<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>HAVAL H6 Hybrid SUV หรู ฟังก์ชั่นสุดล้ำ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่จะมีการแจ้งราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 เรามาทำความรู้จัก All New HAVAL H6 Hybrid SUV กันก่อน สำหรับ HAVAL H6 Hybrid มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวสะท้อนถึงสุนทรียภาพแห่งอนาคตด้วยการผสมผสานระหว่างการออกแบบที่หรูหรามีระดับกับโครงสร้างอันล้ำสมัย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ กระจังหน้าดุดัน : กระจังหน้าทรงตะแกรง โดดเด่นด้วยโลโก้ HAVAL ตรงกลาง และเพิ่มความดุดัน แข็งแกร่ง ด้วยสีดำสำหรับรุ่น PRO และสีโครเมียม สำหรับรุ่น ULTRA ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ต : ขนาด 18 นิ้ว สำหรับรุ่น PRO และขนาด 19 นิ้ว สำหรับรุ่น ULTRA คมชัดทุกเส้นสาย : ลายเส้นบนตัวรถคมชัด ออกแบบมาได้อย่างลงตัวตามหลักอากาศพลศาสตร์ ไฟด้านหน้าและท้าย : มาพร้อมไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มรูปแบบ แถบไฟท้ายพาดยาวจากซ้ายจรดขวา LED taillight strip มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและโด่ดเด่นไม่เหมือนใคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกแบบภายในของ All New HAVAL H6 Hybrid SUV โดดเด่นด้วยการออกแบบภายในแบบ 360 องศา ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Future Intelligent Cockpit&amp;rdquo; เพื่อสร้างสุนทรียภาพให้กับทุกสัมผัสภายในห้องโดยสาร การเชื่อมต่อของหน้าจอทั้ง 3 Head Up Display (HUD) มีความคมชัดและความละเอียดสูง Multi Information Display มีความละเอียดสูง ขนาด 10 นิ้ว Intelligent Multimedia Touchscreen ขนาด 10 นิ้วในรุ่น PRO และขนาด 12 นิ้ว ในรุ่น ULTRA ซึ่งเป็นหน้าจอมัลติมีเดีย ความละเอียดสูง พื้นที่ห้องโดยสารที่เรียบง่ายและหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพดีและอุปกรณ์ตกแต่งที่หรูหรา พร้อมการตัดเย็บที่ประณีต หลังคาพาโนรามิกซันรูฟสุดหรู ขนาด 1.2 ตารางเมตร สัมผัสนุ่มสบายด้วยเบาะหนังสังเคราะห์คุณภาพเยี่ยม ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ โดยเบาะคู่หน้าสามารถปรับได้ 6 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังปรับด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อช่วยจัดท่านั่งให้สบายและอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นวิสัยทัศน์ได้ดีที่สุด ช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่และเพิ่มความปลอดภัย มาพร้อมกับการบำรุงรักษาที่ง่าย การระบายอากาศที่เบาะหน้าสามารถปรับระดับได้ โดยสามารถระบายอากาศได้อย่างรวดเร็วและช่วยควบคุมอุณหภูมิเบาะให้เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น แสงไฟสีแดง (Ambient Light) สร้างบรรยากาศอบอุ่นภายในห้องโดยสาร&amp;nbsp; พื้นที่เก็บสัมภาระอเนกประสงค์ที่สามารถใช้งานที่หลากหลาย ทั้งพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ ออกแบบให้มีพื้นระดับต่ำกว่าเพื่อช่วยเพิ่มความจุ และยังสามารถเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้ด้วยการปรับเบาะแบนราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในห้องโดยสาร มีระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศ AQS ด้วยเครื่องกรองอากาศ CN95 มาพร้อมกับเครื่องกำเนิดไอออนลบ สามารถลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้เมื่อเข้าสู่ห้องโดยสาร มีการติดตั้งวัสดุซับเสียงจากการสั่นสะเทือนและเสียงรบกวนภายนอก โดยใช้วัสดุกั้นเสียงหลากหลายชนิด&amp;nbsp; พร้อมฟังก์ชั่นอัจฉริยะ โดยมีการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ผ่านระบบออนไลน์อัจฉริยะ (FOTA)&amp;nbsp; ระบบดังกล่าวมาพร้อมกับความสามารถในการอัพเกรดเฟิร์มแวร์สำหรับการควบคุมระบบขับเคลื่อน ระบบส่งกำลัง ระบบการขับขี่อัจฉริยะต่างๆ รวมถึงระบบ Infotainment และระบบควบคุมอื่นๆ ภายในรถยนต์ได้อย่างง่ายดายผ่านระบบออนไลน์อัจฉริยะ (FOTA) All New HAVAL H6 Hybrid SUV เป็นรถยนต์เชื้อเพลิงรุ่นแรกที่มีฟังก์ชั่นนี้ การตอบโต้ด้วยเสียงอัจฉริยะผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) มีความสามารถในการจดจำเสียงได้เป็นอย่างดี จึงสามารถช่วยลดการใช้งานจากการกดปุ่ม&amp;nbsp; เป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยผู้ขับขี่สามารถสั่งการและโต้ตอบด้วยเสียงเพื่อใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ รวมไปถึงการเข้าถึงระบบเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ภายในรถ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสั่งการและควบคุมรถจากระยะไกล เป็นระบบที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการทำงานบางฟังก์ชั่นของรถยนต์ได้ แม้ผู้ขับขี่จะอยู่ในระยะที่ไกลจากตัวรถ รวมไปถึงการสร้างระบบความปลอดภัยให้กับรถยนต์ ฟังก์ชั่นการใช้งานที่สามารถสั่งการและควบคุมได้จากระยะไกล เช่น การควบคุมระบบปรับอากาศ การล็อคและปลดล็อคประตู การค้นหารถยนต์ การปิดหน้าต่าง และการควบคุมระบบการระบายความร้อนของเบาะ ฟังก์ชั่นด้านความปลอดภัยที่สามารถสั่งการและควบคุมได้จากระยะไกล เช่น การแสดงตำแหน่งรถยนต์ การกำหนดรัศมีการใช้งานรถ และการแสดงผลการตั้งค่าต่างๆ ของรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบความบันเทิงแบบมัลติมีเดีย ครบครันทั้งการเชื่อมต่อกับ Apple Car Play ด้วย SIRI (สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เดอนตุลาคม 64 เป็นต้นไป) การเชื่อมต่อกับ Android Auto ด้วย Google Assistant I (สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เดอนตุลาคม 64 เป็นต้นไป) การเชื่อมต่อกับระบบ CLOUD เพื่อความบันเทิงต่างๆ ทั้งการฟังเพลงออนไลน์และรายการวิทยุ การตรวจเช็คสภาพอากาศ และการดูข้อมูลเกี่ยวกับการนำทางและจุดหมายปลายทาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GWM LEMON PLATFORM คือ แพลตฟอร์มโมดูล่าร์อัจฉริยะที่สามารถปรับเปลี่ยนและรองรับเครื่องยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ถือเป็นแนวทางปฏิบัติในอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อช่วยลดต้นทุนผ่านการใช้แพลตฟอร์มร่วมกันในการผลิตรถที่หลายหลาย ตั้งแต่ A-D Segment เป็นแพลตฟอร์มที่มีสมรรถนะสูง โดยผ่านการขับทดสอบบนถนนมากกว่า 6 ล้านกิโลเมตร และมีการทดสอบในสภาวะแวดล้อมแบบสุดขั้วถึง 76 แบบ อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมัน เพิ่มความปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ขับขี่อันยอดเยี่ยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแพลตฟอร์มมีน้ำหนักเบา ช่วยให้การขับขี่ดีขึ้นทั้งในแง่ประสิทธิภาพการเร่ง การเบรก และการควบคุมพวงมาลัย มีการปรับปรุงให้มีความต้านทานแรงบิดและความแข็งแรงของหลังคาอย่างเต็มที่ รวมไปถึงการใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงสูง High-strength steel ทนแรงดึงได้สูงสุดถึง 1500MPa&amp;nbsp; ในการทำตัวโครงสร้าง โดยวัสดุมากกว่า 71.61% ทำจากเหล็กความแข็งแรงสูง (2000MPa)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมรรถนะของรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์ไฟฟ้าเบนซินไฮบริด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 Turbo ให้กำลังจากเครื่องยนต์สูงสุด 110 kW และมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 130 kW โดยให้กำลังรวมทั้งระบบสูงสุด 179 kW (243 PS) พร้อมให้แรงบิดจากเครื่องยนต์สูงสุด 230 Nm และแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 300 Nm โดยให้แรงบิดทั้งระบบรวมสูงสุด 530 Nm มีประสิทธิภาพเชิงความร้อน 38% All New HAVAL H6 Hybrid SUV ใช้เพลาขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์แบบ Multi-mode DHT รองรับการขับขี่ตามความต้องการ ช่วยประหยัดน้ำมัน คลายความกังวลด้วยระบบเกียร์ไฮบริดรุ่นแรกที่มี 2 ระบบเกียร์ (1 ระบบเกียร์ที่ด้านเครื่องยนต์และอีก 1 ระบบเกียร์ที่ด้านมอเตอร์ขับเคลื่อน) เพื่อรองรับการขับเคลื่อนที่หลากหลายโดยใช้ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดและกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัย (Driver Assistance and Safety Systems) สำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติในระดับ 2+ ระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety)&amp;nbsp; ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) มาพร้อมกล้องติดรถยนต์ ADAS ที่ประสานกับชิปควบคุมการขับเคลื่อนอัตโนมัติ EYEQ4 ของโมบายอาย ช่วยควบคุมในช่วงความเร็วเต็มพิกัดที่กำหนดไว้ รวมถึงการหยุดและรีสตาร์ทกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้ก่อนหน้า ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (ICA) ทำงานตามความเร็วที่ผู้ขับขี่ตั้งเอาไว้ แต่จะตรวจจับรถคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA) เป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อใช้ความเร็วต่ำ&amp;nbsp; ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI) ถือเป็นหนึ่งในระบบที่ดีทีสุดในระดับ 2+ (L2+) ที่มาพร้อมระบบการตรวจจับคนเดินถนน และทางแยก โดยสามารถคำนวณระยะทางระหว่างรถและคนเดินถนนได้แบบเรียลไทม์ มีสัญญาณเตือนด้วยเสียงและการเบรกอัตโนมัติช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดแรงกระแทก และยังมีการเตือนการชนด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้เรดาร์ด้านหน้าและหลัง เพื่อพิจารณาระยะทาง ทิศทาง และความเร็วสัมพัทธ์ของรถคันอื่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ช่วยควบคุมพวงมาลัยให้รถอยู่ในเลน ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) แจ้งเตือนเมื่อรถกำลังออกนอกเลน ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) ช่วยควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) โดยหากมีการตรวจสอบพบรถอีกคันกำลังแล่นมา หรือมีรถแซงขึ้นมาจากอีกเลนหนึ่ง ระบบจะทำการแทรกแซงการทำงานมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการชน ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD) โดยการใช้ใช้เรดาร์ตรวจสอบรถในเลนที่ติดกันโดยหากมีหากอยู่ใกล้มากจนเสี่ยงที่จะเกิดการชนเนื่องจากจุดอับสายตาตามธรรมชาติ ระบบจะมีไฟเตือนเพื่อแสดงที่กระจกด้านนอกในด้านที่เหมาะสม ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS) โดยระบบจะตรวจสอบรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถที่มีขนาดยาว​ โดยในระหว่างการแซง ระบบจะรักษาช่องว่างระหว่างรถตามระยะที่เหมาะสม​เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ และจะหมุนรถให้กลับสู่เลนเดิมอัตโนมัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้าโค้งอัจฉริยะ เมื่อระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ทำงาน กล้องจะทำการตรวจสอบความโค้งของถนน และความเร็วจะถูกปรับอัตโนมัติหากจำเป็นต้องลดความเร็วในขณะเข้าโค้งเพื่อความปลอดภัย และเมื่อผ่านโค้งไปแล้ว รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วเดิมที่ตั้งไว้ ระบบตรวจจับและตีความหมายป้ายจราจร(TSR) กล้องจะทำงานร่วมกับชิปประมวลผลภาพโดยสามารถวิเคราะห์ป้ายจราจรเช่น ป้ายจำกัดความเร็ว และจะมีสัญญาณเตือนด้วยเสียงและภาพแสดงบนหน้าจอเพื่อเตือนผู้ขับขี่หากขับเกินความเร็วที่กำหนด ระบบควบคุุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (VSC) ช่วยตรวจสอบการหมุนของพวงมาลัยที่อาจจะมากหรือน้อยเกินไปในทางโค้ง เพื่อช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนโดยการลดคันเร่งและเบรกในแต่ละล้อ ระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC) ใช้เบรกเพื่อช่วยควบคุมความเร็วของรถขณะขับบนทางลาดชันเพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิในการบังคับพวงมาลัย ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA) โดยเมื่อออกจากจุดที่หยุดนิ่งบนเนินสูงชัน เบรกจะยังคงค้างอยู่ราว 2 วินาที จนกระทั่งคันเร่งทำงานเพื่อป้องกันการถอยหลัง ระบบป้องกันการไหลของรถโดยการเบรกอัตโนมัติ (AVH) เมื่อหยุดรถบนทางลาดลง เบรกจะทำงานอัตโนมัติจนกว่าจะมีการเหยียบคันเร่ง ระบบช่วยเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรก (HBA) ช่วยลดระยะเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยรถจะเพิ่มระบบช่วยเบรกเพื่อลดระยะการหยุดให้สั้นลง ระบบลดความเสี่ยงที่จะพลิกคว่ำ (ARS) ช่วยชะลอและทรงตัวรถ หากตรวจสอบพบว่ารถมีการหมุนตัวมากเกินไป จะใช้ระบบเบรกและการควบคุมคันเร่งในการชะลอรถและทรงตัว ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS) โดยรถจะทำการวัดแรงดันลมยางอย่างต่อเนื่องและเตือนผู้ขับขี่หากมีแรงดันลมยางล้อใดลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ประกอบไปด้วยกล้องที่มองได้รอบ 4 ตัว มีความละเอียดคมชัด 4 Megapixel โดยระบบจะรวมเอามุมมองภาพทั้ง 4 กล้องมาสร้างภาพที่มีมุมมอง 360 องศา เพื่อแสดงให้เห็นมุมมองของรถในแบบ &amp;ldquo;เฮลิคอปเตอร์&amp;rdquo; และเปิดการทำงานอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่โหมดการถอยหลัง โดยสามารถดูได้เมื่อขับรถที่ความเร็ว 15 หรือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและตอนสตาร์ทรถ ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IAP) ใช้เซนเซอร์และกล้องในการตรวจสอบเพื่อตรวจจับวัตถุและเครื่องหมายบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถและช่วยทำงานเต็มรูปแบบเพื่อเข้าจอด ทั้งแนวตั้ง แนวนอน หรือแนวเฉียง โดยเมื่อระบุช่องว่างที่จะนำรถเข้าจอดแล้ว รถจะทำการจอดด้วยตัวเองด้วยการควบคุมพวงมาลัย