<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2021 22:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2021 22:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อังกฤษเริ่มทดลองฉีดวัคซีนโควิด2ชนิดร่วมกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อังกฤษเริ่มการทดลองเพื่อประเมินการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ร่วมกัน 2 โดสสลับกันระหว่างวัคซีนของไฟเซอร์กับของแอสตร้าเซนเนก้าเมื่อวันพฤหัสบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมนักวิจัยอังกฤษที่ทำการทดลองฉีดวัคซีนในโครงการนี้เผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ว่า ข้อมูลที่ได้จากการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา 2 ชนิดที่แตกต่างกันให้กับประชาชน จะช่วยให้เข้าใจได้ว่าการฉีดวัคซีนแก่ผู้คนทั่วโลกสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นมากขึ้นได้หรือไม่ และจะช่วยในกรณีที่เกิดการขาดแคลนวัคซีนบางชนิด คาดว่าข้อมูลเบื้องต้นในเรื่องการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันจะทราบผลราวเดือนมิถุนายนปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทดลองฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ร่วมกัน 2 ชนิดเพื่อศึกษาถึงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ทำโดยฉีดวัคซีนของไฟเซอร์โดสแรก หลังจากนั้นทิ้งระยะห่าง 4-12 สัปดาห์ จึงฉีดวัคซีนโดสที่ 2 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือในทางกลับกันคือ ฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าก่อน จากนั้นจึงฉีดวัคซีนของไฟเซอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัคซีนของไฟเซอร์ที่ร่วมพัฒนากับไบออนเทคเป็นวัคซีนชนิด mRNA ขณะที่วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าที่ร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเป็นวัคซีนชนิดเวกเตอร์ไวรัส วัคซีนทั้ง 2 ชนิดขณะนี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในอังกฤษและกำลังฉีดให้กับชาวอังกฤษทั่วประเทศ วัคซีนทั้ง 2 ชนิดมีระยะห่างระหว่างโดสแรกกับโดสที่สอง 12 สัปดาห์เท่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดว่าจะนำวัคซีนชนิดอื่นมาทดลองในอนาคต เมื่อวัคซีนชนิดนั้นได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ร่วมกัน 2 ชนิดที่เริ่มในวันพฤหัสบดีนี้ ทำกับอาสาสมัครมากกว่า 800 คน อายุ 50 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดไวรัสโคโรนามากกว่าคนหนุ่มสาว และเป็นผู้ที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นจำนวนอาสาสมัครน้อยกว่าการทดลองทางคลินิก เพื่อตัดสินถึงประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีต่อแต่ละบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาสตราจารย์แมตธิว สเนป หัวหน้าผู้ตรวจสอบวัคซีนแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และเป็นหัวหน้าการทดลองฉีดวัคซีนโครงการนี้ เผยกับบีบีซีเรดิโอ 4 ว่า การศึกษาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งนี้จะให้ข้อมูลสำคัญในการฉีดวัคซีนทั้งในสหราชอาณาจักรและทั่วโลก ผลการทดลองในสัตว์พบว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ร่วมกัน 2 ชนิด ให้การตอบสนองสารภูมิต้านทานดีกว่าฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันทั้ง 2 โดส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92029</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทดลองวัคซีนโควิด, วัคซีนโควิด-19, อังกฤษ, แอสตร้าเซนเนก้า, โควิด-19, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210204/image_big_601c1638103a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ครม.อนุมัติงบฯ 1 พันล้านค้นคว้า วิจัย พัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด ทดลองในคนเฟส1เดือนธ.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;26 ส.