<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24899</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2018 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2018 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ลูกปลาทูที่หายไป...ในอ่าวไทย&#039;  สะท้อนสภาพสุดวิกฤติ!!! ขณะที่ &#039;อีอีซี&#039; จ่อซ้ำเติม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;cr: wikipedia.org&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นาทีนี้อ่าวไทยกำลังบูมสุดขีด รัฐบาลดันเมกะโปรเจ็กต์มากมายพัฒนาชายฝั่งทะเลอ่าวไทย เพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี มีท่าเรือมาบตาพุดระยะ 3 เพื่อรองรับสินค้าและสร้างคลังสินค้าขนาดใหญ่ จะถมทะเล ขุดลอกร่องน้ำ มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในอีอีซี อัดงบเป็นล้านล้านบาท หวังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายรัฐละเลยที่จะมองขีดความสามารถในการรองรับมลพิษของอ่าวไทย ซ้ำเติมปัญหาทรัพยากรในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เลวร้าย โดยเฉพาะระบบนิเวศอ่าวไทยตอนในหรืออ่าวรูป ตัว ก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากสถานการณ์อ่าวไทยปัจจุบัน คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับสมาคมนิสิตเก่าแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มก. และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดเสวนาวิชาการ &amp;quot;วิกฤตอ่าวไทย รวมใจแก้ไข...มุ่งไป SDGs&amp;quot; ขึ้นเมื่อวันก่อน ที่ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 มก. ตีแผ่ปัญหาความเสื่อมโทรมของอ่าวไทยและการหาทางออกใหม่จัดการสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พล.อ.เอกชัย จันทร์ศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ กล่าวว่า จากปัญหาการระบายมลพิษลงสู่อ่าวไทยที่ไม่สามารถควบคุมได้มาเป็นเวลานานเกินกว่าทะเลไทยจะรับได้ รวมถึงการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างขาดการควบคุมที่ทั่วถึง ส่งผลให้ทรัพยากรชีวภาพของอ่าวไทยเข้าสู่สภาวะวิกฤติ เกิดปัญหาความขัดแย้งมากมาย นอกจากนี้นโยบายในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ที่รัฐบาลหวังกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนภาคตะวันออกได้เริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นแหล่งอุตสาหกรรม ฉะนั้น การรับมือสถานการณ์วิกฤติของคุณภาพน้ำทะเลในอ่าวไทยของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาด ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ปัจจุบันยังขาดการบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; คนไทย 1 คนผลิตขยะ 1.4 กิโลกรัมต่อวัน ไทยมีขยะ 27 ล้านตันต่อปี จัดการถูกต้องเพียง 43%&amp;nbsp; อีก 31% นำกลับมาใช้ ขยะที่เหลือบำบัดไม่ถูกต้องกว่า 7 ล้านตันต่อปี ขณะที่อ่าวไทยตัว ก มี 24&amp;nbsp; จังหวัดชายฝั่ง สร้างปริมาณขยะ 11.5 ล้านตันต่อปี กำจัดถูกต้องแค่ 60% นำไปใช้ประโยชน์ 26% ที่เหลือราว 1.5 ล้านตันลงทะเล ขยะเหล่านี้มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเล แล้วยังมีแพขยะ ซึ่งยูเอ็นยกให้เป็นปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือระดับประเทศแก้ไข ปัญหาไมโครพลาสติกในทะเล ที่องค์การอนามัยโลกกำลังเพ่งเล็งเพราะกระทบต่อสุขภาวะประชาชน&amp;quot; พล.อ.เอกชัยชี้ถึงปัญหามลพิษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ช่วย รมว.ทส.กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมี พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี 2558 เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลทะเล ชายฝั่ง ปะการัง สัตว์ทะเล พื้นที่ชุ่มน้ำ&amp;nbsp; ทช.เองมีมาตรการจัดการขยะในทะเล เน้นเก็บขยะทะเลที่ตกค้าง กรณีอ่าวไทยนั้นลำน้ำและคลองที่เชื่อมต่อทะเลต้องติดตั้งทุ่นลอยดักขยะบริเวณปากแม่น้ำและคลองสำคัญ โดยทำงานร่วมกับท้องถิ่น อีกทั้งสำรวจ ประเมินขยะทะเล ผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ทะเลหายากและไมโครพลาสติก ซึ่งการจัดการวิกฤติขยะและมลพิษทะเลไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในแผนปฏิรูประเทศด้านทรัพยากรแห่งชาติจะขับเคลื่อนแก้วิกฤติอ่าวไทยด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;มลพิษที่ระบายลงอ่าวไทยกระทบต่อสัตว์น้ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเจาะลึกถึงสถานการณ์ปัญหาอ่าวไทยรูปตัว ก.แล้ว รศ.ดร.