<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>20797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2018 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2018 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชำนาญ&#039; ซัดระเบียบถอดพ้นก.ต.ไม่มีการไต่สวน ชี้นักการเมืองยังได้โอกาสพิสูจน์ความจริงมากกว่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ต.ค.61 -&amp;nbsp;นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และอดีตกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) กล่าวเมื่อวานนี้ถึงการถูกถอดถอนพ้นจาก ตำแหน่ง ก.ต. ด้วยผลการลงมติจากผู้พิพากษาทั่วประเทศว่ากระบวนการถอดถอนมิได้มีการไต่สวน มีเพียงกระบวนการที่ให้ส่งคำชี้แจงเป็นเอกสารปิดประกาศให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศได้รับทราบ ซึ่งระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติเพื่อถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2544 ก็มิได้กำหนดขั้นตอนให้มีการไต่สวน ต่างกับระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561 (บังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ) ซึ่งเป็นระเบียบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่ออกมาเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้กำหนดวิธีการ ขั้นตอนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยการไต่สวนไว้อย่างละเอียด ซึ่งตนเห็นว่าระเบียบดังกล่าว นักการเมืองยังมีโอกาสมากกว่า ก.ต.เสียอีก ที่จะได้นำข้อเท็จจริงมาชี้แจงและมีการไต่สวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ประชุม ก.ต.มีมติเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชั้นต้นว่านายชำนาญได้กระทำการขัดต่อประมวลจริยธรรมผู้พิพากษาหรือไม่ นายชำนาญกล่าวว่า นี่แหละ ก็แสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวหาของตนยังไม่ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงให้ยุติ แต่กลับมีกระบวนการถอดถอนขึ้นมาก่อน ที่ผ่านมามีเพียงหนังสือแจ้งให้ทราบจาก ก.ต.เท่านั้นว่าให้ตั้งคณะกรรมการสอบฯ แต่กระบวนการอื่นๆ ที่จะมาสู่การชี้แจงยังไม่ได้ทำอะไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาคิดว่าการทำหน้าที่ในฐานะ ก.ต.ก็เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เพราะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการดูแลให้ความเป็นธรรมแก่ผู้พิพากษา เมื่อวันนี้ต้องพ้นภารกิจนี้ที่หนักและเครียดอยู่เหมือนกัน ก็ไม่มีอะไร ผมรู้สึกโล่งใจ I&amp;rsquo;m free. ที่ได้เป็นอิสระ จากนี้ไปผมก็จะดำเนินการในส่วนของผมแบบ My Way&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20797</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม, ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ถอดถอนก.ต.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbb6c1e0ddf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 15:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชำนาญ&#039; พร้อมส่งเอกสารชี้แจงกรณีถูกยื่นถอดถอนพ้นก.ต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18&amp;nbsp;ก.ย.61 -&amp;nbsp;นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาและกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกา เปิดเผยถึงการยื่นคำชี้แจงกรณีถูกยื่นถอดถอนพ้นจากตำแหน่ง ก.ต. ว่า จะส่งเอกสารคำชี้แจงให้ทางเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อเผยแพร่ในวันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ก.ย.นี้ ซึ่งครบกำหนด&amp;nbsp;7&amp;nbsp;วันพอดีตามระเบียบ โดยเมื่อวันที่&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ก.ย.ที่ผ่านมา ตนเข้าประชุม ก.ต.เป็นวันสุดท้าย วันนี้ (18&amp;nbsp;ก.ย.) ตนต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ก.ต.ชั่วคราวไปจนกว่าจะมีการลงมติและนับคะแนน ส่วนหน้าที่ในฐานะอื่นก็ต้องมาทำเหมือนเดิม ซึ่งมีงานเยอะอยู่แล้ว เว้นแต่หน้าที่ ก.ต.พักผ่อนไป สำหรับผลการลงมตินั้น หากไม่ถอดถอนตนก็กลับมาทำหน้าที่ ก.ต.เช่นเดิม ผลจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ผู้พิพากษาทั้งประเทศจะตัดสิน ตนไม่ขัดข้อง รู้สึกดีที่มีโอกาสชี้แจงให้ทราบ ดีสำหรับตนมากๆ รอวันนี้หลังอึดอัดมานาน ด้วยความยินดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17860</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ถอดถอนก.ต.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180916/image_big_5b9e59a0141bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2018 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2018 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สืบพงษ์&#039;ร่อนหนังสือล่าชื่อเสนอถอดถอน ก.