<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดจ่ออยู่หมัด ติดเชื้อขยับแค่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศบค.พบติดเชื้อเพิ่ม 2 รายจากนราธิวาส ยกบทเรียนเปิดเทอมฝรั่งเศสสัปดาห์เดียวพุ่ง 70 คน ยัน &amp;quot;ไทยชนะ&amp;quot; ใช้แค่ควบคุมโรค ปัดล้วงข้อมูลเอื้อประโยชน์อื่น แนะสถานบันเทิงหานวัตกรรมปลอดภัยรอคลายล็อก ข่าวดี! ไทยเตรียมทดลองวัคซีนโควิดในลิงสัปดาห์หน้า มีลุ้นปีหน้าได้ใช้ อภ.จับมือ สวทช.ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ คาดปี 64 ขึ้นทะเบียน-ต้นปี 65 จำหน่ายได้ &amp;quot;ทรัมป์&amp;quot; อาละวาด WHO หุ่นเชิดจีน ขู่ระงับเงินช่วยเหลือถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เวลา 11.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงว่า &amp;nbsp;สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 3,033 ราย หายป่วยสะสม 2,857 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 56 ราย อยู่ระหว่างรักษา 120 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 2 รายมาจาก จ.นราธิวาส เชื่อมโยงกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นพ่อที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก รายแรกเป็นหญิงไทย อายุ 36 ปี เป็นลูกสาว และอีกรายเป็นชายไทย &amp;nbsp;อายุ 42 ปี เป็นลูกเขย ที่ไปเฝ้าไข้พ่อซึ่งป่วยเป็นโควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 8 พ.ค.มีการตรวจครั้งหนึ่งแต่ไม่พบเชื้อ และตรวจซ้ำวันที่ 14 พ.ค.พบว่าติดเชื้อโควิด-19 จากการสอบประวัติอาศัยอยู่ในบ้านกันแค่ &amp;nbsp;2 คน ไม่มีผู้สัมผัสใกล้ชิดรายอื่น อย่างไรก็ตามตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 จนถึงวันที่ 18 พ.ค. จำนวน &amp;nbsp;3,031 ราย มาจากการขอเข้าไปตรวจเอง 1,585 ราย หรือ 52% รองลงมาคือ ติดตามผู้สัมผัส 1,186 &amp;nbsp;ราย หรือ 39% จะเห็นว่าหลังจากเราปรับเกณฑ์การเข้าตรวจเชื้อให้ง่ายขึ้น ทำให้มีผู้เดินทางมาตรวจมากขึ้น เพราะมีทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่สามารถตรวจได้กว่า 100 แห่ง หากใครมีอาการน่าสงสัยก็เข้าไปตรวจได้ฟรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ 4,891,330 ราย เสียชีวิต &amp;nbsp;320,134 ราย มีข่าวที่น่าสนใจของโลกคือ จีนพบผู้ติดเชื้ออีก 5 ราย ที่มณฑลจี๋หลิน ทางการจีนจึงสั่งระงับบริการรถไฟโดยสารออกจากเมือง ผู้ที่ต้องการออกจากเมืองต้องมีผลการตรวจอายุไม่เกิน 48 &amp;nbsp;ชั่วโมงว่าไม่ติดโรค และมีมาตรการควบคุมในพื้นที่ชายแดนเชื่อมต่อเกาหลีเหนือและรัสเซีย ส่วนที่เกาหลีใต้ ทางการระบุว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในสถานบันเทิงย่านอิแทวอนได้แล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ควบคุมได้เร็วคือการตรวจโรค การติดตามกลุ่มเสี่ยงอย่างรวดเร็ว และระบบติดตามอย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ฝรั่งเศส ภายหลังมีการคลายล็อกเปิดสถานศึกษาให้เด็ก 1 ใน 3 มาเรียน พบว่าในสัปดาห์เดียวมีการติดเชื้อ 70 ราย แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเป็นนักเรียนหรือครู ดังนั้นเราต้องศึกษาและเรียนรู้จากประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ในวันที่ 19 พ.ค.จะมีคนไทยกลับจากเนเธอร์แลนด์ 34 ราย ฝรั่งเศส 40 &amp;nbsp;ราย ญี่ปุ่น 61 ราย จีน 33 ราย สหรัฐอเมริกา 216 ราย และวันที่ 20 พ.ค. รัสเซีย 78 ราย อาร์เจนตินา &amp;nbsp;อุรุกวัย บราซิล ซึ่งเป็นนักเรียนและนักศึกษา 58 ราย อินเดีย 219 ราย ชิลี 7 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการลงทะเบียนใน www.ไทยชนะ.com เมื่อวันที่ 18 พ.ค.จนถึงเวลา 21.