<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 21:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 21:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐ-นาโตถอนทหารเกลี้ยง คืนฐานทัพอากาศบากรัมให้อัฟกานิสถาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหรัฐและกองกำลังนาโตถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากฐานทัพอากาศบากรัมของอัฟกานิสถานแล้วเมื่อวันศุกร์ ส่งสัญญาณการถอนทัพต่างชาติพ้นสงครามยืดเยื้อ 20 ปีคืบใกล้ความจริง ตอลิบันยินดี ผู้เชี่ยวชาญชี้กองทัพอัฟกันต้องปกป้องฐานทัพขนาดใหญ่ที่สุดเองแล้วนับจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ทหารอเมริกันเดินแถวขึ้นเครื่องบินลำเลียงซี-17 ออกจากฐานทัพอากาศบากรัม เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2556 (Photo by Robert Nickelsberg/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐและอัฟกานิสถานในวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม ยืนยันว่าทหารอเมริกันและนาโตทุกนายถอนกำลังออกจากฐานทัพอากาศบากรัมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทหารอเมริกันและกองกำลังผสมถอนกำลังออกจากฐานทัพแห่งนี้โดยสิ้นเชิงแล้ว ต่อจากนี้ไปกองทัพอัฟกันจะปกป้องและใช้ฐานทัพนี้เพื่อต่อสู้กับการก่อการร้าย&amp;quot; ฟาวัด อามัน โฆษกกระทรวงกลาโหมอัฟกันทวีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะยังมีทหารต่างชาติอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้ถอนกำลังออกจากฐานทัพอีกแห่งในกรุงคาบูล แต่การถอนทหารต่างชาติพ้นฐานทัพบากรัม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติการโค่นล้มตอลิบันและอัลกออิดะห์หลังวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 เท่ากับเป็นการยุติสงครามยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาลงอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฐานทัพแห่งนี้ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงคาบูลทางทิศเหนือระยะขับรถ 1 ชั่วโมง เป็นฐานทัพที่กองทัพสหรัฐใช้ประสานการโจมตีทางอากาศและสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงแก่ภารกิจทั้งหมดในอัฟกานิสถาน การถอนกำลังจากฐานทัพที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นแห่งนี้ทำให้แผนถอนทหารต่างชาติพ้นอัฟกานิสถานภายในเส้นตาย วันที่ 11 กันยายน คืบใกล้ความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกลุ่มตอลิบัน ที่รุกโจมตีกองทัพรัฐบาลอย่างหนักในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาและเข้าควบคุมพื้นที่ได้หลายสิบอำเภอแล้ว แสดงความยินดีปรีดาและสนับสนุนการถอนทหารต่างชาติออกจากฐานทัพแห่งนี้ ซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของตอลิบัน กล่าวว่า การถอนกำลังต่างชาติทั้งหมดจะเปิดทางให้ชาวอัฟกันตัดสินอนาคตของพวกเขากันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสามารถของกองทัพอัฟกันในการรักษาฐานทัพอากาศแห่งนี้ไว้ให้ได้ น่าจะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาจะสามารถรักษาความมั่นคงในกรุงคาบูลและกดดันตอลิบันต่อไปได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิแชงค์ มอตวานี ผู้เชี่ยวชาญด้านอัฟกานิสถานจากออสเตรเลีย กล่าวว่า การถอนกำลังของกองทัพต่างชาติพ้นบากรัมเป็นสัญลักษณ์ว่า อัฟกานิสถานต้องอยู่ลำพัง โดนทอดทิ้ง ถูกปล่อยให้ป้องกันตนเองจากการโจมตีของตอลิบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อกลับถึงบ้าน พวกอเมริกันและกองกำลังพันธมิตรจะได้มองดูจากแดนไกลเห็นสิ่งที่พวกเขาต่อสู้อย่างหนักเพื่อสร้างขึ้นในเวลามากกว่า 20 ปีโดนเผาทำลาย และรู้ว่าชายหญิงชาวอัฟกันที่เคยร่วมต่อสู้กับพวกเขาเสี่ยงที่จะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง&amp;quot; เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญรายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฐานทัพแห่งนี้สหรัฐสร้างไว้ให้อัฟกานิสถานที่เป็นพันธมิตรระหว่างสงครามเย็นทศวรรษ 1950 และเป็นกำแพงต่อต้านการรุกรานของสหภาพโซเวียตจากทิศเหนือ แต่สุดท้ายกองทัพโซเวียตรุกเข้าอัฟกานิสถานได้ในปี 2522 โดยฐานทัพแห่งนี้กลายเป็นจุดเตรียมการที่กองทัพแดงขยายพื้นที่อย่างกว้างใหญ่ รวมถึงสร้างรันเวย์ยาว 3 กิโลเมตร ระหว่างยึดครองประเทศนี้นานเกือบทศวรรษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อโซเวียตถอนทัพ บากรัมกลายเป็นศูนย์กลางของการก่อสงครามกลางเมือง ช่วงหนึ่งมีรายงานว่า รันเวย์ฝั่งหนึ่งอยู่ใต้การควบคุมของตอลิบัน ขณะปลายอีกฝั่งกองกำลังพันธมิตรฝ่ายเหนือคุมไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายเดือนมานี้ บากรัมโดนนักรบญิฮาดกลุ่มรัฐอิสลามยิงจรวดโจมตีหลายครั้ง สร้างความหวาดกลัวว่านักรบกลุ่มนี้กำลังหมายตาฐานทัพแห่งนี้สำหรับการโจมตีในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีทหารต่างชาติอยู่ในอัฟกานิสถานราว 9,500 นาย เป็นทหารสหรัฐมากที่สุด 2,500 นาย ถึงขณะนี้มีเยอรมนีและอิตาลีที่ยืนยันว่าถอนกำลังออกไปหมดเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานด้วยว่า หลังถอนทหารหมดแล้ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐจะยังคงทหารสหรัฐไว้ในอัฟกานิสถานประมาณ 600 นาย เพื่อคุ้มครองสถานที่ทางการทูตอันกว้างใหญ่ของสหรัฐในกรุงคาบูล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานทัพอากาศบากรัม, ตอลิบัน, ถอนทหาร, สหรัฐถอนทหาร, อัฟกานิสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60df24bc5807d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 21:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2019 21:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพนตากอนปฏิเสธข่าวขู่ลดทหาร 4,000 นายในเกาหลีใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงกลาโหมสหรัฐปฏิเสธรายงานข่าวของสื่อเกาหลีใต้ ที่อ้างว่าสหรัฐกำลังพิจารณาถอนทหาร 4,000 นายออกจากเกาหลีใต้ หากรัฐบาลโซลไม่ควักกระเป๋าช่วยค่าใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับการคงทหารอเมริกัน 28,500 นายไว้เพื่อป้องปรามเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ มาร์ก เอสเปอร์ แถลงข่าวระหว่างเยือนเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือพิมพ์โชซุลอิลโบของเกาหลีใต้รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน โดยอ้างแหล่งข่าวทางการทูตในกรุงวอชิงตันที่ไม่เปิดเผยตัวตนว่า พวกนายทหารระดับสูงของกองทัพสหรัฐในเกาหลีใต้หารือกันเกี่ยวกับการถอนทหารอเมริกัน 1 กองพัน ซึ่งโดยทั่วไปมีกำลังพล 3,000-4,000 นาย ออกจากเกาหลีใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานชิ้นนี้มีออกมาภายหลังการเจรจาระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางทหารล่มลงกลางคันเมื่อ 2 วันก่อนหน้านั้น โดยเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้อ้างว่า สหรัฐเรียกร้องให้เกาหลีใต้เพิ่มเงินรายปีสำหรับค่าใช้จ่ายในการคงกำลังทหารอเมริกันไว้มากกว่า 5 เท่าจากของเดิม หรือเพิ่มเป็น 5,000 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจนาธาน ฮอฟฟ์แมน โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ว่า รายงานข่าวของโชซุนอิลโบ ที่ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังพิจารณาย้ายกำลังพลออกจากคาบสมุทรเกาหลีนั้นไม่มีความจริงอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนเวียดนาม ก็ปฏิเสธเช่นกันว่าเขาไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับแผนการถอนทหารออกจากเกาหลีใต้หากการเจรจาเรื่องค่าใช้จ่ายล้มเหลวลง &amp;quot;เราไม่ขู่ชาติพันธมิตรด้วยเรื่องนี้ นี่เป็นการเจรจาต่อรอง&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้กล่าวว่า รายงานของโชซุนไม่ได้สะท้อนจุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐ ส่วนนางคัง คยองฮวา รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้ บอกกับคณะกรรมาธิการชุดหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่มีการหารือเรื่องการลดจำนวนทหารอเมริกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กฎหมายของสหรัฐกำหนดไว้ว่า กำลังทหารของสหรัฐในเกาหลีใต้จะต้องไม่ต่ำกว่า 22,000 นาย เว้นแต่เพนตากอนจะชี้แจงเหตุผลให้คองเกรสเห็นชอบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหมสหรัฐ, ถอนทหาร, เกาหลีใต้, เพนตากอน, โชซุนอิลโบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd6988810442.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2019 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2019 21:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาสหรัฐลงมติจวก &#039;ทรัมป์&#039; ถอนทหารปล่อยตุรกีขยี้เคิร์ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ส.ส.รีพับลิกันร่วมมือกับเดโมแครตลงมติประณามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนทหารอเมริกันพ้นชายแดนซีเรียเปิดทางให้ตุรกีรุกข้ามแดนบดขยี้กองกำลังเคิร์ดในซีเรีย ด้านทรัมป์อ้างไม่ได้ไฟเขียว ย้อนพวกเคิร์ดไม่ใช่เทวดา และกบฏพีเคเคเลวร้ายกว่าไอเอส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแนนซี เพโลซี (กลาง) พร้อมด้วย ส.ว.ชัค ชูเมอร์ (ขวา) และ ส.ส.สเตีนี ฮอยเออร์ เดินออกจากทำเนียบขาวภายหลังประชุมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันพุธ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคมว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติเสียงข้างมาก 354 ต่อ 60 เสียงเมื่อวันพุธ ผ่านญัตติประณามการตัดสินใจของทรัมป์ ที่สั่งถอนทหารอเมริกันออกจากชายแดนทางเหนือของซีเรีย โดยมี ส.