฯได้มอบหมายให้กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เน้นการใช้ยางพาราในการพัฒนาถนนและซ่อมแซมถนนมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนควบคู่ไปกับการนำยางพารามาใช้ในงานพัฒนาถนนสายรอง เพื่อสนับสนุนการเดินทางของเกษตรกรในท้องถิ่น ตลอดจนนำไปใช้ราดยางแทนถนนลูกรังทั่วประเทศ ทั้งนี้ ให้ครอบคลุมทั้งทางบก น้ำ ราง และอากาศ

สำหรับในปีนี้ ทช.มีเป้าหมายการใช้ยางพาราอยู่ที่ 6,000 ตัน รวมถึงยังมีแผนลงทุน 13,000 ล้านบาทปรับเปลี่ยนราวเหล็กกั้นรถช่วงเค้าโค้ง หรือหลักนำโค้งขอบถนน ที่มีกว่า 800,000 หลักทั่วประเทศ รวมทั้งแบริเออร์เกาะกลางถนน และป้ายบอกทางต่างๆ จากเดิมที่ใช้วัสดุทำจากเหล็ก ปูน และคอนกรีต มาเป็นวัตถุที่มีส่วนผสมของยางพาราในอัตราส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ความปลอดภัยบนท้องถนนดังกล่าว มีความยืดหยุ่น คาดว่าจะสามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต กรณีเกิดอุบัติเหตุได้

อย่างไรก็ตามในส่วนด้านวัตถุดิบที่ต้องผลิตในประเทศ (local content) นั้น ในอนาคตจะกำหนดให้มีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศไม่ต่ำกว่า 30% ในทีโออาร์การเปิดประมูลงานรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงบางส่วน ก่อนที่กำหนดเป็นกฎหมายเพื่อบังคับให้บริษัทเอกชนที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการทางรางทุกประเภทต้องยึดเงื่อนไข local content ก่อนจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% ในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43570</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ถนนยางพารา, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190816/image_big_5d5656c5b2e57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;สั่งรื้อ 3 บริษัทวนรับงานถนนยางพารา ลั่นหากพบทุจริตในกยท.พร้อมฟัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.62-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีผู้ประกอบการผลิตน้ำยางพารา ผู้รับเหมาทำถนนจากยางพารา และเกษตรกรชาวสวนยางร้องเรียนข้าราชการของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เนื่องจากนำนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ในโครงการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ (พาราซอยล์ซีเมนต์) หาประโยชน์ให้ตัวเองว่า ได้ให้นโยบายไปแล้ว และให้ทบทวนในเรื่องนี้ การที่มีบริษัท 3 บริษัทในกยท.ก็ให้ไปพิจารณาดูใหม่ ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมทั่วถึง หาวิธีการใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่ต้องกังวลผมดูแลอยู่แล้ว ก็ต้องติดตามว่าอนุมัติอะไรไปแล้ว เขาทำอย่างไร มีปัญหาหรือไม่ หากมีข้อเรียนว่าเขาหาประโยชน์ให้ตัวเองก็ต้องแก้ไข และหาผู้กระทำความผิด หากมีการทุจริตจริง&amp;quot;นายกฯกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43347</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยางแห่งประเทศไทย, ถนนยางพารา, นายกฯ, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ประชุมครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d525eaf02ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เคาะ 2.5 พันล้าน หน่วยงานรัฐทำถนนยางพารา 1.7พันกิโลเมตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.62- พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติการขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการสนับสนุนการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ โดยอนุมัติให้กองบัญชาการกองทัพไทยและกองทัพบกดำเนินโครงการสนับสนุนการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ เป็นจำนวน 670 เส้นทาง ระยะทางรวม1,744.138 กิโลเมตร ปริมาณการใช้ยางพารา จำนวน 17,435.040 ตัน งบประมาณรวมทั้งสิน 2,568,783,400บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่กระทรวงการคลังอนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณถึงวันทำการสุดท้ายของเดือนก.ย. 2562 แล้ว วงเงิน1,645,216,100 บาท ให้กองบัญชาการกองทัพไทย และกองทัพบกเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินโครงการสนับสนุนการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40536</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถนนยางพารา, มติครม., ยางพารา, หน่วยงานรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190709/image_big_5d246d50d32cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