เชษฐพงษ์ เมฆสัมพันธ์ คณบดีคณะประมง ให้ข้อมูลว่า พื้นที่อ่าวไทยตัว ก ไม่ได้กว้างและมีระดับความลึกเพียงพอรองรับมลภาวะ เฉลี่ยลึกไม่ถึง 40 เมตร และมีกระแสน้ำหมุนไปมา ฤดูฝนและฤดูหนาวหมุนคนละทาง แต่น้ำไม่ได้ออกไปไหน&amp;nbsp; งานวิจัยที่ทำสะท้อนการเปลี่ยนแปลงน่าเป็นห่วงกว่า 20 ปีที่มลพิษสะสม จากการลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม 2560-2561 เทียบกับสถานีสำรวจของกรมประมง พื้นที่สำรวจตามช่วงฤดูกาลจำนวน 101 สถานี ในปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปากแม่น้ำบางปะกง ปากแม่น้ำท่าจีน ปากแม่น้ำแม่กลอง มีนักวิจัยร่วมมากกว่า 50 ชีวิต ผลสำรวจคุณภาพน้ำพบว่าตั้งแต่บางปะกงน้ำเปลี่ยนสีไป จากการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนพืช และมีปัญหาทรัพยากรในพื้นที่ปากแม่น้ำ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สีน้ำเปลี่ยน น้ำเขียวปี๋ บางจุดสีน้ำตาลปนดำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังพบผิวน้ำมีออกซิเจนสูง แต่เมื่อลงไปก้นอ่าวเหลือออกซิเจนเบาบางมาก สัตว์น้ำอาศัยอยู่ไม่ได้ ตายราบเป็นหน้ากอง อีกทั้งพบสารอินทรีย์ในดินมากขึ้น 35% แอมโมเนียมสูงขึ้น 30%&amp;nbsp; และแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขอใช้คำว่า &amp;quot;เน่า&amp;quot; เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งปีจากการสำรวจ ส่งผลกระทบต่อสัตว์หน้าดินและคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เราพบแพลงก์ตอนมีพิษปรากกตัว เริ่มมีสัญญาณเตือนและนักวิชาการกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp; น้ำจืดไหลลงอ่าวตัว ก มากเท่าไหร่ยิ่งนำพามลภาวะมา วัดก๊าซไข่เน่ากลางอ่าวไทยก็เริ่มแย่แล้ว อีกทั้งพบซากสิ่งมีชีวิตที่ตายเพราะคุณภาพดินเสื่อมโทรม ยังไม่นับปัญหาการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ ผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ คุณภาพน้ำแย่ลงทุกวัน ส่งผลให้เกิดวิกฤติสัตว์น้ำรุนแรง กรณีตัวอย่างมีพัทยา สัตหีบ อ่าวอุดม น้ำเขียวปี๋ พบปลาตายเกลื่อนหาด&amp;quot; รศ.ดร.เชษฐพงษ์ส่งสัญญาณดังๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทีมนักวิจัยคณะประมง มก.สำรวจสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมอ่าวไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากพูดถึงสถานการณ์สัตว์น้ำ คณบดีคณะประมงเผยว่า เมื่อปี&amp;nbsp; 57 มีมาตรการปิดอ่าวไทยตัว ก&amp;nbsp; ฟื้นทรัพยากรทางทะเล ปี 58 เปิดมาประมงจับปลาทูได้ 3 หมื่นตัว แต่ปีถัดมาจับได้ลดลงต่อเนื่อง และเริ่มหายไปจากระบบนิเวศเพราะถูกรบกวนอย่างหนัก อัตราการจับปลาทูปลาลังเพิ่งเงยคอขึ้นมาได้เล็กน้อยปี 60 และปลายปี 61 หากไม่มีมาตรการจัดการคนรุ่นหลังจะไม่ได้กินปลาทู เหลือแต่ปลาแมว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;อ่าวไทยรูปตัว ก หาลูกปลาทูไม่พบแม้แต่ตัวเดียว ไม่พบการกระจายของปลาวัยอ่อน แต่มีประชากรเสริมจากเขมร น่าเป็นห่วง ประเด็นเร่งด่วนทางด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ต้องเสริมสร้างองค์ความรู้ วางแผนร่วมกัน และเกิดการทุ่มเทจากทุกภาคส่วนช่วยกันเพื่อให้ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ผ่านมาโทษกันไปมาใครปล่อยมลพิษ แต่จากงานวิจัยชี้ชัดเจน สิ่งที่ไหลลงอ่าวไทยมาจากทุกทิศตั้งแต่เชียงใหม่&amp;nbsp; เชียงราย นครนายก ปราจีนบุรี ทางออกเพื่อจัดการ ทุกพื้นที่ต้องมาคุยกัน วันนี้ต้องยอมรับกำลังจากภาครัฐไม่เพียงพอ ต้องใช้บทบาทของชุมชนและการจัดการในท้องถิ่นดูแลสิ่งแวดล้อมอ่าวไทย รวมถึงทะเลไทย&amp;quot; รศ.ดร.เชษฐพงษ์กล่าวย้ำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาที่กระทบอ่าวไทยมากที่สุด ดร.อุกฤต สตภูมินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ทช.กล่าวว่า อ่าวไทยมีระบบนิเวศปากแม่น้ำสำคัญ&amp;nbsp; อดีตพัดพาตะกอนที่เป็นประโยชน์ แต่ปัจจุบันมีสารเคมีและน้ำเสียไหลลงมาสะสมและทับถมในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อนิเวศอ่าวไทย การเติบโตพัฒนาเมืองส่งผลการรุกล้ำพื้นที่ป่าชายเลน ก็พยายามทวงคืนกลับมาในรูปแบบป่าชุมชน ส่วนที่เสื่อมโทรมก็เร่งฟื้นฟู ซึ่งป่าชายเลนดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าป่าบกถึง 3 เท่า ส่วนสถานะคุณภาพน้ำอ่าวไทย ไม่เฉพาะอ่าวไทยตอนบนรูปตัว ก ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยอมรับมีสถานการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี อดีตมาเฉพาะหน้าน้ำ แต่ปัจจุบันมาตลอด ไม่ใช่สภาพปัญหาของทุกพื้นที่ แต่ชลบุรีพบน้ำเปลี่ยนสี 16 ครั้ง เป็นตัวบ่งชี้ให้ตระหนักถึงปัญหาจะฟื้นความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอ่าวไทยอย่างไร ทั้งนี้จิตสำนึกรับผิดชอบสำคัญและต้องแก้ที่ต้นเหตุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;.