ส.รีพับลิกัน 129 คนร่วมลงมติเห็นชอบด้วย ญัตติของสภาล่างสหรัฐยังเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกีหยุดปฏิบัติการทางทหารต่อกองกำลังชาวเคิร์ดในซีเรียทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน มีสัญญาณบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลงระหว่างทรัมป์กับสภาคองเกรส ซึ่งกำลังไต่สวนเพื่อเดินหน้ากระบวนการถอดถอนเขา เมื่อ ส.ส.แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต และชัค ชูเมอร์ แกนนำ ส.ว.เดโมแครตเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา วอล์กเอาต์จากการประชุมกับทรัมป์ในทำเนียบขาวที่มีการโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชูเมอร์กล่าวว่า ทรัมป์เรียกเพโลซีว่าเป็นนักการเมืองชั้นสาม ส่วนเพโลซีบอกว่าทรัมป์สติแตก ขณะที่ทรัมป์ใช้ทวิตเตอร์เป็นช่องทางระบายอารมณ์ โดยกล่าวหาเพโลซีเช่นกันว่า สติแตกและต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน ทรัมป์นำภาพเพโลซียืนชี้หน้าเขากลางวงประชุมมาลงในทวิตเตอร์ด้วย แต่ภาพนั้นกลับเป็นภาพที่เดโมแครตยกย่องว่าเธอยืนหยัดต่อสู้กับทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ทรัมป์ปฏิเสธอีกครั้งว่า เขาไม่ได้ &amp;quot;ไฟเขียว&amp;quot; ให้แอร์โดอันเปิดปฏิบัติการโจมตีเคิร์ด หลังจากทั้งคู่คุยโทรศัพท์กันก่อนหน้าที่ทรัมป์จะถอนทหารอย่างปุบปับ แต่ทรัมป์บอกว่าเขาไม่ประหลาดใจ เพราะแอร์โดอันอยากทำแบบนี้มานานแล้ว และวางกำลังทหารประชิดชายแดนซีเรียมาช้านาน &amp;quot; ผมเขียนจดหมายทันทีหลังการสนทนา เป็นจดหมายที่ทรงพลังมาก&amp;quot; ทรัมป์คุย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในจดหมายที่ส่งถึงแอร์โดอัน ลงวันที่ 9 ตุลาคม วันเดียวกับที่ตุรกีเปิดฉากรุกข้ามแดนซีเรีย ทรัมป์เตือนผู้นำตุรกีว่า คงไม่อยากรับผิดชอบกับการเข่นฆ่าประชาชนนับพันนับหมื่นคน และเรียกร้องแอร์โดอันว่าอย่าได้ทำตัวเป็นคนโหดหรือคนโง่ อย่างไรก็ดี บีบีซีรายงานอ้างแหล่งข่าวในทำเนียบประธานาธิบดีตุรกีว่า แอร์โดอันไม่แยแสจดหมายนี้และโยนทิ้งลงถังขยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์บอกกับนักข่าวด้วยว่า เขามองว่าสถานการณ์ชายแดนตุรกีกับซีเรียนั้นเป็นความยอดเยี่ยมทางยุทธศาสตร์สำหรับสหรัฐ ทหารอเมริกันไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว ทหารของเราปลอดภัย ตุรกีและซีเรียต้องจัดการปัญหากันเอง ที่นั่นไม่ใช่ชายแดนของสหรัฐ และไม่ควรเอาชีวิตทหารอเมริกันไปทิ้งที่นั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังดูแคลนความวิตกเรื่องการหลบหนีของนักโทษรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่เคิร์ดควบคุมตัวไว้ว่า เรื่องพวกนี้เป็นความพยายามดึงให้สหรัฐกลับไปที่นั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจารณ์หลายคนเตือนว่า หากนักโทษไอเอสหลบหนีได้จะเปิดโอกาสให้ไอเอสตั้งกลุ่มใหม่อีกครั้ง หลังจากโดนกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (เอสดีเอฟ) ที่เคิร์ดเป็นผู้นำ และกองกำลังผสมนานาชาติที่สหรัฐเป็นผู้นำ พิชิตได้เมื่อต้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตุรกีโทษว่า กองกำลังเคิร์ดวายพีจีที่เป็นผู้นำเอสดีเอฟ เป็นพวกเดียวกับพรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน (พีเคเค) ที่ตุรกีถือว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายและก่อความไม่สงบอย่างนองเลือดในตุรกีมานับแต่ปี 2527&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ถูกตำหนิ แม้แต่โดยพันธมิตรร่วมพรรครีพับลิกัน ว่าทอดทิ้งสหายร่วมรบเหล่านี้ แต่เขายังคงไม่ใส่ใจ เมื่อวันพุธ ทรัมป์ดูถูกนักรบเคิร์ดว่า &amp;quot;ไม่ใช่เทวดา&amp;quot; พวกเขารู้วิธีต่อสู้ ส่วนพีเคเคซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเคิร์ดนั้น &amp;quot;อาจจะ&amp;quot; เป็นภัยก่อการร้ายที่คุกคามยิ่งกว่าไอเอส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48277</URL_LINK>
                <HASHTAG>คองเกรส, ซีเรีย, ตุรกี, ถอนทหาร, ประณามทรัมป์, เคิร์ด, เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191017/image_big_5da8788711e85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อ&#039;ป๋าเปรม&#039; บุกโซเวียต เวียดนามจึงถอนทหารพ้นเขมร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่สหภาพโซเวียตเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนเวียดนามทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร โดยแลกเปลี่ยนกับการใช้ฐานทัพเวียดนามที่อ่าวคัมรานห์และดานัง ทำให้แสนยานุภาพของสหภาพโซเวียตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1980 สหภาพโซเวียตสามารถแสดงแสนยานุภาพจากฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศที่คัมรานห์และดานังของเวียดนาม