ค.63- ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกระบวนการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ว่า นับเป็นความท้าทาย และสิ่งสนับสนุนเพื่อให้การพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ประสบผลสำเร็จและคนไทยเข้าถึงวัคซีน ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรงบเพื่อการค้นคว้าวิจัยวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอของบกลางเพื่อพัฒนาวัคซีนต้นแบบในประเทศและเตรียมความพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ 1,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพื่อการเตรียมความพร้อมในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี อีกส่วนหนึ่งจะสนับสนุนแก่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีความคืบหน้ามาระดับหนึ่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลให้คำยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงวัคซีนโควิด 19 ได้เร็วที่สุดและในจำนวนที่เหมาะสม กระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้จัดสรรให้เฉพาะงบประมาณ แต่ได้มอบหมายให้ อย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทุ่มเท สนับสนุน ร่วมมือ เรื่องนี้เต็มที่ ถ้าพิสูจน์ชัดเจนว่าวัคซีนปลอดภัย ต้องผ่านเพื่อนำไปสู่การทดลองต่อโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจะนำมาดำเนินงานโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA รวมถึงการผลิตวัคซีน 10,000 โด๊ส สำหรับทดสอบในอาสาสมัครระยะที่ 1 &amp;ndash; 2 ใน กรอบวงเงินจำนวน 400 ล้านบาทนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะให้การทำงานขับเคลื่อนไปข้างหน้า ในขณะที่ภาพใหญ่ของโลกมีวัคซีน 7 ชนิดที่เข้าสู่การทดลองระยะที่ 3 คือประเทศจีน อเมริกา อังกฤษ เชื่อว่าอย่างน้อยต้นปีหน้าจะมีวัคซีน 1 ชนิดที่เข้าเส้นชัย &amp;nbsp;จะทำให้ทราบว่าภูมิคุ้มกันของวัคซีนจะต้องสูงระดับใด เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาวัคซีนไทย เมื่อทราบระดับภูมิคุ้มกันที่จะทดลองในอาสาสมัครไทยแล้ว คาดว่าจะผลิตในโรงงานของไทยได้ภายในไตรมาส 3 หรือ 4 ปีหน้า คือไบโอเนทเอเชียที่รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเราได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ไทยก็จะสามารถผลิตวัคซีนได้เอง ขณะนี้ อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลให้อย. ตรวจสอบความปลอดภัย การเสนอคณะกรรมการจริยธรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเตรียมโรงงานสำหรับผลิตวัคซีน 10,000 โด๊ส เตรียมทีมแพทย์ พยาบาล เภสัชกกรม ห้องปฏิบัติการ เมื่อกระบวนการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย จึงจะประกาศรับอาสาสมัครทดลองวัคซีน คาดว่าจะประมาณเดือนธันวาคม 2563 โดยจะเร่งในระยะที่ 1 -2 ก่อนคือดูขนาดที่เหมาะสมในคนที่อายุไม่มาก 18 &amp;ndash; 55 ปี จำนวน 48 คน เมื่อปลอดภัย จะทดลองในคนอายุ 65 &amp;ndash; 75 ปี อีก 48 คน และขนาดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย และจะทดลองในระยะที่ 2 อีก 300 คน ถ้าในต้นปีหน้ามีวัคซีนต่างประเทศที่สำเร็จ ไทยอาจไม่ต้องทดลองในระยะที่ 3 เพราะรู้ว่าภูมิจะต้องสูงเท่าไหร่ หากระยะที่ 2 มีภูมิคุ้มกันเท่ากับวัคซีนที่ต่างประเทศผลิตสำเร็จ อย.อาจรับรอง ให้ผลิตได้ 30 ล้านโด๊ส หรือเท่ากับจำนวนที่โรงงานเราสามารถผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ประเทศไทยทำถูกแล้ว ที่ได้เตรียมตัวทั้งการเตรียมการจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศ การต่อรองเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของวัคซีนเพื่อให้สามารถผลิตในประเทศไทย รวมทั้งการให้ทุนสนับสนุนและส่งเสริมการคิดค้นและพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ&amp;rdquo; ศ.นพ.เกียรติกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75632</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ทดลองวัคซีนโควิด, นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, ไทยทุ่มพันล้านวิจัยวัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f4645fd87a65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทดลองฉีดวัคซีนโควิดเข็มที่ 2 ในลิงวันที่ 22 มิ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19มิ.