&amp;quot;น้ำเปลี่ยนสี&amp;quot; ปรากฏการณ์ที่เกิดถี่ สัญญาณอันตรายสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ประลอง ดำรงไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า อ่าวไทยรูปตัว ก เข้าข่ายวิกฤติเพราะผิดปกติจากเดิม มีแหล่งกำเนิดมาจากแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่กลอง บางปะกง ซึ่งคุณภาพน้ำพอใช้ แต่ท่าจีนและเจ้าพระยาเสื่อมโทรม ขณะที่คูคลอง 95 แห่งในกรุงเทพฯ เสื่อมโทรมหมด โรงงานเห็นแก่ตัวปล่อยน้ำเสีย บางที่ยอมเสียค่าปรับ ชุมชนไม่มีระบบจัดการน้ำเสียเบื้องต้น ไม่พูดถึงขยะที่กำจัดไม่ได้และไหลลงทะเลฝั่งอ่าวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ปัญหาน้ำเสียระบายลงอ่าวไทย ลักลอบทิ้งน้ำมัน มีทั้งอุบัติเหตุและจงใจ ทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม วิกฤติ คพ.ไปตรวจสถานประกอบการเมืองพัทยาก็พบระบายน้ำทิ้งเกินมาตรฐานร้อยละ 23 ก็ได้อบรมแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม แนะนำให้ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย พัทยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อต้องแก้ปัญหาให้ยั่งยืน และจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในอ่าวไทยและอันดามัน เช่น&amp;nbsp; เกาะสมุย, อ่าวนาง นอกจากนี้ คพ.ทำเอ็มโอยูกับ 9 หน่วยงานสร้างฐานข้อมูลน้ำมันดิบและคราบน้ำมัน&amp;nbsp; ป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล เป็นอีกมาตรการรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ต้องรณรงค์ลดถุงพลาสติกต่อเนื่อง เป็นปัญหาหนัก ปัจจุบันมีคนเสียชีวิตกว่า 8 ล้านคนจากมลพิษ ตัวเลขนี้ต้องลดให้ได้ ส่วนเรื่องป้องกันน้ำเสียลงอ่าวไทยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อควบคุมผู้ก่อมลพิษ&amp;quot; ประลองกล่าวทิ้งท้าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;สถานการณ์ทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยเสื่อมโทรม สัตว์น้ำตายเกลื่อนชายหาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักอนุรักษ์ร่วมเวทีเสวนาอย่าง แน่งน้อย ยศสุนทร ครูสอนดำน้ำและผู้ก่อตั้งกลุ่ม Save Our Sea&amp;nbsp; กล่าวว่า อ่าวไทยวิกฤติแก้ได้เริ่มต้นที่ตนเอง ไม่ทิ้งขยะลงทะเล ไม่ปล่อยน้ำเสียลงทะเล ลดการใช้ถุงพลาสติก จากนั้นสร้างจิตสำนึกในครอบครัวและกลุ่มสมาชิก รวมถึงการให้ข้อมูลข่าวสารด้านการอนุรักษ์ต้องทำต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการรับรู้สภาพปัญหา แต่ถ้าหยุดไม่ได้ก็คงต้องแก้ที่ปลายเหตุ เก็บขยะ ตัดอวนต่อไป เพราะถ้าไม่ทำปะการังตายหมด ฉลามวาฬขนาด 4 เมตรเกยตื้นตายที่คลองด่าน ผ่าท้องพบแต่หลอดพลาสติกในกล่องน้ำผลไม้กล่องนมทิ่มกระเพาะ เป็นเหตุให้สัตว์ป่วยและเสียชีวิต ฉะนั้นอย่าละเลยสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่พัดพาลงอ่าวไทยและทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24899</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ทช., น้ำเปลี่ยนสี, มลพิษอ่าวไทย, สถานการณ์อ่าวไทย, อีอีซี, อ่าวไทยตัวก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181225/image_big_5c21dcbf9078a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2018 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 08:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.ลุยสร้างถนน เชื่อมอีอีซีหนุนพัฒนาชาติ (สถานีอีอีซี) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ทช.ลุยสร้างถนน&amp;nbsp;เชื่อมอีอีซีหนุนพัฒนาชาติ (สถานีอีอีซี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลได้มีนโยบายในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกหรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ที่ให้แก่นักลงทุนในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หนึ่งความสำคัญที่จะเชื่อมพื้นที่ในอีอีซีคงหนีไม่พ้นการก่อสร้างถนน &amp;nbsp;กรมทางหลวงชนบท ซึ่งมีนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน เป็นอธิบดี &amp;nbsp;คือหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบดูแลในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 กรมทางหลวงชนบทจึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนเพื่อสนับสนุน EEC จำนวน 7 เส้นทางด้วยกัน ดังนี้ 1.โครงการก่อสร้างขยายถนนทางหลวงชนบทสาย รย.3013 แยกทางหลวงหมายเลข 331 - ทางหลวงหมายเลข 3191 อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 17.324 กิโลเมตร ปัจจุบันผู้รับจ้างได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินงานเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจแนวการก่อสร้างและแนวเวนคืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