เรือดำน้ำและเรือรบของสหภาพโซเวียตได้มาแวะจอดที่เมืองท่าและฐานทัพดังกล่าว เครื่องบินสอดแนม TU-95 หลายเครื่องได้บินจากฐานทัพโซเวียตที่วลาดิวอสตอกมาประจำที่ดานังและปฏิบัติการในภูมิภาคนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหภาพโซเวียตยังมาแวะจอดเติมน้ำมันที่ฐานทัพดังกล่าวด้วย &amp;nbsp;ฐานทัพของเวียดนามได้กลายเป็นฐานของกองกำลังภาคพื้นแปซิฟิกของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นการคุกคามความมั่นคงของประเทศไทย กลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกไกลรวมทั้งญี่ปุ่นด้วย ดังที่ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา ได้ชี้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคอาเซียนมีความวิตกกังวลเป็นอย่างมากกับการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างสหภาพโซเวียตกับเวียดนาม รวมทั้งผลที่ตามมาซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของอาเซียน การที่กองเรือภาคพื้นแปซิฟิกของสหภาพโซเวียตเข้ามาอยู่บริเวณน่านน้ำเอเชียอาคเนย์ โดยการอำนวยความสะดวกของเวียดนามนั้น ย่อมเป็นไปได้ที่สหภาพโซเวียตจะทำการขู่คุกคามและใช้กำลังต่อประเทศในภูมิภาคนี้ &amp;nbsp;พฤติกรรมการชอบใช้กำลังของสหภาพโซเวียตได้แสดงให้เห็นจากการรุกรานอัฟกานิสถานและการทำลายเครื่องบินของสายการบินเกาหลีที่มีผู้โดยสารชาวไทยอยู่ด้วยมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 (พ.ศ.2535) ซึ่ง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นช่วงที่สหภาพโซเวียตได้เข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยผ่านรัฐอินโดจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหภาพโซเวียตได้เสื่อมทรามลงอย่างมาก โดยนอกจากสหภาพโซเวียตจะคุกคามความมั่นคงของไทยด้วยการให้การสนับสนุนเวียดนามในการรุกรานกัมพูชาดังกล่าวมาแล้ว สหภาพโซเวียตมีพฤติกรรมซึ่งเป็นการคุกคามต่อไทยโดยตรงหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ.1980 ซึ่งเป็นช่วงที่พลเอกเปรมเดินทางกลับจากการเยือนจีนได้ไม่นาน กองเรือรบโซเวียตจำนวน 4 ลำ กอปรด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน Minsk เรือลาดตระเวน Epetropavlofsk เรือฟริเกต Letuchky และเรือหาข่าว Ddeflextor ได้แล่นเข้ามาในเขตน่านน้ำไทยในบริเวณที่ห่างจากระยองและสัตหีบไม่ถึง 100 ไมล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งตามรายงานของกรมประมง กองเรือรบดังกล่าวได้มุ่งหน้าเดินทางไปทางเกาะกระในภาคใต้ของไทย และขณะที่เดินทางไปนั้นมีเครื่องบินขึ้นลงตลอดเวลา โดยสหภาพโซเวียตมิได้แจ้งจุดประสงค์ที่กองเรือรบของตนปรากฏขึ้นใกล้น่านน้ำไทยแต่อย่างใด รัฐบาลไทยได้มีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้โดย &amp;nbsp;พล.อ.อ.สิทธิได้มีบัญชาให้อธิบดีกรมการเมืองเชิญเอกอัครราชทูตโซเวียตประจำประเทศไทยมาพบ เพื่อสอบถามถึงวัตถุประสงค์ของกองเรือดังกล่าว และแจ้งให้สหภาพโซเวียตทราบถึงความวิตกกังวลของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ และว่าในโอกาสต่อไปหากกองเรือโซเวียตจะแล่นเข้ามาใกล้น่านน้ำไทยอีก ขอให้แจ้งแก่รัฐบาลไทยทราบอย่างเป็นทางการล่วงหน้าด้วย นอกจากจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาในหมู่สื่อมวลชนในกรุงเทพฯ อย่างกว้างขวางแล้ว เหตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดความวิตกแก่ผู้นำไทยโดยทั่วไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนันต์ บูรณวนิช เลขานุการคณะกรรมาธิการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงแก่ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า &amp;quot;ถ้ามาอย่างนี้จริงมันก็ไม่ปลอดภัยนักกับความมั่นคงของประเทศในความเห็นของผม ผมในฐานะเป็นกรรมาธิการต่างประเทศก็จะเรียกประชุมคณะกรรมาธิการภายใน 3 วัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการแทรกแซงของสหภาพโซเวียตโดยการจารกรรม เช่น กรณีการจับกุมนายวิคเตอร์ บารี่เซม ซึ่งแฝงเข้ามาทำจารกรรมโดยการให้ตำแหน่งหน้าที่การทูตเมื่อ ค.ศ.1983 ซึ่งกรณีเหล่านี้ล้วนเป็นการตอกย้ำความเชื่อและทัศนะของผู้นำไทยเกี่ยวกับการคุกคามของสหภาพโซเวียตทั้งสิ้น &amp;nbsp;ทั้งนี้จากการศึกษาความคิดของชนชั้นนำไทยกลุ่มต่างๆ เกี่ยวกับภัยคุกคามที่มีต่อความมั่นคงแห่งชาติของไทย โดย ศ.ดร.กระมล ทองธรรมชาติ และคณะ พบว่าชนชั้นนำไทยมองสหภาพโซเวียตว่าเป็นแหล่งภัยคุกคามสูงสุดในระดับเดียวกับเวียดนาม โดยสหภาพโซเวียตเป็นภัยในรูปแบบการสนับสนุนให้อีกประเทศหนึ่งทำการรุกราน จากการสัมภาษณ์ผู้กำหนดนโยบายของไทยจำนวนหนึ่งในปี ค.ศ.1984&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ผศ.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พบว่า ผู้นำไทยมีความเชื่อว่าเวียดนามเป็นเพียงตัวแทนของสหภาพโซเวียต ดังนั้น แม้ว่าสามารถเจรจากับเวียดนามได้สำเร็จก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหากัมพูชาได้ &amp;nbsp;ข้อสรุปดังกล่าวสอดคล้องเป็นอย่างดีกับทัศนะของ นาวาตรีประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สงครามในกัมพูชาเป็นสงครามที่เกิดขึ้นจากการที่โซเวียตถือหางสนับสนุนเวียดนาม ด้วยการจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เพื่อใช้ในการยึดครองประเทศกัมพูชา จนทำให้ประเทศของเราต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ....เราเคยเรียกร้องให้สหภาพโซเวียตยุติการสนับสนุนเวียดนาม และเรียกร้องให้สหภาพโซเวียตร่วมมืออย่างจริงใจกับประเทศไทยและอาเซียน...แต่คำเรียกร้องของเราก็ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดี นอกจากการโฆษณาชวนเชื่อที่รังแต่จะก่อให้เกิดความหวาดระแวงแคลงใจและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อโซเวียตในจนทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างไทยกับสหภาพโซเวียตดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่น แต่ก็มีความพยายามจากทั้งสองฝ่ายในการปรับความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านการค้า ได้มีการติดต่อซื้อขายระหว่างภาคเอกชนของไทยกับรัฐบาลสหภาพโซเวียต โดยปรากฏว่ามีนักธุรกิจไทยเดินทางไปยังสหภาพโซเวียตหลายคณะเพื่อหาลู่ทางในการค้าระหว่างกัน อาทิเช่น คณะของนายชาตรี &amp;nbsp;โสภณพนิช ซึ่งเดินทางไปสหภาพโซเวียตเมื่อเดือนกันยายน 1984 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐบาลของไทยก็ได้เดินทางไปเยือนสหภาพโซเวียตในระยะเดียวกัน เช่น คณะของนายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานรัฐสภา เป็นต้น สหภาพโซเวียตได้ทำข้อตกลงซื้อสินค้าจากไทยในช่วงปี ค.ศ.1984-1986 จำนวนหลายฉบับ กระนั้นก็ตาม ปัญหากัมพูชาก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหภาพโซเวียต เมื่อนายเอ็ดดูอาร์ด เชวาร์ดนัดเซ (Eduard &amp;nbsp;Shevardnadze) รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพโซเวียต แวะเยือนประเทศไทยระหว่างการเยือนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ.1987 (พ.ศ.2530) เขาได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าว ณ กระทรวงการต่างประเทศ ว่าเขามิได้นำข้อตกลงใหม่ๆ เกี่ยวกับการแก้ปัญหากัมพูชามาหารือแต่อย่างใด เพียงแต่ได้มีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในปัญหานี้กับ พล.อ.อ.สิทธิเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พล.อ.อ.สิทธิได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเยือนสหภาพโซเวียตในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1987 ว่าจะยกประเด็นปัญหากัมพูชาเจรจากับผู้นำโซเวียต แม้จะยอมรับว่าสหภาพโซเวียตคงไม่ยุติการให้ความช่วยเหลือแก่เวียดนามและไม่ได้คาดหวังว่าสหภาพโซเวียตจะช่วยแก้ไขปัญหากัมพูชา &amp;nbsp;เนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของสหภาพโซเวียตในภูมิภาคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของนายเชวาร์ดนัดเซมีนัยสำคัญยิ่งต่อประเด็นปัญหากัมพูชา เนื่องจากได้มีการหารืออย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีการต่างประเทศสหภาพโซเวียตกับผู้นำไทยและผู้นำประเทศภาคีอาเซียน อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้น ทั้งผู้นำไทยและนักวิชาการไทยยังคงมองว่าสหภาพโซเวียตจะไม่ทำการกดดันเวียดนามให้ถอนทหารออกจากกัมพูชาดังปรากฏตามทัศนะของ พล.อ.อ.สิทธิดังกล่าวข้างต้น และดังปรากฏตามทัศนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ซึ่งชี้ว่าแม้การที่นายเชวาร์ดนัดเซหยิบยกปัญหากัมพูชาขึ้นหารืออย่างเป็นทางการกับผู้นำประเทศอาเซียน จะเป็นเหตุผลที่แสดงว่าการกดดันของสหภาพโซเวียตต่อเวียดนามนั้นมีความเป็นไปได้ แต่ความปรารถนาที่จะช่วยคลี่คลายปัญหากัมพูชานั้น มีน้ำหนักน้อยกว่าความต้องการของสหภาพโซเวียตที่จะรักษาเสถียรภาพในความสัมพันธ์กับเวียดนาม และหลีกเลี่ยงการกระทำอันอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ดังกล่าว ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ระดับโลกของสหภาพโซเวียต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จวบจนกระทั่งปีสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.เปรม ที่สหภาพโซเวียตได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อประเด็นปัญหากัมพูชาไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยเมื่อ พล.อ.เปรมเดินทางไปเยือนสหภาพโซเวียตในระหว่างวันที่ 16-22 พฤษภาคม ค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) ผู้นำโซเวียตรับปากกับ พล.อ.เปรมที่จะนำปัญหากัมพูชาไปพูดคุยกับเวียดนาม และเห็นพ้องกับไทยว่าปัญหากัมพูชาจะต้องได้รับการแก้ไขโดยวิถีทางการเมือง ซึ่ง พล.อ.อ.สิทธิได้มองว่า &amp;quot;เป็นการแสดงการเปลี่ยนจากจุดยืนเดิมของสหภาพโซเวียต&amp;quot; อันนับเป็นพัฒนาการในเชิงบวกในความพยายามแก้ปัญหากัมพูชา ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเสร็จสิ้นการเยือนสหภาพโซเวียตแล้ว พล.อ.เปรมและคณะได้ไปเยือนฮังการี โดยในขณะที่คณะของ พล.อ.เปรมอยู่ที่กรุงบูดาเปสต์ ในวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ.1988 นั้น นายกาโรลี โกรสซ์ นายกรัฐมนตรีฮังการีได้แจ้งให้ พล.อ.เปรมทราบว่าเวียดนามได้ประกาศจะถอนทหารจำนวน 50,000 คนออกจากกัมพูชาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลข้างต้นอาจสรุปได้ว่า สภาพแวดล้อมที่เป็นจริงที่สหภาพโซเวียตเข้ามามีบทบาทในปัญหากัมพูชา กับการรับรู้ของผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยนั้นมีความสอดคล้องกันมาก ทั้งนี้ แม้สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตจะได้ปรับความสัมพันธ์กัน และสหภาพโซเวียตมีการปรับเปลี่ยนนโยบายของตนโดยเฉพาะต่อรัฐบริวารในยุโรปตะวันออก แต่ในประเด็นปัญหากัมพูชานี้ สหภาพโซเวียตได้ให้การสนับสนุนเวียดนามตลอดมา โดยแม้ว่าจากปี ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) เป็นต้นมา สหภาพโซเวียตเริ่มจะยอมรับถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหากัมพูชาโดยทางการเมือง แต่ตราบใดที่สหภาพโซเวียตไม่ทำการกดดันต่อเวียดนามโดยตรงแล้ว ปัญหากัมพูชาย่อมไม่ได้รับการแก้ไข โดยเวียดนามจะยังคงกำลังทหารของตนไว้ในกัมพูชา และจนถึงช่วงปีสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.เปรมที่สหภาพโซเวียต &amp;quot;รับที่จะพูดคุยกับเวียดนาม&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวียดนามจึงประกาศถอนทหารออกจากกัมพูชา เช่นเดียวกับที่การสนับสนุนเวียดนามของสหภาพโซเวียตทำให้เวียดนามมีขีดความสามารถในการรุกรานและคงกำลังทหารไว้ในกัมพูชา การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหภาพโซเวียตในช่วงปลายสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเวียดนามโดยตรง ดังจะเห็นได้จากการที่เวียดนามได้ประกาศถอนทหารจำนวน 50,000 &amp;nbsp;คนออกจากกัมพูชาโดยไม่มีเงื่อนไข.
--------------
อ้างอิง: หนังสือชุด ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อรอนงค์ น้อยวงศ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38942</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, กาลครั้งหนึ่ง, คอมมิวนิสต์, ถอนทหาร, ป๋าเปรม, พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์, สหภาพโซเวียต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d09fad464709.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2019 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2019 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การทูตระดับโลก&#039;ป๋า&#039;บุกถ้ำเสือเยือนโซเวียตให้เวียดนามถอนทหารพ้นเขมร เฮลั่นได้ข่าวดีที่&#039;บูดาเปสต์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ให้การต้อนรับ นายเอ็ดดูอาร์ด เชวาร์ดนัดเซ รมว.ต่างประเทศสหภาพโซเวียต เยือนไทยเมื่อปี 2530&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.62- ช่วงปี 2523 ที่พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นช่วงที่สภาพโซเวียตเข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผ่านอินโดจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน &amp;nbsp;ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโซเวียตเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;นอกจากสนับสนุนเวียดนามรุกรานกัมพูชาแล้ว ยังมีพฤติกรรมคุกคามไทยโดยตรงหลายครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นวันที่ 30 ตุลาคมปี 1980 หลังจากพล.อ.เปรมเดินทางกลับจากการเยือนจีนได้ไม่นาน กองเรือรบโซเวียต 4 ลำ มีเรือบรรทุกเครื่องบิน Minsk เป็นหลักแล่นเข้ามาในเขตน่านน้ำไทยในบริเวณที่ห่างจากระยองและสัตหีบไม่ถึง 100 ไมล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามรายงานของกรมประมง ระบุว่ากองเรือรบดังกล่าวได้มุ่งหน้าลงไปยังเกาะทางภาคใต้ของไทย ขณะเดินทางมีเครื่องบินบินขึ้นลงตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จวบจนกระทั่งปีสุดท้ายของรัฐบาลพล.อ.เปรม โซเวียตได้เปลี่ยนนโยบายกัมพูชา เมื่อพล.อ.เปรมเดินทางไปเยือนสหภาพโซเวียตระหว่างวันที่ 16-22 พฤษภาคม 1988 &amp;nbsp;ผู้นำโซเวียตรับปากกับพล.อ.เปรม ที่จะนำปัญหากัมพูชาไปพูดคุยกับเวียดนาม และเห็นพ้องกับไทยว่าปัญหากัมพูชาจะต้องได้รับการแก้ไขโดยวิถีทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเสร็จสิ้นการเยือนสหภาพโซเวียตแล้ว พล.อ.เปรมและคณะได้ไปเยือนฮังการี โดยขณะที่คณะของพล.อ.เปรมอยู่ที่กรุงบูดาเปสต์ ในวันที่ 25 พฤษภาคม 1988 นายกาโรลี โกรสซ์ นายกรัฐมนตรีฮังการี ได้แจ้งพล.อ.เปรมว่าเวียดนามได้ประกาศจะถอนทหารจำนวน 5 หมื่นนายออกจากกัมพูชา โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น.