ย.63-นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวถึงความคืบหน้าการทดลอง ทดสอบวัคซีนโควิด-19 โดยใช้สารพันธุกรรมของเชื้อ &amp;ldquo;ชนิด mRNA&amp;rdquo; ในลิง ว่า หลังจากได้ทดลองวัคซีนโควิด-19 ในลิง เข็มที่หนึ่ง ที่ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวัคซีนที่พัฒนาโดยทีมนักวิจัยไทยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พบว่า ลิงทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีผลข้างเคียงจากวัคซีน และเมื่อนักวิจัยได้ทำการเจาะเลือดของลิงมาทำการทดสอบการสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี มีข่าวดีมากที่พบว่า ลิงที่ได้รับวัคซีนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ในระดับที่น่าพอใจ ดังนั้น ทีมวิจัยจึงเดินหน้าต่อไปตามแผนโดยจะฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นเข็มที่สอง ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ หากเป็นไปตามที่คาดไว้จะทำการทดสอบในมนุษย์ได้ประมาณเดือน ตุลาคม - พฤศจิกาตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า ตนได้มอบให้ นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับ นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ นำคณะผู้เชี่ยวชาญและสื่อมวลชน ไปติดตามความคืบหน้าของและตรวจสอบรายละเอียดของการทดสอบ เพื่อให้คำแนะนำและเตรียมรายละเอียดการดำเนินงานในขั้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายเพื่อให้คนไทยสามารถมีวัคซีนอย่างรวดเร็วเป็นลำดับแรกๆ เมื่อสามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จ โดยมอบให้ อว. และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันดำเนินงานในเชิงรุก ทั้งโดยการวิจัยและพัฒนาในประเทศ และร่วมมือกับต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมการผลิตให้ทันท่วงทีและเพียงพอ ในขณะนี้ ยังได้เจรจาหารือกับต่างประเทศในการร่วมวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและเตรียมการผลิตไว้ด้วยแล้ว&amp;rdquo;รมว.อว. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ จะทำการฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่สอง แล้วจะเจาะเลือดมาตรวจเป็นระยะ ซึ่งคาดว่าระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อก่อโรคโควิด-19 จะระดับเพิ่มขึ้นในอีกประมาณสองสัปดาห์นับจากนี้ และจะฉีดเข็มที่สามต่อไปในเดือนสิงหาคม ขณะนี้การวิจัยและพัฒนาเป็นไปตามแผนงาน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ประเมินผลการทดสอบในลิงทั้งในด้านผลการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและด้านความปลอดภัยเสร็จแล้วก็จะเข้าสู่การทดสอบในมนุษย์ต่อไป โดย วช. ได้ตกลงให้ทุนวิจัยเพิ่มเติมอีกเพื่อให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถเริ่มสั่งผลิตวัคซีนชนิดนี้ให้พร้อมสำหรับทำการทดสอบในมนุษย์ไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.ศูนย์วิจัยวัคซีน และ นางสุจินดา มาลัยวิจิตรนนท์ ผอ.ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แจ้งผลการวิจัยโดยละเอียดว่าจากการทดสอบด้านความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA นี้ หลังจากฉีดวัคซีนแล้วลิงทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรง เป็นปกติ โดยได้ตรวจสอบใกล้ชิดกับทีมสัตวแพทย์ของศูนย์ฯ ทั้งสภาพทั่วไป ไม่มีไข้หรือการแพ้วัคซีน สภาพและอาการของระบบสมองและประสาท ระบบหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ การกินอาหาร ตลอดจนด้านพฤติกรรมเป็นปกติ แสดงถึงความปลอดภัย ซึ่งเป็นกำลังใจว่าจะสามารถพัฒนาวัคซีนสู่การใช้ในมนุษย์ และแสดงศักยภาพการวิจัยและพัฒนาวัคซีนในประเทศไทย ที่นับว่าเป็นการวิจัยที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้&amp;rdquo; นพ.