2.โครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย รย.4058 แยกทางหลวงหมายเลข 3138 - ทางหลวงหมายเลข 344 อำเภอบ้านค่าย, วังจันทร์ จังหวัดระยอง ระยะทาง 32.807 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างชั้นรองพื้นทางลูกรัง ได้ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร, 3 โครงการก่อสร้างขยายถนนสาย รย.5050 แยกตายนิคมสร้างตนเอง สาย 15-บ.ห้วยโป่ง อ.นิคมพัฒนาจังหวัดระยอง ระยะทาง 10.198 กิโลเมตร งบประมาณ 204 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 สายแยก ทล.7-ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 10 กิโลเมตร งบประมาณ 1,499 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้างปี 63, 5.สะพานข้ามแยกถนนสาย ทช.ชบ.3027 เชื่อม &amp;nbsp;ทล.3138 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี งบประมาณ 285 ล้านบาท แล้วเสร็จปี 63, 6.สาย รย.2015 แยก ทล.331 อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ระยะทาง 11.465 กิโลเมตร คาดแล้วเสร็จปี 64 และ 7 สาย ฉช.3001 แยก ทล.314-ลาดกระบัง จ.ฉะเชิงเทรา, สมุทรปราการ ระยะทาง 20.328 กิโลเมตร งบประมาณ 3,801 ล้านบาท แล้วเสร็จปี 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2562 มีโครงการพัฒนาทางหลวงชนบทเพื่อขับเคลื่อน EEC ได้แก่ ถนนสาย รย.2015 แยก ทล.36-ทล.311 &amp;nbsp;อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 11.465 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง 715 ล้านบาท, โครงการแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค ได้แก่ ถนนสาย สป. 1011 แยก ทล.3-เทพารักษ์ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ระยะทาง 3.875 กิโลเมตร งบก่อสร้าง 990 ล้านบาท, โครงการถนนสายแยก ทล.3097-ศูนย์ราชการจังหวัดนครปฐม จังหวัดนครปฐม ระยะทาง 3.217 กิโลเมตร งบก่อสร้าง 584 ล้านบาท ทั้งสามโครงการใช้งบผูกพัน 3 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาโครงข่ายสะพาน ได้แก่ โครงการข้ามคลองมะลัง อ.เมือง จ.สตูล ความยาวสะพาน 801 เมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 510 ล้านบาท และโครงการสะพานข้ามคลองดู อ.ละงู จ.สตูล ความยาวสะพาน 1,320 เมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 300 ล้านบาท ทั้งสองโครงการใช้งบผูกพันสามปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมศึกษารองรับการลงทุนอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายพิศักดิ์ กล่าวว่า กรมมีแผนเข้าไปพัฒนาถนนในอีอีซี เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม ว่าเส้นทางไหนบ้างที่จะสามารถนำเข้ามาบรรจุในแผนการพัฒนาอีอีซี ปัจจุบันทางรัฐบาลมีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่อีอีซีไปทางจังหวัดสระแก้วและปราจีน ซึ่งตอนนี้กำลังปรับปรุงแผน และศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม ในปี 62 ทางกรมทางหลวงชนบทจะทำการสำรวจว่ามีเส้นทางใดบ้างที่จะสามารถนำเข้าไปบรรจุในแผนของอีอีซี เช่น บางพื้นที่ผ่านนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ กรมทางหลวชนบทจะเอาเข้ามาพัฒนาและดูรายละเอียดของรถบรรทุกที่วิ่งในเส้นทางของกรม หากมีจำนวนรถบรรทุกวิ่งเป็นจำนวนมากก็อาจจะมีแนวโน้มการขยายช่องจราจรเป็นสี่ช่องจราจร &amp;nbsp;ปัจจุบันกรมมีแผนดำเนินเพิ่มเติมอีก 11 เส้นทาง โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 64 มีสามรายการที่จะนำเข้าสู่แผนการก่อสร้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;คำว่า &amp;quot;อีอีซี&amp;quot; มีศักยภาพอยู่ในตัว โดยเฉพาะที่ จ.ระยองเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ การที่กรมทางหลวงชนบทเข้าไปพัฒนาพื้นที่นั้น เป็นโอกาสที่จะเข้าไปเพิ่มศักยภาพในแหล่งอุตสาหกรรมที่ให้ต่างชาติลงทุน ที่ให้ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ ตามนโยบายรัฐบาลมองว่ามีโอกาสที่จะทำให้รัฐบาลและประเทศมีรายได้จากการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นในแง่ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าไป เฉพาะในส่วนของกรมทางหลวงชนบทอาจจะมีไม่มาก ซึ่งในพื้นที่อีอีซีเองมีงบประมาณเข้าไปลงทุน 750 ล้านบาท&amp;quot; นายพิศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์กล่าวว่า ในปี 2564 กรมมีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้าง 11 สายทาง ขณะนี้ได้มีการเตรียมการเรื่องของออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเวนคืน (พ.ร.