------------
ขอบคุณข้อมูล:หนังสือชุด ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,อรอนงค์ น้อยวงศ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36988</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, คอมมิวนิสต์, ถอนทหาร, ป๋าเปรม, พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์, สหภาพโซเวียต, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190528/image_big_5cec8e29f03e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2019 21:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2019 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐคงทหาร 200 นายในซีเรียหลังถอนทัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่ากองทัพสหรัฐจะคงทหารไว้ในซีเรียต่อไปอีกประมาณ 200 นายเพื่อปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพ หลังจากกองทัพถอนทหาร 2,000 นายออกจากซีเรียตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปลายเดือนเมษายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยานหุ้มเกราะของกองกำลังผสมที่สหรัฐหนุนหลังออกปฏิบัติการกวาดล้างไอเอสที่จังหวัดดาอีร์เอซซอร์ในภาคตะวันออกของซีเรีย เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 อ้างคำแถลงของซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาวว่า กองทัพสหรัฐจะยังคงทิ้งทหารกลุ่มเล็กๆ ไว้ในซีเรียประมาณ 200 นายเพื่อปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่เธอไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศของสหรัฐนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วว่า สหรัฐจะถอนทหารอเมริกัน 2,000 นายออกจากซีเรีย เนื่องจากกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) พ่ายแพ้แล้ว ถึงแม้ว่าสถานการณ์จริงในพื้นที่ยังคงเหลือนักรบญิฮาดไอเอสอีกหลายพันคน และการสู้รบเพื่อรักษาดินแดนแห่งสุดท้ายในซีเรียยังดำเนินอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจของทรัมป์ที่จะถอนทหารออกจากซีเรียภายในวันที่ 30 เมษายน ทำให้สหรัฐโดนวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งจากชาติพันธมิตร หรือแม้แต่สมาชิกในพรรครีพับลิกันเอง นักวิจารณ์กล่าวเตือนถึงสภาพการณ์ที่อาจเกิดขึ้นภายหลังสหรัฐถอนทหารจำนวนมากอย่างปุบปับ ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ที่ตุรกีจะโจมตีกองกำลังชาวเคิร์ดที่สหรัฐหนุนหลัง และการฟื้นคืนชีพของไอเอส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การคงกำลังทหารสหรัฐกลุ่มเล็กๆ ไว้ในซีเรียต่อไปเพื่อรักษาสันติภาพอาจเพื่อกรุยทางให้ชาติพันธมิตรของสหรัฐในยุโรปจัดกำลังทหารเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ในแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แพทริก ชานาแฮน รักษาการรัฐมนตรีกลาโหม เดินทางเยือนยุโรปเพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมให้ชาติพันธมิตรคงกำลังทหารไว้ในซีเรียต่อไปหลังจากสหรัฐถอนกำลัง แต่เขายังต้องดิ้นรนหาเหตุผลมาชักจูงว่าเหตุใดประเทศเหล่านั้นจึงต้องเอากองทัพของตนเข้ามาเสี่ยงในเมื่อสหรัฐถอนทหารกลับไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบขาวเผยด้วยว่า ทรัมป์เพิ่งโทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ทั้งคู่หารือกันเรื่องซีเรีย และต่างเห็นพ้องกันว่าจะประสานความร่วมมือกันต่อไปเพื่อจัดตั้ง &amp;quot;เขตปลอดภัย&amp;quot; ในซีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพประชาธิปไตยซีเรีย (เอสดีเอฟ) กองกำลังติดอาวุธภายใต้การนำของกลุ่มเคิร์ดที่สหรัฐหนุนหลัง กำลังพยายามยึดที่มั่นสุดท้ายของไอเอส ซึ่งขณะนี้เหลือพื้นที่ราวครึ่งตารางกิโลเมตรในหมู่บ้านบากูซ เทียบกับสมัยรุ่งเรืองที่คอลิฟะห์ของพวกนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่เท่าเกาะอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอสดีเอฟกำลังเร่งอพยพพลเรือนออกจากพื้นที่นั้น เพื่อกวาดล้างพวกไอเอสเดนตายผ่านการรบขั้นแตกหัก หรือไม่ก็ทำข้อตกลงยอมจำนน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29725</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงทหาร 200 นาย, ซีเรีย, ถอนทหาร, รักษาสันติภาพ, สหรัฐ, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190222/image_big_5c6fff6909678.