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียน 60,853 ร้าน จำนวนผู้ใช้งาน 3,660,081 คน จำนวนการเข้าใช้งาน 5,562,344 คน ส่วนที่มีความกังวลว่าจะมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองนั้น กระทรวงสาธารณสุขมีเจตนาเพื่อควบคุมโรคและป้องกันโรคเท่านั้น ที่สำคัญข้อมูลของประชาชนจะอยู่แค่ 60 วัน ถ้าไม่มีการติดเชื้อข้อมูลเหล่านี้จะถูกลบไป ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ไม่ต้องกังวลใจ และขอให้กิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนปรนในระยะที่ 1 และ 2 มาลงทะเบียน เพื่อให้การติดตามโรคทำได้ง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าขณะนี้มีร้านเสริมสวยเริ่มให้บริการดัด ย้อม ซึ่งกระทำนอกเหนือไปจากตัด สระ ไดร์ ที่ศบค.อนุญาต ถือเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตามประกาศฉบับที่ 7 อนุญาตให้เฉพาะตัด &amp;nbsp;สระ ไดร์ ส่วนการดัดและย้อมต้องใช้เวลาทำมากกว่า 2 ชั่วโมง จึงยังไม่ได้รับอนุญาต แต่ถ้าเราทำตัวเลขได้ต่ำกว่าสองหลักไปนานๆ อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 และ 4 จะทำอะไรได้มากขึ้น หากร้านเสริมสวยฝ่าฝืนหรือมีผู้ร้องเรียนมา โทษสูงสุดคือปิดร้าน แต่เราไม่อยากทำแบบนั้น จะเข้าไปตักเตือนให้ปรับปรุงก่อน
หานวัตกรรมปลอดภัยรอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงธุรกิจสถานบันเทิง ผับ บาร์ จะมีการผ่อนปรนในระยะที่ 4 หรือไม่ หรือจะปิดต่อเนื่อง &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการระบาดสูง พอมาเกิดกรณีในต่างประเทศยิ่งทำให้เรากังวลใจ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับปานกลาง จึงจัดไว้ให้อยู่ในกิจการ/กิจกรรมหลังๆ ที่จะเปิด ถ้าดูตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ &amp;nbsp;เรามีตัวเลขผู้ป่วยหลักเดียวยาวมาแล้ว 22 วัน หรือ 3 สัปดาห์ มีเพียงวันเดียวที่มีผู้ป่วยพุ่งขึ้นมา 18 &amp;nbsp;ราย แต่อยู่ในศูนย์กักแรงงานต่างด้าว อ.สะเดา จ.สงขลา ดังนั้นถ้าเราการ์ดไม่ตก มีตัวเลขหลักเดียวไปนานๆ ระยะเวลา 14 วันที่จะผ่อนปรนแต่ละระดับจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว สำหรับธุรกิจผับ บาร์ ระหว่างรอเปิดร้านให้ไปหานวัตกรรมใหม่ หรือดีไซน์ร้านสำหรับชีวิตวิถีใหม่ที่มีความปลอดภัย ให้ความมั่นใจแก่ทางการ ศบค. กระทรวงสาธารณสุขได้ว่า เมื่อไปนั่งแล้วจะไม่ติดโรคแน่นอน แล้วเสนอขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฏกกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงยารักษาโรคโควิด-19 ว่า องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้วางแผนบริหารจัดการเพื่อให้มียาที่จำเป็นสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในภาวะวิกฤติและระยะยาว แม้จะมีการระบาดเพิ่มขึ้นในระยะที่ 2 ยืนยันว่ามีจำนวนยาที่เพียงพอต่อการรักษาในประเทศไทย โดยมียาที่ใช้ร่วมกัน 7 รายการ ผลิตเอง 5 รายการ ประกอบด้วย 1.ยาคลอโรควิน รักษาโรคมาลาเรีย สำรองไว้ 1.8 ล้านเม็ด 2.ยาต้านไวรัสเอดส์สูตรผสม โลพินาเวียร์ และริโทรนาเวียร์ สำรองไว้ 30.6 ล้านเม็ด 3.ยาต้านไวรัสเอดส์ดารุนาเวียร์ สำรองไว้ 1.9 ล้านเม็ด 4.ยาต้านไวรัสเอดส์ริโทรนาเวียร์ สำรองไว้ 1.9 ล้านเม็ด และ 5.ยาอะซิโธรมัยซิน ยาปฏิชีวนะใช้รักษาอาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย &amp;nbsp;สำรองไว้ 3.4 ล้านเม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนยาอีก 2 รายการ คือ ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ได้จัดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศแล้ว 1.09 ล้านเม็ด และยาฟาวิพิราเวียร์ซึ่งเป็นยาสำคัญที่ใช้ในการรักษา อภ.