สิริฤกษ์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69162</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., ฉีดวัคซีนโรคหัด, ทดลองวัคซีนโควิด, ทดลองวัคซีนในลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3c8b34b62b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หนูลองยา&#039; อนุทินพร้อมทดลองวัคซีนโควิดคนแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย. 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณาสุข พบว่า ขณะนี้ความคืบหน้าในการดำเนินการคิดค้น และวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความก้าวหน้าอย่างมาก ซึ่งล่าสุดได้มีการทดลองกับลิงแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการทดลองกับคน เนื่องจากยังไม่มีอาสาสมัคร

ทั้งนี้จากการหารือร่วมกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ได้มีการแสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้ และนายอนุทิน พร้อมที่จะเป็นอาสาสมัครคนแรกของประเทศ เพื่อทดลอง วัคซีนโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69056</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทดลองวัคซีนโควิด, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200617/image_big_5ee9f00ce2a4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดจ่ออยู่หมัด ติดเชื้อขยับแค่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศบค.พบติดเชื้อเพิ่ม 2 รายจากนราธิวาส ยกบทเรียนเปิดเทอมฝรั่งเศสสัปดาห์เดียวพุ่ง 70 คน ยัน &amp;quot;ไทยชนะ&amp;quot; ใช้แค่ควบคุมโรค ปัดล้วงข้อมูลเอื้อประโยชน์อื่น แนะสถานบันเทิงหานวัตกรรมปลอดภัยรอคลายล็อก ข่าวดี! ไทยเตรียมทดลองวัคซีนโควิดในลิงสัปดาห์หน้า มีลุ้นปีหน้าได้ใช้ อภ.จับมือ สวทช.ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ คาดปี 64 ขึ้นทะเบียน-ต้นปี 65 จำหน่ายได้ &amp;quot;ทรัมป์&amp;quot; อาละวาด WHO หุ่นเชิดจีน ขู่ระงับเงินช่วยเหลือถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เวลา 11.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงว่า &amp;nbsp;สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 3,033 ราย หายป่วยสะสม 2,857 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 56 ราย อยู่ระหว่างรักษา 120 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 2 รายมาจาก จ.นราธิวาส เชื่อมโยงกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นพ่อที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก รายแรกเป็นหญิงไทย อายุ 36 ปี เป็นลูกสาว และอีกรายเป็นชายไทย &amp;nbsp;อายุ 42 ปี เป็นลูกเขย ที่ไปเฝ้าไข้พ่อซึ่งป่วยเป็นโควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 8 พ.ค.มีการตรวจครั้งหนึ่งแต่ไม่พบเชื้อ และตรวจซ้ำวันที่ 14 พ.ค.พบว่าติดเชื้อโควิด-19 จากการสอบประวัติอาศัยอยู่ในบ้านกันแค่ &amp;nbsp;2 คน ไม่มีผู้สัมผัสใกล้ชิดรายอื่น อย่างไรก็ตามตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 จนถึงวันที่ 18 พ.ค. จำนวน &amp;nbsp;3,031 ราย มาจากการขอเข้าไปตรวจเอง 1,585 ราย หรือ 52% รองลงมาคือ ติดตามผู้สัมผัส 1,186 &amp;nbsp;ราย หรือ 39% จะเห็นว่าหลังจากเราปรับเกณฑ์การเข้าตรวจเชื้อให้ง่ายขึ้น ทำให้มีผู้เดินทางมาตรวจมากขึ้น เพราะมีทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่สามารถตรวจได้กว่า 100 แห่ง หากใครมีอาการน่าสงสัยก็เข้าไปตรวจได้ฟรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ 4,891,330 ราย เสียชีวิต &amp;nbsp;320,134 ราย มีข่าวที่น่าสนใจของโลกคือ จีนพบผู้ติดเชื้ออีก 5 ราย ที่มณฑลจี๋หลิน ทางการจีนจึงสั่งระงับบริการรถไฟโดยสารออกจากเมือง ผู้ที่ต้องการออกจากเมืองต้องมีผลการตรวจอายุไม่เกิน 48 &amp;nbsp;ชั่วโมงว่าไม่ติดโรค และมีมาตรการควบคุมในพื้นที่ชายแดนเชื่อมต่อเกาหลีเหนือและรัสเซีย ส่วนที่เกาหลีใต้ ทางการระบุว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในสถานบันเทิงย่านอิแทวอนได้แล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ควบคุมได้เร็วคือการตรวจโรค การติดตามกลุ่มเสี่ยงอย่างรวดเร็ว และระบบติดตามอย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ฝรั่งเศส ภายหลังมีการคลายล็อกเปิดสถานศึกษาให้เด็ก 1 ใน 3 มาเรียน พบว่าในสัปดาห์เดียวมีการติดเชื้อ 70 ราย แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเป็นนักเรียนหรือครู ดังนั้นเราต้องศึกษาและเรียนรู้จากประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ในวันที่ 19 พ.