เบรก และคันเร่ง ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอัยสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) เซนเซอร์ช่วยตรวจสอบจุดอับสายตาด้านหลังของตัวรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของช่องทางเดินรถในขณะถอยหลัง เมื่อกำลังถอยหลังออกจากช่องจอดเข้าสู่ช่องจราจร เซนเซอร์หลังของรถจะทำการเช็คด้านซ้ายและขวาของช่องจราจรและ ส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียงและภาพ หากผู้ขับขี่ยังเพิกเฉย ไม่หยุดรถ ระบบเบรกอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินจะเริ่มทำงานด้วยการลดความเร็วและหยุดรถเพื่อหลีกเลี่ยงการชน ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ในขณะที่ขับรถต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถจะบันทึกเส้นทางและสามารถถอยหลังกลับได้ในระยะ 50 เมตรโดยอัตโนมัติ และหากเลือกเกียร์ถอย รถจะสามารถถอยหลังกลับได้เองโดยใช้ข้อมูลสิ่งกีดขวางต่างๆ ที่ถูกบันทึกไว้ ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู (DOW) ระบบตรวจสอบและแจ้งเตือนวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว หากพบการเปิดประตูรถ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ เมื่อรถจอดเรียบร้อยแล้ว หากมีการตรวจจับวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวได้ เช่น มีรถหรือนักปั่น จะมีไฟเตือนการเปิดประตูจะแสดงขึ้นบนหน้าจอ และเมื่อประตูถูกเปิดออกในขณะที่วัตถุถูกตรวจจับได้ ไฟเตือนจะกระพริบและจะมีเสียงเตือน ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่ (DFM) ช่วยประเมินและวิเคราะห์ลักษณะในการขับขี่ เช่นมุมบังคับเลี้ยว การเบรก การควบคุมไฟส่องสว่าง และใบบัดน้ำฝน ระยะเวลาในการขับ หากพบว่ามีลักษณะการขับขี่ที่เหนื่อยล้า หรือหลังจากขับรถด้วยความเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขับรถมากว่า 4 ชั่วโมง ระบบจะเตือนด้วยภาพและเสียงนาน 20 วินาที ทุกๆ 10 นาที โดยสามารถทำการตั้งค่าใหม่ได้ก็ต่อเมื่อทำการหยุดรถเท่านั้นรถจะทำการแจ้งเตือนและแนะนำให้หยุดพัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (Passive Safety) ตัวถังทำจากเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงและเชื่อมต่อด้วยเลเซอร์ สามารถดูดซับและลดแรงกระแทกเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง เพื่อปกป้องผู้โดยสาร เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ในกรณีที่ถุงลมนิรภัยทำงาน สัญญาณเตือนอันตรายจะทำงาน ประตูจะถูกปลดล็อก และรถจะโทรติดต่อศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน และสามารถส่งตำแหน่งเพื่อขอความช่วยเหลือได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์และบริการที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค เตรียมสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยจะประกาศราคารถ All New HAVAL H6 Hybrid SUV แบบ &amp;ldquo;ONE PRICE&amp;rdquo; อย่างเป็นทางการวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมาพร้อมการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Factory Warranty &amp;amp; Roadside Assist) ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการรับประกันแบตเตอรี่แบบไม่จำกัดระยะทางนานถึง 8 ปีเต็ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106782</URL_LINK>
                <HASHTAG>HAVAL H6 Hybrid SUV, ทดลองขับ, ทดสอบรถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc236561f31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ สมรรถนะดี ฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีอัดแน่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;หลังจากที่มิตซูบิชิ เปิดตัว &amp;ldquo;เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่&amp;rdquo; เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หลายคนโฟกัสไปที่ราคาว่าค่อนข้างสูง หากเทียบราคากับสมรรถนะและเทคโนโลยีถือว่า &amp;ldquo;เอาท์แลนเดอร์&amp;rdquo; มีจุดเด่นที่ให้ความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป โดยเอาท์แลนเดอร์ที่วางจำหน่ายปัจจุบันนี้ ผลิตในเมืองไทยทำให้มีราคาถูกกว่า โดยมีจำหน่าย 2 รุ่นย่อย คือ จีที ราคา 1.64 ล้านบาท และ จีที พรีเมียม 1.749 ล้านบาท มาพร้อมการรับประกันคุณภาพพร้อมค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี แต่ถ้าเป็นการนำเข้ารถยนต์เอาท์แลนเดอร์มาขายเมืองไทยราคาจะสูงราว 4 ล้านบาท และสำหรับรุ่นเอาท์แลนเดอร์ในต่างประเทศที่จะเปิดตัวรุ่นใหม่ ไม่มีการติดตั้งระบบพีเอชอีวี และยังไม่มีแผนการนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ล่าสุด มิตซูบิชิ เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี (ปลั๊กอินไฮบริด) ใหม่ แบบวันเดย์ทริปรอบกรุงเทพฯ โดยตลอดเส้นทางการทดสอบได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ และระบบเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม พร้อมความสะดวกสบายระดับพรีเมียม เพื่อตอกย้ำการเป็นรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก โดยเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ เป็นได้มากกว่ารถเอสยูวี พีเอชอีวี พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ให้สื่อมวลชน เพื่อสัมผัสกับไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ด้วยการปรุงอาหารมื้อเช้ากลางแจ้งกับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ ที่สามารถผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถ มาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีขนาดไม่เกิน 1,500 วัตต์ เพียงการเสียบปลั๊กเข้ากับช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในตัวรถ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ต่อจากนั้นจึงเริ่มทดสอบขับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ รอบกรุงเทพฯ โดยเริ่มจากการทดสอบขับด้วย โหมดอีวี ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ปราศจากการใช้น้ำมัน และยังปราศจากมลพิษ โดยตลอดการเดินทางยังสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบาย ความกว้างขวาง และความหรูหราเหนือระดับของห้องโดยสาร ที่ครบทุกฟังก์ชัน เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ มาพร้อมกับเบาะหนังดีไซน์ใหม่แบบ &amp;lsquo;ไดมอนด์ ควิลติ้ง คัท&amp;rsquo; ที่สะท้อนความสมบูรณ์แบบทั้งในด้านความสะดวกสบาย และยังสามารถตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ตลอดการเดินทาง ส่วนระบบเครื่องเสียงสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบปฏิบัติการไอโอเอสและแอนดรอยด์ ที่รองรับฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ มากมาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เดินทางโดยใช้เส้นทางถนนวงแหวนรอบนอก ได้มีโอกาสการทดสอบขับทั้ง โหมดซีรีย์ ไฮบริด และโหมดพาราเรล ไฮบริด เพื่อสัมผัสกับสมรรถนะโดย โหมดซีรีย์ ไฮบริด ขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และ โหมดพาราเรล ไฮบริด เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถไปพร้อมกัน โดยการขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบ จะถูกสลับปรับเปลี่ยนโหมดแบบอัตโนมัติ พร้อมระบบเบรกรีเจนเนอร์เรทีฟ ที่สามารถจ่ายพลังงานคืนเพื่อการชาร์จกระแสไฟฟ้าให้แก่แบตเตอรี่ รวมทั้ง ชาร์จโหมด ที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่ได้จนเกือบเต็มในขณะขับขี่ พร้อมกันนี้ตลอดเส้นทางยังได้มีโอกาสทดสอบระบบความปลอดภัยที่ครบครัน และเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (ACC) ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แต่เฉพาะรักษาระดับความเร็วให้คงที่เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ตรวจจับรถคันหน้า พร้อมควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยจนกว่ารถจะหยุด ในช่วงบ่ายเป็นการขับขี่แบบฟรีรัน เพื่อขับกลับมายังสนามทดสอบ อิมแพ็ค ริมทะเลสาบ ที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้พิสูจน์สมรรถนะของ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ ซึ่งมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 52.6 กม.ต่อลิตร หรือ 1.9 ลิตรต่อ 100 กม. ตามมาตรฐาน NEDC มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำที่ 43 กรัมต่อกม. พร้อมอัตราเร่งและแรงบิดที่ดีเยี่ยม หมดกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ ประหยัดน้ำมัน พร้อมการขับขี่ที่นุ่มนวลตลอดการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;โดยช่วงท้ายของการทดสอบ ยังได้พิสูจน์กับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก Anti-Lock Braking (ABS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Active Stability Control (ASC) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและการเบรกระหว่างล้อซ้ายและล้อขวา Active-Yaw Control (AYC) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ติดตั้งที่เพลาหน้า-หลัง ควบคุมแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ พร้อมเสถียรภาพ เพิ่มสมรรถนะและการควบคุม มั่นใจทุกการเข้าโค้ง ผู้ขับขี่จึงได้สัมผัสกับสมรรถนะการควบคุมและประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่เหนือกว่าระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทั่วไปได้อย่างเต็มที่ ซึ่งกิจกรรมการทดสอบขับช่วงท้ายเป็นรูปแบบพิเศษ ประกอบด้วย การทดสอบอัตราการเร่ง ระบบการควบคุม ระบบเบรก และระบบเสถียรภาพด้วยการเข้าโค้งแบบวงกลม ที่แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ มีเสถียรภาพและสามารถขับเคลื่อนได้บนทุกสภาพถนน กิจกรรมการทดสอบขับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะ และเทคโนโลยี ของมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ ที่สามารถขับขี่โดยปราศจากความกังวลในด้านระยะทางการขับขี่มีมลพิษที่ต่ำและประหยัดน้ำมัน ซึ่งเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ มีสมรรถนะที่เหนือกว่าทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รถยนต์แบบไฮบริด และรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ จึงเป็นรถยนต์ทางเลือกที่ดีที่สุด ที่สามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งาน มั่นใจได้ในความทนทาน พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม และมีค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;สำหรับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ มีสีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond, สีเงิน Sterling Silver และสีดำ Jet Black Mica โดยรุ่นเริ่มต้น จีที มีราคาจำหน่ายที่ 1,640,000 บาท และรุ่น จีที พรีเมียม มีราคาจำหน่ายที่ 1,749,000 บาท โดยทั้ง 2 รุ่น ลูกค้าสามารถมั่นใจและหมดความกังวลในด้านค่าบำรุงรักษาด้วยแพ็กเกจ วอรี่ ฟรี (worry-free) ประกอบด้วย ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และยังมีมิตซูบิชิ เซอร์วิส แพ็กเกจ 5 ปี , ฟรี ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี, ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี, ฟรี รับประกันคุณภาพพร้อมค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี และสำหรับลูกค้าที่จองรถภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2564 รับค่าสนับสนุนการติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าที่บ้านรวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท สัมผัสมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และทดลองขับด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูมทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;-------------------------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;นรินทร โชติภิรมย์กุล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92064</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทดสอบรถ, มิตซูบิชิ, มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี, รถใหม่, เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี., ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601cbfafc9508.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ สมรรถนะดี ฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีอัดแน่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;หลังจากที่มิตซูบิชิ เปิดตัว &amp;ldquo;เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่&amp;rdquo; เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หลายคนโฟกัสไปที่ราคาว่าค่อนข้างสูง หากเทียบราคากับสมรรถนะและเทคโนโลยีถือว่า &amp;ldquo;เอาท์แลนเดอร์&amp;rdquo; มีจุดเด่นที่ให้ความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป โดยเอาท์แลนเดอร์ที่วางจำหน่ายปัจจุบันนี้ ผลิตในเมืองไทยทำให้มีราคาถูกกว่า โดยมีจำหน่าย 2 รุ่นย่อย คือ จีที ราคา 1.64 ล้านบาท และ จีที พรีเมียม 1.749 ล้านบาท มาพร้อมการรับประกันคุณภาพพร้อมค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี แต่ถ้าเป็นการนำเข้ารถยนต์เอาท์แลนเดอร์มาขายเมืองไทยราคาจะสูงราว 4 ล้านบาท และสำหรับรุ่นเอาท์แลนเดอร์ในต่างประเทศที่จะเปิดตัวรุ่นใหม่ ไม่มีการติดตั้งระบบพีเอชอีวี และยังไม่มีแผนการนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;ล่าสุด มิตซูบิชิ เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี (ปลั๊กอินไฮบริด) ใหม่ แบบวันเดย์ทริปรอบกรุงเทพฯ โดยตลอดเส้นทางการทดสอบได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ และระบบเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม พร้อมความสะดวกสบายระดับพรีเมียม เพื่อตอกย้ำการเป็นรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก โดยเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ เป็นได้มากกว่ารถเอสยูวี พีเอชอีวี พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ให้สื่อมวลชน เพื่อสัมผัสกับไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ด้วยการปรุงอาหารมื้อเช้ากลางแจ้งกับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ ที่สามารถผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถ มาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีขนาดไม่เกิน 1,500 วัตต์ เพียงการเสียบปลั๊กเข้ากับช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในตัวรถ &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;ต่อจากนั้นจึงเริ่มทดสอบขับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ รอบกรุงเทพฯ โดยเริ่มจากการทดสอบขับด้วย โหมดอีวี ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ปราศจากการใช้น้ำมัน และยังปราศจากมลพิษ โดยตลอดการเดินทางยังสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบาย ความกว้างขวาง และความหรูหราเหนือระดับของห้องโดยสาร ที่ครบทุกฟังก์ชัน เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ มาพร้อมกับเบาะหนังดีไซน์ใหม่แบบ &amp;lsquo;ไดมอนด์ ควิลติ้ง คัท&amp;rsquo; ที่สะท้อนความสมบูรณ์แบบทั้งในด้านความสะดวกสบาย และยังสามารถตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ตลอดการเดินทาง ส่วนระบบเครื่องเสียงสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบปฏิบัติการไอโอเอสและแอนดรอยด์ ที่รองรับฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ มากมาย &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;เดินทางโดยใช้เส้นทางถนนวงแหวนรอบนอก ได้มีโอกาสการทดสอบขับทั้ง โหมดซีรีย์ ไฮบริด และโหมดพาราเรล ไฮบริด เพื่อสัมผัสกับสมรรถนะโดย โหมดซีรีย์ ไฮบริด ขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และ โหมดพาราเรล ไฮบริด เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถไปพร้อมกัน โดยการขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบ จะถูกสลับปรับเปลี่ยนโหมดแบบอัตโนมัติ พร้อมระบบเบรกรีเจนเนอร์เรทีฟ ที่สามารถจ่ายพลังงานคืนเพื่อการชาร์จกระแสไฟฟ้าให้แก่แบตเตอรี่ รวมทั้ง ชาร์จโหมด ที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่ได้จนเกือบเต็มในขณะขับขี่ พร้อมกันนี้ตลอดเส้นทางยังได้มีโอกาสทดสอบระบบความปลอดภัยที่ครบครัน และเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (ACC) ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แต่เฉพาะรักษาระดับความเร็วให้คงที่เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ตรวจจับรถคันหน้า พร้อมควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยจนกว่ารถจะหยุด ในช่วงบ่ายเป็นการขับขี่แบบฟรีรัน เพื่อขับกลับมายังสนามทดสอบ อิมแพ็ค ริมทะเลสาบ ที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้พิสูจน์สมรรถนะของ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ ซึ่งมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 52.6 กม.ต่อลิตร หรือ 1.9 ลิตรต่อ 100 กม. ตามมาตรฐาน NEDC มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำที่ 43 กรัมต่อกม. พร้อมอัตราเร่งและแรงบิดที่ดีเยี่ยม หมดกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ ประหยัดน้ำมัน พร้อมการขับขี่ที่นุ่มนวลตลอดการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;โดยช่วงท้ายของการทดสอบ ยังได้พิสูจน์กับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก Anti-Lock Braking (ABS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Active Stability Control (ASC) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและการเบรกระหว่างล้อซ้ายและล้อขวา Active-Yaw Control (AYC) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ติดตั้งที่เพลาหน้า-หลัง ควบคุมแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ พร้อมเสถียรภาพ เพิ่มสมรรถนะและการควบคุม มั่นใจทุกการเข้าโค้ง ผู้ขับขี่จึงได้สัมผัสกับสมรรถนะการควบคุมและประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่เหนือกว่าระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทั่วไปได้อย่างเต็มที่ ซึ่งกิจกรรมการทดสอบขับช่วงท้ายเป็นรูปแบบพิเศษ ประกอบด้วย การทดสอบอัตราการเร่ง ระบบการควบคุม ระบบเบรก และระบบเสถียรภาพด้วยการเข้าโค้งแบบวงกลม ที่แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ มีเสถียรภาพและสามารถขับเคลื่อนได้บนทุกสภาพถนน กิจกรรมการทดสอบขับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะ และเทคโนโลยี ของมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ ที่สามารถขับขี่โดยปราศจากความกังวลในด้านระยะทางการขับขี่มีมลพิษที่ต่ำและประหยัดน้ำมัน ซึ่งเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ มีสมรรถนะที่เหนือกว่าทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รถยนต์แบบไฮบริด และรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ จึงเป็นรถยนต์ทางเลือกที่ดีที่สุด ที่สามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งาน มั่นใจได้ในความทนทาน พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม และมีค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;สำหรับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ใหม่ มีสีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond, สีเงิน Sterling Silver และสีดำ Jet Black Mica โดยรุ่นเริ่มต้น จีที มีราคาจำหน่ายที่ 1,640,000 บาท และรุ่น จีที พรีเมียม มีราคาจำหน่ายที่ 1,749,000 บาท โดยทั้ง 2 รุ่น ลูกค้าสามารถมั่นใจและหมดความกังวลในด้านค่าบำรุงรักษาด้วยแพ็กเกจ วอรี่ ฟรี (worry-free) ประกอบด้วย ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และยังมีมิตซูบิชิ เซอร์วิส แพ็กเกจ 5 ปี , ฟรี ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี, ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี, ฟรี รับประกันคุณภาพพร้อมค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี และสำหรับลูกค้าที่จองรถภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2564 บการสนับสนุนพิเศษเมื่อลูกค้าจองรถภายในวันที่ March 31, 2021 and car and control the speed then keep the safety dista รับค่าสนับสนุนการติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าที่บ้านรวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท สัมผัสมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และทดลองขับด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูมทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt -36pt; text-align: left;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92063</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทดสอบรถ, มิตซูบิชิ, มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี, รถใหม่, เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี., ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601cbfafc9508.