ฎ.) เรื่องการเวนคืนที่ดินแล้ว และมีแนวโน้มว่าในปี 63 ตั้งงบประมาณได้ก็จะมีสัก 2-3 เส้นทางที่มีความพร้อมเริ่มก่อสร้างได้ อย่างไรก็ตาม ต้องดูในส่วนของการเวนคืนมีปัญหามากน้อยแค่ไหน หากไม่มีปัญหาก็สามารถดำเนินการในปี 64&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;ถือเป็นความโชคดีของกรมทางหลวงชนบทที่ได้มีการศึกษาเจ็ดเส้นทางโลจิสติกส์ไว้แล้ว เมื่อรัฐบาลประกาศพื้นที่อีอีซี ก็นำทั้งเจ็ดเส้นทางบรรจุไว้ในแผนเพื่อให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ของอีซีซีจึงสามารถดำเนินการได้เลย แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้เวลา เพราะต้องมาดูว่าถนนที่มีสองช่องจราจรจำเป็นต้องขยายเป็นสี่ช่องจราจรหรือไม่&amp;quot; นายพิศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งเวนคืนพัฒนาถนนกระจายความเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของงบประมาณปี 2562 กรมได้รับการจัดสรรงบ 46,700 ล้านบาท นอกจากเป็นงบผูกพันแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นค่าเวนคืน อาทิ โครงการเชื่อมต่อการขนส่งที่ จ.สมุทรปราการ โดยได้มีการเวนคืนที่สาย สป.4002 แยกทางหลวงสาย 3344 ถึงบ้านบางพลีใหญ่ ระยะทาง 8 กิโลเมตร ค่าเวนคืน 450 ล้านบาท, สายแยก ทล.3452ไปสี่แยกบ้านสร้าง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ระยะทาง 25 กิโลเมตร ค่าเวนคืน 500 ล้านบาท ทั้งสองโครงการจะดำเนินการภายในปี 62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่างบประมาณในปี 2562 ส่วนใหญ่จะใช้ค่าเวนคืนค่อนข้างเยอะ เนื่องจากกรมได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของอีอีซี ซึ่งโดยรวมแล้วการก่อสร้างถนน 1 &amp;nbsp;เส้นทางจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี เพราะต้องมีการสำรวจว่าจะใช้พื้นที่เท่าไรสำรวจเสร็จ ต้องออกกฤษฎีกาการเวนคืนอย่างน้อยใช้เวลาหนึ่งปี หลังจากนั้นถึงจะสำรวจพื้นที่ได้ ส่วนรายละเอียดเรื่องการจ่ายชดเชยก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จึงจะทำการออกแบบก่อสร้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;โครงการในปี 62 จะเป็นการเวนคืนโดยส่วนใหญ่ ตรงไหนเวนคืนน้อยก็จะตั้งงบปี 63 ส่วนโครงการไหนเวนคืนมากก็ตั้งงบปี 64 ทำให้ปี 63 กรมจะไม่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการบำรุงรักษาถนนในชนบท และอำนวยความปลอดภัยมากกว่า&amp;quot; นายพิศักดิ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจราจร ไม่ต้องการให้เป็นการขยายถนนบนถนนเดิมซึ่งมีชุมชนหนาแน่นอยู่แล้ว หรือไปตัดผ่านชุมชนหนาแน่น เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน และพื้นที่แพงทำให้ค่าก่อสร้างสูง ทำไมเราไปตัดพื้นที่ที่ประชาชนน้อยค่าเวนคืนถูก สิ่งที่ตามมาจะมีการพัฒนาพื้นที่ เกิดการขยายเมืองออกไป จึงถือเป็นการกระจายการจราจรไปอีกด้านหนึ่ง แนวทางนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่า ดังนั้นสิ่งนี้ที่กำลังดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสอดรับในส่วนการแก้ไขปัญหาจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุนท่องเที่ยวรองรับเอสอีซี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า จากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของรัฐบาล กรมจึงได้เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลตะวันตกของอ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า &amp;nbsp;โดยจะดำเนินโครงการถนนเรียบชายฝั่งทะเลตะวันตก (The Royal Coast) จากจังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร และระนอง 515 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังได้รับการร้องขอจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยให้ดำเนินการต่อขยายถนนเลียบชายฝั่งทะเล เริ่มจากอำเภอละแม จังหวัดชุมพร ไปจนถึงอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา &amp;nbsp;เพื่อเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกให้มีความสมบูรณ์และใช้ประโยชน์ได้สูงสุด อีกทั้งสามารถเป็นเส้นทางสำรองของถนนสายหลักในกรณีฉุกเฉิน &amp;nbsp;แต่เนื่องจากเส้นทางช่วงดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์และมีความอ่อนไหวต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเช่นป่าชายเลน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กรมทางหลวงชนบทได้ใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 จำนวน 9.5 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย &amp;nbsp;(ช่วงส่วนต่อขยาย) ครอบคลุมพื้นที่สี่จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ระยะทางทั้งสิ้น 578 กิโลเมตร โดยมีจุดเริ่มต้นที่ ต.ละแม อ.ละแม จ.