ค.จะมีคนไทยกลับจากเนเธอร์แลนด์ 34 ราย ฝรั่งเศส 40 &amp;nbsp;ราย ญี่ปุ่น 61 ราย จีน 33 ราย สหรัฐอเมริกา 216 ราย และวันที่ 20 พ.ค. รัสเซีย 78 ราย อาร์เจนตินา &amp;nbsp;อุรุกวัย บราซิล ซึ่งเป็นนักเรียนและนักศึกษา 58 ราย อินเดีย 219 ราย ชิลี 7 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการลงทะเบียนใน www.ไทยชนะ.com เมื่อวันที่ 18 พ.ค.จนถึงเวลา 21.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียน 60,853 ร้าน จำนวนผู้ใช้งาน 3,660,081 คน จำนวนการเข้าใช้งาน 5,562,344 คน ส่วนที่มีความกังวลว่าจะมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองนั้น กระทรวงสาธารณสุขมีเจตนาเพื่อควบคุมโรคและป้องกันโรคเท่านั้น ที่สำคัญข้อมูลของประชาชนจะอยู่แค่ 60 วัน ถ้าไม่มีการติดเชื้อข้อมูลเหล่านี้จะถูกลบไป ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ไม่ต้องกังวลใจ และขอให้กิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนปรนในระยะที่ 1 และ 2 มาลงทะเบียน เพื่อให้การติดตามโรคทำได้ง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าขณะนี้มีร้านเสริมสวยเริ่มให้บริการดัด ย้อม ซึ่งกระทำนอกเหนือไปจากตัด สระ ไดร์ ที่ศบค.อนุญาต ถือเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตามประกาศฉบับที่ 7 อนุญาตให้เฉพาะตัด &amp;nbsp;สระ ไดร์ ส่วนการดัดและย้อมต้องใช้เวลาทำมากกว่า 2 ชั่วโมง จึงยังไม่ได้รับอนุญาต แต่ถ้าเราทำตัวเลขได้ต่ำกว่าสองหลักไปนานๆ อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 และ 4 จะทำอะไรได้มากขึ้น หากร้านเสริมสวยฝ่าฝืนหรือมีผู้ร้องเรียนมา โทษสูงสุดคือปิดร้าน แต่เราไม่อยากทำแบบนั้น จะเข้าไปตักเตือนให้ปรับปรุงก่อน
หานวัตกรรมปลอดภัยรอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงธุรกิจสถานบันเทิง ผับ บาร์ จะมีการผ่อนปรนในระยะที่ 4 หรือไม่ หรือจะปิดต่อเนื่อง &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการระบาดสูง พอมาเกิดกรณีในต่างประเทศยิ่งทำให้เรากังวลใจ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับปานกลาง จึงจัดไว้ให้อยู่ในกิจการ/กิจกรรมหลังๆ ที่จะเปิด ถ้าดูตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ &amp;nbsp;เรามีตัวเลขผู้ป่วยหลักเดียวยาวมาแล้ว 22 วัน หรือ 3 สัปดาห์ มีเพียงวันเดียวที่มีผู้ป่วยพุ่งขึ้นมา 18 &amp;nbsp;ราย แต่อยู่ในศูนย์กักแรงงานต่างด้าว อ.สะเดา จ.สงขลา ดังนั้นถ้าเราการ์ดไม่ตก มีตัวเลขหลักเดียวไปนานๆ ระยะเวลา 14 วันที่จะผ่อนปรนแต่ละระดับจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว สำหรับธุรกิจผับ บาร์ ระหว่างรอเปิดร้านให้ไปหานวัตกรรมใหม่ หรือดีไซน์ร้านสำหรับชีวิตวิถีใหม่ที่มีความปลอดภัย ให้ความมั่นใจแก่ทางการ ศบค. กระทรวงสาธารณสุขได้ว่า เมื่อไปนั่งแล้วจะไม่ติดโรคแน่นอน แล้วเสนอขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฏกกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงยารักษาโรคโควิด-19 ว่า องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้วางแผนบริหารจัดการเพื่อให้มียาที่จำเป็นสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในภาวะวิกฤติและระยะยาว แม้จะมีการระบาดเพิ่มขึ้นในระยะที่ 2 ยืนยันว่ามีจำนวนยาที่เพียงพอต่อการรักษาในประเทศไทย โดยมียาที่ใช้ร่วมกัน 7 รายการ ผลิตเอง 5 รายการ ประกอบด้วย 1.ยาคลอโรควิน รักษาโรคมาลาเรีย สำรองไว้ 1.8 ล้านเม็ด 2.ยาต้านไวรัสเอดส์สูตรผสม โลพินาเวียร์ และริโทรนาเวียร์ สำรองไว้ 30.6 ล้านเม็ด 3.