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48127</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 21:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัว “นิว สกู๊ปปี้ ไอ” ทั้งแบบล้อ 12 นิ้ว และ 14 นิ้ว ดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการตลาดรถจักรยานยนต์ เอ.ที. ของเมืองไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัว &amp;ldquo;นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ&amp;rdquo; รูปลักษณ์ใหม่ 3 สไตล์ ทั้งรุ่นล้อแม็ก 12 นิ้ว ยางจุ๊บเลส หรือ Club12&amp;nbsp; ดีไซน์โดดเด่นไม่ซ้ำใครสำหรับคนรุ่นใหม่ และรุ่นล้อ 14 นิ้ว สำหรับวัยรุ่น มีให้เลือกทั้งแบบ Prestige เรียบหรูดูแพง และแบบ Urban Team ทันสมัยโดนใจกว่าเดิม พร้อมกับดึง 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ขวัญใจวัยรุ่น &amp;ldquo;เดอะทอยส์-ธันวา บุญสูงเนิน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน&amp;rdquo; เป็นผู้ถ่ายทอดคาแรคเตอร์ นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอใหม่ พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ที่เราเปิดตัวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอสู่ท้องตลาดในปี 2009 รถรุ่นนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของวงการรถจักรยานยนต์ไทยสู่ยุคของรถเกียร์อัตโนมัติ หรือ เอ.ที. อย่างเต็มตัว ฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอกลายเป็นรถที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในกลุ่มเอ.ที. และมียอดจำหน่ายสะสมสูงถึง 2 ล้านคัน ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จและความนิยมของรถรุ่นนี้ในหมู่วัยรุ่นอย่างไร้ข้อสงสัย ในปีนี้ ภายใต้แบรนด์คอนเซปต์ What Stops You? ฮอนด้ามีความตั้งใจที่จะส่งมอบความสนุกใหม่แบบไร้ขีดจำกัดด้วยฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอโฉมใหม่ ที่ได้รับการออกแบบให้มีดีไซน์สะดุดตาโดนใจวัยรุ่น ทั้งรุ่นล้อ 12 นิ้ว คลับทเวลฟ์ ที่มาพร้อมนิยามใหม่ของความเป็นโมเดิร์นคลาสสิก ในขณะที่รุ่นสแตนดาร์ด 14 นิ้ว แบบเพรสทีจ นำเสนอแก่นแท้ของความคลาสสิกแบบเรียบหรู และแบบเออร์เบิร์นทีม ที่มาพร้อมกับการผสมผสานสีสันอย่างลงตัว กราฟิกของทุกแบบได้รับการออกแบบให้แฝงไปด้วยความสนุกในขณะที่รูปทรงและเครื่องยนต์ก็มีความสมบูรณ์แบบสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของวัยรุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร เริ่มจากรุ่นคลับทเวลฟ์ล้อ 12 นิ้ว ภายใต้คอนเซปต์ Remarkable-ME เท่ใหม่...โลกไม่ลืม กับกราฟิกใหม่ทันสมัยด้วยเทคนิคการใช้สีแบบพิเศษให้อารมณ์ 2 สี ในมุมที่ต่างกัน ทั้งสีดำ-ชมพู สีขาว-แดง สีเทา-แดง และสีน้ำเงิน-ฟ้า ตามด้วยรุ่นล้อ 14 นิ้ว ได้แก่รุ่นเพรสทีจ (Prestige) มากับคอนเซปต์ Shine Your Way เน้นความเรียบหรู ด้วยเส้นสายสีโรสโกลด์ บนตัวรถสีขาว แดง และดำ และรุ่นเออร์เบิร์นทีม (Urban Team) มาพร้อมคอนเซปต์ #โดนYOUNG สีสันสดใสโดนใจวัยรุ่นกับ 2 สีใหม่ ชมพู-เทา และ ฟ้า-เทา พร้อมกันนี้ เพื่อถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น เอ.พี.ฮอนด้า ยังได้เปิดตัวสองพรีเซนเตอร์ใหม่ประกอบด้วย &amp;ldquo;เดอะทอยส์&amp;rdquo; ธันวา บุญสูงเนิน ศิลปินสุดแนวขวัญใจวัยรุ่นเป็นพรีเซนเตอร์รุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ คลับทเวลฟ์ และ &amp;ldquo;เจ้านาย&amp;rdquo; จินเจษฎ์ วรรธนะสิน ดาวรุ่งมากความสามารถที่กำลังมาแรงในวงการบันเทิงเป็นพรีเซนเตอร์ในรุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ เออร์เบิร์นทีม โดยทั้งคู่ถือเป็นผู้นำทางความคิดของวัยรุ่นในปัจจุบันด้วยคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ มาพร้อมกับฟังก์ชันที่เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์วัยรุ่นเข้ากับตัวรถ นำโดยฟีเจอร์ AC Socket สำหรับชาร์จไฟสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่างๆ และกล่อง U-Box ขนาดใหญ่ที่ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้อย่างสบาย นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ ให้สมรรถนะทันใจวัยรุ่นด้วยเครื่องยนต์ eSP ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI มาพร้อมระบบ Idling Stop System ช่วยหยุดและเดินเครื่องอัตโนมัติ ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 62.5 กม./ลิตร มั่นใจด้วยระบบกระจายแรงเบรค Combi Brake System เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยค่าไอเสียที่สะอาดถึงระดับ 6 อีกทั้งยังรองรับน้ำมัน E20 อีกด้วย เอ.พี. ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่าย &amp;ldquo;นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำดังต่อไปนี้ Club12 ราคาแนะนำ 51,700 บาท Prestige ราคาแนะนำ 48,600 บาท และUrban Team ราคาแนะนำ 48,100 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48127</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 ดารา-ดีเจรีวิวเมจิก สกิน, nattythaipost, thaipost, ข่่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, นิว สกู๊ปปี้ ไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>แ</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด Yamaha Premium Service ศูนย์บริการแบบ Stand Alone มาตรฐานพรีเมียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิด &amp;ldquo;Yamaha Premium Service&amp;rdquo; ศูนย์บริการแบบ Stand Alone มาตรฐานระดับพรีเมียมแห่งแรกในประเทศไทยและที่แรกของโลก เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการการบริการในระดับที่มีมาตรฐานสูงขึ้น โดยยามาฮ่าพร้อมมอบประสบการณ์การบริการเหนือระดับให้กับลูกค้ารถจักรยานยนต์ยามาฮ่าด้วยผลิตภัณฑ์และการให้บริการเพื่อความพึงพอใจสูงสุดและเกินความคาดหมายให้กับลูกค้า ตามหลักปรัชญาคันโด ของยามาฮ่ามอเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชิเงโอะ ฮายาคาวะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า Yamaha Premium Service เป็นศูนย์บริการรูปแบบใหม่ที่แยกออกจากศูนย์จำหน่ายรถจักรยานยนต์ เพื่อเติมเต็มความสุขในการใช้รถจักรยานยนต์ในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; และสามารถตอบสนองไลฟสไตล์ของลูกค้าได้อย่างทันสมัยและครบครันด้วยบริการที่แตกต่างจากศูนย์บริการทั่วไปโดย Yamaha Premium Service เปิดให้บริการซ่อมแซมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ จำหน่ายผลิตภัณฑ์อะไหล่แท้ อะไหล่ตกแต่ง รวมทั้งเครื่องแต่งกายของยามาฮ่า พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้มีมุมผ่อนคลายระหว่างรอรับการบริการ เป็นต้น ศูนย์บริการแห่งนี้จะเป็นต้นแบบในการบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้ารถจักรยานยนต์ยามาฮ่าด้วยการบริการในระดับพรีเมียม โดยศูนย์บริการ Yamaha Premium Service แห่งแรกนี้ตั้งอยู่บนถนน ศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ มีพื้นที่การให้บริการกว่า 1,500 ตารางเมตร สามารถรองรับการใช้บริการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เตรียมที่จะขยายศูนย์บริการ Yamaha Premium Service ไปสู่จังหวัดอื่นๆ ต่อไปในอนาคต เพื่อส่งต่อประสบการณ์การบริการระดับพรีเมียมให้กับลูกค้ายามาฮ่าทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์บริการ Yamaha Premium Service แห่งนี้ พร้อมให้บริการแก่ลูกค้ายามาฮ่าด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการจาก บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด พร้อมกับแท่น Service ระดับมาตรฐาน พร้อมให้การบริการตรวจเช็คระบบเครื่องยนต์ด้วย YDT (Yamaha Diagnosis Tool) ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ให้กับรถจักรยานยนต์ทุกคัน ด้วยช่างซ่อมจากสำนักงานใหญ่ยามาฮ่าที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐาน YTA Silver ถึงระดับ Gold ที่เป็นมาตรฐานสูงสุดของการอบรมช่างในปัจจุบัน พร้อมล้างทำความสะอาดรถจักรยานยนต์และหล่อลื่นจุดหมุนต่างๆ ด้วยมาตรฐาน Premium Service หลังงานซ่อม โดยมีโซน Customer Semi-private lounge ให้ลูกค้าที่มาใช้บริการสามารถติดตามการเข้ารับการบริการรถจักรยานยนต์ของตนเองขณะที่ช่างทำการให้บริการได้อย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามสถานะการซ่อมผ่านจอมอนิเตอร์และการสแกน QR code อีกด้วย Yamaha Premium Service ยังเพียบพร้อมด้วยสต๊อกอะไหล่ ที่พร้อมให้บริการครบถ้วนทุกรุ่น และพื้นที่บริเวณชั้น 2 ยังแยกเป็นโซนของ Apparel &amp;amp; Accessories เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหลากหลายสไตล์, อะไหล่ตกแต่ง Yamaha Genuine Part รวมทั้งอุปกรณ์ตกแต่งและเซฟตี้ไรดิ้งที่เป็น Co-Partner อย่าง โช้คอัพ Ohlins, อุปกรณ์ตกแต่ง Bikers และหมวกกันน็อค Real ที่จัดโชว์ให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริการ Yamaha Premium Service ได้เลือกสรร&amp;nbsp; อย่างครบครัน โดยศูนย์บริการ Yamaha Premium Service ให้บริการภายใต้สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ที่จอดรถจักรยานยนต์หน้าอาคารกว่า 40 คัน, Coffee Lounge ร้านกาแฟภายในอาคาร Yamaha Premium Service, ห้องน้ำเทียบระดับโรงแรมรองรับผู้เข้าใช้บริการได้อย่างพอเพียง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และพื้นที่ที่สามารถรองรับการจัดกิจกรรมให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี เป็นต้น ศูนย์บริการ Yamaha Premium Service เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ &amp;ndash; วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 07.00 &amp;ndash; 19.00 น. เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในการเข้ามาใช้บริการได้อย่างสะดวกสบายมากที่สุด &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42743</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, thaipost, Yamaha Premium Service Shop, ข่าวรถ, ชิเงโอะ ฮายาคาวะ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ยามาฮ่า, ไทยยามาฮ่ามอเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d47ad32aa6d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 11:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ ฉลองความสำเร็จส่งออกรถยนต์ครบ 4 ล้านคัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศูนย์การผลิตของ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่อำเภอแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นศูนย์การผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น โดยปัจจุบัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประเทศไทย มีพนักงานมากกว่า 7,000 คน และอีกกว่าหนึ่งหมื่นคนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ส่งออกรถยนต์ที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไทย และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ในปี 2561 ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ทำการผลิตรถยนต์ทุกรุ่นรวม 440,000 คัน (รวมรถยนต์ชิ้นส่วนประกอบหรือ KD) โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นยอดรถยนต์ที่ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศจำนวน 347,000 คัน และในวันนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จอีกครั้งด้วยการส่งออกรถยนต์ครบ &amp;nbsp;4 ล้านคัน โดยรถคันที่ 4 ล้านคือ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ที่เตรียมส่งออกไปยังทวีปยุโรป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โอซามุ มาสุโกะ ประธานคณะกรรมการ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า นอกเหนือจากการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภูมิภาคฯ ด้วยการดำเนินธุรกิจต่างๆ อาทิ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละประเทศ การจ้างงาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลงทุน รวมถึงการผลิตภายในประเทศและการส่งออกแล้ว เรายังดำเนินการส่งเสริมด้านสังคมมาอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมการตอบแทนสังคมในรูปแบบต่างๆ โดยเราจะยังคงมุ่งมั่นขยายการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ นี้ ไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาด้านสังคมต่างๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;CxSpMiddle&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้าน โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เรายังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามกลยุทธ์ &amp;lsquo;Drive your Ambition&amp;rsquo; เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ และยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย เพื่อมอบให้ลูกค้าของเราทั้งในประเทศไทย และอีกกว่า 120 ประเทศทั่วโลกได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่ดีจากรถยนต์คุณภาพเยี่ยม