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพสหรัฐเริ่มถอนทหารออกจากซีเรีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กองทัพสหรัฐเริ่มถอนทหารอเมริกันในกองกำลังผสมต่อต้านไอเอสที่ซีเรียออกจากฐานทัพในจังหวัดฮาซากะห์แล้วเมื่อวันศุกร์ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน เพียงไม่ถึง 1 เดือนนับจากคำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 30 ธันวาคม 2561 รถของกองทัพสหรัฐแล่นอยู่ในเมืองมันบิจทางเหนือของซีเรีย / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานอ้างคำแถลงของพันเอกฌอน ไรอัน โฆษกของกองกำลังผสมนานาชาติต่อต้านกลุ่มรัฐอิสลามในซีเรีย (ซีจีทีเอฟ-โอไออาร์&amp;quot; เมื่อวันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2562 ว่า กองกำลังผสมซึ่งทำการสู้รบกับนักรบญิฮาดไอเอสมาตั้งแต่ปี 2557 ได้เริ่มกระบวนการถอนทหารออกจากซีเรียแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลายาวนานเท่าใด และโฆษกผู้นี้ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลา, สถานที่ หรือความเคลื่อนไหวของทหาร เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยของยุทธการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่า รามี อับเดล เราะห์มาน ผู้อำนวยการองค์กรสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนแห่งซีเรีย ซึ่งมีที่ตั้งองค์กรอยู่ในอังกฤษ กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าทหารอเมริกันบางส่วนในกองกำลังผสม เริ่มถอนกำลังออกจากฐานบินเมลันในจังหวัดฮาซากะห์ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย แล้ว ซึ่งถือเป็นการถอนกำลังทหารอเมริกันครั้งแรกนับแต่คำประกาศถอนทหารของประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองกำลังผสมที่สหรัฐเป็นผู้นำ มีฐานหลายแห่งตั้งอยู่ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย ไม่นับรวมในอิรัก เพื่อนบ้านของซีเรียที่ทรัมป์ระบุว่าจะยังคงกำลังทหารที่นั่นไว้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐในกรุงวอชิงตันรายหนึ่งยืนยันกับเอเอฟพีก่อนหน้านี้ด้วยว่า สหรัฐกำลังเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ออกจากซีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองกำลังผสมซึ่งมีทหารจากหลายชาติ รวมถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ จัดตั้งขึ้นเมื่อกลางปี 2557 เพื่อต่อต้านการขยายดินแดนของไอเอสในซีเรียและอิรักภายหลังการประกาศสถาปนารัฐคอลิฟะห์ แต่เมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่า นักรบญิฮาดไอเอสโดนโค่นพ่ายแพ้แล้ว ฉะนั้นทหารอเมริกันจึงกลับบ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องบินรบและหน่วยรบพิเศษมีบทบาทสำคัญในขับไล่และยึดคืนดินแดนจากไอเอส ในขณะนี้กองกำลังพันธมิตร กองทัพประชาธิปไตยซีเรีย ที่มีนักรบเคิร์ดเป็นผู้นำ ทำหน้าที่ขับไล่พวกไอเอสที่แตกฉานซ่านเซ็นออกจากดินแดนสุดท้ายของพวกนี้ในฮุบเขาแม่น้ำยูเฟรตีส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเริ่มถอนทหารนี้เกิดในช่วงเวลาเดียวกับที่ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เยือนตะวันออกกลาง และเมื่อวันพฤหัสบดี รัฐมนตรีผู้นี้ยืนกรานที่อียิปต์ว่า การถอนทหารจะเกิดขึ้นตามที่ประกาศไว้ ถึงแม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อต้นสัปดาห์ จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ได้เปิดเผยเงื่อนไขของการถอนทหารอเมริกันออกจากซีเรียไว้ ซึ่งรวมถึงการทำลายไอเอสในซีเรีย และการรับประกันความปลอดภัยของพันธมิตรชาวเคิร์ดที่ร่วมในการปฏิบัติการปราบปรามไอเอส ซึ่งเสี่ยงต่อการโดนตุรกีเปิดปฏิบัติการรุกโจมตี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำกล่าวของโบลตันถูกมองโดยทั่วไปว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีจากคำประกาศของทรัมป์ ขณะที่ตุรกีกล่าวว่า เงื่อนไขเหล่านี้ &amp;quot;ไม่อาจยอมรับได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การต่อสู้กับนักรบญิฮาดเดนตายเหล่านี้ในพื้นที่ห่างไกลตามแนวชายแดนอิรัก-ซีเรีย และการตามล่าอาบู บากัร อัลบักห์ดาดี ผู้นำสูงสุดของไอเอสนั้น อาจยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนกรณีของนักรบชาวเคิร์ดที่เคยเป็นแนวหน้าของการสู้รบภาคพื้นดินกับพวกไอเอส การถอนทหารของสหรัฐจะเปิดโอกาสให้ตุรกีเปิดฉากรุกโจมตีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองกำลังชาวเคิร์ด หน่วยพิทักษ์ประชาชน (วายพีจี) ในซีเรีย แตกแขนงมาจากพรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน (พีเคเค) ที่ก่อความไม่สงบต่อต้านรัฐบาลตุรกีมาตั้งแต่ปี 2527 ตุรกีถือว่าวายพีจีเป็นองค์กรก่อการร้ายและมักขู่จะบุกเข้าซีเรียเพื่อสร้างเขตกันชนตลอดแนวชายแดน แนวโน้มของการถูกสหรัฐทอดทิ้งทำให้วายพีจีเริ่มพยายามสานสัมพันธ์กับรัฐบาลซีเรียและรัสเซีย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26340</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองกำลังผสมต่อต้านไอเอส, กองทัพสหรัฐ, ซีเรีย, ถอนทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c38a2413eee5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