ยาต้านไวรัสเอดส์ดารุนาเวียร์ สำรองไว้ 1.9 ล้านเม็ด 4.ยาต้านไวรัสเอดส์ริโทรนาเวียร์ สำรองไว้ 1.9 ล้านเม็ด และ 5.ยาอะซิโธรมัยซิน ยาปฏิชีวนะใช้รักษาอาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย &amp;nbsp;สำรองไว้ 3.4 ล้านเม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนยาอีก 2 รายการ คือ ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ได้จัดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศแล้ว 1.09 ล้านเม็ด และยาฟาวิพิราเวียร์ซึ่งเป็นยาสำคัญที่ใช้ในการรักษา อภ.และกรมควบคุมโรคได้จัดซื้อแล้ว 1.87 &amp;nbsp;แสนเม็ดจาก 2 แหล่งผลิตหลัก โดยได้กระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว 1 แสนเม็ด ยังคงมียาสำรองในคลังของ อภ. 8.7 หมื่นเม็ด และจะส่งมอบเพิ่มเติมในเดือน พ.ค.เพื่อสำรองไว้อีก 303,860 เม็ด ซึ่งจะทำให้มียาฟาวิพิราเวียร์ใช้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว นอกจาก อภ.ได้มีการพัฒนายาฟาวิพิราเวียร์ โดยนำวัตถุดิบเข้ามาเพื่อพัฒนาให้เป็นยาเม็ดผลิตขึ้นเอง โดยเบื้องต้นอยู่ในการพัฒนาในห้องปฏิบัติการเพื่อหาสูตรยาที่เหมาะสม หลังจากนั้นจะมีการขยายฐานการผลิตกึ่งอุตสาหกรรม โดยจะต้องมีการผลิตยาไม่ต่ำกว่า 1 แสนเม็ด คาดว่าสามารถผลิตได้ในเดือน ม.ค.64 เมื่อยามีความคงตัวแล้ว หลังจากนั้นจะมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิผลและชีวสมมูล หลังจากนั้นปลายปี 64 จะมีการยื่นข้อมูลเพื่อขึ้นทะเบียนต่อไป ทั้งนี้ต้นปี 2565 คาดว่าประเทศไทยจะสามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์เพื่อนำออกจำหน่ายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนนั้น ภญ.นันทกาญจน์กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานในมหาวิทยาลัยได้ศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองอยู่ ขณะที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนได้ โดยอาจจะซื้อวัคซีนจากประเทศอื่นที่ผลิตได้แล้วมาแบ่งบรรจุ หรือนำเข้าเทคโนโลยีในการผลิตซึ่งยังต้องประเมินอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวมั่นใจว่ายาฟาวิพิราเวียร์จำนวน 4 แสนเม็ดจะเพียงพอกับการรักษาผู้ป่วย โดยผู้ป่วย 1 รายใช้ยาประมาณ 70 เม็ดตลอดการรักษา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังไม่ปลอดภัยจากการระบาดของโรคโควิด-19 เพราะยังมีผู้ป่วยรายใหม่ในบางวัน แสดงว่าเชื้อยังอยู่ในชุมชน ทั้งนี้จากจำนวนผู้ป่วยสะสม 3,033 คน กว่าร้อยละ 50 พบว่าติดเชื้อจากคนในบ้าน และอีกร้อยละ 20 ติดจากที่ทำงาน จึงแสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อส่วนมากยังมาจากคนในครอบครัว ย้ำว่าการทำตามมาตรการของกระทรวงยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการรักษาระยะห่างและหมั่นล้างมือ
ไทยมีลุ้นได้ใช้วัคซีนปีหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข่าวดีสำหรับการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ล่าสุดงานวิจัย &amp;nbsp;&amp;quot;วัคซีนชนิด mRNA&amp;quot; ที่ศูนย์วัคซีนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ อว.มอบให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รับผิดชอบ ประสบความสำเร็จในระดับดีหลังทดสอบในหนูทดลองแล้ว โดยผลการคัดกรองเบื้องต้นที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย &amp;nbsp;ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าให้ผลกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า Neutralizing antibody ในระดับที่สูงถึง 1: 3,000 ทั้งนี้กำลังเตรียมจะทดสอบในลิงในประเทศไทยสัปดาห์หน้าต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ได้มีการประสานเตรียมการผลิตวัคซีนชุดแรกกับโรงงานผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพื่อนำมาใช้ทดสอบในคนตามขั้นตอนมาตรฐานสากล รวมทั้งได้ประสานกับบริษัท Bionet Asia ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนของไทย เตรียมการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบ ซึ่งเชื่อว่าจะสำเร็จจนถึงขั้นสุดท้าย คือประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนด้วยเทคโนโลยี mRNA ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่มากที่สุดในประเทศไทยและนำมาใช้ช่วยคนไทยป้องกันโควิด-19 ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ให้ประเทศไทยดำเนินการเรื่องวัคซีนอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อมีวัคซีนโรคโควิด-19 ใช้แล้ว ไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่มีวัคซีนใช้อย่างเพียงพอสำหรับคนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้สั่งการให้ อว.ระดมกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนให้มีการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอ โดยใช้ 3 แนวทางควบคู่กันไป คือ การสนับสนุนการวิจัยในประเทศ, การร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ และการทำงานจตุรภาคีกับผู้ผลิต ภาควิชาการ ภาครัฐ และเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งได้ให้ทุนวิจัยเรื่องวัคซีนโควิด-19 แล้ว 5 โครงการในหลายสถาบัน ซึ่งหลายแห่งมีความก้าวหน้าจนถึงขั้นทดสอบในสัตว์ทดลองแล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 คือการบริหารจัดการให้แน่ใจว่าจะมีวัคซีนใช้งานได้อย่างรวดเร็วและจำนวนเพียงพอ ซึ่งต้องเตรียมการทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาและการผลิตควบคู่กันไป เช่น การเตรียมโรงงานเพื่อผลิตวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการทดสอบในอาสาสมัคร รวมทั้งการวางแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บริษัทผลิตวัคซีนในประเทศไทย ซึ่งต้องเตรียมการให้เหมาะสม จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการผลิตวัคซีนให้เพียงพอสำหรับประเทศภายในปีหน้าได้หากประสบความสำเร็จ ขณะที่ปัจจุบันมีวัคซีนต้นแบบที่เข้าทดสอบในสัตว์ทดลองมากกว่า 150 ชนิด และอย่างน้อยมี 10 ชนิดที่เริ่มทำการทดสอบในอาสาสมัครแล้วอย่างน้อย 5 ประเทศ คือ จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และแคนาดา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่นครเจนีวา องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดประชุมสมัชชาอนามัยโลกผ่านระบบทางไกลนาน 2 &amp;nbsp;วัน หารือเกี่ยวกับวิกฤติโควิด-19 ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วมากกว่า 4,819,000 คน และเสียชีวิตกว่า 318,800 คน และหาฉันทามติเรื่องการไต่สวนอย่างอิสระ เป็นกลาง และครอบคลุมเรื่องการรับมือระหว่างประเทศ การประชุมเมื่อวันจันทร์ผู้นำและรัฐมนตรีชาติสมาชิกส่วนมากยกย่องความพยายามของ WHO แต่อเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐอเมริกาโจมตีองค์กรนี้ว่า &amp;quot;ความล้มเหลว&amp;quot; ในการได้มาและจัดเตรียมข้อมูลทำให้ต้องสูญเสียชีวิตจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ทำหนังสือถึงทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ &amp;nbsp;WHO โจมตีองค์กรนี้ว่าเป็น &amp;quot;หุ่นเชิดของจีน&amp;quot; และขู่จะระงับเงินช่วยเหลืออย่างถาวร ทั้งจะทบทวนความเป็นสมาชิก หากองค์การอนามัยโลกไม่ทำการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 30 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรัฐบาลจีน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงเมื่อวันอังคาร ตอบโต้ว่าทรัมป์กำลังพยายาม &amp;quot;ป้ายสีจีน&amp;quot; และใช้จีนเป็นข้ออ้างปัดความรับผิดชอบและพันธะระหว่างประเทศที่มีต่อ WHO.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66385</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ทดลองวัคซีนโควิด, ทดลองวัคซีนโควิดในลิง, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, ล้วงข้อมูล, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, ไทยชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3de462b005.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