ต. ถึงมือ 1,921 ผู้พิพากษาแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค. 61- แหล่งข่าวผู้พิพากษาระดับสูงในศาลยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 ได้เวียนหนังสือนำส่งขอให้เข้าชื่อกันถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) รายหนึ่งที่ถูกร้องพฤติการณ์ไม่เหมาะสมว่า ในศาลที่มีผู้ประสานงานทั้ง 17 ศาลนั้น ผู้ประสานงานจะไปพบกับผู้พิพากษาเพื่อส่งหนังสือ ส่วนที่มีการระบุว่าหนังสือยังไม่ถึงมือผู้พิพากษาบางส่วน เนื่องจากช่วงนี้ติดวันหยุดยาวหลายวัน จากที่มีเริ่มต้นเวียนหนังสือนำส่งเมื่อวันที่ 8 ส.ค. คาดว่าในสัปดาห์หน้าศาลที่มีผู้ประสานงานก็จะเริ่มส่งหนังสือถึงมีผู้พิพากษาที่ยังไม่ได้หนังสือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีรายงานว่า นอกจากการส่งหนังสือไปยังศาลที่มีผู้ประสานงานแล้ว นายสืบพงษ์ยังได้มีการส่งหนังสือถึงผู้พิพากษาเป็นรายบุคคล 1,921 ชุด ซึ่งก็คาดว่าจากเดิมที่มีผู้ประสานงาน 17 ศาลทั่วประเทศ ในสัปดาห์หน้าอาจจะมีผู้พิพากษาที่มีความสนใจที่จะช่วยเหลือเข้ามาเป็นผู้ประสานงานเพิ่มมากขึ้นในสองร้อยกว่าศาลทั่วประเทศ และเชื่อว่าในสัปดาห์หน้าจะมีจดหมายตอบกลับหนังสือนำส่งจากผู้ประสานงานและผู้พิพากษาทั้ง 1,921 คนที่ได้มีการส่งหนังสือกลับมายังนายสืบพงษ์ เพื่อรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นต่อเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมในวันที่ 28 ส.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ส่วนจำนวนตัวเลขว่ามีผู้พิพากษาเข้าชื่อกี่คนนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ โดยคาดว่านายสืบพงษ์ จะมีการเปิดเผยในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันนับรายชื่อก่อนเสนอ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการส่งหนังสือเวียนขอให้เข้าชื่อกันถอดถอน ก.ต.ศาลฎีกา ในกรณีดังกล่าวนี้ยังพบว่า ผู้พิพากษาหลายคนแม้จะทราบข่าว แต่ก็ยังไม่ได้รับหนังสือกันหลายคนด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15296</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม, ถอดถอนก.ต., สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล, อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6c28ff330e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาฯชื่นชม &#039;อธิบดีผู้พิพากษาภาค2&#039; นำล่ารายชื่อถอดถอนก.ต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.61 - นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า....รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๘๘ วรรคสองบัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....หมายความว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ว่าใครจะเป็นบุคคลภายนอกหรือบุคคลภายในศาลยุติธรรมจะเข้ามาก้าวก่ายหรือแซกแทรงการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ว่าการพิจารณาพิพากษาคดีต้องเป็นตามรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติของกฎหมาย จะกระทำการโดยอิสระหรือตามอำเภอใจโดยไม่ยึดตามรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติของกฎหมายไม่ได้ ทั้งการพิจารณาพิพากษาคดีต้องให้เป็นโดยรวดเร็วที่มีความหมายชัดเจนอยู่แล้ว เป็นธรรมและปราศจากอคติทั้งปวงคือไม่มีความลำเอียงจากเหตุ ๔ ประการคือ ๑ ฉันทาคติ ความรักใคร่ชอบพอ ๒ โทสาคติ ความเกลียดชังไม่พอใจ ๓ ภยาคติ ความกลัวว่าตนเองจะได้รับความเดือดร้อน และ ๔ โมหาคติ ความโง่เขลาหลงผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวนอกจากเพื่อคุ้มครองผู้พิพากษาและตุลาการให้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่าผู้หนึ่งผู้ใดจะเข้ามาก่าวก่ายแทรกแซงแล้ว มีเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้มีอรรถคดีขึ้นสู่ศาลให้ได้รับการพิจารณาและพิพากษาไปโดยรวดเร็วและได้รับความยุติธรรมตามบทบัญญัติของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....แม้การปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลยุติธรรมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ในขณะเดียวกันตุลาการศาลยุติธรรมก็ต้องห้ามมิให้เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของตุลาการท่านอื่นตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๖๖ ซึ่งบัญญัติว่า ข้าราชการตุลาการต้องไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณา พิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้การพิจารณาพิพากษาคดี ของข้าราชการตุลาการอื่นขาดความเป็นอิสระหรือความยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....รวมทั้งตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ หมวด ๕ ว่าด้วยจริยธรรมเกี่ยวกับการดํารงตนและครอบครัวข้อ ๓๗ ที่กําหนดให้ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ตุลาการศาลยุติธรรมมีหน้าที่ต้องยึดถือปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการและพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมโดยเคร่งครัด หากข้าราชการตุลาการท่านใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ย่อมเป็นการประพฤติผิดวินัย ส่วนจะร้ายแรงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....