ชุมพร และสิ้นสุดที่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ระยะเวลาดำเนินงาน 210 วัน เริ่มต้นสัญญาวันที่ 18 มิถุนายน 2561 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 13 มกราคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทางกรมยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) กับชุมชน แต่ต้องรอแนวคิดจากรัฐบาลก่อนว่ามีแนวคิดในเชิงภาคใต้อย่างไร แต่จากนโยบายที่ได้รับทราบมาจะนำโครงการไทยแลนด์ริเวียร่าเข้ามาในแผนดังกล่าว ในส่วนของกรมจะนำกรอบการท่องเที่ยวมาไว้ตรงนี้ และมองว่าหากนำมาไว้ในแผนการสนับสนุนงบประมาณจะมีมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูกรอบนโยบายจากรัฐบาลก่อน เนื่องจากยังไม่ได้กำหนดพื้นที่ที่ชัดเจน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กัลยา ยืนยง รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24879</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, ชุมชน, ทช., พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, สิทธิประโยชน์, อีอีซี, เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้, เอสอีซี, โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f6b3a34da8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2018 11:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2018 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.ประกาศยกเลิกใช้สำเนาบัตรฯติดต่องานรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมทางหลวงชนบท รับลูกนโยบายรัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ในการติดต่อประสานงาน 14 คู่มือสำหรับประชาชน หวังลดภาระประชาชนในการติดต่อขอรับบริการจากรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.61-นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.)เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 9 มี.ค.61 ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม มีมติเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลตามที่ประชุมพิจารณา โดยในเรื่องของการบริการประชาชนให้ส่วนราชการเร่งรัดยกเลิกการเรียกสำเนาเอกสารจากประชาชน เพื่อเป็นการลดภาระประชาชนเมื่อต้องมีการติดต่อขอรับบริการจากหน่วยงานของรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุมดังกล่าว กรมทางหลวงชนบทจึงขอยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน ในคู่มือสำหรับประชาชน จำนวน 14 คู่มือ โดยการติดต่อประสานงานกับกรมสามารถใช้บัตรประชาชนตัวจริงในการประสานงานได้ ดังนี้
1. การขออนุญาต/ต่อใบอนุญาตระบายน้ำลงในเขตทางหลวงชนบท (มาตรา 39/1 วรรค 1 แห่งกฎหมายว่าด้วยทางหลวง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การขออนุญาต/ต่อใบอนุญาตติดตั้ง วาง หรือกองสิ่งใดในเขตทางหลวง (มาตรา 38 วรรค 1 แห่งกฎหมายว่าด้วยทางหลวง)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การขออนุญาต/ต่อใบอนุญาตสร้างทาง ถนน หรือสิ่งใดในเขตทางหลวง เพื่อใช้เป็นทางเข้า &amp;ndash; ออก ทางหลวง (มาตรา 37 วรรค 1 แห่งกฎหมายว่าด้วยทางหลวง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การขออนุญาตใช้ยานพาหนะบางชนิด บางประเภท เดินบนทางหลวงชนบท (ตามประกาศผู้อำนวยการทางหลวงชนบท ซึ่งออกมาตรา 61 วรรค ง แห่งกฎหมายว่าด้วยทางหลวง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การขออนุญาตติดตั้งป้ายแนะนำสถานที่ในเขตทางหลวงชนบท (มาตรา 47 วรรค 1 แห่งกฎหมายว่าด้วยทางหลวง)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การขออนุญาต พาดสาย ในเขตทางหลวงชนบท (มาตรา 48 วรรค 1 แห่งกฎหมายว่าด้วยทางหลวง)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. การคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเบื้องต้นในการจ้าง สาขางานทาง สาขางานสะพาน สาขางานอุโมงค์หรือทางลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. การจ่ายเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. การจ่ายเงินตามสัญญาซื้อและสัญญาจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. การให้บริการทดสอบวัสดุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11. การคืนหลักประกันเงินล่วงหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12. การคืนหลักประกันสัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13. การรับรองแนวเวนคืนและ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14. การออกหนังสือรับรองผลงาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19662</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, ทช., เลิกใช้สำเนาบัตรประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbed36c485da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 07:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 07:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.ลุยไทยแลนด์ริเวียร่าเฟส 2 สร้างถนนริมทะเลเชื่อมชุมพร - สงขลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทช.รับลูกรัฐบาลลุยไทยแลนด์ริเวียร่าเฟส 2 เชื่อมชุมพร-สงขลา เดินหน้าจัดทำแผนแม่บทพัฒนาเส้นทางสายใหม่เชื่อมต่อเมืองรอง ปี62 ทุ่มงบจัดซื้อจัดจ้าง4,626 โครงการ