ที่พร้อมด้วยความอเนกประสงค์ มั่นใจได้ในทุกการขับขี่ ครบครันด้วยประโยชน์การใช้งานและความสะดวกสบาย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;CxSpMiddle&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เราจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานในประเทศไทยต่อไป ภายใต้ความร่วมมือที่ดีจากบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน พันธมิตรทางธุรกิจ และพนักงานของเรา เพื่อขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้การส่งออกรถยนต์ครบ 2 ล้านคันเกิดขึ้นในปี 2556 และถือเป็นการครบรอบ 25 ปีของการส่งออกรถยนต์จาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และด้วยศักยภาพของประเทศไทย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จึงได้ตัดสินใจลงทุนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นในประเทศไทย โดยศูนย์ฯ ดังกล่าวถือเป็นแห่งแรกที่เปิดดำเนินการและตั้งอยู่นอกประเทศญี่ปุ่น โดยมีพันธกิจหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. มุ่งพัฒนาคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างรวดเร็ว 2. การเพิ่มบทบาทในการพัฒนารุ่นปรับโฉมยกระดับและเปลี่ยนรุ่นสำหรับประเทศไทย และ 3. เพื่อค้นคว้าข้อมูลแนวโน้มการตลาด และเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชีย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตะวันออกเฉียงใต้นอกจากนี้การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนายังได้ครอบคลุมถึงการเปิดสนามทดสอบรถยนต์ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในปี 2558 ซึ่งเป็นสนามทดสอบอเนกประสงค์ขนาด 152,000 ตารางเมตร มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในด้านคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตขึ้นโดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก พร้อมตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นและความมุ่งมั่นที่มีต่อประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตที่สำคัญซึ่งรวมถึงด้านวิศวกรรมอีกด้วย ในปี 2558 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ฉลองการส่งออกรถยนต์ครบ 3 ล้านคัน และก้าวขึ้นสู่การเป็นบริษัทผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และในปีงบประมาณ 2561ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ส่งออกรถยนต์เป็นจำนวนมากกว่า 298,000 คัน และถือเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่การเติบโตและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างยอดการส่งออกได้ครบ 4 ล้านคัน โดยมีสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ที่สำคัญดังนี้ รถกระบะในสัดส่วนร้อยละ 70 รถซิตี้คาร์ร้อยละ 22 รถอเนกประสงค์ร้อยละ 5 และรถยนต์ประเภทอื่นๆ ร้อยละ 3&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42540</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, บริษัท มิตซูบิชิ ฮิตาชิ พาวเวอร์ ซิสเต็มส์, มิตซูบิชิ ฉลองความสำเร็จส่งออกรถยนต์ครบ 4 ล้านคัน, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d43c0b241497.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลัมโบร์กินีฉลองการแต่งตั้ง  Lamborghini Club Thailand อย่างเป็นทางการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Lamborghini Club ร่วมฉลองความภาคภูมิใจในการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ ที่ได้รับการแต่งตั้ง Lamborghini Club Thailand อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมเอกสิทธิ์ขั้นสูงสุดสำหรับสมาชิกคลับ และการสนับสนุนดูแลแบบเอ็กซ์คลูซีฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ภานุเมศ จงกลรัตนาภรณ์ ประธาน Lamborghini Club Thailand เปิดเผยว่า ผู้ใช้รถลัมโบร์กินีในประเทศไทยได้มีการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน พบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันอย่างแน่นแฟ้น โดยในวันนี้ ทาง Automobili Lamborghini ประเทศอิตาลี ได้มีการแต่งตั้ง Lamborghini Club Thailand อย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นครั้งแรกของโลก โดยการผลักดันจาก เรนาสโซ มอเตอร์ ถือเป็นประวัติศาสตร์ของการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยิ่งใหญ่ของ Lamborghini Club ที่ถูกจัดตั้งทั่วโลก และเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของคนใช้รถลัมโบร์กินีทั่วโลก ที่เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน ซึ่งทาง Automobili Lamborghini ประเทศอิตาลี พร้อมมอบสิทธิพิเศษมากมาย โดยยกระดับความเป็นมาตรฐานระดับโลก เช่นเดียวกันกับสมาชิก Lamborghini Club ในแต่ละประเทศทั่วโลก โดยการแต่งตั้ง Lamborghini Club อย่างเป็นทางการทั่วโลกจะมีเพียงหนึ่งคลับต่อหนึ่งประเทศเท่านั้น โดยสมาชิกในคลับทุกท่านจะต้องเป็นเจ้าของรถลัมโบร์กินี ซึ่งคลับทุกคลับจะมีการเซ็นต์รัฐบัญญัติ เพื่อปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐานระดับโลกของลัมโบร์กินี นอกจากนี้ สมาชิก Lamborghini Club Thailand จำนวน 108 คน ยังได้รับการสนับสนุนดูแลจาก เรนาสโซ มอเตอร์ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งทิศทางการดำเนินงานของคลับจะมีการจัดกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปี อาทิเช่น กิจกรรมท่องเที่ยวโดยเน้นการขับขี่ปลอดภัยร่วมกันและปฏิบัติตามกฎระเบียบบนท้องถนน การรวมตัวพบปะสังสรรค์ในกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ท่านสมาชิกคลับได้แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน และร่วมสร้างประโยชน์ แบ่งปันความสุขให้แก่สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;CxSpMiddle&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;บรรยากาศภายในงานฉลองการแต่งตั้ง Lamborghini Club Thailand อย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสนุกสนาน ด้วยไฮไลท์การแสดงคอนเสิร์ตสุดเอนเตอร์เทนจากคุณเบน ชลาทิศ และการแสดงเปิดแผ่นสุดมันส์จาก ดีเจโดม-ปกรณ์ ลัม นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรมาร่วมสร้างสีสันให้ค่ำคืนแห่งการฉลองเต็มไปด้วยความพิเศษ โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากแฟนพันธุ์แท้ลัมโบร์กินีที่มาร่วมงาน ณ บ้านปาร์คนายเลิศ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;CxSpMiddle&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42538</URL_LINK>
                <HASHTAG>Lamborghini Club Thailand, nattythaipost, ข่าวรถ, ข่าวรถไทยโพสต์, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, ไทยโพสต์.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d43bfc147570.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