และกรมควบคุมโรคได้จัดซื้อแล้ว 1.87 &amp;nbsp;แสนเม็ดจาก 2 แหล่งผลิตหลัก โดยได้กระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว 1 แสนเม็ด ยังคงมียาสำรองในคลังของ อภ. 8.7 หมื่นเม็ด และจะส่งมอบเพิ่มเติมในเดือน พ.ค.เพื่อสำรองไว้อีก 303,860 เม็ด ซึ่งจะทำให้มียาฟาวิพิราเวียร์ใช้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว นอกจาก อภ.ได้มีการพัฒนายาฟาวิพิราเวียร์ โดยนำวัตถุดิบเข้ามาเพื่อพัฒนาให้เป็นยาเม็ดผลิตขึ้นเอง โดยเบื้องต้นอยู่ในการพัฒนาในห้องปฏิบัติการเพื่อหาสูตรยาที่เหมาะสม หลังจากนั้นจะมีการขยายฐานการผลิตกึ่งอุตสาหกรรม โดยจะต้องมีการผลิตยาไม่ต่ำกว่า 1 แสนเม็ด คาดว่าสามารถผลิตได้ในเดือน ม.ค.64 เมื่อยามีความคงตัวแล้ว หลังจากนั้นจะมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิผลและชีวสมมูล หลังจากนั้นปลายปี 64 จะมีการยื่นข้อมูลเพื่อขึ้นทะเบียนต่อไป ทั้งนี้ต้นปี 2565 คาดว่าประเทศไทยจะสามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์เพื่อนำออกจำหน่ายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนนั้น ภญ.นันทกาญจน์กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานในมหาวิทยาลัยได้ศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองอยู่ ขณะที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนได้ โดยอาจจะซื้อวัคซีนจากประเทศอื่นที่ผลิตได้แล้วมาแบ่งบรรจุ หรือนำเข้าเทคโนโลยีในการผลิตซึ่งยังต้องประเมินอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวมั่นใจว่ายาฟาวิพิราเวียร์จำนวน 4 แสนเม็ดจะเพียงพอกับการรักษาผู้ป่วย โดยผู้ป่วย 1 รายใช้ยาประมาณ 70 เม็ดตลอดการรักษา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังไม่ปลอดภัยจากการระบาดของโรคโควิด-19 เพราะยังมีผู้ป่วยรายใหม่ในบางวัน แสดงว่าเชื้อยังอยู่ในชุมชน ทั้งนี้จากจำนวนผู้ป่วยสะสม 3,033 คน กว่าร้อยละ 50 พบว่าติดเชื้อจากคนในบ้าน และอีกร้อยละ 20 ติดจากที่ทำงาน จึงแสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อส่วนมากยังมาจากคนในครอบครัว ย้ำว่าการทำตามมาตรการของกระทรวงยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการรักษาระยะห่างและหมั่นล้างมือ
ไทยมีลุ้นได้ใช้วัคซีนปีหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข่าวดีสำหรับการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ล่าสุดงานวิจัย &amp;nbsp;&amp;quot;วัคซีนชนิด mRNA&amp;quot; ที่ศูนย์วัคซีนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ อว.มอบให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รับผิดชอบ ประสบความสำเร็จในระดับดีหลังทดสอบในหนูทดลองแล้ว โดยผลการคัดกรองเบื้องต้นที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย &amp;nbsp;ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าให้ผลกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า Neutralizing antibody ในระดับที่สูงถึง 1: 3,000 ทั้งนี้กำลังเตรียมจะทดสอบในลิงในประเทศไทยสัปดาห์หน้าต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ได้มีการประสานเตรียมการผลิตวัคซีนชุดแรกกับโรงงานผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพื่อนำมาใช้ทดสอบในคนตามขั้นตอนมาตรฐานสากล รวมทั้งได้ประสานกับบริษัท Bionet Asia ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนของไทย เตรียมการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบ ซึ่งเชื่อว่าจะสำเร็จจนถึงขั้นสุดท้าย คือประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนด้วยเทคโนโลยี mRNA ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่มากที่สุดในประเทศไทยและนำมาใช้ช่วยคนไทยป้องกันโควิด-19 ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ให้ประเทศไทยดำเนินการเรื่องวัคซีนอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อมีวัคซีนโรคโควิด-19 ใช้แล้ว ไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่มีวัคซีนใช้อย่างเพียงพอสำหรับคนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้สั่งการให้ อว.ระดมกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนให้มีการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอ โดยใช้ 3 แนวทางควบคู่กันไป คือ การสนับสนุนการวิจัยในประเทศ, การร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ และการทำงานจตุรภาคีกับผู้ผลิต ภาควิชาการ ภาครัฐ และเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งได้ให้ทุนวิจัยเรื่องวัคซีนโควิด-19 แล้ว 5 โครงการในหลายสถาบัน ซึ่งหลายแห่งมีความก้าวหน้าจนถึงขั้นทดสอบในสัตว์ทดลองแล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 คือการบริหารจัดการให้แน่ใจว่าจะมีวัคซีนใช้งานได้อย่างรวดเร็วและจำนวนเพียงพอ ซึ่งต้องเตรียมการทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาและการผลิตควบคู่กันไป เช่น การเตรียมโรงงานเพื่อผลิตวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการทดสอบในอาสาสมัคร รวมทั้งการวางแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บริษัทผลิตวัคซีนในประเทศไทย ซึ่งต้องเตรียมการให้เหมาะสม จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการผลิตวัคซีนให้เพียงพอสำหรับประเทศภายในปีหน้าได้หากประสบความสำเร็จ ขณะที่ปัจจุบันมีวัคซีนต้นแบบที่เข้าทดสอบในสัตว์ทดลองมากกว่า 150 ชนิด และอย่างน้อยมี 10 ชนิดที่เริ่มทำการทดสอบในอาสาสมัครแล้วอย่างน้อย 5 ประเทศ คือ จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และแคนาดา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่นครเจนีวา องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดประชุมสมัชชาอนามัยโลกผ่านระบบทางไกลนาน 2 &amp;nbsp;วัน หารือเกี่ยวกับวิกฤติโควิด-19 ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วมากกว่า 4,819,000 คน และเสียชีวิตกว่า 318,800 คน และหาฉันทามติเรื่องการไต่สวนอย่างอิสระ เป็นกลาง และครอบคลุมเรื่องการรับมือระหว่างประเทศ การประชุมเมื่อวันจันทร์ผู้นำและรัฐมนตรีชาติสมาชิกส่วนมากยกย่องความพยายามของ WHO แต่อเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐอเมริกาโจมตีองค์กรนี้ว่า &amp;quot;ความล้มเหลว&amp;quot; ในการได้มาและจัดเตรียมข้อมูลทำให้ต้องสูญเสียชีวิตจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ทำหนังสือถึงทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ &amp;nbsp;WHO โจมตีองค์กรนี้ว่าเป็น &amp;quot;หุ่นเชิดของจีน&amp;quot; และขู่จะระงับเงินช่วยเหลืออย่างถาวร ทั้งจะทบทวนความเป็นสมาชิก หากองค์การอนามัยโลกไม่ทำการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 30 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรัฐบาลจีน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงเมื่อวันอังคาร ตอบโต้ว่าทรัมป์กำลังพยายาม &amp;quot;ป้ายสีจีน&amp;quot; และใช้จีนเป็นข้ออ้างปัดความรับผิดชอบและพันธะระหว่างประเทศที่มีต่อ WHO.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66385</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ทดลองวัคซีนโควิด, ทดลองวัคซีนโควิดในลิง, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, ล้วงข้อมูล, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, ไทยชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3de462b005.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