มีข่าวว่าในการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดแห่งหนึ่งมีผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ผู้ทรงคุณวุฒิด้วย และมีความเกี่ยวพันเป็นสามีพี่สาวของโจทก์กับเป็นพี่ของทนายโจทก์ด้วย ได้การเข้าไปนั่งในห้องพิจารณาคดีตรงที่นั่งของทนายโจทก์และได้แนะนำการซักถามพยานให้แก่ทนายโจทก์ตลอดเวลา ทั้งมีการก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้บันทึกคำพยานตามที่ตนต้องการโดยมีการข่มขู่ว่าหากไม่ปฏิบัติตามจะร้องเรียนและจะตั้งกรรมการสอบสวนให้ถึงไล่ออก ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....การกระทำของผู้พิพากษาท่านนี้เป็นการกระทำฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๘ วรรคสอง เพราะทำให้ผู้พิพากษาไม่มีอิสระในการพิจารณาคดีและก่อให้เกิดภยาคติหรือความเกรงกลัวแก่ผู้พิพากษาท่านนั้น เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมมาตรา ๖๖ และประมวลจริธรรมข้าราชการตุลาการข้อ ๓๕ ที่กําหนดให้ผู้พิพากษาต้องเคารพและปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัด อยู่ในกรอบศีลธรรม สุภาพ สํารวมกิริยามารยาท มีอัธยาศัยยึดถือจริยธรรมและ ประเพณีอันดีงามของตุลาการ ทั้งพึงวางตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไป และข้อ ๓๗ ดังกล่าวข้างต้นอย่างชัดแจ้ง ทั้งยังเข้าข่ายเป็นการขัดขวางการพิจารณาคดีของศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๘ ด้วย ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ศาลยุติธรรมของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....มีคณะผู้พิพากษาที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มผู้พิพากษาผู้พิทักษ์ สถาบันศาลยุติธรรม โดยมีท่านสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๒ เป็นผู้นำ ท่านพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และท่านมณี สุขผล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ร่วมกันทำหนังสือถึงผู้พิพากษาทั่วประเทศขอให้ร่วมเข้าชื่อกันถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ผู้ทรงคุณวุฒิท่านนี้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๔๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ในฐานะอดีตผู้พิพากษาข้าราชการตุลาการบำนาญ ขอยกย่องชื่นชมท่านสืบพงษ์ ท่านพงษ์ศักดิ์และท่านมณีอย่างสูงยิ่งด้วยใจจริงและขอให้กำลังใจที่ท่านทั้งสามมีกล้าหาญเด็ดเดี่ยว กล้ากระทำในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง ไม่เกรงกลัวว่าตนเองจะได้รับภัยพิบัติใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครแม้เป็นผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่และเป็น ก.ต. ด้วย เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่พิจารณาคดีของผู้พิพากษาเพราะถ้าขืนปล่อยให้มีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นผู้พิพากษาย่อมไม่มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อผู้พิพากษาไม่มีอิสระและต้องปฏิบัติตามความต้องการของผู้ที่เข้าก้าวก่ายสั่งการ ประชาชนผู้มีอรรถคดีขึ้นสู่ศาลก็ย่อมยากที่จะได้รับความยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ทั้งในขณะตนเองยังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ราชการได้เคยต่อสู้เพื่อความถูกต้องในศาลยุติธรรมมาตลอด ไม่ว่าในส่วนที่เกี่ยวกับหน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลภายนอกและในวงการศาลยุติธรรมเอง จึงใคร่ขอเรียกร้องท่านผู้พิพากษาทั้งหลายว่า โปรดแสดงความกล้าหาญโดยไม่ต้องหวั่นเกรงต่อสิ่งใดในการที่ท่านจะช่วยกันกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ร่วมเข้าชื่อกันถอดถอน ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิ ตามหนังสือเชิญชวนของท่านสืบพงษ์กับพวก เพื่อรักษาสถาบันศาลยุติธรรมให้ดำรงความเป็นอิสระปราศจากการก้าวก่ายแทรกแซงของบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้เป็นที่พึ่งของประชาชนตลอดไป โปรดอย่านิ่งดูดายหรือคิดว่าธุระไม่ใช่ขออยู่เฉยๆ ดีกว่า ถ้าคิดเช่นนั้นก็เท่ากับว่าท่านซึ่งเป็นผู้พิพากษาแต่กลับส่งเสริมสนับสนุนให้บุคคลอื่นเอาเยี่ยงอย่างกระทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ประพฤติผิดวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมและประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการกันเพิ่มขึ้นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....อยากให้ท่านผู้พิพากษาทุกท่านได้โปรดระลึกถึงคำถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ ก่อนท่านเข้ารับหน้าที่ซึ่งทุกท่านควรต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามถ้อยคําที่ว่า &amp;ldquo;ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายทุกประการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15175</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ชูชาติ ศรีแสง, ตุลาการ, ถอดถอนก.ต., สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล, อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a5754d98ee5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