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) เปิดเผยว่าขณะทช.ยังมีแผนศึกษาพัฒนาเส้นทางไทยแลนด์ริเวียร่าเฟส 2 ช่วงชุมพร-สงขลา ระยะทางราว 578 กม. คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงต้นปีหน้าเช่นกันทั้งแนวทางลงทุน แผนการก่อสร้างและเส้นทางพัฒนา สำหรับปีงบ 2562 นั้นได้รับงบประมาณราว 500ล้านบาท ระยะทางรวม 48 กิโลเมตร

ทั้งนี้คาดว่าแผนพัฒนาถนนทะเลชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Coast) ขณะนี้เฟส 1ช่วงสมุทรสงคราม-ชุมพรนั้นคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2567ขณะนี้ยังเหลือระยะทางที่ต้องลงทุนอีกราว 177 กม.จากทั้งหมด 514 กม. นอกจากนี้ในเฟส 2 จะมองถึงเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลอันดามันอีกด้วย

ส่วนการปรับเปลี่ยนชื่อโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า ตามข้อสั่งการของนายสมคิด จาตรุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีความเป็นไทย เบื้องต้นอาจจะใช้ชื่อ โครงการถนนชายฝั่งทะเลภาคใต้ ซึ่งหมายถึงภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน จะทำให้ประชาชนจดจำได้ หรือบางช่วงจะมีการทำสัญลักษณ์ แสดงให้ทราบว่าถนนเส้นเป็นถนนเชื่อมชายฝั่งภาคใต้

นอกจากนี้กรมฯอยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทพัฒนาเส้นทางสายใหม่เชื่อมต่อเมืองรองซึ่งเบื้องต้นต้องกลับไปทบทวนก่อนว่าตรงไหนเหมาะสมบ้าง แต่ทั้งนี้ทช.จะจัดทำหนังสือไกด์บุ๊คโปรโมทการท่องเที่ยวตามเส้นทางชนบทในเมืองรองกำหนดพื้นที่เป้าหมายไว้ 16 จังหวัด แบ่งเป็นภาคละ 4 จังหวัด โดยเฉพาะตามแนวเส้นทางที่มีจุดท่องเที่ยวเยอะ เช่น เชียงใหม่-เชียงราย และเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน รวมถึงเส้นทางชนบทเชื่อมต่อทางหลวงระหว่างภาคเหนือ-ภาคอีสานอีกด้วย

สำหรับปีงบประมาณ 62 ทช.ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 46,786 ล้านบาท โดยมีโครงการที่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง 4,626 โครงการ เป็นวงเงิน 30,732 ล้านบาท ปัจจุบันได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยได้ผู้รับจ้างแล้ว 3,053 โครงการ ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามภารกิจและนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ ถนนลูกรังเป็นถนนลาดยางหรือคอนกรีต ถนนเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค , ถนนในเขตผังเมืองรวม , ถนนสนับสนุนการท่องเที่ยว , ถนนเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ , ถนนเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่ง , ถนนเพื่อสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดยมีการก่อสร้างจากถนนลูกรังเป็นถนนลาดยางหรือคอนกรีต 447 โครงการ สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กทั่วประเทศ&amp;nbsp; 108 โครงการ ตลอดจนงานซ่อมบำรุงโครงข่ายทางหลวงชนบททั่วประเทศและอำนวยความปลอดภัยทางหลวงชนบท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19512</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สงขลา, จัหวัดชุมพร, ทช., สร้างถนน, ไทยแลนด์ริเวียร่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180201/image_big_5a72a02901a88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.สั่งทุกแขวงฯติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางหลวงชนบท สั่งติดตั้งป้ายเตือนระดับน้ำ พร้อมติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน เร่งซ่อมแซมถนนชำรุดให้ใช้ได้ภายใน7วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.61- นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) กล่าวถึงสายทางของกรมทางหลวงชนบทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยว่า ได้กำชับให้แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ดูแลเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยสายทางที่ประสบภัยให้ติดตั้งป้ายเตือนประชาชนสัญจรด้วยความระมัดระวัง และรายงานข้อมูลสายทางที่ประสบอุทกภัยให้กับผู้บริหารจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ รวมทั้งให้ทุกหน่วยบริหารจัดการเส้นทาง โดยจัดหาเส้นทางเลี่ยงกรณีเส้นทางหลักไม่สามารถสัญจรผ่านได้ พร้อมทั้งบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ กรณีถนน/สะพานขาด ดำเนินการซ่อมแซมเพื่อให้ใช้เส้นทางได้รวดเร็ว เช่น วางสะพานแบรี่ ถมดินคอสะพาน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันแขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่ประสบเหตุได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ความเสียหาย พร้อมทั้งติดตั้งป้ายเตือนในบริเวณที่มีน้ำท่วม เพื่อเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง เป็นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัจจุบันมีทางหลวงชนบทที่ได้ผลกระทบในพื้นที่ 2 จังหวัด จำนวน 4&amp;nbsp;
สายทาง (ข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 เวลา 18.00 น.) ดังนี้ 1. ถนนทางหลวงชนบทสาย นพ.4036 แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2028 &amp;ndash; บ้านดอนถ่อน อำเภอโพนสวรรค์,ศรีสงคราม ช่วง กม.ที่ 3+250 &amp;ndash; 3+350 มีระดับน้ำท่วมขัง 15 เซนติเมตร สามารถสัญจรผ่านได้2. ถนนทางหลวงชนบทสาย สก.2017 แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 &amp;ndash; สี่แยกบุกระสังข์&amp;nbsp;
อำเภอวัฒนานคร ช่วง กม.ที่ 0+600 &amp;ndash; 1+800 มีระดับน้ำท่วมขัง 5 เซนติเมตร สามารถสัญจรผ่านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ถนนทางหลวงชนบทสาย สก.4028 แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3198 &amp;ndash; บ้านเขาน้อยพรมสุวรรณ อำเภอวัฒนานคร ช่วง กม.ที่ 0+700 &amp;ndash; 1+000 มีระดับน้ำท่วมขัง 5 เซนติเมตร สามารถสัญจรผ่านได้
4. ถนนทางหลวงชนบทสาย สก.2014 แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 &amp;ndash; บ้านหันทราย อำเภออรัญประเทศ ช่วง กม.ที่ 11+700 &amp;ndash; 11+800 มีระดับน้ำท่วมขัง 5 เซนติเมตร สามารถสัญจรผ่านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าสู่ภาวะปกติ หากเส้นทางชำรุดเสียหายกรมจะดำเนินการซ่อมแซมชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้ ภายใน 7 วัน และสำรวจออกแบบ เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณฟื้นฟูฯ ให้เข้าสู่สภาพปกติ โดยจะบูรณการร่วมกับหน่วยงานอื่นในการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางโปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษโดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบกับอุทกภัย และโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือนระดับน้ำหรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง ท่านผู้ใช้เส้นทางสามารถขอความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่ สายด่วนทางหลวงชนบท 1146&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13707</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, ถนน, ทช., น้ำท่วม, พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b503b748d88e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทางหลวงชนบทสร้างถนนเชื่อมเออีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทช.ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย นพ.2044 แยกทางหลวงหมายเลข 22 &amp;ndash; บ้านโพนสวรรค์ อำเภอเมือง,โพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมรับ เออีซี ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.61-นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่าเนื่องจากปัจจุบันจังหวัดนครพนมมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นเมืองที่มีพรมแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และสินค้าเกษตรกรรมภายในประเทศเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม กรมทางหลวงชนบท จึงได้ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย นพ.2044 แยกทางหลวงหมายเลข 22 &amp;ndash; บ้านโพนสวรรค์ อำเภอเมือง,โพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบทเชื่อมระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 และหมายเลข 2028 เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอเมืองนครพนม อำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับถนนสายดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นโครงการจากกิโลเมตรที่ 0+000 ถึง กิโลเมตรที่ 19+950 รวมระยะทาง 19.950 กิโลเมตร ก่อสร้างเป็นผิวจราจรแบบแอสฟัลติกคอนกรีต กว้างข้างละ 3 เมตร ขนาด 2 ช่องจราจร พร้อมไหล่ทางกว้างข้างละ 0.00 &amp;ndash; 1.00 เมตร โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 105.680 ล้านบาท ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้ประชาชนได้ใช้สัญจรเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยให้เดินทางได้สะดวกรวดเร็วปลอดภัย ลดระยะเวลาการเดินทางและลดปริมาณการจราจรในเส้นทางหลัก สามารถส่งผลผลิตทางเกษตรกรรมสู่โรงงานได้สะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า ตลอดจนเป็นการขยายระบบการขนส่งคมนาคมรองรับเศรษฐกิจ AEC ในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13130</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, ทช., นครพนม, บ้านโพนสวรรค์, สร้างถนน, เออีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180710/image_big_5b44660b2e09c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
